เตรียมสายไฟอย่างไร ถ้าต้องการติดม่านมอเตอร์

การเตรียมตัวสำหรับการติดตั้ง Motorized Curtain Track และ Motorized Roller Blind

ในการติดตั้งระบบม่านมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น รางม่านไฟฟ้า (Motorized Curtain Track) หรือ ม่านม้วนไฟฟ้า (Motorized Roller Blind) สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมระบบไฟฟ้าไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการเดินสายไฟใต้ฝ้าเพดาน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

รางม่านไฟฟ้า (Motorized Curtain Track)

สำหรับรางม่านไฟฟ้า (Motorized Curtain Track) มีทั้งแบบเดินสายไฟใต้ฝ้าเพดาน WT (Wired Technology) ระบบเดินสายไฟ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ และแบบ WireFree Somfy เทคโนโลยีมอเตอร์ไร้สาย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 


 ม่านม้วนไฟฟ้า (Motorized Roller Blind)

สำหรับม่านม้วนไฟฟ้า (Motorized Roller Blind) ต้องมีการเดินสายไฟใต้ฝ้าเพดาน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กับมอเตอร์


จุดที่ต้องเตรียม:

  • เดินสายไฟจากจุดจ่ายไฟหลักไปยังตำแหน่งที่จะติดตั้งมอเตอร์ โดยระบุว่า จะอยู่ทางซ้ายหรือขวาของตัวรางม่าน
  • ควรทิ้งสายไฟให้ยาวพอสมควร เผื่อสำหรับการเชื่อมต่อภายหลัง (ประมาณ 30–50 ซม.)
  • ขนาดสายไฟต้องไม่เล็กกว่า 1.5 sq.mm. เพื่อรองรับโหลดของมอเตอร์
  • ควรติดตั้งโดยช่างไฟฟ้าที่ชำนาญ

ย้ำว่านับเป็น ตารางมิลลิเมตรนะ ไม่ได้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของหน้าตัดเส้นทองแดง ฉนั้นมันก็จะวัดยากๆ หน่อย แบบส่วนใหญ่แบบสายที่เป็นแกนเดียวเลยจะมีขนาดเล็กกว่าแบบเกลียวนิดนึงด้วย

แล้วสายไฟแบบไหนแนะนำสำหรับการรอยใต้ฝ้าเพื่อเตรียมสำหรับต่อกับ มอเตอร์?

สายไฟแบบต่าง ๆ ที่ใช้ในงานระบบมอเตอร์ม่าน

สายไฟในท้องตลาดมีหลายชนิด โดยแต่ละชนิดจะเหมาะกับการใช้งานต่างกัน ข้างล่างนี้คือสายไฟที่มักถูกพูดถึงในการติดตั้งระบบภายในอาคาร พร้อมคำอธิบายย่อและคุณสมบัติ

ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
NYYNYLON sheathed with PVC Insulated Wireสายกลม แข็งแรง มีชั้นฉนวนหนา ทนทานต่อการใช้งานกลางแจ้งและใต้ดินเดินสายไฟฟ้าทั่วไปในอาคาร โรงงาน, เดินฝังดิน (ควรร้อยท่อ)
NYY-GNYLON sheathed with PVC Insulated Wire with Groundเหมือน NYY แต่มีสายกราวด์ (Ground) เพิ่มมางานที่ต้องการสายกราวด์เพิ่มความปลอดภัย เช่น ระบบไฟฟ้ากำลัง
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VAFVinyl Insulated Flat Cordสายแบน หุ้มฉนวนพีวีซี 2 ชั้น มีสายทองแดงเส้นเดียวงานเดินสายในอาคารใต้ฝ้าเพดาน หรือร้อยท่อในอาคาร
VAF-GVinyl Insulated Flat Cord with Ground Wireแบบเดียวกับ VAF แต่มีสายดินเพิ่มใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการสายดิน เช่น มอเตอร์
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VFFVinyl Insulated Flexible Cordสายแบนเส้นคู่ แบบอ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทั่วไป เช่น โคมไฟ, พัดลม, หม้อหุงข้าว
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VCTVinyl Insulated Circular Twin Cordสายกลม มี 2-3 แกน แบบอ่อนเครื่องจักร, อุตสาหกรรม
ใช้ภายในและภายนอก
VCT-GVinyl Insulated Circular Twin Cord with Ground Wireแบบเดียวกับ VCT แต่มีสายดินเพิ่มเครื่องจักรที่ต้องการสายดิน, งานไฟฟ้าอุตสาหกรรม
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VSFVinyl Insulated Single Flexible Cordเส้นเดียว แบบอ่อนงานต่อวงจรเล็ก, ใช้ภายในเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
THWThermoplastic Heat and Water-resistant Wireสายเดี่ยว หุ้ม PVC ทนความร้อนและความชื้นใช้เดินสายภายในผนังหรือท่อร้อยสาย ทนความชื้นสูง

แนะนำสายไฟที่เหมาะกับม่านมอเตอร์

สำหรับงานติดตั้งม่านมอเตอร์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง แนะนำสายไฟดังนี้:

  • ขนาด: อย่างน้อย 1.5 sq.mm. (ถ้าใช้หลายชุด หรือระยะทางไกล อาจพิจารณาใช้ 2.5 sq.mm.) และต้องมีสายกราวด์
  • ชนิดที่แนะนำ: THW: หากต้องการเดินสายผ่านท่อ หรือภายในผนัง 3 เส้น

หลีกเลี่ยงการใช้สาย VFF หรือ VSF สำหรับโหลดมอเตอร์ถาวร เพราะเป็นสายอ่อนที่ไม่รองรับกำลังไฟฟ้าสูงและไม่ทนความร้อนเท่าสายที่ออกแบบมาสำหรับงานติดตั้งถาวร


สายไฟ THW ตาม มาตรฐาน มอก. 11-2553 

ของประเทศไทย มีข้อกำหนดเรื่อง “สีของเปลือกฉนวน” เอาไว้ชัดเจน เพื่อให้สามารถแยกหน้าที่ของสายได้สะดวกและปลอดภัย


สรุปสายไฟที่เหมาะกับม่านมอเตอร์

  • กำหนดตำแหน่ง: เดินสายไฟจากจุดจ่ายไฟหลักไปยังตำแหน่งที่จะติดตั้งมอเตอร์ โดยระบุว่า จะอยู่ทางซ้ายหรือขวาของตัวรางม่าน เพื่อการสั่งผลิตจะได้วางในตำแหน่ง ซ้ายหรือขวา สอดคล้องกัน
  • ขนาดสายไฟ: อย่างน้อย 1.5 sq.mm. (ถ้าใช้หลายชุด หรือระยะทางไกล อาจพิจารณาใช้ 2.5 sq.mm.) และต้องมีสายกราวด์ และควรทิ้งสายไฟให้ยาวพอสมควร เผื่อสำหรับการเชื่อมต่อภายหลัง (ประมาณ 30–50 ซม.)
  • ชนิดสาายไฟที่แนะนำ: THW: สายผ่านท่อ หรือเดินสายใต้ฝ้า 3 เส้น ได้แก่
    • L สีน้ำตาล
    • N สีฟ้า
    • G สีเขียวแถบเหลือง

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รางม่านมอเตอร์ SOMFY กับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในบ้าน

ดูตัวอย่างเล่ม Roller Blinds by Nitas Tessile

ดูเล่มตัวอย่าง Wooden Blinds by Nitas Tessile

SOFA SO GOOD Collection

SOFA SO GOOD: Upholstery Collection
เล่มที่รวบรวมผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่มากที่สุด และดีที่สุดแห่งปี
Enjoy it ^ ^


Light Block Fabrics

เลือกผ้าม่านให้เหมาะสม: เปรียบเทียบระดับการกันแสงของผ้าแต่ละประเภท

การเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับการใช้งาน ควรพิจารณาความสามารถในการกันแสง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่:

1. ม่านโปร่ง (Sheer Fabric)

  • Light Block 10-30% (ป้องกันแสงน้อยมาก)
  • เนื้อผ้าบาง โปร่งแสง ให้แสงธรรมชาติเข้ามา
  • มองเห็นวิวภายนอกได้บางส่วน มีโครงสร้างผ้าที่ทอหลวมกว่าม่านปกติ
  • นิยมใช้ร่วมกับม่านทึบเพื่อความสวยงามและปรับระดับแสงได้

2. ม่านปกติ (Curtain Fabric)

  • Light Block 40-70% (ป้องกันแสงปานกลาง)
  • บังแสงได้มากกว่าม่านโปร่ง แต่ยังคงให้แสงผ่านได้บางส่วน มีโครงสร้างผ้าที่ทอเน้นกว่าม่านโปร่ง
  • ช่วยลดความร้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัว

3. ม่านกันแสง (Dim-out Fabric)

  • Light Block 60-90% (ป้องกันแสงมาก แต่ยังมีแสงรอดผ่านเล็กน้อย)
  • กันแสงได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นปิดกั้นแสงสนิท โดย การทอเส้นด้ายสีดำ (Dope-Dyed Yarn) แทรกในเนื้อผ้า ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับแสง ช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันแสง ทำให้แสงลอดผ่านน้อยลง
  • เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงานที่ต้องการลดแสงแต่ไม่ให้มืดเกินไป

4. ม่านทึบแสง (Blackout Fabric)

  • Light Block 100% (ปิดกั้นแสงสนิท)
  • การเคลือบกันแสงเพื่อป้องกันแสงลอดผ่าน
    • Foam-white coat – ชั้นเคลือบโฟมสีอ่อนช่วยสะท้อนแสงและความร้อนเป็นชั้นนอกสุด
    • Foam-back coat – ชั้นโฟมสีดำที่ช่วยดูดซับแสง ป้องกันการลอดผ่านของแสงได้ 100%
    • Foam-white coat – ชั้นเคลือบโฟมสีขาวเป็นชั้นในสุดติดกับเนื้อผ้า ที่ใช้สีขาวเพราะจะไม่ทำให้ผ้าที่เพี้ยน สีผ้าหม่นๆ เข้มขั้น ถ้าเคลือชั้นติดกับผ้าเป็นชั้นโฟมสีดำเลย
    • Fabric – นิยมใช้เนื้อผ้าที่เนื้อบางๆ เพื่อเวลาสัมผัสหลังเคลือบชั้นโฟมแล้วจะไม่รู้สึกแข็งกระด้างเกินไปและเพื่อความสวยงาม
  • เหมาะสำหรับห้องนอนและโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการความมืดสนิท

สรุปการเลือกใช้ผ้าม่านตามระดับการกันแสง:

  • ม่านโปร่ง → ปล่อยให้แสงผ่านมากที่สุด (Light Block 10-30%)
  • ม่านปกติ → กรองแสงระดับปานกลาง (Light Block 40-70%)
  • Dim-out → กรองแสงได้มากขึ้น (Light Block 60-90%)
  • Blackout → ปิดกั้นแสงเกือบทั้งหมด (Light Block 100%)

การเลือกผ้าม่านที่เหมาะสมช่วยให้สามารถควบคุมแสงในห้องได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายและบรรยากาศที่ต้องการให้กับพื้นที่ และทิศทางของบ้านของคุณ


Polyester Fiber VS Bottle Grade PET

เส้นใย Polyester ในเนื้อผ้า กับ PET ในขวดพลาสติก คือสิ่งเดียวกันหรือไม่?

เส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอส่วนใหญ่ ผลิตมาจาก Polyethylene Terephthalate (PET) ซึ่งเป็นโพลีเอสเตอร์ชนิดหนึ่ง ดังนั้น โพลีเอสเตอร์ที่พบในเสื้อผ้าและ PET ที่ใช้ทำขวดน้ำ จึงมี “โครงสร้างทางเคมีพื้นฐานที่เหมือนกัน” เนื่องจากทั้งสองเป็นพอลิเมอร์ประเภทเดียวกัน เพียงแต่มีกระบวนการผลิตและการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

โครงสร้างทางเคมีและการนำไปใช้งาน

แม้ว่า PET และ Polyester จะมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่ในระดับอุตสาหกรรมจะถูกแบ่งเกรดตามการใช้งาน ดังนี้:

  • Bottle Grade PET: ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำดื่ม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่แข็งแรง โปร่งใส และทนทานต่อสารเคมี
  • Fiber Grade Polyester (PET): ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ พรม และสิ่งทอเพื่อการตกแต่งบ้าน โดยเส้นใยที่ได้จะมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความทนทาน ยืดหยุ่น และแห้งเร็ว

กระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน

แม้จะเป็นต้นกำเนิดเดียวกัน แต่กระบวนการแปรรูปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

1. กระบวนการผลิตขวด PET

PET ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการพอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) ภายใต้ความร้อนและความดันสูง จนได้ของเหลวหนืดคล้ายน้ำผึ้ง จากนั้นจะถูกรีดออกและตัดเป็น เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติกเหล่านี้จะถูกนำไป ฉีดขึ้นรูป (Injection) เป็นแท่งพลาสติกใสที่มีเกลียวฝาขวดเรียบร้อย เรียกว่า พรีฟอร์ม (PET Preform)

พรีฟอร์ม (PET Preform)

จากนั้นพรีฟอร์มจะถูกนำไปผ่านกระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding) เพื่อขยายเป็นขวดพลาสติกขนาดเต็มรูปแบบที่แข็งแรงและพร้อมใช้งาน

กระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding)


2. การผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester Fiber)

  1. Melt Spinning: เม็ดพลาสติก PET จะถูกนำไปหลอมเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 250-260°C และรีดผ่านหัวฉีด (Spinnerets) เพื่อสร้างเส้นใย โดยสามารถปรับรูปร่างหัวฉีดเพื่อให้ได้คุณสมบัติเส้นใยที่ต้องการ
  2. Cooling & Drawing: เส้นใยจะถูกทำให้เย็นลงเพื่อให้แข็งตัว จากนั้นจะผ่านกระบวนการยืดดึง (Drawing Process) เพื่อให้โมเลกุลเรียงตัวเป็นระเบียบ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่น
  3. Yarn Production: เส้นใยจะถูกปั่นรวมกันเป็นเส้นด้าย ทั้งแบบเส้นใยสั้น (Staple Fiber) หรือเส้นยาวต่อเนื่อง (Filament Fiber)
  4. Weaving & Finishing: เส้นด้ายจะถูกนำไปทอ (Weaving) หรือถัก (Knitting) เป็นผืนผ้า และเข้าสู่กระบวนการปรับแต่งพื้นผิวขั้นสุดท้าย

Polyester คือ “ตระกูล” แต่ PET คือ “ชื่อเฉพาะ”

เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับ “ผลไม้” และ “แอปเปิล” 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ “ผลไม้” กับ “แอปเปิล” Polyester เปรียบเสมือน “ผลไม้” ซึ่งเป็นหมวดหมู่ใหญ่ของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ ในขณะที่ PET คือ “แอปเปิล” ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงของผลไม้ การเรียกขวด PET ว่าโพลีเอสเตอร์อาจไม่ผิด แต่ในทางอุตสาหกรรมอาจทำให้เกิดความสับสนได้ เพราะในตระกูลโพลีเอสเตอร์ยังมีพลาสติกชนิดอื่นๆ ที่ใช้งานแตกต่างกันออกไป เช่น:

  • PBT (Polybutylene Terephthalate): ทนความร้อนและสารเคมีได้ดี นิยมใช้ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  • PTT (Polytrimethylene Terephthalate): มีความยืดหยุ่นสูงและทนทานต่อการยับยู่ยี่ ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเฉพาะทาง
  • PCT (Polycyclohexylene Dimethylene Terephthalate): ทนความร้อนได้สูงมาก ใช้ผลิตชิ้นส่วนที่ต้องทนอุณหภูมิสูง
  • PEN (Polyethylene Naphthalate): คล้าย PET แต่ทนความร้อนและสารเคมีได้ดีกว่า มีต้นทุนสูง มักใช้ในฟิล์มบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การรีไซเคิลสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ (rPET)

ด้วยโครงสร้างทางเคมีที่เหมือนกัน ขวดพลาสติก PET จึงสามารถนำมารีไซเคิลเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์สำหรับผลิตสิ่งทอได้ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะและประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยแบ่งเป็น 2 กระบวนการหลัก

การรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling): ขวด PET จะถูกทำความสะอาด บดเป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปหลอมเพื่อฉีดเป็นเส้นใยใหม่โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเพิ่มเติม

การรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling): ใช้กระบวนการทางเคมี เช่น การสลายตัว (Hydrolysis) เพื่อแยกโมเลกุล PET กลับไปเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตโพลีเอสเตอร์ใหม่

วิวัฒนาการของ 100% rPET ในอดีต การใช้ PET รีไซเคิล 100% อาจทำให้เส้นใยมีคุณสมบัติความทนทานลดลง จึงต้องผสมกับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Polyester) ในสัดส่วน 30-50% แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาจนสามารถผลิต 100% rPET Fiber (Recycled Polyethylene Terephthalate) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เราจึงมักเห็นป้าย “Made from Recycled PET Bottles” บนสินค้าต่างๆ เช่น เสื้อกีฬา ผ้าม่าน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งทอตกแต่งบ้านคุณภาพสูง เส้นใย rPET เหล่านี้มักจะต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลควบคู่ไปด้วย เช่น การปราศจากสารก่อมะเร็ง (AZO-free), ปราศจากสารฟอร์มาลดีไฮด์ และได้รับการรับรองมาตรฐาน OEKO-TEX เพื่อให้เป็นมิตรต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

สรุป

แม้จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่ PET และเส้นใย Polyester มีเส้นทางการแปรรูปที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้งาน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงทางเคมีนี้ทำให้ขวด PET สามารถเดินทางกลับสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอในรูปแบบของเส้นใยรีไซเคิล (rPET) ได้ ถือเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน


6 คำศัทพ์พื้นฐานเกี่ยวกับผ้า

ในการเลือกใช้ผ้าสำหรับงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า งานตกแต่งบ้าน หรือการผลิตเฟอร์นิเจอร์ คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของผ้ามีความสำคัญอย่างมาก การเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกใช้ผ้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งาน บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับผ้า ได้แก่ หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก, และส่วนประกอบของผ้า

1. หน้าผ้า (Right Side)

หน้าผ้าหมายถึงด้านของผ้าที่ถูกออกแบบมาให้เป็นด้านหลักสำหรับใช้งาน เช่น ด้านที่มีลวดลายชัดเจน สีสันสดใส หรือมีพื้นผิวที่สวยงาม หากเป็นผ้าทอ มักเป็นด้านที่มีการจัดเรียงเส้นด้ายให้มีความละเอียดสวยงาม หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย หน้าผ้าจะเป็นด้านที่ลายพิมพ์คมชัดกว่าหลังผ้า การเลือกใช้หน้าผ้าให้ถูกต้องมีผลต่อรูปลักษณ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

2. หลังผ้า (Wrong Side)

หลังผ้าหมายถึงด้านที่ไม่ใช่ด้านหลักของผ้า มักจะมีลักษณะที่ไม่สวยงามเท่าหน้าผ้า อาจเป็นด้านที่มีเส้นด้ายยุ่งเหยิง สีไม่ชัด หรือมีลวดลายที่จางกว่าหน้าผ้า สำหรับผ้าทอบางประเภท หลังผ้าอาจมีผิวสัมผัสที่แตกต่างจากหน้าผ้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผ้ากำมะหยี่ที่ด้านหนึ่งจะมีขนละเอียด ส่วนอีกด้านจะเป็นผิวเรียบ

3. ริมผ้า (Selvage)

ริมผ้าคือขอบของผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอหรือถักทอเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นด้ายลุ่ยออกมา ริมผ้ามักอยู่ที่ขอบด้านยาวของผ้า และอาจมีสีหรือเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากส่วนกลางของผ้า สำหรับผ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่งบ้าน ริมผ้ามักจะถูกตัดออกก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากอาจมีเนื้อผ้าที่หนากว่าหรือมีรอยพิมพ์ข้อมูลของโรงงานผลิต

4. หน้ากว้างของผ้า (Fabric Width)

หน้ากว้างของผ้าหมายถึงความกว้างของผ้าจากริมหนึ่งไปถึงอีกริมหนึ่ง โดยทั่วไป หน้ากว้างของผ้าจะอยู่ระหว่าง 40 นิ้ว (ประมาณ 100 ซม.) และ 60 นิ้ว (ประมาณ 152 ซม.) แต่ในบางประเภทของผ้า เช่น ผ้าสำหรับทำม่านหรือผ้าหุ้มเบาะ อาจมีหน้ากว้างมากกว่านั้น การทราบหน้ากว้างของผ้ามีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณผ้าที่ต้องใช้ในงานตัดเย็บหรือออกแบบผลิตภัณฑ์

5. น้ำหนักของผ้า (Fabric Weight)

น้ำหนักของผ้าเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความหนาหรือความแน่นของเส้นด้ายที่ใช้ทอ โดยทั่วไปจะวัดเป็น กรัมต่อตารางเมตร (GSM – Grams per Square Meter) น้ำหนักของผ้าส่งผลต่อความหนาและการใช้งาน เช่น

  • ผ้าน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 150 GSM) เหมาะสำหรับเสื้อผ้าบางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าคอตตอนบาง
  • ผ้าน้ำหนักปานกลาง (150-300 GSM) ใช้ทำเสื้อผ้าแนวลำลอง ผ้าคอตตอนสำหรับเสื้อเชิ้ต ผ้ายีนส์บาง หรือผ้าโพลีเอสเตอร์สำหรับงานตกแต่ง
  • ผ้าน้ำหนักมาก (มากกว่า 300 GSM) เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ ผ้าหุ้มเบาะ ผ้ายีนส์หนา หรือผ้าสำหรับทำกระเป๋า

6. ส่วนประกอบของผ้า (Fabric Composition)

ส่วนประกอบของผ้าหมายถึงเส้นใยที่ใช้ในการผลิตผ้า ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของผ้า เช่น ความนุ่ม ยืดหยุ่น ระบายอากาศ และความทนทาน ตัวอย่างของเส้นใยที่ใช้ทำผ้ามีดังนี้:

  • เส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) ผ้าลินิน (Linen) ผ้าไหม (Silk) และผ้าขนสัตว์ (Wool) ซึ่งให้สัมผัสที่นุ่มสบายและระบายอากาศได้ดี
  • เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibers) เช่น โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ไนลอน (Nylon) และอะคริลิก (Acrylic) ซึ่งมีความทนทานสูงและดูแลรักษาง่าย
  • เส้นใยผสม (Blended Fibers) เป็นการผสมเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ผ้าคอตตอนผสมโพลีเอสเตอร์ ที่มีทั้งความนุ่มและความทนทานในเวลาเดียวกัน

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์พื้นฐานของผ้า เช่น หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก และส่วนประกอบของผ้า จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกผ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า การตกแต่งภายใน หรือการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การเลือกผ้าให้ถูกต้องนอกจากจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของผ้านั้น ๆ อีกด้วย

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Gram

หน่วย GSM ในผ้า vs หน่วย Gram ในกระดาษ – หน่วยเดียวกันแต่ใช้งานต่างกัน

ในการเลือกใช้วัสดุทั้ง ผ้าและกระดาษ หลายคนอาจสังเกตเห็นว่ามีการใช้หน่วย GSM (Grams per Square Meter – กรัมต่อตารางเมตร) ในการบอกน้ำหนักของวัสดุ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว GSM ของผ้า และ แกรมของกระดาษ มีความหมายและผลต่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แม้จะใช้หน่วยเดียวกัน

GSM ของผ้าคืออะไร?

GSM (Grams per Square Meter) เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) หรือพูดง่ายๆ ว่า บอกถึงน้ำหนักผ้า ซึ่งจะส่งผลกับความหนาของผ้า ซึ่งมาจากการทอแน่นของเส้นใย คือขนาดของเส้นด้ายที่ใช้ทอผ้า

  • GSM สูง → ผ้าจะหนาและหนักขึ้น ทนทานขึ้น (ขึ้นอยู่กับการใช้งานและชนิดของเส้นใย)
  • GSM ต่ำ → ผ้าจะบางและเบากว่า พลิ้วไหวมากขึ้น

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าค่า GSM (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMกรองแสงได้บางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง

ค่า GSM มีผลต่อความหนา ทิ้งตัว และความทนทานของผ้า
GSM สูง = ผ้าหนาและทึบ | GSM ต่ำ = ผ้าบางและโปร่ง

Gram ของกระดาษคืออะไร?

Gram (แกรม) ของกระดาษ เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของกระดาษในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับ GSM ของผ้า แต่ในบริบทของกระดาษ แกรมไม่ได้บอกถึงความหนาของกระดาษโดยตรง เพราะความหนาของกระดาษยังขึ้นอยู่กับประเภทของเยื่อกระดาษและกระบวนการผลิต

  • แกรมต่ำ → กระดาษบาง เบา และพับง่าย
  • แกรมสูง → กระดาษหนาและแข็งแรงขึ้น

ค่ามาตรฐานของแกรมในกระดาษ

ประเภทกระดาษค่าแกรม (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
กระดาษถ่ายเอกสาร70 – 80 g/m²บาง เบา ใช้พิมพ์เอกสารทั่วไป
กระดาษปอนด์100 – 120 g/m²ใช้พิมพ์หนังสือ รายงาน
กระดาษอาร์ตมัน / อาร์ตด้าน130 – 300 g/m²ใช้ทำโปสเตอร์ ใบปลิว นิตยสาร
กระดาษการ์ด / กล่อง250 – 400 g/m²ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ นามบัตร กล่องสินค้า

น้ำหนักกระดาษที่สูงขึ้น (แกรมมากขึ้น) หมายถึงน้ำหนักของกระดาษต่อหนึ่งตารางเมตรที่มากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปมักส่งผลให้กระดาษมีความหนาและแข็งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ตัวอย่างเช่น กระดาษปอนด์ 150 แกรม และกระดาษอาร์ต 150 แกรม มีน้ำหนักเท่ากันต่อหนึ่งตารางเมตร แต่เมื่อเปรียบเทียบความหนา กระดาษปอนด์จะหนากว่ากระดาษอาร์ต เนื่องจากกระบวนการผลิตของกระดาษปอนด์จะทำให้กระดาษมีความฟูและผิวไม่เรียบเนียนเท่ากระดาษอาร์ต ขณะที่กระดาษอาร์ตจะผ่านกระบวนการที่ใช้แรงกดสูง ทำให้เนื้อกระดาษมีความแน่นกว่า ส่งผลให้กระดาษอาร์ตที่มีน้ำหนักเท่ากับกระดาษปอนด์ดูบางกว่าเล็กน้อย แต่จะมีความแกร่งมากกว่า

GSM ของผ้า vs. Gram ของกระดาษ

เปรียบเทียบGSM ของผ้าGram ของกระดาษ
หน่วยวัดกรัมต่อตารางเมตร (g/m²)กรัมต่อตารางเมตร (g/m²)
การเขียน….. g/m²
…… GSM
….. g/m²
…… GSM
….. Gram
….. g
วัดอะไร?น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใยผ้าน้ำหนักของกระดาษ
ค่าเพิ่มขึ้นแปลว่า?ผ้าหนาและหนักขึ้นกระดาษหนาและแข็งขึ้น (แต่ไม่จำเป็นต้องหนาขึ้นเสมอไป)
ตัวอย่างค่า100-600 GSM (ผ้าม่าน, ผ้าบุ)70-400 g/m² (กระดาษ)
ผลต่อการใช้งานมีผลต่อการทิ้งตัว ความโปร่งแสง และความทนทานมีผลต่อความแข็ง ความหนา และการพิมพ์

 GSM ในผ้าหมายถึง “น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใย”
แกรมของกระดาษหมายถึง “น้ำหนักของกระดาษ” ซึ่งไม่ได้บอกถึงความหนาโดยตรง


ทำไมผ้าใช้ GSM แต่กระดาษคนไทยเรียกว่า “แกรม”

หลักการวัดเหมือนกัน:
ทั้งผ้าและกระดาษใช้ น้ำหนักต่อ 1 ตร.ม. (g/m²) เป็นมาตรฐาน

ทำไมผ้าใช้ GSM?

GSM (grams per square meter) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก เพื่อประเมินความหนา ความโปร่ง และความหนักเบาของผ้า จึงนิยมระบุเป็นหน่วย GSM เช่น ผ้าเสื้อยืด 180 gsm หรือผ้าม่าน 250 gsm เป็นต้น

ทำไมกระดาษ “แกรม”?

กระดาษก็ใช้หลักการเดียวกัน คือวัดน้ำหนักต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับผ้า
ในประเทศไทย เรียก “แกรม” มาจากคำว่า “gram” (กรัม) โดยเกิดจากการ ถอดเสียง (Transliteration) ตามเสียงภาษาอังกฤษ “gram” ที่ออกเสียงว่า /ɡræm/ กลายเป็น “แกรม” ในภาษาไทย
เนื่องจากคำเต็ม “grams per square meter” มีความยาว คนไทยจึงนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “แกรม”
ในงานพิมพ์สากล จะใช้ gsm หรือ g/m² แต่ในประเทศไทยนิยมพูดว่า “แกรม” เช่น “กระดาษ 150 แกรม”

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Thread Count

หน่วยการนับของผ้าในงานตกแต่งที่อยู่อาศัย

การเลือกใช้ผ้าในการตกแต่งที่อยู่อาศัย

ในการเลือกใช้ ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ หรือผ้าตกแต่งบ้าน ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพและความเหมาะสมของการใช้งานมีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ หน่วยวัดค่าคุณสมบัติของผ้า ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. GSM (Grams per Square Meter) → ใช้วัดความหนาแน่นและน้ำหนักของผ้า มักใช้กับ ผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
  2. Thread Count (TC) → ใช้วัดความละเอียดของการทอ มักใช้กับ ผ้าปูที่นอนและผ้าสำหรับการนอนหลับ

หน่วยวัดน้ำหนักของผ้าในงานตกแต่งบ้าน (GSM – Grams per Square Meter)

GSM ย่อมาจาก Grams per Square Meter หมายถึง น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร ยิ่งค่า GSM สูง ผ้าจะยิ่งหนา แน่น และหนักขึ้น ในทางกลับกัน ค่า GSM ต่ำมักจะหมายถึงผ้าที่บางและเบากว่า

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าGSM (กรัม/ตร.ม.)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMลดแสงบางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง
  • ค่า GSM สูง มักใช้กับผ้าที่ต้องการความทนทานและหนา เช่น ผ้าบุโซฟา ผ้าม่านกันแสง
  • ค่า GSM ต่ำ มักใช้กับผ้าที่ต้องการความพลิ้วไหว เช่น ผ้าม่านโปร่ง

หน่วยวัดความละเอียดของผ้า (Thread Count – TC)

Thread Count หรือ TC หมายถึง จำนวนเส้นด้ายที่ทอในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วของผ้า โดยคิดรวมเส้นด้ายทั้งแนวตั้ง (warp) และแนวนอน (weft)

ค่ามาตรฐานของ Thread Count ในผ้าปูที่นอน

ประเภทผ้าThread Count (TC)คุณสมบัติ
ผ้าฝ้ายทั่วไป150 – 250 TCระบายอากาศดี ราคาไม่สูง
ผ้าปูที่นอนคุณภาพดี300 – 500 TCนุ่ม เนียน เหมาะกับการนอนสบาย
ผ้าปูที่นอนโรงแรมหรู600 – 800 TCเรียบลื่น หรูหรา สัมผัสนุ่มมาก
ผ้าไหม ผ้าลินินระดับพรีเมียม800 TC ขึ้นไปคุณภาพสูงมาก ละเอียดสุดๆ
  • ค่า TC สูง (เช่น 600 TC ขึ้นไป) ทำให้ผ้านุ่มและเรียบหรู แต่มักมีราคาสูง
  • ค่า TC ต่ำ (เช่น 200 TC) ระบายอากาศได้ดีแต่สัมผัสอาจไม่นุ่มมาก

เปรียบเทียบ GSM กับ Thread Count

แม้ว่า GSM และ Thread Count จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผ้า แต่ทั้งสองค่ามีบทบาทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คุณสมบัติGSM
(น้ำหนักผ้า)
Thread Count
(ความละเอียดเส้นด้าย)
วัตถุประสงค์ใช้วัดความหนาและน้ำหนักของผ้าใช้วัดความละเอียดและความนุ่มของผ้า
มักใช้กับผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ผ้าปูที่นอน, ผ้าแฟชั่น
ค่าเพิ่มขึ้นหมายถึงผ้าหนาและหนักขึ้นผ้านุ่มและเนียนขึ้น
ตัวอย่างค่า200-500 GSM
สำหรับผ้าม่าน, ผ้าบุ
300-800 TC
สำหรับผ้าปูที่นอน

ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าสำหรับตกแต่งบ้าน → ดูที่ค่า GSM (น้ำหนักผ้า) ในการวัด GSM สูง = ผ้าหนา ทึบ ทนทาน
ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าปูที่นอน → ดูที่ค่า Thread Count (TC) (จำนวนเส้นด้าย) ในการวัด TC สูง = ผ้านุ่ม เรียบหรู

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


ผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนแสงบ้านคุณให้ละมุนเหมือนอยู่ในสตูดิโอ

คำพูดเหล่านี้ไม่มีอะไรเกินจริง กับคำว่า….

  • เพิ่มมิติแห่งแสงด้วยผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนบ้านให้ละมุนเหมือนสตูดิโอ
  • ม่านโปร่ง + ม่านทึบ: เคล็ดลับแสงนุ่มละมุนราวกับสตูดิโอถ่ายภาพ
  • แสงสวยตลอดวัน! ติดม่านโปร่งเสริมบรรยากาศอบอุ่นให้บ้าน
  • ม่านโปร่งเสริมเสน่ห์ ให้บ้านคุณมีแสงซอฟต์ตลอดเวลา
  • เปลี่ยนบ้านให้ดูแพง ด้วยเทคนิคการใช้ม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ
  • ละมุนทุกมุมบ้าน! ใช้ม่านโปร่งเพื่อสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์
  • บ้านสวย แสงซอฟต์ ด้วยการติดม่านโปร่งอีกชั้นอย่างมืออาชีพ
  • สตูดิโอที่บ้าน! ใช้ม่านโปร่งสร้างบรรยากาศแสงละมุน
  • ม่านโปร่ง ไอเทมลับของบ้านที่มีแสงสวยเสมอ
  • แต่งบ้านด้วยม่านโปร่ง ให้แสงละมุนราวกับถ่ายภาพในสตูดิโอ

การติดผ้าม่านโปร่ง อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ช่วยให้บรรยากาศของบ้านคุณแสงสวย เหมือนคุณอยู่ในสตูดิโอ

การเลือกใช้ผ้าม่านสำหรับตกแต่งบ้านไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศและคุณภาพของแสงภายในห้องอีกด้วย หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยให้บ้านดูสว่างนุ่มนวล มีมิติ และน่าพักผ่อน คือการติดตั้งผ้าม่านโปร่ง (Sheer Curtain) อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ซึ่งจะช่วยกรองแสงธรรมชาติให้มีความละมุนมากขึ้น ราวกับคุณอยู่ในสตูดิโอที่มีไฟซอฟต์บ็อกซ์ให้แสงสวยตลอดเวลา

ม่านโปร่งช่วยสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์อย่างไร?

  1. กระจายแสงให้ละมุนขึ้น
    ม่านโปร่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยกระจายแสงจากภายนอก ไม่ให้แสงแดดตกกระทบโดยตรงภายในห้อง ลดความแข็งกระด้างของแสง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูซอฟต์และอบอุ่นขึ้น
  2. สร้างความเป็นส่วนตัวโดยไม่ปิดกั้นแสง
    ในช่วงเวลากลางวัน ม่านโปร่งช่วยให้คุณได้รับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ไม่ให้คนนอกมองเข้ามาภายในบ้านได้ชัดเจน
  3. ปรับมิติของแสงตามช่วงเวลา
    ตอนเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านม่านโปร่งจะมีความนุ่มนวลและช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ส่วนเวลากลางวัน ม่านโปร่งจะช่วยลดความจ้าของแสง แต่ยังคงให้ความสว่างเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงประดิษฐ์มากเกินไป

เคล็ดลับการเลือกม่านโปร่งให้เหมาะกับบ้าน

  • เลือกโทนสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือสีพาสเทล เพื่อช่วยสะท้อนและกระจายแสงให้สว่างและดูนุ่มนวล
  • เลือกเนื้อผ้าที่มีความโปร่งพอดี ไม่บางจนไร้ประโยชน์ และไม่หนาจนบดบังแสงมากเกินไป
  • ติดตั้งควบคู่กับม่านทึบแสง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสว่างและความเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการ

บ้านที่มีแสงซอฟต์ ดูอบอุ่น และถ่ายรูปสวยขึ้น

การเพิ่มม่านโปร่งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งชั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้บ้านของคุณดูน่าอยู่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แสงที่ตกกระทบภายในห้องมีความสมดุล เหมาะกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นมุมพักผ่อน มุมทำงาน หรือแม้แต่โต๊ะอาหาร คุณจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ดูละมุน สบายตา และอบอุ่นในทุกช่วงเวลา

หากคุณต้องการให้บ้านดูมีมิติของแสงที่สวยงาม ลองเลือกติดม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้บ้านของคุณดูพิเศษขึ้นแน่นอน!


ต้องการดูตัวอย่างเล่มตัวอย่างผ้าม่านโปร่งของเรา คลิ๊ก!!!


NRC (Noise Reduction Coefficient) คืออะไร?

NRC (Noise Reduction Coefficient) คือ ค่าที่บอกว่าวัสดุสามารถดูดซับเสียงได้มากแค่ไหน แทนที่จะสะท้อนกลับไปในห้อง ค่านี้ใช้วัดประสิทธิภาพของวัสดุซับเสียง เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุผนัง โฟมอะคูสติก และฉนวนกันเสียง

ค่า NRC มีช่วงเท่าไหร่ และหมายถึงอะไร?

NRC มีค่าตั้งแต่ 0.0 ถึง 1.0

  • NRC = 0.0 → ไม่ดูดซับเสียงเลย (สะท้อนเสียงทั้งหมด) เช่น ผิวโลหะ, กระจก
  • NRC = 0.5 → ดูดซับเสียงได้ 50% (สะท้อนอีก 50%) เช่น ผ้าม่าน
  • NRC = 1.0 → ดูดซับเสียงได้ 100% (ไม่มีเสียงสะท้อน) เช่น โฟมอะคูสติกหนา

ในบางกรณี NRC อาจสูงกว่า 1.0 ถ้าวัสดุดูดซับเสียงได้ดีมากในบางย่านความถี่

ตัวอย่างค่า NRC ของวัสดุต่างๆ

วัสดุค่า NRCประสิทธิภาพการดูดซับเสียง
คอนกรีต, กระจก, ไม้อัด
(Concrete, Glass, Plywood)
0.00 – 0.05แทบไม่ดูดซับเสียง
ผ้าม่าน
(Polyester, Cotton Fabric)
0.2 – 0.4ดูดซับเสียงได้เล็กน้อย
ผ้าม่านกำมะหยี่หนา
(Velvet Fabric)
0.5 – 0.6ดูดซับเสียงได้ดี
โฟมอะคูสติก 2-4 นิ้ว
(Acoustic Foam)
0.7 – 1.0ดูดซับเสียงได้ดีเยี่ยม
แผ่นใยแก้วกันเสียง 2-4 นิ้ว
(Fiberglass Acoustic Panel)
0.8 – 1.1ดูดซับเสียงยอดเยี่ยม

NRC สำคัญกับอะไร?

  • โฮมเธียเตอร์ & โรงภาพยนตร์ – ลดเสียงสะท้อน ทำให้เสียงชัดขึ้น
  • ห้องประชุม & ออฟฟิศ – ลดเสียงรบกวน ทำให้พูดคุยได้ชัดเจน
  • ร้านอาหาร & คาเฟ่ – ลดเสียงก้อง ทำให้บรรยากาศเงียบขึ้น
  • โรงแรม & สตูดิโอบันทึกเสียง – ป้องกันเสียงสะท้อนเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี

EPU Easy Clean

EPU (Environmental Polyurethane) Materials
ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก มีความยั่งยืนมากขึ้นและทนทาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายน้อยลง
ปล่อยสาร VOC ต่ำ – ลดการปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
รีไซเคิลและย่อยสลายได้ – ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น

น้ำหนัก: 480g/2m
care:
washing – do not wash
bleaching – do not bleach
drying – do not tumble dry
ironing – do not iron
dry cleaning – dry clean (wipe it with a towel or use a leather deep cleaner)

Artificial Leather with Backbonding เคลือบสาร easy clean ทำให้ลดการเกาะติดของสิ่งสกปรก คราบน้ำมัน น้ำ หมึก และรอยเปื้อนต่าง ๆได้

“Easy Clean” ในหนังเทียมเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้พื้นผิวของหนังเทียมสามารถเช็ดล้างสิ่งสกปรกได้ง่ายขึ้น โดยป้องกันการซึมของของเหลวและสิ่งสกปรกลงไปในเนื้อวัสดุ หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับสารเคลือบพิเศษที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีหลายประเภท เช่น

1. สารเคลือบที่ใช้ในเทคโนโลยี Easy Clean

  • สารเคลือบโพลีเมอร์ (Polymer Coating): เช่น Polyurethane (PU) หรือ Acrylic ซึ่งช่วยให้พื้นผิวมีความลื่น ลดแรงเสียดทานของคราบสกปรก ทำให้สามารถเช็ดออกได้ง่าย
  • นาโนเทคโนโลยี (Nanocoating): ใช้อนุภาคนาโนเพื่อสร้างชั้นฟิล์มที่ป้องกันการยึดเกาะของคราบน้ำมันและฝุ่น
  • สารเคลือบฟลูออโรโพลีเมอร์ (Fluoropolymer Coating): มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ (Hydrophobic) และไม่ชอบน้ำมัน (Oleophobic) ทำให้ของเหลวไม่สามารถซึมผ่านหรือเกาะติดพื้นผิวได้

2. วิธีการเคลือบ Easy Clean บนหนังเทียม

  • กระบวนการ Top Coating: สารเคลือบ Easy Clean ถูกนำมาเคลือบเป็นชั้นบนสุดของหนังเทียม โดยผ่านกระบวนการ Spray Coating หรือ Roll Coating
  • ในบางกรณี เทคโนโลยี Easy Clean อาจถูก ฝังในชั้นโพลียูรีเทน ที่เคลือบด้านบน เพื่อให้คุณสมบัติป้องกันคราบสกปรกคงอยู่ได้นานขึ้น

3. ทำไม Easy Clean ถึงช่วยให้เช็ดล้างง่าย?

  • ลดการยึดเกาะของคราบสกปรก เช่น หมึกปากกา ไวน์ น้ำมัน และกาแฟ
  • กันน้ำและน้ำมัน ของเหลวจับตัวเป็นหยดและไม่ซึมเข้าเนื้อหนัง
  • เช็ดออกง่าย แม้จะใช้เพียงผ้าชุบน้ำหรือน้ำสบู่อ่อน ๆ

ข้อดีของหนังเทียม Easy Clean

ทำความสะอาดง่าย ลดการใช้สารเคมีรุนแรง
ทนต่อรอยเปื้อนและของเหลว
อายุการใช้งานยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับหนังเทียมปกติ
เหมาะสำหรับโซฟา เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการการดูแลรักษาน้อย

หากต้องการรายละเอียดเฉพาะของแบรนด์หรือประเภทของ Easy Clean ในหนังเทียมบางชนิด แจ้งให้ฉันทราบได้นะ!

1. สารเคลือบโพลีเมอร์ (Polymer Coating)

คืออะไร?

สารเคลือบโพลีเมอร์คือชั้นเคลือบที่ทำจากสารประกอบโพลีเมอร์ เช่น โพลียูรีเทน (PU), อะคริลิก (Acrylic), พอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) เป็นต้น โดยถูกใช้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับพื้นผิว เช่น ความทนทานต่อรอยขีดข่วน การกันน้ำ และความง่ายต่อการทำความสะอาด

คุณสมบัติหลักของสารเคลือบโพลีเมอร์

 กันน้ำ: ช่วยป้องกันของเหลวซึมลงในวัสดุ
 ลดแรงเสียดทาน: ทำให้คราบสกปรกเกาะติดพื้นผิวน้อยลง
ความยืดหยุ่นสูง: ปรับตัวเข้ากับพื้นผิวได้ดี ลดการแตกร้าวของชั้นเคลือบ
 กันรอยขีดข่วน: เพิ่มอายุการใช้งานของวัสดุ
 ป้องกันรังสี UV: ช่วยลดการซีดจางของสีในหนังเทียม

วิธีการเคลือบ

  • ใช้ Spray Coating หรือ Roll Coating เคลือบลงบนวัสดุ เช่น หนังเทียม โซฟา หรือวัสดุผิวแข็ง
  • อบที่อุณหภูมิสูงเพื่อให้สารเคลือบเซ็ตตัวและติดแน่นกับพื้นผิว

การนำไปใช้งาน

หนังเทียม PU และ PVC ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
เบาะรถยนต์และวัสดุตกแต่งภายใน
ผนังและพื้นผิวที่ต้องการความทนทานสูง


2. นาโนเทคโนโลยี (Nanocoating)

คืออะไร?

นาโนโค้ตติ้งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ อนุภาคนาโน ขนาดเล็กระดับ 1-100 นาโนเมตร เพื่อสร้างชั้นปกป้องบนพื้นผิว โดยชั้นนาโนเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กันน้ำ (Hydrophobic), กันน้ำมัน (Oleophobic), และลดการยึดเกาะของคราบสกปรก

คุณสมบัติหลักของนาโนโค้ตติ้ง

กันน้ำระดับสูง (Superhydrophobic): ทำให้น้ำกลิ้งออกจากพื้นผิวคล้ายใบบัว
 กันน้ำมันและคราบไขมัน (Oleophobic): ลดการเกาะติดของน้ำมันและคราบเปื้อน
 ลดไฟฟ้าสถิต: ป้องกันฝุ่นเกาะ
เคลือบบางใสมองไม่เห็น: ไม่ทำให้พื้นผิวเปลี่ยนสีหรือเนื้อสัมผัส
 ป้องกันรอยขีดข่วนและการกัดกร่อน

วิธีการเคลือบ

  • Spray Coating หรือ Dipping: ใช้พ่นหรือจุ่มชิ้นงานลงในสารนาโน
  • Plasma Coating: ใช้กระบวนการพลาสม่าเพื่อให้ชั้นนาโนยึดติดกับพื้นผิว

การนำไปใช้งาน

หนังเทียมระดับพรีเมียมและเฟอร์นิเจอร์หรู
กระจกกันฝ้าและหน้าจอมือถือ
เคลือบสีรถยนต์และเบาะรถยนต์เพื่อลดคราบน้ำ


3. สารเคลือบฟลูออโรโพลีเมอร์ (Fluoropolymer Coating)

คืออะไร?

ฟลูออโรโพลีเมอร์เป็นสารเคลือบที่มีโมเลกุลของ ฟลูออรีน (Fluorine) และคาร์บอน (Carbon) ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลแข็งแรง ทำให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทนความร้อนสูง, ทนสารเคมี, และไม่ดูดซับน้ำหรือน้ำมัน

คุณสมบัติหลักของฟลูออโรโพลีเมอร์

 กันน้ำและกันน้ำมันระดับสูงมาก: พื้นผิวมีความลื่น ทำให้คราบไม่เกาะติด
 ทนต่อสารเคมีและรังสี UV: ไม่เปลี่ยนสีหรือเสื่อมสภาพเร็ว
 ทนความร้อนสูง: ใช้งานได้ในอุณหภูมิสูงถึง 260°C (เช่น PTFE – เทฟล่อน)
 ลดแรงเสียดทาน: ทำให้พื้นผิวลื่น ลดการติดของคราบฝังแน่น
 ป้องกันการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย

วิธีการเคลือบ

  • ใช้วิธี Spray Coating หรือ Electrostatic Coating เพื่อให้ชั้นเคลือบยึดติดกับพื้นผิว
  • อบความร้อนเพื่อให้ชั้นเคลือบเซ็ตตัวแน่น

การนำไปใช้งาน

หนังเทียมกันเปื้อนระดับสูง
อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (เช่น ฉนวนกันความร้อน)
กระทะเคลือบเทฟล่อน
ผ้ากันเปื้อนและเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการความสะอาดสูง


สรุปความแตกต่างของสารเคลือบแต่ละประเภท

ประเภทสารเคลือบคุณสมบัติเด่นระดับกันน้ำ-กันคราบความทนทานการใช้งานหลัก
Polymer Coatingทนทาน ยืดหยุ่น กันน้ำปานกลาง-สูงปานกลางหนังเทียม เฟอร์นิเจอร์ทั่วไป
Nanocoatingเคลือบบางใส กันน้ำมัน ลดฝุ่นสูงมากสูงกระจก เบาะรถยนต์ หน้าจอมือถือ
Fluoropolymer Coatingกันน้ำและน้ำมันระดับสูงมาก ทนสารเคมีสูงที่สุดสูงมากหนังเทียมพรีเมียม อุตสาหกรรมหนัก

ถ้าคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกสารเคลือบให้เหมาะกับหนังเทียมแต่ละแบบ แจ้งให้ฉันรู้ได้เลย!