ตะเข็บโซฟาแบบนี้ เรียกว่าอะไร

แค่ “ตะเข็บโซฟาเปลี่ยน” ก็เปลี่ยนสไตล์เปลี่ยนอารมณ์การตกแต่งของบ้านคุณได้

เวลาที่เราเลือกซื้อหรือสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญอย่าง “โซฟา” หรือ “อาร์มแชร์” หลายคนมักจะโฟกัสไปที่รูปทรง สีสัน หรือประเภทของวัสดุอย่างผ้าและหนัง แต่รู้หรือไม่ว่า ดีเทลเล็กๆ ที่มักถูกมองข้ามอย่าง “รอยเย็บตะเข็บ” (Seam) นั้น มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดมู้ดแอนด์โทนและสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ

วันนี้ Nitas Tessile จะพาคุณไปเจาะลึกและทำความรู้จักกับ 6 รูปแบบตะเข็บโซฟายอดฮิต ที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับช่างหรือนักออกแบบได้ตรงใจมากยิ่งขึ้นในการสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ครั้งต่อไป


1. ตะเข็บเรียบ (Blind Seam / Plain Seam)

นี่คือรูปแบบรอยเย็บที่เบสิกและเป็นที่นิยมที่สุด ลักษณะเด่นคือการเย็บประกบผ้าหรือหนังแล้วซ่อนรอยเย็บไว้ด้านใน ทำให้เมื่อมองจากด้านนอกจะเห็นเพียงเส้นรอยต่อที่เรียบเนียน

แต่ในตะเข็บที่ดูธรรมดานี้ ถ้าเราพลิกตะเข็บหลังผ้าดูก็อาจจะเจอริมผ้าที่ลุ่ยอยู่ หรืออาจเจอการกุ๊นเก็บริมผ้า หรือถ้าเจอช่างเย็บที่มีความประณีต ก็จะเย็บFrench Seam หรือที่ช่างเย็บมักเรียกว่า ตะเข็บแบบเข้าถ้ำ ก็จะมีความเรียบร้อยมองไม่เห็นริมผ้า

  • สไตล์ที่เหมาะ: มินิมอล (Minimal), โมเดิร์น (Modern) และคอนเทมโพรารี (Contemporary) เพราะให้ความรู้สึกเรียบง่าย สบายตา และดูสะอาดสะอ้าน

2. ตะเข็บเกย (Lapped Seam)

เป็นการนำชิ้นผ้าหรือหนังมาวางเกยทับกันแล้วเย็บทับลงไป ทำให้เกิดเส้นสายที่ดูมีมิติและเท็กซ์เจอร์ที่ชัดเจนกว่าตะเข็บแบบเรียบ

  • สไตล์ที่เหมาะ: อินดัสเทรียล (Industrial) หรืองานหนังแท้ เพราะช่วยดึงความดิบเท่และโชว์ความหนาของวัสดุได้อย่างโดดเด่น

3. ตะเข็บเดินด้ายคู่ (Double-Stitched Seam)

เป็นการเย็บโชว์เส้นด้ายคู่ขนานกันสองเส้นอย่างประณีต นอกจากจะให้ความสวยงามและเพิ่มดีเทลให้เฟอร์นิเจอร์ดูมีราคาแล้ว ข้อดีสำคัญคือช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับรอยต่อได้เป็นอย่างดี

  • สไตล์ที่เหมาะ: คลาสสิก (Classic), ลักชูรี (Luxury) และโซฟาหนังที่ต้องการความทนทานสูง

4. ตะเข็บกุ๊นเชือก (Piping Seam)

ตะเข็บแบบนี้จะมีการสอดเชือกเส้นเล็กๆ หุ้มด้วยผ้าหรือหนัง เย็บแทรกเข้าไปตรงรอยต่อของตะเข็บ ช่วยเน้นเส้นขอบ (Outline) ของโซฟาหรือหมอนอิงให้ดูคมชัด เป็นทรงสวยงาม และป้องกันการลุ่ยของขอบผ้า

  • สไตล์ที่เหมาะ: ทรานสิชันนัล (Transitional) หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการเน้นรูปทรงเรขาคณิตให้ดูเป๊ะและมีลูกเล่น

5. ตะเข็บปีกนก (Flange Seam)

ลักษณะของตะเข็บปีกนกคือการเย็บเหลือขอบผ้าหรือหนังยื่นออกมาจากรอยต่อประมาณ 1-2 ซม. คล้ายกับปีกเล็กๆ ให้ความรู้สึกที่ดูพลิ้วไหว ไม่แข็งกระด้าง

  • สไตล์ที่เหมาะ: โบฮีเมียน (Bohemian), ชาเลต์ (Chalet) หรือโซฟาสไตล์แคชชวลที่เน้นความนุ่มนวล ผ่อนคลาย และดูเป็นกันเอง

6. ตะเข็บฟูกฝรั่งเศส (French Mattress Seam)

ตะเข็บที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก โดยจะมีการเย็บจับจีบที่ขอบให้ดูนูนขึ้นมาคล้ายกับขอบของที่นอนหรือฟูกในสมัยโบราณ เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยความประณีตของช่างเย็บ

  • สไตล์ที่เหมาะ: วินเทจ (Vintage), เชบบี้ชิค (Shabby Chic) หรืองานบุที่ต้องการกลิ่นอายความคลาสสิก หรูหรา และมีเสน่ห์แบบย้อนยุค

เห็นไหมว่าแค่เปลี่ยนรูปแบบ “ตะเข็บ” อารมณ์ของเฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสนุกกับการตกแต่งบ้าน และได้โซฟาที่สะท้อนตัวตนของคุณออกมาได้ดีที่สุด

หากคุณกำลังมองหาวัสดุผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และหนังเทียมคุณภาพสูง ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการออกแบบและทุกรูปแบบรอยเย็บ สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจและเลือกชมสินค้าได้ที่ Showroom Nitas Tessile สุขุมวิท 89


ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต

ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต (Traditional Dyeing Wisdom in the Past) ก่อนที่ความรู้ทางเคมีสมัยใหม่จะเข้ามา มนุษย์ใช้สิ่งของจากธรรมชาติรอบตัวเพื่อการย้อมผ้า โดยอาศัยทั้ง สีจากธรรมชาติและ สารช่วยย้อม (mordant หรือกรด-ด่างธรรมชาติ) ที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

แหล่งสีย้อมธรรมชาติ

  • เปลือกไม้ ใบไม้ และรากไม้ → เช่น เปลือกประดู่ เปลือกมะเกลือ ให้สีน้ำตาล–ดำ
  • พืชให้สีฟ้า–คราม → เช่น คราม (Indigofera tinctoria) ใช้หมักให้เกิดสีน้ำเงินคราม
  • ดอกไม้และผลไม้ → เช่น ดอกคำฝอยให้สีเหลือง–ส้ม เปลือกทับทิมให้สีเหลือง
  • สัตว์บางชนิด → เช่น ครั่ง (lac dye) ที่ได้จากแมลง ให้สีแดงอมม่วง

ในกรณีแบ่งตามสีต่างๆ

  • สีน้ำเงิน/สีคราม → ใบและเถา ของ คราม (Indigofera tinctoria), ฮ่อม
  • สีเหลือง → ขมิ้น, แก่นขนุน, ดอกดาวเรืองดอก, ใบมะม่วง และ เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล
  • สีแดง/สีชมพู → ครั่ง (จากแมลงครั่ง), แก่นฝาง, ดอกคำฝอย, เปลือกรากยอ
  • สีเขียว → ใบหูกวางสด, เปลือกต้นมะริดไม้
  • สีน้ำตาล → เปลือกโกงกาง, เปลือกผลเงาะสด, เมล็ดคั่วบดกาแฟ หรือ ใบชา
  • สีส้ม → ผลและเมล็ดคำแสด, เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล, เปลือกและรากยอ
  • สีดำ/สีเทา → ลูกมะเกลือดิบ, เปลือกสมอ, ดินโคลน (ใช้ในการหมักหรือย้อม)

นอกจากการได้สีตรงๆ แล้วยังมีเทคนิคการย้อมทับอีกด้วย เช่น อยากได้สีเขียว โดยการย้อม คราม แล้วย้อมทับด้วยสีเหลืองจากใบมะม่วง เป็นต้น

สีน้ำเงินจากธรรมชาติ จาก ต้นคราม กับ ต้นฮ่อม เป็นพืชคนละชนิดกัน แต่ถูกใช้เป็นสีย้อมสีน้ำเงิน/ครามเหมือนกัน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่ทับซ้อนกันมาก เป็นพืชที่ให้สีครามที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับย้อมสีในภาคอีสานของไทย

รายละเอียดต้นคราม
(True Indigo)
ต้นฮ่อม
(Strobilanthes/
Baphicacanthus)
ชื่อวิทยาศาสตร์Indigofera tinctoria Linn.Strobilanthes cusia (Nees) Bremek. หรือ ชื่อพ้องคือ Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek.
วงศ์Fabaceae
(วงศ์ถั่ว)
Acanthaceae 
(วงศ์เหงือกปลาหมอ)
ชื่อสามัญ (อังกฤษ)Indigo, True IndigoAssam Indigo, Chinese Rain Bell
ชื่อไทย (ทั่วไป)ครามฮ่อม
ชื่อไทยตามภูมิภาคคาม (ภาคเหนือ, ภาคอีสาน)ครามดอย (แม่ฮ่องสอน) ฮ่อมเมือง, ฮ่อมหลวง, ฮ่อมน้อย (น่าน, เชียงใหม่, แพร่) ครามหลอย
ลักษณะไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาวสีชมพูหรือม่วงแดง ฝักเล็กคล้ายฝักถั่ว มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo)พืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบมีขนาดใหญ่กว่าคราม มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo) เช่นกัน
พื้นที่ปลูกในไทยส่วนใหญ่พบมากใน ภาคอีสาน (เช่น สกลนคร)ส่วนใหญ่พบมากใน ภาคเหนือ (เช่น แพร่, น่าน)

สารช่วยย้อมจากธรรมชาติ

  • ขี้เถ้าไม้ → เมื่อนำมาละลายน้ำได้ น้ำด่างอ่อน (alkaline water) ใช้ช่วยย้อมให้สีติดดีขึ้น
  • น้ำส้มสายชู หรือน้ำหมักผลไม้เปรี้ยว → ให้สภาพเป็น กรดอ่อน ใช้ปรับสมดุลการย้อมบางชนิด
  • สารส้ม (alum) ที่หาได้จากธรรมชาติ ใช้เป็น สารช่วยยึดเกาะ (mordant) ให้สีติดทนนาน
  • เปลือกไม้ฝาด (tannin) → มีรสฝาด ใช้คู่กับสารส้มเพื่อช่วยฟิกซ์สีบนเส้นใยฝ้ายและไหม

เส้นใยที่ย้อมได้ในอดีต เส้นใยธรรมชาติเท่านั้น เช่น ฝ้าย ปอ ป่าน ไหม ขนสัตว์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์, ไนลอน, อะคริลิก) เพิ่งถูกคิดค้นในยุคอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 20 และต้องใช้สีย้อมเฉพาะทางเคมีสูง + อุณหภูมิ/แรงดันเกิน 100 °C ซึ่งชาวบ้านในอดีตไม่สามารถทำได้

  • ฝ้าย / ปอ / ป่าน (เส้นใยพืช – เซลลูโลส) → ย้อมด้วย พืชให้สี + สารฝาด (tannin) + สารส้ม (alum) + น้ำด่างจากขี้เถ้า
  • ไหม / ขนสัตว์ (เส้นใยโปรตีน) → ย้อมด้วย ครั่ง (แมลง), คราม, เปลือกไม้, ดอกไม้/ผลไม้ให้สี และใช้ กรดอ่อน (น้ำส้มสายชู, น้ำหมักผลไม้) ช่วยให้สีติด

พูดง่าย ๆ คือ: เส้นใยพืชใช้ด่าง/สารฝาดช่วยย้อม, เส้นใยสัตว์ใช้กรดอ่อน/สารส้มช่วยฟิกซ์สี


Drapery Vs Clothing Fabrics

ทำไมต้องเลือกใช้ผ้าสำหรับทำผ้าม่านโดยเฉพาะ? ผ้าทั่วไปใช้แทนกันไม่ได้เหรอ?

ในสายตาของคนทั่วไป ผ้าก็คือผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าหรือผ้าสำหรับทำม่าน แต่ในความเป็นจริง ผ้าสำหรับทำม่านและผ้าตัดเสื้อผ้ามีความแตกต่างกันในหลายมิติ ทั้งเรื่องคุณสมบัติทางเทคนิค ลักษณะโครงสร้างของเนื้อผ้า รวมถึงจุดประสงค์ในการใช้งาน ซึ่งเราจะอธิบายโดยละเอียดในบทความนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ควรใช้ผ้าตัดเสื้อทั่วไปมาทำม่าน หรือในทางกลับกัน

ความแตกต่างด้าน “น้ำหนักของผ้า”

น้ำหนักของผ้า gsm = grams per square meter อ่านบทความเรื่องนี้

ประเภทผ้าน้ำหนักเฉลี่ย (gsm)คำอธิบาย
ผ้าม่านโปร่ง
Sheer
50–90 gsmเบามาก โปร่งแสง เน้นการกรองแสงและพรางสายตา
ผ้าม่านทึบ (ทั่วไป)
Curtain
150–300 gsmหนากว่าผ้าเสื้อผ้า เพื่อกันแสงและเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ผ้าม่านกันแสง
Dim-out Curtain
250-350 gsmหนากว่าผ้าม่านปกติ มีการทอสอดเส้นได้สีดำเพื่อเพิ่มความสามารถในการกันแสง
ผ้าม่านทึบแสง
Blackout Curtain
300–450 gsmหนาและหนักกว่าผ้าม่านปกติ มีชั้นเคลือบหรือซ้อนหลายชั้นเพื่อกันแสง 100%
ผ้าเสื้อ (ทั่วไป)
Clothing
100–200 gsmน้ำหนักขึ้นอยู่กับชนิดผ้า (เช่น คอตตอน, โพลีเอสเตอร์, ลินินฯลฯ)

ความหนา และหน้าผ้ากว้าง

ผ้าสำหรับทำม่านมักจะมีความหนาและหน้าผ้ากว้าง ตั้งแต่ 135 – 320 ซม. ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างผืนเมื่อเย็บม่าน ทำให้ม่านดูเรียบ สวย และประหยัดแรงในการตัดเย็บ ในขณะที่ผ้าตัดเสื้อส่วนใหญ่มักมีหน้ากว้างแค่ 100-150 ซม. และความหนาก็ไม่มากพอที่จะบังแสงหรือให้ความเป็นส่วนตัว

คุณสมบัติในการกันแสง

ยกตัวอย่าง ผ้า Dimout: สามารถกันแสงได้ประมาณ 80-90% เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการแสงลดน้อยลง แต่ไม่ต้องมืดสนิท เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน รวมไปถึงผ้า Blackout: กันแสงได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องโฮมเธียเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีในผ้าตัดเสื้อทั่วไป

คุณสมบัติของผ้าม่านและเสื้อผ้าทั่วไป

หัวข้อผ้าม่านเสื้อผ้าทั่วไป
วัตถุประสงค์หลักตกแต่ง, กรองแสง, เพิ่มความเป็นส่วนตัว, ควบคุมอุณหภูมิห้องสวมใส่เพื่อความสบาย, ความงาม, การปกป้องร่างกาย
กันแสง / กรองแสง
Light blocking / Light filtering
มีทั้งแบบทึบแสงและโปร่งแสง เพื่อกรองแสงหรือกันแสง UVบางชนิดมีการพัฒนาให้กัน UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
กันความร้อน
Thermal insulation
ผ้าม่านช่วยลดความร้อนจากแสงแดดบางชนิดช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อให้ “ใส่แล้วเย็นสบาย”
กันเสียง
Sound absorption / Acoustic insulation
ผ้าหนาอาจช่วยดูดซับเสียงได้เล็กน้อย
ความปลอดภัย (กันไฟลาม)
Flame retardant 
บางชนิดเคลือบสารกันไฟลาม ใช้ในอาคารสูงหรือสาธารณะ
การระบายอากาศ
Breathability
ม่านโปร่งเพื่อให้แสงและอากาศถ่ายเทเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่น ผ้าตาข่าย ผ้าทอโปร่ง เพื่อระบายอากาศเวลาสวมใส่
การแห้งเร็ว / ซับเหงื่อ
Moisture-wicking / Quick-drying
ผ้าสมัยใหม่พัฒนาให้แห้งเร็ว ซึมซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้า activewear
กันยับ
Wrinkle-resistant
ผ้าหลายแบบกันยับ Wrinkle-free หรือไม่ต้องรีด เช่น ผ้า polyester, spandex
ให้ความอบอุ่น / เย็นสบาย
Thermal comfort / Cooling effect
ช่วยลดอุณหภูมิในห้องจากแสงแดดเสื้อผ้าพัฒนาให้เหมาะกับฤดูกาล เช่น ผ้าใยธรรมชาติในหน้าร้อน หรือผ้าหน้าในฤดูหนาว
ความงาม / ลวดลาย
Aesthetic / Pattern design
ลวดลายเพื่อเสริมบรรยากาศห้อง สื่อรสนิยมของเจ้าของบ้านลวดลาย สี และดีไซน์เพื่อแสดงบุคลิก ความชอบ และแฟชั่น

แล้วใช้ผ้าตัดเสื้อมาทำม่านได้ไหม?

ตอบ: ทำได้ แต่อาจต้องยอมรับว่า:

  • ประสิทธิภาพการกันแสงจะน้อย
  • ต้องเย็บซับหลายชั้นเพื่อให้หนาพอ ซึ่งสิ้นเปลือง
  • อายุการใช้งานสั้น เพราะผ้าตัดเสื้อไม่ทนแดดเท่าผ้าม่าน

แล้วถ้านำ “ผ้าม่านไปตัดเสื้อ” ล่ะ? ได้ไหม?

ตอบ: โดยทั่วไป “ไม่เหมาะสม” เพราะผ้าม่านมีความแข็ง หนา หนัก ระบายอากาศได้น้อย ใส่ไม่สบาย และอาจระคายเคืองผิว โดยเฉพาะผ้า Blackout ที่มีชั้นเคลือบอยู่ด้านหลัง

จากที่กล่าวมาแม้ผ้าจะดูเหมือนกัน แต่เบื้องหลังการออกแบบและวัตถุประสงค์การใช้งานนั้นต่างกันอย่างมาก การเลือกใช้ผ้าสำหรับทำม่านโดยเฉพาะจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านความสวยงาม ฟังก์ชัน และอายุการใช้งาน

หากต้องการผ้าม่านที่ดูดี มีคุณภาพ และใช้งานได้ยาวนาน ควรเลือกใช้แบรนด์ผ้าม่านมีที่คุณภาพอย่าง NITAS TESSILE ที่เราได้คัดสรร นำเข้ามาจากทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสได้ใช้ผ้าม่านที่จะทำให้บ้านของคุณดูสมบูรณ์แบบในทุกมิติ


เลือกสีเฟอร์ สีผ้าม่าน ให้ปังตลอดปี 2023


รู้งบประมาณเพิ่มเติม++ ก่อนจะซื้อคอนโด

การที่เราจะมีคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองสักหลังนั้น ไม่ใช่แค่ซื้อห้องมาแล้วก็จะจบนะคะ เราต้องมีการเผื่องบประมาณในการตกแต่งห้องด้วย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับของที่ทางโครงการให้มาและความต้องการของเรานั่นเองค่ะ ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าการที่จะแต่งห้อง 1 ห้องนอนให้ครบทุกอย่างในงบที่ไม่บานปลายนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง ไปชมกันเลย

วันนี้เรามาลองคำนวนงบประมาณกันดีกว่าว่า ถ้าเราจะซื้อคอนโด ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ในส่วนต่างๆ เช่น ผ้าม่านจะอยู่ประมาณ 0.85%-1.2% ของราคาคอนโด เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวประมาณ 7.5% แต่หากเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็จะสูงกว่านี้ถึงประมาณ 10%-15% และเครื่องใช้ไฟฟ้า 5.5% ค่าตกแต่งอื่นๆ 0.7-2.1% -ขึ้นอยู่กับสไตล์การตกแต่งของแต่ละบุคคล เรามาคำนวนกันดีกว่าว่าสัดส่วนนั้นจะเป็นเท่าไหร่ โดยใส่ตัวเลขราคาคอนโดของเราในช่องด้านล่างได้เลย

ม่าน VS แอร์

คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้ไหม.. เวลาจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และติดตั้งผ้าม่าน แต่เราวางแผนไม่ดี ช่างแอร์เข้าติดตั้งก่อน โดยลืมไปว่า ต้องมีการติดตั้งผ้าม่าน ในตำแหน่งนั้นร่วมด้วย
วันนี้เรามีดูตำแหน่งที่ถูกต้อง และการวางแผนที่ดีสำหรับการติดม่านและแอร์กันดีกว่า

สำหรับความสูงเพดานห้อง หรือบ้านโดยทั่วไป มักจะสูงอยู่ที่ 240-260 ซม. และความสูงของขอบบนหน้าต่างรวมวงกบจะอยู่ราว 205 ซม. ซึ่งเมื่อเราติดตั้งเครื่องปรับอากาศเหนือวงกบหน้าแล้วนั้น จะไม่เหลือที่พอสำหรับการติดตั้งรางม่าน และตัวผ้าม่าน โดยปกติแล้วเราจะติดตั้งรางม่านเหนือวงกบหน้าต่างขึ้นไปราวๆ 15-20 ซม กรณีนี้จะทำให้ ต้องติดตั้ง อยู่ระดับกับวงกบหน้าต่าง ซึ่งทำมี ผลเสียคือ

  • ดูไม่สวยงาม ไม่ลงตัว
  • ไม่สามารถควบคุมแสงได้อย่างที่ต้องการ เพราะเมื่อเราปิดม่านแล้วก็ยังมีแสงส่วนหนึ่งรอดผ่านมาทางด้านบนอยู่ดี
  • เมื่อเราเปิดเครื่องปรับอากาศ แรงของลมที่ส่งออกมาจะกระทบกับผ้าม่าน ทำให้ผ้าเคลื่อนไหวตลอดเวลา สร้างความน่ารำคาญ
  • ความชื้นที่มาจากลมของเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผ้าม่านมีความชื้นสะสม ซึ่งก็ให้เกิดเชื้อราขึ้นได้

เช่นเดียวกับความสูงของหน้าต่าง ความสูงของบานประตูมาตรฐานจะอยู่ที่ 200 ซม. เมื่อรวมวงกบจะอยู่ราว 205 ซม. ซึ่งเมื่อเราติดตั้งเครื่องปรับอากาศเหนือวงกบหน้าแล้วนั้น จะไม่เหลือที่พอสำหรับการติดตั้งรางม่าน และส่งผลเสียก็เหมือนกันกับที่กล่าวมาข้างต้น

โครงการบ้านจัดสรร หรือทาวน์โฮมต่างๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเป็นประตูกระจกบานสไลด์เต็มผนัง มักเป็นจุดแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่ชอบที่จะติดต้องเครื่องปรับอากาศบนวงกบประตูนี้ แต่ลืมคิดไปว่าเมื่อเราติดเครื่องปรับอากาศตำแหน่งนั้นแล้วจะไม่สามารถติดผ้าม่านได้ ยิ่งตำแหน่งดังกล่าวคือ ประตูหน้าบ้านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ผ้าม่านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรวางแผนให้ดีก่อนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทางที่ดีที่สุดคือย้ายเครื่องปรับอากาศไปติดผนังอีกด้านหนึ่ง และมีเคล็ดลับดีๆ มานำเสนอสำหรับการติดม่านในพื้นที่ใหญ่ๆ อย่างประตูหน้าบ้านแบบนี้ควรมีกล่องบังรางเพื่อความสวยงาม ทำให้มองไม่เป็นรางม่าน หรือแม้กระทั่งที่เราสามารถวางแผนจัดการในด้านโครงสร้างการตกแต่งตั้งแต่แรกๆ สำหรับบ้านที่สร้างเอง คือการลดระดับฝ่าทั้งห้องลงมา โดยเว้นช่องตำแหน่งที่จะติดรางม่านไว้ ก็จะเพิ่มความสวยงามอย่างมาก และสามารถเพิ่มลูกเล่นโดยใส่ไฟตามช่องดังกล่าวได้อีกด้วย ช่วยเสริมบรรยากาศที่ดี ซึ่งเทคนิคนี้นิยมใช้อย่างมากในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว และหมู่บ้านราคาสูงๆ ซึ่งรับรองได้ว่าห้องคุณจะดูดีมีระดับขึ้นมากเลยทีเดียว

เมื่อทุกอย่างลงตัว เจ้าของบ้านอย่างเราก็จะไม่ปวดหัวกับการที่เราวางแผนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และผ้าม่านไม่ดีตั้งแต่แรก และที่สำคัญผ้าม่านเป็นส่วนหนึ่งในการกันแสง และความร้อนเข้ามาในห้องได้ด้วย ซึ่งส่งผลดีกับการช่วยลดพลังงานให้กับเครื่องปรับอากาศโดยที่ไม่ต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาระดับอุณภูมิห้องให้ได้ตามระดับที่ตั้งไว้ โดยปกติแล้ว แหล่งความร้อนหลักๆ คือคนที่อาศัยอยู่ในห้อง และแสงความร้อนจากแสงแดด ฉะนั้นการที่เราเลือกใช้ม่านได้อย่างถูกต้อง เช่น ผ้าม่านกันแสง (Dim-out) ซึ่งมีความสามารถในการกันแสงได้ถึง 85% หรือผ้าม่านทึบแสง (Blackout) ซึ่งกันแสงได้ถึง 100% ก็จะช่วยลดพลังงาน แะละส่งผลให้ลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายอีกด้วย

บทความที่เกี่ยงข้อง

สีไฟต่าง สีผ้าก็ต่างนะจ๊ะ

เคยไหมที่เวลาเราซื้อเสื้อผ้าสี เทา, กากี, น้ำตาล, สีเขียวขี้ม้า ในห้างสรรพสินค้า แล้วเรากลับถึงบ้านไปลองใส่แล้ว ทำไมเป็นอีกสีหนึ่ง หรือเมื่อเราใส่เดินออกนอกบ้านก็เห็นเป็นอีกสีหนึ่ง คำตอบคือ อุณหภูมิสีนั้นเอง เพราะหลอดไฟที่เราใช้ในบ้าน มีค่าอุณหภูมิสีที่ไม่เท่ากับห้างสรรพสินค้านั้น หรือไม่ตรงกับแสงธรรมชาติอย่างดวงอาทิตย์ก็เป็นได้

แล้วเจ้าอุณหภูมิสีคืออะไร อธิบายง่ายๆ คือ เป็นค่าที่วัดจากแสงที่ปล่อยออกมานั้นเองโดยมีหน่วยวัดเป็น เคลวิน หรือตัวย่อ K เช่น หลอดไฟ Warm White จะมีค่าอยู่ประมาณ 3,000k, หลอดไฟแสง Cool White 4,000k และ Daylight 6,000k ส่วนแสงแดด ก็จะอยู่ราวๆ 5,000-5,500k ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะเกิดการสับสนเรื่องสีเวลาเราซื้อของ

รูปทั้งสามอันจะเห็นว่า ผ้าโซฟาสีเทาอมน้ำตาลรูปซ้ายอยู่ในไฟ Warm White รูปกลางไฟ Cool White และรูปทางขวามือเป็นห้องที่อยู่ในไฟ Daylight จะเห็นได้ว่าสีของทั้งผ้า โต๊ะไม้ สีของใบไม้ รวมถึงผนังห้อง ก็จะเปลี่ยนไปตามแสงของหลอดไฟชนิดนั้นๆ

แต่สังเกตุได้ว่า เมื่อเราอยู่ห้องที่มักนิยมติดไฟแบบ Warm White (ไฟที่สีขาวอมเหลืองส้ม) เช่น ห้องนอน ซึ่งแสงโดยรวมๆ จะเป็นสีขาวอมเหลืองๆ ส้มๆ ผนังห้องสีขาวเราก็จะเห็นเป็นสีครีมๆ แต่ในสมองของเราก็จะปรับการรับรู้อัตโนมัติ White Balance บอกว่าผนังนั้นคือสีขาว ทั้งๆ ที่สีจากแสงผนังนั้นเป็นสีเหลืองๆ อมส้มก็ตาม

จากรูปเป็นลักษณะ องศาเคลวิน กับแหล่งกำเนินแสงชนิดต่างๆ ทั้งในธรรมชาติ และไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จนถึงแสงเทียน

รูปตัวอย่างจำลองให้เห็นระดับไฟ ที่มีอุณหภูมิสี ที่ต่างกัน จะเห็นเปรียบเทียมได้ว่า แม้กระทั่งผนังของห้องดังรูปเป็นสีขาว แสงที่อออกมาก็ส่งผลทำให้บรรยากาศของห้องเปลี่ยนไปตามอุณหภูสี ของแห่งกำเนินแสงที่ปล่อยออกมา ตั้งแต่องศาเคลวินน้อยๆ 1,000 จนไปถึง 10,000 เลยที่เดียว

ฉะนั้น เมื่อเราจะเลือกผ้าม่าน หรือจะเลือกสีทาห้องก็ตาม เราควรเลือกสีนั้นๆ โดยสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกับแสงที่เราใช้ในห้องนั้นๆ เช่นถ้าจะเลือกสีผ้าห้องนอนที่ติดตั้งไฟ Warm White ก็ควรดูสีผ้าในบรรยากาศที่เป็นไฟ Warm White แต่แรก หรือ เราสามารถเลือกจากค่ากลาง เช่นแสงธรรมชาติ คือแสงอาทิตย์ เดินหยิบเล่มตัวอย่างไปเลือกริมหน้าต่างเพื่อรับแสงธรรมชาติ ก็จะง่ายที่สุด หรือเมื่อเรารู้เท่าทันแล้วว่า แสงที่ต่างกันก็จะส่งผลให้เรามองเห็นสีผ้าที่ต่าง เราจะจินตนาการเผื่อไว้ว่า ถ้าเลือกผ้าจากร้านที่เป็นหลอดไฟสีขาวๆ แต่บ้านเราเป็นไฟเหลือง เราก็อย่าเลือกผ้าที่อมไปทางเหลืองมากนัก เพราะเมื่อโดนไฟเหลืองแล้ว มันจะเหลืองไปกันใหญ่ แต่นี้เราก็สามารถเลือกสีผ้าได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลว่าสีผ้านั้นเพี๊ยน “เอ๊ะ ตอนเลือกสีมันไม่ได้เป็นแบบนี้นี้นะ” คำพูดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกันคุณอีกต่อไป

พิชิต 5 ขั้นตอนการเลือกม่าน

วันนี้เรามาดูกันว่า กว่าที่เราจะเลือกผ้าม่านในแต่ละครั้งนั้น ต้องมีขั้นตอน อะไรบ้าง

  1. ตำแหน่ง เราต้องแยกก่อนว่าเราจะทำผ้าม่านในส่วนใด ระหว่างประตูและหน้าต่าง เพราะมีรายละเอียดในการวัด การเผื่อในการคำนวนที่แตกต่างกัน และที่สำคัญม่านหน้าต่างนั้นมีระดับความยาว 2 แบบ คือ แบบยาวเลยวงกบล่างลงมาประมาณ 20 ซม. ซึ่งเป็นที่นิยมกันในแบบบ้านทั่วไป และแบบที่ยาวจรดพื้นนั้นจะสูงลอยจากพื้นประมาณ 1- 5 ซม. ซึ่งเป็นความยาวแบบสากลที่นิยมกันมากกว่า
  2. ประเภทของผ้าม่าน ผ้าม่านโปร่งเป็นม่านชั้นที่สองเพื่อการกรองแสง และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีของห้องนั้นๆ ส่วนผ้าม่าน, ผ้าม่านกันแสง และผ้าม่านทึบแสง เป็นผ้าม่านหลักที่ต้องเลือกจากคุณสมบัติของผ้า ผ้าม่านส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อความสวยงามเป็นหลัก หรือถ้าต้องการคุณสมบัติอื่นเพิ่มเติม เช่น การกันแสง ในกรณีที่ห้องนอนไปอยู่ทิศตะวันตก จะโดนแดดบ่ายทั้งวัน ก็ควรใช้ผ้าม่านกันแสง (Dim-out), ผ้าม่านทึบแสง (Blackout) เพื่อช่วยแก้ปัญหาทิศทางของห้องนั้นๆ ได้อีกด้วย หรือเพื่อคุณสมบัติที่เจาะจง เช่น หากต้องการทำห้องโฮมเธียเตอร์ ไม่ต้องการแสงสว่างจาภายนอกเลย ก็ควรเลือกผ้าม่านทึบแสง (Blackout) เป็นต้น และสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับผ้าม่านกันแสง และทึบแสงได้ที่นี่
  3. รูปแบบการเย็บผ้าม่าน ได้แก่ แบบม่านตาไก่, ม่านคอกระเช้า, ม่านจีบไม่ว่าจะเป็น 2 จีบ 3 จีบแบบมาตรฐานก็ได้ และสุดท้ายคือแบบม่านลอน หรือที่เรียกว่าม่านลอน S ซึ่งจะมีรายละเอียดในการล็อคลอนที่ตัวผ้าเองโดยวิธีการเย็บ หรือ ล็อคลอนโดยรางม่านก็ได้
  4. รางม่าน รางม่านที่นิยมโดยทั่วไปในท้องตลาดคือรางโชว์ ซึ่งมีรูปแบบของหัวรางที่สวยงาม และวัสดุที่หลากหลายมาก ทั้งท่อโลหะ หลากหลายชนิด, สี แต่มีข้อจำกัดด้านความยาวของรางม่านที่ได้ไม่เกิน 3 เมตร ส่วนรางไมโครนั้นมีข้อดีคือสามารถทำความยาวของม่าน ยาวเท่าไหร่ก็ได้ตามความต้องการ ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งผนัง และเพดาน และมีคุณภาพที่แตกต่างกันหลากหลายแบรนด์ โดยทั่วไปจะเป็นสีธรรมชาติ คือสีวัสดุที่เป็นอลูมิเนียม แต่ก็ยังมีสีขาว และสีดำให้เลือกเช่นกัน
  5. เนื้อผ้า เป็นสิ่งละเอียดอ่อน และต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะเราต้องตัดสินใจ เรื่องเนื้อผ้าที่ทำจากวัสดุที่หลากหลายเช่น ฝ้าย, โพลีเอสเตอร์, ลินิน, เรยอน ฯลฯ ซึ่งชนิดของเส้นใยที่กล่าวมานี้ก็จะส่งผลต่อคุณสมบัติต่างๆ ของผ้าม่านด้วย ต่อไปคือลักษณะทางกายภาย เช่น ผิวสัมผัส ความนุ่ม-หยาบ, ความหนา-บาง, ความเงา-ด้าน, คุณสมบัติการกันแสง, สีสัน ลวดลาย, รวมไปถึงการทิ้งตัวของผ้า เมื่อทำเป็นลอนม่านแล้วจะมีลักษณะการทิ้งตัวเป็นอย่างไร และที่สำคัญลักษณะโดยรวมของผ้านั้นๆ บ่งบอกถึงสไตล์การตกแต่ง และตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ^ . ^

ผ้าม่านสีเข้มห้องแคบ ผ้าม่านสีอ่อนห้องกว้าง จริงหรือ?

  • ผ้าม่านสีอ่อน มีการสะท้อนแสงที่มากกว่า ผ้าสีเข้ม จึงทำให้แสงจากแห่งกำเนิดแสง มีการสะท้อนและกระจายได้มากกว่า ซึ่งทำให้ห้องโดยรวมดูสว่างกว่า เมื่อเปรียบเทียบห้องที่ผ้าม่านสีเข้มกว่า จึงทำให้ห้องดูเสมือนว่า ห้องกว้างนั้นเอง
  • เหมาะกับห้อง สไตล์อบอุ่น ร่วมสมัย ห้องที่ต้องการความส่าง ความแอคทีฟ ต้องการสะท้อนของแสงมาก เช่น ห้องรับแขก, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน เป็นต้น
  • ผ้าม่านสีเข้ม จะมีการสะท้อนแสงที่น้อยกว่า ผ้าสีอ่อน จึงทำให้แสงจากแห่งกำเนิดแสง มีการสะท้อนและกระจายได้น้อยกว่า ซึ่งทำให้ห้องโดยรวมดูมืดกว่า เมื่อเปรียบเทียบห้องที่ผ้าม่านสีอ่อนกว่า จึงทำให้ดูเสมือนว่าห้องแคปนั้นเอง
  • เหมาะกับห้อง สไตล์โมเดิร์น หรูหร่า ห้องที่ต้องการความสงบ ไม่ต้องการสะท้อนของแสงไม่เยอะมาก เช่น ห้องนอน เป็นต้น