UFAC Upholstered Furniture Action Council

มาตรฐานการทดสอบการลามไฟของวัสดุหุ้มเบาะตามเกณฑ์ UFAC

UFAC ย่อมาจาก Upholstered Furniture Action Council เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่เริ่มต้นจากการตกหล่นของวัสดุที่กำลังคุกรุ่น ไฟที่เกิดจากแหล่งความร้อนแบบ Smouldering Ignition เช่น บุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ ที่เผลอวางทิ้งไว้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ และเบาะ

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบมาตรฐาน UFAC เป็นการจำลองสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย โดยมีขั้นตอนที่ตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • นำตัวอย่างวัสดุ (Sample) ที่ต้องการทดสอบ ไปวางทับลงบนชั้นโฟมมาตรฐาน (Standard foam substrate)
  • นำ บุหรี่ที่กำลังติดไฟ (Burning cigarette) ไปวางสัมผัสลงบนตัวอย่างวัสดุนั้น
  • ปล่อยทิ้งไว้และทำการวัด “ความยาวของรอยไหม้เกรียม” (Char length) ที่เกิดขึ้นบนตัวอย่างวัสดุหลังจากที่ทดสอบเสร็จสิ้น

เกณฑ์การจัดระดับคลาส (Classification & Standard to Pass)

ผลจากการวัดความยาวของรอยไหม้ จะถูกนำมาจัดระดับแบ่งออกเป็น 2 คลาส (Class) เพื่อบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการต้านทานการลามไฟ ได้แก่:

UFAC Class I

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุจะต้องมีความยาว น้อยกว่า 1 3/4 นิ้ว (1.75 นิ้ว)
  • ความหมาย: วัสดุที่จัดอยู่ในคลาสนี้คือวัสดุที่ “สอบผ่าน” (Standard to Pass) เกณฑ์ความปลอดภัยขั้นสูง มีคุณสมบัติต้านทานการติดไฟแบบคุกรุ่นจากบุหรี่ได้ดีมาก หากมีบุหรี่ตกใส่ โอกาสที่ไฟจะลามจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่นั้นมีน้อยมาก จึงมีความปลอดภัยสูงที่สุดในการนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์

UFAC Class II

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุมีความยาว มากกว่า 1 3/4 นิ้ว
  • ความหมาย: วัสดุในคลาสนี้มีการลามไฟที่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐานขั้นสูงสุด (Class 1) ของ UFAC วัสดุกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงมากกว่าหากเกิดเหตุการณ์บุหรี่ตกใส่ และอาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำมาใช้งาน

Class I กับ Class II ต่างกันอย่างไร?

ให้จำง่าย ๆ ว่า

  • UFAC Class I = ผ้าหยุดความเสียหายจากบุหรี่ไว้ได้ในพื้นที่เล็กกว่า
  • UFAC Class II = ความเสียหายลามออกไปมากกว่า จึงต้องพึ่งระบบ Barrier เพิ่มเติม
  • ดังนั้น Class I ถือว่ามีประสิทธิภาพด้าน Smouldering Ignition Resistance สูงกว่า Class II

บทสรุป

การแบ่งระดับ UFAC Class ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถประเมินความปลอดภัยของเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างชัดเจน หากคุณกำลังมองหาวัสดุหุ้มโซฟาที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อการเกิดอัคคีภัย (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือมีผู้สูบบุหรี่) การเลือกใช้วัสดุที่ระบุว่าเป็น UFAC Class 1 จะเป็นตัวเลือกที่มั่นใจได้มากที่สุด


Eco-Friendly Bamboo Rayon Sheers

Naturally soft. Light-filtering. Sustainable beauty.

ผ้าผ้าม่านผสมใยไผ่เรยอน (Rayon from Bamboo) 18% และโพลีเอสเตอร์ (Polyester) 82% เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่ผสมผสานจุดเด่นของเส้นใยทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เพื่อมอบผ้าม่านที่ทั้งสวยงาม หรูหรา และใช้งานได้จริง บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ทำให้ผ้าม่านชนิดนี้แตกต่างและน่าสนใจสำหรับบ้านของคุณ

ผ้าม่านใยไผ่เรยอนและโพลีเอสเตอร์: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและความทนทาน

ในโลกของการตกแต่งบ้าน ผ้าม่าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งบังตาหรือป้องกันแสงแดด แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศและสไตล์ให้กับห้องได้อย่างเด่นชัด การเลือกวัสดุผ้าม่านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และผ้าผสมที่ประกอบด้วย ใยไผ่เรยอน 18% และโพลีเอสเตอร์ 82% ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการดึงเอาจุดเด่นของเส้นใยธรรมชาติ (ผ่านกระบวนการทำเรยอน) และเส้นใยสังเคราะห์มาไว้รวมกันอย่างชาญฉลาด

จุดเด่นจากใยไผ่เรยอน (18%): สัมผัสนุ่มนวลและผ้าทิ้งตัวสวย

แม้จะมีสัดส่วนเพียง 18% แต่ใยไผ่เรยอนก็มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพของผ้าม่าน:

  1. ความนุ่มนวลและหรูหรา: ใยเรยอน (หรือวิสคอส) ขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสที่คล้ายคลึงกับผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายชั้นดี ทำให้ผ้าม่านมี ความนุ่มนวลอย่างหรูหรา น่าสัมผัส
  2. การทิ้งตัว (Drape) ที่ยอดเยี่ยม: ผ้าที่มีส่วนผสมของเรยอนจะมี การทิ้งตัวที่ดีเยี่ยม (Excellent Drape) ช่วยให้ผ้าม่านเป็นลอนสวยงาม ดูมีน้ำหนัก และพลิ้วไหวอย่างสง่างาม
  3. การดูดซับสีที่ดี: เรยอนสามารถดูดซับสีย้อมได้ดีเยี่ยม ทำให้ผ้าม่านมี สีสันที่สดใส และชัดเจน ติดทนนาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการตกแต่งบ้าน

จุดแข็งจากโพลีเอสเตอร์ (82%): ความทนทานและการดูแลรักษาง่าย

สัดส่วนที่มากถึง 82% ของโพลีเอสเตอร์เป็นหัวใจสำคัญที่มอบความแข็งแกร่งและฟังก์ชันการใช้งานที่ยาวนาน:

  1. ความทนทานและความแข็งแรง: โพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ ทนทานสูง ทนต่อการขูดขีดและแรงดึงได้ดี ทำให้ผ้าม่านมีอายุการใช้งานยาวนาน
  2. ไม่ยับง่ายและคงรูปดี: คุณสมบัติเด่นของโพลีเอสเตอร์คือ ไม่ยับง่าย มีความยืดหยุ่นดี และสามารถ คงรูปร่าง ได้ดีเยี่ยม ทำให้ผ้าม่านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ แม้หลังจากการใช้งานหรือซักทำความสะอาด
  3. ดูแลรักษาง่าย: ผ้าม่านโพลีเอสเตอร์ ซักง่าย แห้งเร็ว และมีคุณสมบัติ ดูดซับความชื้นต่ำ ทำให้ไม่ค่อยอมน้ำ ไม่อมฝุ่น และดูแลรักษาได้ง่ายกว่าผ้าเส้นใยธรรมชาติแท้ๆ มาก
  4. ทนต่อแสงแดด (ในระดับหนึ่ง): โพลีเอสเตอร์มีความทนทานต่อแสงแดดและรังสียูวีได้ดีกว่าเส้นใยธรรมชาติบางชนิด ช่วยลดโอกาสการซีดจางของผ้าม่าน (อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผ้าม่านที่มีการทอแน่นหรือมีการเคลือบกัน UV เพิ่มเติมหากต้องการคุณสมบัติกันแดดที่สูง)

ผ้าม่านนี้เหมาะกับห้องแบบไหน?

ผ้าม่านใยไผ่เรยอนและโพลีเอสเตอร์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ:

  1. ห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก: ที่ต้องการความสวยงาม หรูหรา และผ้าทิ้งตัวเป็นลอนสวย เพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ
  2. ห้องนอน: ที่ต้องการผ้าม่านที่นุ่มนวลและมีสีสันสวยงาม ซึ่งโพลีเอสเตอร์ยังช่วยให้การดูแลรักษาง่ายและทนทานต่อการใช้งานบ่อยครั้ง

ด้วยการผสมผสานเส้นใยทั้งสองชนิดนี้ ทำให้ผ้าม่านของคุณได้รับทั้ง “ความงามและสัมผัสอันอ่อนโยน” จากเรยอน และ “ความทนทานและประสิทธิภาพ” จากโพลีเอสเตอร์ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผ้าม่านที่ดูดีมีระดับและใช้งานได้ยาวนาน


“Eco-Friendly” (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) 

ในบริบทของ Bamboo Rayon Sheers นั้น มาจากหลายปัจจัยตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับ ไม้ไผ่ ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแหล่งวัตถุดิบ (ไม้ไผ่) โดดเด่นคือ เป็นพืชที่มีความยั่งยืนสูงมากเมื่อเทียบกับพืชอื่น ๆ เช่น ฝ้าย

  1. เติบโตเร็วและทดแทนได้เร็ว: ไม้ไผ่เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดในโลก สามารถเก็บเกี่ยวได้ซ้ำ ๆ ภายใน 3-5 ปี โดยไม่ต้องปลูกใหม่ ต่างจากไม้ยืนต้นอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ทำให้เป็น ทรัพยากรหมุนเวียน ที่ยอดเยี่ยม
  2. ใช้ทรัพยากรน้อย:
    • น้ำน้อย: การปลูกไม้ไผ่ต้องการน้ำน้อยกว่าการปลูกฝ้ายแบบดั้งเดิมอย่างมาก โดยอาจใช้น้ำน้อยกว่ามากถึง 50 ลิตร ต่อเส้นใย 1 กิโลกรัม ในขณะที่ฝ้ายอาจต้องใช้สูงถึง 10,000 ลิตร
    • ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี: ไม้ไผ่มีสารต้านทานจุลินทรีย์ตามธรรมชาติที่เรียกว่า “Bamboo Kun” ทำให้สามารถเติบโตได้ดีในดินคุณภาพต่ำโดย ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี สังเคราะห์ใด ๆ
  3. ช่วยรักษาสภาพดินและอากาศ: ระบบรากที่แผ่กว้างของไผ่ช่วย ป้องกันการกัดเซาะ ของหน้าดิน และไผ่ยังเป็นพืชที่สามารถ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และปล่อยออกซิเจนได้มากกว่าป่าไม้ทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผ้า Outdoor Membrane ดีกว่าอย่างไร

Outdoor Membrane Fabric

หมดปัญหาผ้าเปื้อนแล้ว ซึมลงเบาะ หรือหมอน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ผ้า Outdoor Membrane by Nitas Tessile

เทคโนโลยีที่ปกป้อง เฟอร์นิเจอร์ของคุณถึง 3 ชั้นในผ้าตัวเดียว คือ

  1. ชั้นที่หนึ่ง Water Repellent การสะท้อนน้ำ ช่วยลดการเปื้อนจากสิ่งสกปรก และน้ำได้เหมือน น้ำกลิ้งบนใบบัว
  2. ชั้นที่สอง Easy-Clean Special Yarn เส้นใยชนิดพิเศษเมื่อได้รับสิ่งสกปรกแล้วสามารถใช้เพียงน้ำเปล่าเช็ดถูทำความสะอาดได้
  3. ชั้นที่สาม Membrane Layer ชั้นฟิล์มบางสีขาว ที่ประกบอยู่หลังเนื้อผ้า เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกแม้แต่ของเหลว เช่น น้ำ กาแฟ ไวน์ ฯลฯ ไม่สามารถผ่านทะลุไปถึงชั้นที่เป็นเบาะ หรือหมอนได้ และสามารถระบายอากาศ

ด้วย 3 คุณสมบัติที่กล่าวมา ผ้า Membrane By Nitas Tessile จึงเป็นทางเลือกหลัก สำหรับโรงแรมหรือรีสอร์ทที่มีส่วนของเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์, บ้านที่มีลูกน้อยวัยซนที่ชอบขีดเขียน, บ้านที่เลี้ยงสุนัข, พื้นที่ต้อนรับในโรงแรมที่ต้องต้อนรับแขกจำนวนมาก, เฟอร์นิเจอร์ในห้องอาหาร หรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ

ซึ่งคุณสามารถหาผ้าที่ดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกต
สัญลักษณ์  ดังรูปด้านล่างนี้

ดูเนื้อผ้าที่มีคุณสมบัติ Membrane Layer