หน่วยการขายผ้า ทั้งนิ้ว หลา เมตร พับ ม้วน แถมชั่งกิโลอีก!

วงการผ้าเป็นวงการที่คนซื้ออาจต้องพกทั้งสายวัด เครื่องคิดเลข และสติไปพร้อมกัน

“ร้านหนึ่งขายเป็นหลา อีกร้านขายเป็นเมตร
พอถามราคาส่ง บอกต้องยกพับ
พอจะซื้อยกพับ บอกตัวนี้มาเป็นม้วน
เดินไปอีกหน่อย เจอขายเป็นกิโล”

ที่ชวนงงก็เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้บอกสิ่งเดียวกันทั้งหมด บางคำบอกความยาว บางคำบอกการบรรจุ บางคำบอกน้ำหนัก และบางงานคิดตามพื้นที่ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่าน ผ้าบุโซฟา ผ้าปูที่นอน ผ้าใบ ผ้าตัดเสื้อ ผ้าตกแต่ง ผ้าไม่ทอ หรือผ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม หลักสำคัญเหมือนกันคือ ต้องรู้ว่าราคาที่เห็น กำลังคิดจากอะไร

ก่อนอื่น แยกให้ออกว่า “ระบบวัด” กับ “หน่วยขาย” เป็นคนละเรื่อง

ในการซื้อขายผ้าทั่วไป เราพบหน่วยความยาวสองกลุ่มหลัก ได้แก่

  • ระบบเมตริก เช่น มิลลิเมตร เซนติเมตร และเมตร
  • กลุ่มหน่วยอังกฤษและสหรัฐฯ เช่น นิ้ว ฟุต และหลา

ส่วนพับ ม้วน ไม้ ผืน ชิ้น และกิโล ไม่ได้เป็นระบบวัดความยาวเพิ่มมาอีกหกระบบ

จำง่ายๆ ว่า:

สิ่งที่ใช้คิดหน่วยที่พบ
ความยาวนิ้ว ฟุต หลา เซนติเมตร เมตร
พื้นที่ตารางฟุต ตารางหลา ตารางเมตร
น้ำหนักกรัม กิโลกรัม
การบรรจุหรือการนับพับ ม้วน ไม้ ผืน ชิ้น ชุด

และ ชนิดผ้าไม่ได้ล็อกหน่วยขาย ผ้าชนิดเดียวกันอาจขายเป็นเมตรในร้านหนึ่ง ขายยกม้วนในอีกร้าน และเสนอราคาเป็นกิโลเมื่อซื้อจากผู้ผลิตก็ได้

1. นิ้ว: ส่วนใหญ่เจอตอนบอกหน้ากว้าง อย่าเพิ่งคิดว่าขายนิ้วละ

1 นิ้ว = 2.54 เซนติเมตร

ในวงการผ้า นิ้วมักใช้บอกขนาด โดยเฉพาะ หน้ากว้างผ้า เช่น 45 นิ้ว 60 นิ้ว หรือ 110 นิ้ว

พบได้ทั้งผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ผ้าสำหรับเครื่องนอน ผ้าตัดเสื้อ และวัสดุตกแต่งอย่างเทปหรือแถบลูกไม้

ตัวอย่างเช่น:

ผ้าหน้ากว้าง 60 นิ้ว ราคาเมตรละ 200 บาท

หมายความว่า ผ้ากว้าง 152.4 เซนติเมตร และคิดราคาตามความยาวเมตรละ 200 บาท

ถ้าซื้อยาว 1 เมตร จะได้ผ้าประมาณ กว้าง 152.4 × ยาว 100 เซนติเมตร

เลข 60 นิ้วบอกความกว้าง ส่วนคำว่าเมตรละบอกวิธีคิดราคา อยู่บนป้ายเดียวกันได้ ไม่ได้พิมพ์ผิด

หากพบการขายเป็นนิ้วจริง ต้องถามว่าเป็นราคาต่อความยาวนิ้ว หรือเป็นวิธีคิดขนาดงานเฉพาะของร้าน โดยเฉพาะสินค้าสั่งทำ อย่าเห็นเครื่องหมาย ″ แล้วสรุปทันทีว่าเป็นหน่วยขาย

นิ้วบนป้ายอาจบอกความกว้าง แต่ความเข้าใจผิดทำให้เงินหายได้ทุกทิศทาง

2. หลา: อยู่ได้หลายวงการ ไม่ได้มีไว้ขายผ้าตัดเสื้ออย่างเดียว

1 หลา = 3 ฟุต = 36 นิ้ว = 91.44 เซนติเมตร

หลาเป็นหน่วยความยาวที่พบได้ในการขายผ้าหลายประเภท เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุโซฟา ผ้าตกแต่ง ผ้าฝ้าย ผ้าดิบ ผ้าตัดเสื้อ รวมถึงวัสดุประกอบงานผ้าบางชนิด

จะพบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับตลาด ผู้ขาย และแหล่งสินค้า ไม่ใช่ว่าผ้าชนิดหนึ่งต้องใช้หลาเสมอ

ประเด็นสำคัญคือ หนึ่งหลาสั้นกว่าหนึ่งเมตร 8.56 เซนติเมตร

สมมติต้องใช้ผ้ายาว 10 เมตร แต่ซื้อมา 10 หลา จะได้เพียง 9.144 เมตร ขาดไป 85.6 เซนติเมตร

สำหรับงานม่าน งานบุ หรืองานตัดที่ต้องเผื่อตะเข็บและต่อลาย ระยะที่ขาดอาจทำให้งานไม่ครบได้

หลากับเมตรดูสนิทกัน แต่เอามาแทนกันไม่ได้

3. เมตร: วัดความยาว แต่ต้องรู้หน้ากว้างด้วย

1 เมตร = 100 เซนติเมตร ≈ 1.09361 หลา

พบได้กว้างขวางทั้งในงานผ้าม่าน งานบุเฟอร์นิเจอร์ เครื่องนอน เสื้อผ้า ผ้าใบ ผ้าตกแต่ง และผ้าอุตสาหกรรม

โดยทั่วไป การขายผ้าเป็นเมตรหมายถึง ตัดตามแนวยาว และได้หน้ากว้างตามผ้ารุ่นนั้น

สมมติว่า:

  • ร้านหนึ่งขายผ้าหน้ากว้าง 1.50 เมตร ซื้อยาว 1 เมตร ได้พื้นที่ 1.50 ตารางเมตร
  • อีกร้านขายผ้าหน้ากว้าง 2.80 เมตร ซื้อยาว 1 เมตร ได้พื้นที่ 2.80 ตารางเมตร

ทั้งคู่ขาย “หนึ่งเมตร” เหมือนกัน แต่ได้พื้นที่ผ้าไม่เท่ากัน

สำหรับผ้าม่าน เรื่องหน้ากว้างยังเกี่ยวข้องกับความสูงม่าน ทิศทางการใช้ผ้า และการต่อลายด้วย จึงดูราคาเมตรละอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูว่าจะนำไปตัดงานอย่างไร

อีกเรื่องที่ต้องอ่านคือ หนึ่งหน่วยสั่งซื้อเท่ากับเท่าไร บางร้านตั้งราคาไว้ต่อครึ่งเมตรหรือช่วงความยาวอื่น การกดจำนวน 1 จึงไม่ได้แปลว่าได้ 1 เมตรเสมอไป

เมตรไม่ค่อยหลอกใคร แต่คนอ่านป้ายเร็วเกินไปอาจหลอกตัวเอง

4. ตารางเมตร ตารางหลา ตารางฟุต: คราวนี้คิดเป็นพื้นที่

หน่วยกลุ่มนี้ใช้คิดจาก ความกว้าง × ความยาว ไม่ได้ดูความยาวด้านเดียว

พบได้ในงานผ้าหรือวัสดุแผ่นบางประเภท งานเคลือบ งานพิมพ์ งานผ้าใบ และงานสั่งทำบางระบบ ทั้งนี้ต้องดูเงื่อนไขของผู้ขาย

ตัวอย่างเช่น ผ้ากว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร มีพื้นที่:

2 × 3 = 6 ตารางเมตร

ถ้าราคา 100 บาทต่อตารางเมตร ค่าวัสดุส่วนนี้คือ 600 บาท

แต่ถ้าราคา 100 บาทต่อเมตรตามแนวยาว และหน้ากว้างกำหนดไว้แล้ว ยาว 3 เมตรจะคิด 300 บาท

ตัวเลขราคาเท่ากัน แต่ฐานคิดต่างกัน ยอดรวมจึงต่างกัน

โดยเฉพาะงานม่าน ต้องแยกด้วยว่าราคานั้นเป็น ราคาผ้าดิบตามความยาว ราคาตามพื้นที่งานสำเร็จ หรือราคารวมตัดเย็บและอุปกรณ์ เพราะเป็นคนละฐานกัน

คำว่า “ตาราง” เพิ่มมาแค่คำเดียว แต่บิลไม่ได้เพิ่มแบบเกรงใจ

5. พับ: หน่วยบรรจุที่ต้องถามต่อว่า “พับละเท่าไร?”

หนึ่งพับไม่มีความยาวตายตัวสำหรับผ้าทุกชนิดและทุกร้าน

พับเป็นคำเรียกผ้าที่จัดพับเป็นชุดหรือเป็นหน่วยขาย พบได้ในร้านผ้าและการขายส่ง เช่น ผ้าดิบ ผ้าฝ้าย ผ้าทอ ผ้าไหม และผ้าที่ผู้ขายจัดเป็นพับ

สมมติร้านหนึ่งระบุพับละ 30 หลา อีกร้านระบุพับละ 50 เมตร ก็ต้องใช้ตัวเลขของสินค้านั้น ไม่สามารถจำว่า “หนึ่งพับเท่ากับเท่านี้” แล้วใช้ได้ทั้งวงการ

ก่อนซื้อควรถามว่า:

  • พับละกี่หลาหรือกี่เมตร?
  • หน้ากว้างเท่าไร?
  • เป็นผ้าชิ้นเดียวต่อเนื่องหรือมีหลายชิ้น?
  • คิดราคาต่อพับ หรือคิดตามความยาวจริงในพับ?

คำว่า “ยกพับถูกกว่า” อาจเป็นจริง แต่ต้องรู้ก่อนว่าในพับมีผ้าเท่าไร

พับเป็นวิธีจัดผ้า ไม่ใช่สูตรคูณที่ใช้เหมือนกันทั้งโลก

6. ม้วนและไม้: บอกว่าจัดผ้ามายังไง ยังไม่บอกว่าได้เท่าไร

หนึ่งม้วนไม่มีความยาวมาตรฐานเดียวทั่ววงการ

ผ้าม้วนพบได้ตั้งแต่ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ผ้าใบ ผ้าไม่ทอ ผ้าถัก ไปจนถึงผ้าสำหรับโรงงานและงานอุตสาหกรรม

บางม้วนระบุความยาวเป็นเมตร บางม้วนเป็นหลา บางม้วนระบุน้ำหนักเป็นกิโลกรัม และม้วนในรุ่นเดียวกันก็อาจมีปริมาณจริงต่างกันได้

สมมติร้านหนึ่งขายม้วนละ 50 เมตร อีกร้านขายตามความยาวจริงที่ติดป้ายบนแต่ละม้วน ก็ต้องอ่านข้อมูลให้ครบ

ส่วนคำว่า “ไม้” มักใช้เรียกผ้าที่พันกับแผ่นหรือแกนสำหรับจัดเก็บและขาย ความหมายและปริมาณอาจต่างกันตามธรรมเนียมร้าน จึงต้องถามเช่นเดียวกัน

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ผ้ายาวรวมกับผ้ายาวต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ผ้ารวม 50 เมตรที่มีรอยต่อหลายจุด อาจใช้กับงานบางแบบได้ แต่สร้างปัญหาให้งานที่ต้องใช้ชิ้นยาวหรือจับคู่ลาย

และร้านสามารถบอกว่า “เมตรละ 200 แต่ต้องยกม้วน” ได้ หมายถึง คิดราคาตามเมตร แต่กำหนดให้ซื้อทั้งม้วน

ม้วนใหญ่แค่ไหนไม่สำคัญเท่าป้ายบอกว่าข้างในมีอะไร

7. กิโล: ขายน้ำหนัก แล้วค่อยคำนวณว่าจะได้ความยาวเท่าไร

1 กิโลกรัม = 1,000 กรัม

การขายเป็นกิโลพบได้ในผ้าถักหรือผ้ายืดบางกลุ่ม ผ้าไม่ทอและผ้าอุตสาหกรรมบางประเภท รวมถึงเศษผ้า ผ้าคละ หรือผ้าเหลือจากการผลิต

แต่ ขายเป็นกิโลไม่ได้แปลว่าเป็นเศษผ้าหรือผ้าเกรดต่ำ ผ้าผลิตใหม่ก็สามารถเสนอราคาตามน้ำหนักได้ ขึ้นอยู่กับวิธีค้าขายของตลาดนั้น

คำถามคือ หนึ่งกิโลได้กี่เมตร?

คำตอบคือ ต้องรู้หน้ากว้างและน้ำหนักผ้าต่อพื้นที่ก่อน

ค่าที่พบได้บ่อยคือ GSM หรือกรัมต่อตารางเมตร

ผ้า 200 GSM หมายถึง ผ้าพื้นที่ 1 ตารางเมตรหนัก 200 กรัม ไม่ได้หมายความว่าผ้ายาว 1 เมตรจะหนัก 200 กรัมเสมอไป เพราะหน้ากว้างอาจไม่ใช่ 1 เมตร

สำหรับผ้าแผ่นที่คลี่เต็มหน้ากว้าง ใช้สูตรประมาณได้ว่า:

ความยาวเป็นเมตร = น้ำหนักสุทธิเป็นกิโลกรัม × 1,000 ÷ (GSM × หน้ากว้างเป็นเมตร)

สมมติผ้ากว้าง 1.50 เมตร:

น้ำหนักผ้าต่อพื้นที่ผ้า 1 กิโลกรัม ได้ความยาวประมาณ
100 GSM6.67 เมตร
200 GSM3.33 เมตร
300 GSM2.22 เมตร

เมื่อหน้ากว้างเท่ากัน ผ้าที่มี GSM สูงกว่าจะได้ความยาวต่อกิโลน้อยกว่า

ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณสำหรับผ้าสเปกสม่ำเสมอ หากเป็นเศษผ้าคละหลายชนิด จะใช้สูตรเดียวคำนวณทั้งกองให้แม่นยำไม่ได้ ส่วนผ้าถุงกลมต้องคิดพื้นที่ทั้งสองด้านให้ถูกต้อง

และควรถามว่าเป็น น้ำหนักผ้าสุทธิ หรือรวมแกนและบรรจุภัณฑ์ด้วย

ซื้อผ้าไปใช้งาน อย่าเผลอซื้อแกนกระดาษในราคาผ้า

8. ผืน ชิ้น ชุด และแพ็ก: นับจำนวนได้ แต่ต้องอ่านขนาด

หน่วยเหล่านี้พบได้ทั้งผ้าตัดสำเร็จและสินค้าที่ทำจากผ้า เช่น ผ้าม่านสำเร็จรูป ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าเช็ดตัว ผ้าใบ และผ้าสำหรับงานเฉพาะ

แต่ หนึ่งผืนไม่ได้มีขนาดสากล

ม่านหนึ่งผืนอาจมีขนาดต่างจากอีกรุ่น และคำว่า “หนึ่งชุด” อาจหมายถึงม่านหนึ่งผืน สองผืน หรือรวมอุปกรณ์บางอย่าง ขึ้นอยู่กับรายการสินค้า

ต้องดูทั้งจำนวน ขนาด และวิธีระบุขนาด โดยเฉพาะม่านที่ควรแยกว่าเป็นขนาดผ้าก่อนจับจีบ หรือขนาดม่านสำเร็จหลังตัดเย็บ

คำว่า “ชุด” ฟังเหมือนครบ แต่จะครบอะไรต้องอ่านรายการ

ตารางแปลงหน่วยฉบับเก็บไว้ใช้

หน่วยเท่ากับ
1 เซนติเมตร10 มิลลิเมตร
1 นิ้ว2.54 เซนติเมตร
1 ฟุต12 นิ้ว = 30.48 เซนติเมตร
1 หลา3 ฟุต = 36 นิ้ว = 91.44 เซนติเมตร
1 เมตร100 เซนติเมตร ≈ 39.37 นิ้ว ≈ 1.09361 หลา
1 ตารางฟุต0.09290304 ตารางเมตร
1 ตารางหลา0.83612736 ตารางเมตร
1 ตารางเมตรประมาณ 10.7639 ตารางฟุต
1 กิโลกรัม1,000 กรัม
1 พับ / ม้วน / ไม้ต้องดูปริมาณที่ผู้ขายระบุ
1 ผืน / ชิ้น / ชุด / แพ็กต้องดูขนาด จำนวน และสิ่งที่รวมอยู่

ค่าแปลงหน่วยมาตรฐานอ้างอิงจาก NIST ส่วนหลักการคำนวณน้ำหนักกับความยาวผ้าดูได้จาก สูตรคำนวณผ้าม้วน

อยากเทียบราคาให้เป็น ต้องเทียบหน่วยเดียวกัน

สมมติเป็นผ้ารุ่นเดียวกัน คุณภาพและหน้ากว้างเท่ากัน:

  • ร้านหนึ่งขาย 100 บาทต่อหลา เท่ากับประมาณ 109.36 บาทต่อเมตร
  • อีกร้านขาย 105 บาทต่อเมตร

ร้านที่ขาย 105 บาทต่อเมตรจึงถูกกว่า แม้ตัวเลขบนป้ายจะสูงกว่า 100

แต่ถ้าหน้ากว้างต่างกัน ก็ต้องดูปริมาณผ้าและการนำไปใช้ต่อด้วย โดยเฉพาะงานม่าน งานบุ และงานที่มีลาย เพราะผ้าที่มีพื้นที่มากกว่าอาจไม่ได้ทำให้เสียเศษน้อยกว่าเสมอไป

ก่อนจ่ายเงิน ถามให้ครบว่า ราคาอะไรต่อหน่วยไหน หน้ากว้างเท่าไร ได้ปริมาณเท่าไร และใช้กับงานของเราได้แค่ไหน

สรุปแบบกวนๆ

นิ้ว หลา เมตร — บอกระยะ
ตารางฟุต ตารางหลา ตารางเมตร — บอกพื้นที่
กิโล — บอกน้ำหนัก
พับ ม้วน ไม้ — บอกหน่วยบรรจุที่ต้องถามปริมาณ
ผืน ชิ้น ชุด — บอกจำนวนที่ต้องถามขนาด

หนึ่งหลาไม่เท่ากับหนึ่งเมตร
หนึ่งพับไม่จำเป็นต้องเท่ากับอีกพับ
หนึ่งม้วนไม่ได้ยาวเท่ากันทั้งจักรวาล
หนึ่งกิโลก็ไม่ได้แปลงเป็นเมตรได้ด้วยพลังศรัทธา

จะซื้อผ้าม่าน บุโซฟา ทำเครื่องนอน ตัดเสื้อ ขึงผ้าใบ หรือป้อนเข้าโรงงาน ก็ใช้หลักเดียวกัน:

อย่าถามแค่ “เท่าไร” ต้องถามด้วยว่า “เท่าไรต่ออะไร แล้วได้อะไรเท่าไร”

ถามให้ครบก่อนซื้อ ดีกว่ายืนกอดผ้าที่ไม่พอ แล้วปลอบตัวเองว่า…อย่างน้อยสีที่เลือกก็สวยดี

BS 5867 FLAMMABILITY REQUIREMENTS

ประเมินความคงทนของสีและความคงตัวของขนาดผ้า

รายการวิธีทดสอบ
ความคงทนของสีต่อแสงใช้แสงจากหลอดซีนอนอาร์ก ตาม BS EN ISO 105-B02
ความคงทนของสีต่อการซักซักตาม BS EN ISO 105-C06 แล้วประเมินสีเปลี่ยนและสีตกติดผ้าอื่น
ความคงทนของสีต่อการซักแห้งทดสอบตาม BS EN ISO 105-D01 แล้วประเมินสีเปลี่ยนและสีตกติด
การเปลี่ยนขนาดหลังซักวัดความยาวและความกว้างก่อน–หลังการซักตาม BS EN ISO 6330
การเปลี่ยนขนาดหลังซักแห้งประเมินตาม BS EN ISO 3175-1
  • ความคงทนต่อแสง: อ่านระดับ Blue Wool โดยค่าสูงแสดงว่าทนแสงได้ดีกว่า
  • สีเปลี่ยนและสีตกติด: อ่านระดับ Grey Scale โดยระดับ 5 ดีที่สุด และระดับ 1 เปลี่ยนมากที่สุด
  • การเปลี่ยนขนาด: รายงานเป็นเปอร์เซ็นต์ แยกแนวยาวและแนวกว้าง โดยทั่วไปค่าลบหมายถึงหด และค่าบวกหมายถึงยืด
รายการเกณฑ์ยอมรับ
สีต่อแสงอย่างน้อยระดับ 5–6
สีเปลี่ยนหลังซักระดับ 4 หรือดีกว่า
สีตกติดหลังซักระดับ 3–4 หรือดีกว่า
สีเปลี่ยนหลังซักแห้งระดับ 4 หรือดีกว่า
สีตกติดหลังซักแห้งระดับ 3–4 หรือดีกว่า
การเปลี่ยนขนาดหลังซักหรือซักแห้งค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนขนาดแต่ละแนว ไม่เกิน 3%

Type A, B และ C เป็น ชุดเกณฑ์สมรรถนะ ไม่ใช่คะแนน โดย Type A เข้มงวดน้อยที่สุด และ Type C เข้มงวดมากที่สุด

แขวนชิ้นผ้าในแนวตั้ง แล้วจ่อเปลวไฟที่ ผิวหน้าผ้า ตามเวลาที่กำหนด หากเป็นผ้าม่านพร้อมซับใน ต้องทดสอบชุดประกอบตามสภาพใช้งานจริง รวมถึงด้านหน้าและด้านหลังของชุดผ้า

Typeวิธีทดสอบเวลาจ่อไฟชิ้นทดสอบหลัก
ABS EN ISO 6941:2003, Procedure A10 วินาที6 ชิ้น: 3 ชิ้นตัดตามแนวยาวของม้วนผ้า ก 3 ชิ้นตัดตามแนวขวางของม้วนผ้า
BBS EN ISO 15025:2002, Procedure A15 วินาที6 ชิ้น: 3 ชิ้นตัดตามแนวยาวของม้วนผ้า ก 3 ชิ้นตัดตามแนวขวางของม้วนผ้า
CBS EN ISO 15025:2002, Procedure A5, 15, 20 และ 30 วินาที ใช้คนละชุด4 ชิ้นต่อเวลา ทดสอบทั้งก่อนและหลังซัก 50 รอบ

Type A และ B ต้องระบุการเตรียมผ้าก่อนทดสอบตามวิธีทำความสะอาดและเงื่อนไขของมาตรฐาน ส่วน Type C ต้องทดสอบ ก่อนและหลังซักมาตรฐาน 50 รอบตาม BS EN ISO 10528

คำในรายงานความหมาย
Flame spreadการลามของเปลวไฟบนชิ้นผ้า
Hole formationรูที่เกิดจากการเผาไหม้หรือหลอม
Marker thread severedด้ายกำหนดตำแหน่งถูกเผาจนขาด ใช้ประเมิน Type A
Flaming debris / dropletsเศษหรือหยดวัสดุที่หลุดจากผ้าขณะยังติดไฟ
Afterflame timeเวลาที่ผ้ายังมีเปลวไฟหลังนำหัวเผาออก
Afterglow timeเวลาที่ผ้ายังคุแดงหลังเปลวไฟดับ หรือหลังนำหัวเผาออกหากไม่มีเปลวไฟ

อย่างน้อย 4 ชิ้น ต้องผ่านทั้ง 3 ข้อ:

  • Flame spread — การลามของเปลวไฟ: ขอบล่างของเปลวไฟต้องไม่ถึงขอบซ้ายหรือขวาของผ้า
  • Hole formation — การเกิดรูไหม้: รูไหม้ต้องไม่ถึงขอบซ้ายหรือขวาของผ้า
  • Marker thread severed — ด้ายกำหนดตำแหน่งขาด: ด้ายเส้นแรกที่ขึงไว้ตรวจการลามไฟต้องไม่ขาด
  • Flame spread — การลามของเปลวไฟ: ขอบล่างของเปลวไฟต้องไม่ถึงขอบบน ขอบซ้าย หรือขอบขวาของผ้า
  • Hole formation — การเกิดรูไหม้: รูไหม้ต้องไม่ถึงขอบบน ขอบซ้าย หรือขอบขวาของผ้า
  • Flaming debris / droplets — เศษหรือหยดที่ยังติดไฟ: ต้องไม่มีหลุดออกจากผ้า

ต้องผ่านเกณฑ์ต่อไปนี้ครบทุกช่วงเวลาจ่อไฟ 5, 15, 20 และ 30 วินาที:

  • Flame spread — การลามของเปลวไฟ: ขอบล่างของเปลวไฟต้องไม่ถึงขอบบน ขอบซ้าย หรือขอบขวาของผ้า
  • Hole formation — การเกิดรูไหม้: รูไหม้ต้องไม่ถึงขอบบน ขอบซ้าย หรือขอบขวาของผ้า
  • Flaming debris / droplets — เศษหรือหยดที่ยังติดไฟ: ต้องไม่มีหลุดออกจากผ้า
  • Afterflame time — เวลาที่ผ้ายังมีเปลวไฟหลังนำหัวเผาออก: ค่าเฉลี่ยต้องไม่เกิน 2.5 วินาที
  • Afterglow time — เวลาที่ผ้ายังคุแดงหลังเปลวไฟดับ: ค่าเฉลี่ยต้องไม่เกิน 2.5 วินาที

ในการอ่านใบรายงาน ควรพบข้อความที่ระบุครบ เช่น “BS 5867-2:2008, Type B – PASS” พร้อมเงื่อนไขก่อนทดสอบ การเขียนเพียง “ผ่าน BS 5867” ยังไม่ระบุว่าได้ทดสอบ Part และ Type ใด และการผ่าน Part 2 ไม่ได้ยืนยันว่าผ่านคุณสมบัติทั่วไปใน Part 1 ด้วย

BS 5867 มีไว้กำหนดว่า “ผ้าม่านที่ผ่านมาตรฐานต้องมีคุณสมบัติอย่างไร” ทั้งความคงทนของสี การหดหรือยืด และพฤติกรรมเมื่อสัมผัสเปลวไฟ ส่วนที่อ้างอิงมาตรฐานอื่นหลายฉบับ เพราะมีวิธีทดสอบแต่ละคุณสมบัติที่ใช้ร่วมกันได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างวิธีใหม่ซ้ำซ้อน โดย BS 5867 นำวิธีเหล่านั้นมาเลือกใช้ พร้อมกำหนดเงื่อนไขและเกณฑ์ผ่านให้เหมาะกับผ้าม่าน ทำให้ผู้ผลิต ห้องทดสอบ และผู้ซื้อใช้ข้อกำหนดเดียวกันในการตัดสินคุณภาพ


ชื่อเต็มของมาตรฐานต่างๆที่ปรากฎในบทความนี้


BS EN ISO 105-B02 Textiles — Tests for colour fastness — Part B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test : สิ่งทอ — การทดสอบความคงทนของสี — ส่วน B02: ความคงทนของสีต่อแสงประดิษฐ์ โดยใช้หลอดซีนอนอาร์ก

BS EN ISO 105-C06: Textiles — Tests for colour fastness — Part C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering : สิ่งทอ — การทดสอบความคงทนของสี — ส่วน C06: ความคงทนของสีต่อการซักในครัวเรือนและการซักเชิงพาณิชย์

BS EN ISO 105-D01: Textiles — Tests for colour fastness — Part D01: Colour fastness to drycleaning using perchloroethylene solvent : สิ่งทอ — การทดสอบความคงทนของสี — ส่วน D01: ความคงทนของสีต่อการซักแห้งโดยใช้ตัวทำละลายเปอร์คลอโรเอทิลีน

BS EN ISO 6330: Textiles — Domestic washing and drying procedures for textile testing : สิ่งทอ — ขั้นตอนการซักและทำให้แห้งแบบครัวเรือนสำหรับการทดสอบสิ่งทอ

BS EN ISO 3175-1: Textiles — Professional care, drycleaning and wetcleaning of fabrics and garments — Part 1: Assessment of performance after cleaning and finishing : สิ่งทอ — การดูแลรักษา การซักแห้ง และการซักเปียกโดยผู้ประกอบวิชาชีพ สำหรับผ้าและเสื้อผ้า — ส่วนที่ 1: การประเมินสมรรถนะหลังการทำความสะอาดและตกแต่งสำเร็จ

BS EN ISO 6941:2003 – Textile fabrics – Burning behaviour – Measurement of flame spread properties of vertically oriented specimens ผ้าสิ่งทอ – พฤติกรรมการเผาไหม้ – การวัดสมบัติการลามไฟของชิ้นทดสอบที่วางในแนวตั้ง
Procedure A: Surface ignition จ่อไฟที่ ผิวหน้าผ้า
Procedure B: Bottom edge ignition จ่อไฟที่ ขอบล่างของผ้า

BS EN ISO 15025:2002 – Protective clothing – Protection against heat and flame – Method of test for limited flame spread เสื้อผ้าป้องกัน – การป้องกันความร้อนและเปลวไฟ – วิธีทดสอบการลามไฟแบบจำกัด
Procedure A: Surface ignition จ่อไฟที่ ผิวหน้าผ้า
Procedure B: Bottom edge ignition จ่อไฟที่ ขอบล่างของผ้า


ตู้ทั้ง 20 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม… มีภาพตู้ในใจ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร? จะบอกอินทีเรียร์หรือช่างว่า “ชอบแบบหน้าบานเป็นร่อง ๆ” หรือ “แบบบานเรียบไม่มีมือจับ” ก็แอบกลัวว่าจะนึกภาพกันคนละแบบ

บทความนี้เลยรวมตู้หลากหลายแบบ ทั้งรูปทรง วัสดุ และดีไซน์ พร้อมชื่อเรียกและภาพให้เทียบกันชัด ๆ ชอบแบบไหนก็เซฟไว้ส่งให้คนออกแบบหรือช่างดูได้เลย ช่วยให้คุยกันเห็นภาพ และขยับเข้าใกล้ตู้แบบที่อยากมีในบ้าน!

No.Cabinet & Shelving name3 คำInterior Styles
1Arched Display Cabinet – ตู้โชว์ทรงโค้งโค้งมน · กระจก · สง่างามModern Classic, Mediterranean, Contemporary
2Bookcase – ตู้หนังสือชั้นเปิด · เป็นระเบียบ· เรียบง่ายScandinavian, Transitional, Contemporary
3Cane-front Cabinet – ตู้บานหวายสานหวายสาน · โปร่งเบา· ธรรมชาติBoho, Tropical, Japandi
4Chest of Drawers – ตู้ลิ้นชักลิ้นชัก · จัดเก็บ · กะทัดรัดScandinavian, Modern, Transitional
5Corner Cabinet – ตู้เข้ามุมเข้ามุม · ประหยัดพื้นที่ · พอดีCottage, Classic, Transitional
6Cube Shelving Unit – ชั้นวางช่องสี่เหลี่ยมช่องตาราง · แบ่งสัดส่วน · ยืดหยุ่นModern, Minimalist, Scandinavian
7Floating Shelves – ชั้นลอยติดผนังลอยตัว · โปร่งตา · เรียบง่ายMinimalist, Scandinavian, Contemporary
8Glass Display Cabinet – ตู้โชว์กระจกโปร่งใส · จัดแสดง · ประณีตContemporary, Modern, Art Deco
9Hutch Cabinet – ตู้สองตอนสองตอน · จัดแสดง · จุของFarmhouse, English Country, Cottage
10Industrial Shelving Unit – ชั้นวางโครงเหล็กโครงเหล็ก · ไม้หนา · ดิบเท่Industrial, Loft, Rustic
11Ladder Shelf – ชั้นวางทรงบันไดไล่ระดับ · โปร่ง · เพรียวScandinavian, Japandi, Contemporary
12Locker Cabinet – ตู้ล็อกเกอร์ช่องแยก · เหล็กพ่นสี· เป็นระเบียบIndustrial, Modern, Eclectic
13Modular Shelving – ชั้นวางโมดูลาร์แยกหน่วย · ปรับเปลี่ยน · ยืดหยุ่นModern, Minimalist, Contemporary
14Nightstand – ตู้ข้างเตียงข้างเตียง · หยิบง่าย · กะทัดรัดJapandi, Scandinavian, Mid-century Modern
15Room-divider Shelving – ชั้นวางกั้นห้องแบ่งพื้นที่ · ทะลุโปร่ง · สองด้านContemporary, Modern, Japandi
16Sideboard – ตู้ไซด์บอร์ดแนวยาว · จุของ · ภูมิฐานMid-century Modern, Contemporary, Scandinavian
17Tambour Cabinet – ตู้บานม้วนระแนงระแนง · เลื่อนโค้ง · ประณีตMid-century Modern, Japandi, Contemporary
18TV Console – ตู้วางโทรทัศน์เตี้ยยาว · เก็บอุปกรณ์· เรียบร้อยModern, Minimalist, Contemporary
19Wall Cabinet – ตู้แขวนผนังแขวนสูง · พ้นพื้น · กะทัดรัดMinimalist, Scandinavian, Contemporary
20Wardrobe – ตู้เสื้อผ้าแขวนผ้า · มิดชิด · จุของClassic, Transitional, Scandinavian

โต๊ะทั้ง 20 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม… มีภาพโต๊ะในใจ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร? จะบอกอินทีเรียร์หรือช่างว่า “ชอบแบบขาโต๊ะเป็นแท่ง ๆ” หรือ “แบบหน้าโต๊ะลายหิน” ก็แอบกลัวว่าจะนึกภาพกันคนละแบบ

บทความนี้เลยรวมโต๊ะหลากหลายแบบ ทั้งรูปทรง วัสดุ และดีไซน์ พร้อมชื่อเรียกและภาพให้เทียบกันชัด ๆ ชอบแบบไหนก็เซฟไว้ส่งให้คนออกแบบหรือช่างดูได้เลย ช่วยให้คุยกันเห็นภาพ และขยับเข้าใกล้โต๊ะแบบที่อยากมีในบ้าน!

No.Table name3 คำStyles
1Bar Table — โต๊ะบาร์สูงโปร่ง · สังสรรค์ · คล่องตัวIndustrial, Loft, Contemporary
2Bistro Table — โต๊ะบิสโทรกะทัดรัด · คลาสสิก · เป็นกันเองParisian, Mediterranean, Classic
3C-shaped Side Table — โต๊ะข้างทรงตัวซีสอดใต้ · เคลื่อนง่าย · ใกล้มือModern, Minimalist, Industrial
4Console Table — โต๊ะคอนโซลแคบยาว · ต้อนรับ · สง่างามModern Classic, Transitional, Art Deco
5Dressing Console with Flip-top Mirror — โต๊ะเครื่องแป้งกระจกพับพับเก็บ · ซ่อนช่อง · เรียบร้อยJapandi, Scandinavian, Contemporary
6Drop-leaf Table — โต๊ะพับปีกพับปีก · กะทัดรัด · ยืดหยุ่นCottage, Scandinavian, Transitional
7Extendable Dining Table — โต๊ะอาหารขยายได้ขยายได้ · ยืดหยุ่น · รองรับScandinavian, Modern, Transitional
8Nesting Tables — โต๊ะซ้อนชุดซ้อนเก็บ · คล่องตัว · ประหยัดพื้นที่Mid-century Modern, Scandinavian, Contemporary
9Outdoor Slatted Table — โต๊ะสนามไม้ระแนงระแนง · โปร่งเบา · ธรรมชาติTropical, Coastal, Contemporary
10Oval Dining Table — โต๊ะอาหารทรงวงรีวงรี · นุ่มนวล · สง่างามContemporary, Japandi, Modern Classic
11Pedestal Dining Table — โต๊ะอาหารขากลางขากลาง · คล่องตัว · เรียบหรูModern, Minimalist, Contemporary
12Rectangular Coffee Table — โต๊ะกลางทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเตี้ยยาว · ผ่อนคลาย · เรียบง่ายJapandi, Scandinavian, Contemporary
13Rectangular Dining Table — โต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวยาว · เรียบง่าย · พร้อมหน้าScandinavian, Japandi, Contemporary
14Round Coffee Table — โต๊ะกลางทรงกลมกลมมน · นุ่มนวล · เป็นกันเองContemporary, Japandi, Minimalist
15Round Dining Table — โต๊ะอาหารทรงกลมกลมมน · ใกล้ชิด · สมดุลScandinavian, Contemporary, Mid-century Modern
16Side Table — โต๊ะข้างข้างที่นั่ง · หยิบง่าย · กะทัดรัดScandinavian, Japandi, Transitional
17Trestle Desk — โต๊ะทำงานขาตั้งขาตั้ง · โปร่งโล่ง · สร้างสรรค์Industrial, Scandinavian, Loft
18Trestle Dining Table — โต๊ะอาหารขาคานคานไม้ · แข็งแรง · อบอุ่นFarmhouse, Rustic, English Country
19Vanity Table — โต๊ะเครื่องแป้งแต่งตัว · ประณีต · เป็นส่วนตัวModern Classic, Contemporary, Art Deco
20Writing Desk — โต๊ะเขียนหนังสือเขียนงาน · เรียบร้อย· โปร่งเบาScandinavian, Mid-century Modern, Japandi

สิ่งที่ร้านม่านต้องรู้ อ่านแปลนให้เป็นเพื่อตีราคาม่าน

เคยไหม… ลูกค้าส่งแปลนบ้านมาให้ประเมินราคาผ้าม่าน แต่พอเปิดดู กลับไม่แน่ใจว่าตรงไหนคือประตู ตรงไหนคือหน้าต่าง แล้วต้องดูความกว้างและความสูงจากจุดไหน? ยิ่งบ้านสมัยใหม่ที่มีช่องกระจกขนาดใหญ่ หน้าต่างสูงเกือบจรดพื้น หรือประตูบานเลื่อนเต็มผนัง การดูจากรูปร่างในแปลนเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้สับสนได้

ในภาพตัวอย่างนี้ ประตูใช้สัญลักษณ์ วงกลม พร้อมตัวอักษร D หรือ ป ส่วนหน้าต่างใช้สัญลักษณ์ หกเหลี่ยม พร้อมตัวอักษร W หรือ น เช่น D1, ป1, W1 หรือ น1 เมื่อเจอช่องกระจกที่ดูไม่ออกว่าเป็นประตูหรือหน้าต่าง รหัสเหล่านี้จะช่วยให้ตามไปดูรายละเอียดในตารางหรือแบบขยายประตู–หน้าต่างได้ ทั้งขนาด รูปแบบ และลักษณะการเปิดใช้งาน โดยตัวเลขต่อท้ายมักใช้แยก แบบหรือประเภทของประตู–หน้าต่าง ไม่ใช่เลขลำดับของแต่ละบาน ประตูหลายตำแหน่งจึงอาจใช้รหัส D1 เหมือนกันเพราะเป็นประตูแบบเดียวกัน เวลานับจำนวนเพื่อเสนอราคาจึงต้องนับตำแหน่งในแปลนประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม แต่ละสำนักงานออกแบบอาจใช้สัญลักษณ์ต่างกัน ควรเปิดหน้าคำอธิบายสัญลักษณ์ของแบบชุดนั้นก่อนเสมอ แล้วพิจารณาทั้งรูปทรง ตัวอักษร และรายละเอียดร่วมกัน


ชื่อห้องในแปลนช่วยให้เจ้าของบ้าน ผู้ออกแบบ และร้านม่านคุยถึงพื้นที่เดียวกันได้ชัดเจน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอนใหญ่ หรือห้องนอน 2 เวลาทำใบเสนอราคาจึงควรใช้ชื่อห้องตามแบบ พร้อมระบุชั้น รหัสประตู–หน้าต่าง และตำแหน่งเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น เช่น “ห้องนอนใหญ่ ชั้น 2 — หน้าต่าง W2 ฝั่งระเบียง” เพื่อช่วยลดความสับสน โดยเฉพาะบ้านที่มีหลายห้องหรือมีหน้าต่างรหัสเดียวกันหลายตำแหน่ง เมื่อลูกค้าขอเปลี่ยนผ้า เปลี่ยนรูปแบบม่าน หรือตัดบางรายการออก ก็จะตรวจสอบได้ตรงจุด นอกจากนี้ กรอบชื่อห้องยังอาจระบุชนิดพื้น ระดับพื้น ชนิดฝ้า และความสูงหรือระดับฝ้าไว้ด้วย จึงเป็นอีกจุดที่ร้านม่านควรอ่านให้ครบก่อนนำข้อมูลไปใช้งาน

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีหลายห้อง หรือค้นหาชื่อห้องในแปลนได้ยาก เราสามารถใช้ แนวกริดอาคาร ช่วยระบุตำแหน่งได้ โดยสังเกตเส้นกริดที่ผ่านแนวเสา แล้วตามเส้นไปดูตัวอักษรหรือตัวเลขที่ปลายเส้น ในภาพตัวอย่าง แนวกริดแนวนอนใช้ตัวอักษร A, B, C ส่วนแนวกริดแนวตั้งใช้ตัวเลข 1, 2, 3 ทำให้บอกได้ว่าพื้นที่ที่กำลังพูดถึงอยู่ระหว่างแนวใด เช่น “พื้นที่ชั้น 2 ระหว่างกริด A–B และ 1–2” หรือ “หน้าต่างใกล้เสาที่จุดตัดกริด B–2” วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของบ้าน ผู้ออกแบบ และร้านม่านค้นหาตำแหน่งเดียวกันได้ง่ายขึ้น โดยควรระบุชื่ออาคารและชั้นประกอบด้วย และยึดชื่อกริดตามแบบของโครงการนั้น เพราะการใช้ตัวอักษร ตัวเลข และทิศทางการเรียงอาจแตกต่างจากตัวอย่าง

หากลูกค้าต้องการม่านสูงจากฝ้าลงมาถึงพื้น ข้อมูลฝ้าจะช่วยให้ร้านม่านประเมินความสูงและงบประมาณเบื้องต้นได้ โดยในภาพตัวอย่าง วงรีที่มีรหัส C1 หรือ ฝ1 ใช้ระบุชนิดฝ้า ส่วนตัวเลขความสูงหรือระดับฝ้าจะแสดงแยกอยู่ข้าง ๆ ไม่ใช่ตัวเลข 1 ในรหัส C1 ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึง “ความสูงจากพื้นสำเร็จถึงฝ้า” หรือ “ระดับฝ้าที่อ้างอิงจากระดับศูนย์ของโครงการ” เพราะมีวิธีอ่านต่างกัน เช่น หากระดับพื้นเป็น +0.50 และระดับใต้ฝ้าเป็น +3.30 เมตร โดยอ้างอิงระดับศูนย์เดียวกัน ระยะจากพื้นถึงใต้ฝ้าจะเท่ากับ 2.80 เมตร หากไม่แน่ใจควรดูคำอธิบายแบบหรือรูปตัดประกอบ เมื่อได้ความสูงห้องแล้ว ยังต้องพิจารณาตำแหน่งติดตั้งราง รายละเอียดรางซ่อนในหลุมฝ้า และระยะชายม่านก่อนกำหนดขนาดผลิตจริง ความสูงห้องจึงเป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับประเมินราคา ไม่ใช่ความสูงผ้าม่านสำเร็จโดยอัตโนมัติ


ตัวเลขในแปลนอาจเป็นระยะคนละประเภท ทั้ง ศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง ซึ่งวัดระหว่างแนวศูนย์กลางขององค์ประกอบที่ระบุ ริมถึงริม ซึ่งวัดระหว่างขอบหรือผิวที่ระบุ และ ศูนย์กลางถึงริม ซึ่งวัดจากแนวศูนย์กลางด้านหนึ่งไปถึงขอบอีกด้านหนึ่ง ก่อนนำตัวเลขมาใช้จึงต้องตามเส้นช่วยบอกระยะไปดูว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอ้างอิงส่วนใดของอาคาร พร้อมตรวจสอบหน่วยที่แบบใช้ ไม่ควรตัดสินจากเครื่องหมายปลายเส้นเพียงอย่างเดียว สำหรับร้านม่าน ระยะระหว่างศูนย์กลางเสาหรือแนวผนังอาจไม่ใช่ความกว้างช่องหน้าต่าง และขนาดช่องหน้าต่างก็อาจไม่เท่ากับความยาวรางม่านที่ต้องติดตั้ง เพราะต้องเผื่อระยะด้านข้างและพื้นที่เก็บผ้าเมื่อเปิดม่าน จึงควรอ่านขนาดช่องเปิดจากแบบประตู–หน้าต่างร่วมกับแปลน แล้วพิจารณารูปแบบม่านและพื้นที่รอบช่องเปิด เพื่อประเมินความกว้างที่จะใช้เสนอราคาได้เหมาะสม


ลวดลายภายในแนวผนังเป็นข้อมูลที่ไม่ควรมองข้าม เพราะใช้แยกวัสดุหรือรูปแบบผนังตามคำอธิบายในแบบ เช่น ผนังก่ออิฐ ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังอิฐมวลเบา และผนังอิฐบล็อก การรู้วัสดุเบื้องต้นช่วยให้ร้านม่านเตรียมคำถามและวางแผนติดตั้งได้เหมาะสม ทั้งการเลือกอุปกรณ์ยึด การตรวจสอบส่วนเสริมรับน้ำหนัก และการประสานงานกับผู้รับเหมา หากพบผนังอิฐมวลเบา ควรตรวจสอบระบบยึดให้เหมาะกับวัสดุและน้ำหนักชุดม่าน โดยเฉพาะม่านขนาดใหญ่หรือม่านที่มีมอเตอร์ ส่วนงานยึดกับฝ้าก็ควรตรวจสอบจุดรองรับและรายละเอียดการเสริมรับน้ำหนักเช่นกัน ทั้งนี้ สัญลักษณ์วัสดุช่วยให้เตรียมงานได้ แต่ยังใช้ยืนยันความสามารถรับน้ำหนักของจุดติดตั้งไม่ได้ จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดและสภาพหน้างานร่วมด้วย


แปลนช่วยให้เห็นตำแหน่งห้องและช่องเปิดเมื่อมองจากด้านบน แต่ข้อมูลบางอย่าง เช่น ระดับหัวหน้าต่าง ฝ้าหลุม หรือรายละเอียดช่องซ่อนรางม่าน ต้องเปิดดูรูปตัด รูปด้าน หรือแบบขยายเพิ่มเติม โดยในตัวอย่างสัญลักษณ์ A / X-01 ตัว A ใช้ระบุรูปที่ต้องการดู ส่วน X-01 คือหมายเลขแผ่นแบบที่ใช้ค้นหารูปนั้น สำหรับรูปตัด ต้องดูทั้งแนวตัดและทิศทางลูกศรเพื่อให้เข้าใจว่าตัดผ่านส่วนใดและมองไปทางไหน ส่วนสัญลักษณ์รูปด้านจะช่วยอ้างอิงว่าต้องดูภาพด้านใดของอาคารหรือผนังภายในห้อง เมื่อเปิดดูรูปที่อ้างอิง ร้านม่านจะเห็นรายละเอียดที่ช่วยวางตำแหน่งม่านได้ชัดขึ้น ทั้งความสูงช่องเปิด คานหรือฝ้าที่ลดระดับเหนือหน้าต่าง และบริเวณติดตั้งราง ทำให้ประเมินราคาได้อย่างมีข้อมูล ระบุรายการได้ตรงกับลูกค้า และเตรียมงานติดตั้งได้รอบคอบขึ้น ทั้งนี้ ก่อนสั่งผลิต ควรใช้แบบฉบับล่าสุดร่วมกับการวัดหน้างานจริง เพื่อให้ขนาดม่านและตำแหน่งติดตั้งตรงกับสภาพบ้านที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว


การอ่านแบบเป็นช่วยให้ร้านม่านประเมินราคา แยกรายการแต่ละห้อง และวางแผนติดตั้งได้แม่นยำขึ้น ตั้งแต่การดูรหัสประตู–หน้าต่าง ระดับพื้นและฝ้า จุดอ้างอิงระยะ ไปจนถึงวัสดุผนังและรายละเอียดในแบบขยาย โดยต้องตรวจสอบคำอธิบายสัญลักษณ์ของแบบแต่ละชุดให้เข้าใจตรงกัน และใช้แบบฉบับล่าสุดควบคู่กับการวัดหน้างานจริงก่อนสั่งผลิต เพื่อให้ขนาดม่าน อุปกรณ์ และตำแหน่งติดตั้งเหมาะกับพื้นที่ ลดความคลาดเคลื่อนและงานแก้ไขภายหลัง


หาตำแหน่งม่านไม่เจอ ให้หาหนอน!!!

เคยไหม เปิดแบบแปลนบ้านแล้วหาตำแหน่งติดม่านไม่เจอ? เจ้าของบ้านหรือแม้แต่ร้านม่านที่ไม่คุ้นกับการอ่านแบบ อาจเห็นว่าตรงไหนเป็นประตู ตรงไหนเป็นหน้าต่าง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจุดไหนต้องมีม่าน ลองมองหาลายเส้นเล็ก ๆ ที่เป็นคลื่นหรือคดไปมาเหมือน “หนอน” เพราะเส้นที่ดูสะดุดตานี้อาจเป็นตัวช่วยบอกตำแหน่งม่านในแบบได้

แบบบ้านที่ได้รับจากโครงการโดยทั่วไปมักแสดงตำแหน่งประตูและหน้าต่างเป็นหลัก จึงไม่ได้บอกเสมอไปว่าจะติดม่านตรงไหนหรือให้ม่านยาวครอบคลุมพื้นที่เท่าไร แต่เมื่อบ้านผ่านการออกแบบตกแต่งภายในโดยอินทีเรียร์ แบบอาจมีรายละเอียดเรื่องม่านเพิ่มเข้ามา เพื่อให้เห็นการจัดวางที่สัมพันธ์กับเฟอร์นิเจอร์และการใช้งานของแต่ละห้อง

วิธีสังเกต “หนอน” คือมองหาเส้นหยักหรือเส้นคลื่นที่วางอยู่ด้านในห้อง ใกล้แนวหน้าต่างหรือประตูกระจก เส้นนี้มักใช้แทนแนวผ้าม่านที่มีจีบหรือรอยพับ ลองไล่ดูว่าเส้นเริ่มและจบตรงไหน เพราะบางจุดม่านอาจคลุมเฉพาะช่องหน้าต่าง ขณะที่บางจุดอาจทอดยาวตลอดผนัง อย่างไรก็ตาม แต่ละผู้ออกแบบอาจใช้สัญลักษณ์ต่างกัน จึงควรดูคำอธิบายสัญลักษณ์หรือข้อความกำกับในแบบประกอบด้วย

ครั้งต่อไปที่เปิดแปลนแล้วสงสัยว่า “ม่านอยู่ตรงไหน?” ลองหาหนอนก่อน! เมื่อเจอแล้ว ก็ใช้ตำแหน่งนั้นคุยกับอินทีเรียร์หรือร้านม่านให้เข้าใจตรงกันได้ง่ายขึ้น แต่เส้นหนอนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่บอกชนิดม่าน ความสูง หรือวิธีติดตั้งครบทั้งหมด ก่อนสั่งทำจึงควรตรวจรายละเอียดในแบบและวัดหน้างานอีกครั้ง เพื่อให้ม่านที่ติดตั้งตรงกับทั้งดีไซน์และพื้นที่จริง


ม่านทั้ง 19 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม… มีภาพม่านในใจ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร? จะบอกอินทีเรียร์หรือช่างว่า “ชอบแบบเป็นลอน ๆ” หรือ “แบบที่มีแถบโปร่งสลับทึบ” ก็แอบกลัวว่าจะนึกภาพกันคนละแบบ

บทความนี้เลยรวมม่านและมู่ลี่ทั้ง 19 แบบ พร้อมชื่อเรียกและภาพให้เทียบกันชัด ๆ ชอบแบบไหนก็เซฟไว้ส่งให้คนออกแบบหรือช่างดูได้เลย ช่วยให้คุยกันเห็นภาพ และเลือกม่านที่ตรงใจสำหรับบ้านของคุณ!

N0.Curtain nameคำจำกัดความ 3 คำStyles 
1Bamboo Blinds – ม่านไม้ไผ่สาน · ธรรมชาติ · ผ่อนคลายBoho, Tropical, Rustic
2Café Curtains – ม่านคาเฟ่ครึ่งบาน · น่ารัก · อบอุ่นCottage, Farmhouse, Vintage
3Cellular Shades – ม่านรังผึ้งรังผึ้ง · ฉนวน · นุ่มนวลMinimalist, Contemporary, Scandinavian
4Eyelet Curtains – ม่านตาไก่ห่วง · โค้ง · ทันสมัยModern, Minimalist, Industrial
5Pleated Blinds – ม่านพลีทจีบเล็ก · เบา · กะทัดรัดMinimalist, Scandinavian, Modern
6Pleated Curtains – ม่านจีบจีบ · เรียบร้อย · ClassicClassic, Contemporary, Modern Classic
7Ripple Fold Curtains – ม่านลอนลอน · ต่อเนื่อง · เรียบหรูModern, Minimalist, Japandi
8Rod Pocket Curtains – ม่านสอดรางสอด · นุ่ม · อบอุ่นCottage, Country, Vintage
9Roller Blinds – ม่านม้วนม้วน · เรียบ · ประหยัดพื้นที่Minimalist, Modern, Office
10Roman Blinds – ม่านพับพับ · กระชับ · เรียบร้อยJapandi, Scandinavian, Contemporary
11String Curtains – ม่านเส้นเส้น · พลิ้ว · แบ่งพื้นที่Boho, Eclectic, Contemporary
12Swag Curtains – ม่านหลุยส์พาด · หรูหรา · อลังการLouis, Classic, Baroque
13Tab Top Curtains – ม่านหูกระเช้าหูผ้า · โปร่ง · ผ่อนคลายScandinavian, Country, Boho
14Tie Top Curtains – ม่านหูผูกมัด · ละมุน · เป็นกันเองBoho, Cottage, Shabby Chic
15Valance – ม่านระบายบนสั้น · ตกแต่ง · อ่อนหวานClassic, Country, Cottage
16Venetian Blinds – มู่ลี่แนวนอนซี่ · เอียง · ควบคุมแสงModern, Industrial, Contemporary
17Vertical Blinds – ม่านปรับแสงแนวตั้งแนวตั้ง · หมุน · เป็นระเบียบModern, Office, Contemporary
18Wooden Blinds – มู่ลี่ไม้ไม้ · ธรรมชาติ · อบอุ่นJapandi, Tropical, Mid-century Modern
19Zebra Blinds – ม่านม้วนสลับแสงแถบ · สลับ · ปรับแสงModern, Contemporary, Minimalist

ผนังทั้ง 20 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม… มีภาพผนังในใจ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร? จะบอกอินทีเรียร์หรือช่างว่า “ชอบแบบมีเส้น ๆ เป็นร่องบนผนัง” หรือ “แบบผิวปูนดิบ ๆ” ก็แอบกลัวว่าจะนึกภาพกันคนละแบบ

บทความนี้เลยรวมผนังหลากหลายแบบ ทั้งวัสดุ พื้นผิว และลวดลาย พร้อมชื่อเรียกและภาพให้เทียบกันชัด ๆ ชอบแบบไหนก็เซฟไว้ส่งให้คนออกแบบหรือช่างดูได้เลย ช่วยให้คุยกันเห็นภาพ และขยับเข้าใกล้ผนังแบบที่อยากมีในบ้าน!

No.Wall Treatment nameคำจำกัดความ 3 คำSuitable Interior Styles
1Board-and-Batten Wall
ผนังกรุแผ่นและคิ้วไม้แนวตั้ง
คิ้วตั้ง · เป็นจังหวะ · เรียบง่ายFarmhouse, Coastal, Transitional
2Brick Veneer Wall
ผนังกรุอิฐโชว์แนว
อิฐแดง · ร่องปูน · ดิบเท่Industrial, Rustic, Loft
3Cane-panel Wall
ผนังกรุแผงหวายสาน
หวายสาน · กรอบไม้ · ธรรมชาติTropical, Boho, Japandi
4Fluted Wall
ผนังเซาะร่องโค้ง
ร่องโค้ง · ต่อเนื่อง · มีมิติArt Deco, Contemporary, Modern Classic
5Grasscloth Wallpaper
ผนังวอลเปเปอร์เส้นใยธรรมชาติ
เส้นใย · สัมผัส · อบอุ่นOrganic Modern, Coastal, Japandi
6Herringbone Wood Wall
ผนังไม้ลายก้างปลา
ก้างปลา · เฉียงสลับ · อบอุ่นScandinavian, Contemporary, Rustic
7Limewash Wall
ผนังสีปูนไลม์วอช
ฝีแปรง · สีเหลือบ · นุ่มนวลWabi-Sabi, Mediterranean, Organic Modern
8Marble Slab Wall
ผนังกรุหินอ่อนแผ่นใหญ่
ลายหิน · ต่อเนื่อง · หรูหราModern Classic, Contemporary, Art Deco
9Microcement Wall
ผนังไมโครซีเมนต์
ไร้รอยต่อ · เรียบเนียน · ดิบละมุนMinimalist, Industrial, Wabi-Sabi
10Mirrored Wall
ผนังกรุกระจกเงา
สะท้อน · แวววาว · หรูหราArt Deco, Hollywood Regency, Contemporary
11Mosaic Tile Wall
ผนังกระเบื้องโมเสก
ชิ้นเล็ก · ละเอียด · เป็นจังหวะMediterranean, Contemporary, Eclectic
12Picture-frame Molding Wall
ผนังคิ้วบัวกรอบรูป
กรอบบัว · สมมาตร · ประณีตFrench Classic, Modern Classic, Transitional
13Shiplap Wall
ผนังไม้กรุแนวนอน
แนวนอน · ร่องเงา · ผ่อนคลายCoastal, Farmhouse, Cottage
14Stacked Stone Wall
ผนังหินกาบซ้อน
หินซ้อน · ผิวหยาบ · หนักแน่นRustic, Organic Modern, Contemporary
15Textured Plaster Wall
ผนังปูนฉาบสร้างลาย
ปาดปูน · นูนต่ำ · มีสัมผัสWabi-Sabi, Mediterranean, Organic Modern
16Upholstered Wall
ผนังบุผ้า
บุผ้า · นุ่มนวล · โอบล้อมContemporary, Modern Classic, Art Deco
17Venetian Plaster Wall
ผนังปูนฉาบเวเนเชียน
ขัดมัน · สีซ้อน · ลุ่มลึกItalian Classic, Contemporary, Modern Classic
18Wainscoting Wall
ผนังกรุครึ่งล่าง
กรุครึ่ง · แบ่งสัดส่วน · สุภาพClassic, English Country, Transitional
19Wallpapered Wall
ผนังวอลเปเปอร์ลวดลาย
ลวดลาย · ซ้ำจังหวะ · สร้างบรรยากาศEnglish Country, Cottage, Vintage
20Wood Slat Wall
ผนังระแนงไม้
ระแนง · แนวตั้ง · อบอุ่นJapandi, Scandinavian, Modern

เก้าอี้และเก้าอี้เท้าแขนทั้ง 20 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม… มีภาพเก้าอี้ในใจ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร? จะบอกอินทีเรียร์หรือร้านเฟอร์นิเจอร์ว่า “ชอบแบบพนักพิงโค้ง ๆ มีหวายสาน” หรือ “แบบมีที่วางแขน เบาะหนานุ่ม” ก็แอบกลัวว่าจะนึกภาพกันคนละแบบ

บทความนี้เลยรวมเก้าอี้และเก้าอี้เท้าแขน 20 แบบ พร้อมชื่อเรียกและภาพให้เทียบกันชัด ๆ ชอบแบบไหนก็เซฟไว้ส่งให้คนออกแบบหรือร้านดูได้เลย ช่วยให้คุยกันเห็นภาพ และหาเก้าอี้ตัวโปรดมาเติมมุมโปรดในบ้านได้ง่ายขึ้น!

N0.Chair & Armchair nameคำจำกัดความ 3 คำเหมาะสมกับสไตล์การตกแต่ง
1Bentwood Chair – เก้าอี้ไม้ดัดไม้ดัด · อ่อนช้อย · น้ำหนักเบาVintage, French Bistro, Scandinavian
2Cane-back Chair – เก้าอี้พนักพิงหวายสานหวายสาน · โปร่ง · อบอุ่นFrench Country, Coastal, Vintage
3Cantilever Chair – เก้าอี้ขาคานยื่นคานยื่น · ยืดหยุ่น · โปร่งตาBauhaus, Modern, Industrial
4Cross-back Chair – เก้าอี้พนักพิงกากบาทกากบาท · ชนบท · เรียบง่ายFarmhouse, French Country, Rustic
5Folding Chair – เก้าอี้พับพับเก็บ · เคลื่อนย้าย· กะทัดรัดScandinavian, Minimalist, Modern
6Ladder-back Chair – เก้าอี้พนักพิงขั้นบันไดซี่ขวาง · แข็งแรง · ชนบทFarmhouse, Country, Rustic
7Molded Shell Chair – เก้าอี้เปลือกขึ้นรูปโค้งรับ · เรียบลื่น · ทันสมัยModern, Scandinavian, Minimalist
8Slipper Chair – เก้าอี้บุผ้าไร้แขนไร้แขน · เตี้ย · นุ่มนวลContemporary, Transitional, Classic
9Upholstered Dining Chair – เก้าอี้ทานอาหารบุผ้าบุผ้า · นุ่มสบาย · สุภาพModern Classic, Contemporary, Transitional
10Windsor Chair – เก้าอี้วินด์เซอร์ซี่ไม้ · หลังโค้ง · ดั้งเดิมEnglish Country, Farmhouse, Cottage
11Barrel Armchair – อาร์มแชร์ทรงถังโอบล้อม · โค้งมน · กะทัดรัดContemporary, Art Deco, Modern
12Bergère Armchair – อาร์มแชร์แบร์แชร์กรอบไม้ · เบาะนุ่ม · ฝรั่งเศสFrench Classic, Rococo, Vintage
13Chesterfield Armchair – อาร์มแชร์เชสเตอร์ฟิลด์กระดุม · แขนม้วน · หรูหราBritish Classic, Vintage, Industrial
14Club Armchair – อาร์มแชร์คลับลึก · โอบรับ · สุขุมClassic, Vintage, Transitional
15Mid-century Modern Armchair – อาร์มแชร์มิดเซ็นจูรีขาเรียว · โครงไม้ · ย้อนยุคMid-century Modern, Scandinavian, Retro
16Rattan Armchair – อาร์มแชร์หวายสาน · โปร่งเบา · ธรรมชาติBoho, Tropical, Coastal
17Recliner Armchair – อาร์มแชร์ปรับเอนปรับเอน · รองขา · ผ่อนคลายContemporary, Modern, Transitional
18Rocking Armchair – อาร์มแชร์โยกโยกไหว · อบอุ่น · พักผ่อนScandinavian, Cottage, Farmhouse
19Swivel Armchair – อาร์มแชร์หมุนหมุนได้ · คล่องตัว · โอบรับContemporary, Modern, Minimalist
20Wingback Armchair – อาร์มแชร์พนักพิงปีกหลังสูง · ปีกข้าง · สง่างามEnglish Country, Classic, Transitional

เตียงทั้ง 20 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม… มีภาพเตียงในใจ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร? จะบอกอินทีเรียร์หรือร้านเฟอร์นิเจอร์ว่า “ชอบแบบมุมโค้ง ๆ มีหวายสานตรงหัวเตียง” หรือ “แบบมีเสาสูง ๆ” ก็แอบกลัวว่าจะนึกภาพกันคนละแบบ

บทความนี้เลยรวมเตียงหลากหลายทรง พร้อมชื่อเรียกและภาพให้เทียบกันชัด ๆ ชอบแบบไหนก็เซฟไว้ส่งให้คนออกแบบหรือร้านดูได้เลย ช่วยให้คุยกันเห็นภาพ และขยับเข้าใกล้เตียงตัวโปรดที่อยากมีในห้องนอน!

No.Bed nameคำจำกัดความ 3 คำเหมาะกับสไตล์การตกแต่ง
1Brass Bed – เตียงทองเหลืองทองเหลือง · แวววาว· วินเทจVictorian, Vintage, Eclectic
2Bunk Bed – เตียงสองชั้นซ้อนชั้น · นอนคู่ · ประหยัดพื้นที่Scandinavian, Modern, Coastal
3Cane-panel Bed – เตียงหัวแผงหวายกรอบไม้ · หวายโปร่ง· ละมุนJapandi, Coastal, French Country
4Canopy Bed – เตียงมีโครงหลังคาโครงสูง · ม่านโปร่ง · โรแมนติกRomantic, Classic, Coastal
5Channel-tufted Bed – เตียงหัวบุร่องร่องตั้ง · เป็นจังหวะ · ประณีตArt Deco, Contemporary, Modern
6Four-poster Bed – เตียงสี่เสาสี่เสา · สูงโปร่ง · ภูมิฐานClassic, Colonial, British Traditional
7Iron Bed – เตียงเหล็กเหล็กดัด · โปร่ง · ย้อนยุคVintage, Farmhouse, Industrial
8Loft Bed – เตียงยกสูงยกสูง · พื้นที่ใต้เตียง· อเนกประสงค์Modern, Scandinavian, Minimalist
9Panel Bed – เตียงหัวแผงไม้แผงไม้ · ภูมิฐาน · ดั้งเดิมClassic, Transitional, Farmhouse
10Platform Bed – เตียงแพลตฟอร์มฐานเตี้ย · เรียบง่าย · มั่นคงMinimalist, Japandi, Modern
11Rattan Bed – เตียงหวายหวายสาน · ธรรมชาติ · ผ่อนคลายBoho, Tropical, Coastal
12Scalloped Bed – เตียงหัวโค้งหยักโค้งหยัก · อ่อนหวาน· โดดเด่นArt Deco, Romantic, Eclectic
13Slat Bed – เตียงหัวซี่ไม้ซี่ไม้ · โปร่ง · อบอุ่นScandinavian, Craftsman, Farmhouse
14Sleigh Bed – เตียงทรงรถเลื่อนโค้งม้วน · โอบล้อม · สง่างามClassic, Traditional, Transitional
15Spindle Bed – เตียงหัวซี่ไม้กลึงไม้กลึง · ละเอียด · คลาสสิกCottage, English Country, Farmhouse
16Storage Bed – เตียงลิ้นชักเก็บของลิ้นชัก · จัดเก็บ · คุ้มพื้นที่Modern, Scandinavian, Contemporary
17Trundle Bed – เตียงเสริมดึงออกดึงออก · นอนเพิ่ม · กะทัดรัดScandinavian, Cottage, Contemporary
18Tufted Bed – เตียงหัวดึงกระดุมกระดุม · บุลึก · หรูหราClassic, Hollywood Regency, Modern Classic
19Upholstered Bed – เตียงบุผ้าบุผ้า · นุ่มนวล · อบอุ่นContemporary, Transitional, Modern Classic
20Wingback Bed – เตียงหัวปีกปีกข้าง · โอบรับ · สง่างามModern Classic, Transitional, Contemporary

เตียงแบบ Canopy Bed – เตียงมีโครงหลังคา ท่านใดสนใจผ้าโปร่งสำหรับตกแต่งเตียงเหมือนในแบบสามารถ กดลิงก์นี้ได้เลย

สนใจผ้าบุเตียง และกรุหัวเตียง ตามแบบเตียง Channel-tufted Bed, Scalloped Bed , Tufted Bed, Upholstered Bed และ Wingback Bed กดดูผ้าบุได้ที่ลิงก์นี้