fbpx

ค่าการกันน้ำ IPXX VS Water Repellent

มารู้จักค่า IPXX กันดีกว่า

คนทั่วไปที่จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า คงจะเคยได้ยินค่าการกันน้ำระดับ IPX5, IP68 อะไรประมาณนี้ แล้วมันต่างกับการกันน้ำ(สะท้อนน้ำ)ในผ้าม่านอย่างไร วันนี้นิทัสเราจะพาไปดูกันเลย

มาตรฐาน IP , IPX คืออะไร ?

 IP คือค่ามาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถในการปกป้องสิ่งที่อยู่ภายในของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิก โดย IP (Ingress Protection) มาตรฐานนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย European Committee for Electro Technical Standardization (CENELEC) (NEMA IEC 60529 Degrees of Protection Provided by Enclosures – IP Code) โดยจะมีค่าบ่งบอกการกันฝุ่น และกันน้ำ IPXX  โดยมีตัวเลข 2 หลัก บอกความหมายระดับที่สามารถป้องกันเข้าสู่แผงวงจร ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายได้

โดยค่า IP จะมีตัวเลขตามอีกสองหลัก

  • ตัวเลขหลักแรก หมายถึงการป้องสิ่งแปลกปลอมที่สถานะเป็นของแข็ง (Solids) ส่วนใหญ่จะทดสอบกันเรื่องของฝุ่นละออง
  • ตัวเลขหลักที่สอง หมายถึงการกันของเหลว ซึ่งหมายถึงการกันน้ำนั้นเอง
  • ตัวอักษร X หมายถึงการไม่ระบุ เช่น IPX3 หมายถึง การไม่ระบุค่าการกันฝุ่น แต่กันน้ำระดับ 3 เป็นต้น

IP ตัวเลขหลักแรก ค่า 1-6

X หมายถึง ไม่ระบุ
0 หมายถึง ไม่สามารถป้องกันของแข็งได้เลย
1 หมายถึง ป้องกันจากของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 50 มม. ขึ้นไป เช่น มือ ฯลฯ
2 หมายถึง ป้องกันจากของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 12 มม. ขึ้นไป เช่น นิ้วมือ ฯลฯ
3 หมายถึง ป้องกันจากของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 2.5 มม. ขึ้นไป เช่น ไขควง ฯลฯ
4 หมายถึง ป้องกันจากของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 มม. ขึ้นไป เช่น ลวด สายไฟ ฯลฯ
5 หมายถึง ป้องกันฝุ่นละออง แต่ต้องเป็นฝุ่นละอองของสารที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย
6 หมายถึง ป้องกันฝุ่นละออง แต่ต้องเป็นฝุ่นละอองของสารที่เกิดอันตราย หรือกัดกร่อนได้
 

IP ตัวเลขหลักที่สอง ค่า 1-8

X หมายถึง ไม่ระบุ
0 หมายถึง ไม่สามารถกันน้ำได้เลย
1 หมายถึง การป้องกันหยดน้ำ หรือ น้ำกระฉอกในแนวตั้งได้เล็กน้อย
2 หมายถึง การป้องกันหยดน้ำกระเซ็นหรือหยดใส่ตัวสินค้า ในมุมเฉียงไม่เกิน 15 องศาได้
3 หมายถึง ป้องกันจากฝนที่ตกกระทบ 60 องศาในแนวดิ่ง
4 หมายถึง ป้องกันจากน้ำกระเซ็นได้ทุกทิศทาง (ไม่นับการแช่ลงไปในน้ำเป็นเวลานานๆ)
5 หมายถึง ป้องการการฉีดน้ำจากสายยางแรงดันต่ำได้อย่างน้อย 3 นาที
6 หมายถึง ป้องการการฉีดน้ำจากสายยางแรงดันสูงอย่างน้อย 3 นาที
7 หมายถึง ป้องกันการแช่น้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ได้ 30นาที
8 หมายถึง ป้องกันการแช่น้ำลึกมากกว่า 1 เมตร แบบต่อเนื่อง

ตัวอย่าง ลำโพง ระบุว่า IP67 ก็หมายความว่า สามารถกันฝุ่นละอองได้ และยังกันน้ำได้ไม่เกิน 1 เมตร โดยแช่ไม่เกิน 30 นาที อีกด้วย

ส่วนเรื่องผ้ากันน้ำ แบบคำว่ากันน้ำจริงๆ (Water Resistant) นั้นเป็นคำเรียกติดปาก ซึ่งโดยปกติแล้วผ้ามักจะไม่ทำฟังก์ชั่นให้กันน้ำแบบ Water Resistant เพราะเท่ากับว่าผ้านั้นจะสูญเสียคุณสมบัติความเป็นผ้าที่จะสามารถระบายอากาศได้ แม้จะกันน้ำได้ ซึ่งมันจะกลายเป็นแผ่นเสมือนพลาสติกไปเลย และจะไม่สามารถซักได้ตามปกติ อีกด้วย ซึ่งในการทำฟังก์ชั่นการเคลือบผิวผ้า จะใช้การทำผ้าสะท้อนน้ำ หรือ Water Repellent แทนนั้นเอง 

อ่านบทความเรื่อง ผ้าสะท้อนน้ำ (Water Reprllent) เพิ่มเติม คลิ๊ก

ทำไม ใครๆก็เลือกผ้าลินิน

มาทำความรู้จักกับผ้าลินินกันเถอะ

ผ้าลินินเป็นผ้าที่นิยมมาก เพราะปัจจุบันผู้คนไกลห่างจากธรรมชาติ ผ้าลินินจึงเป็นผ้าที่ให้ความรู้สึกที่ธรรมชาติ อีกทั้งผ้าลินินยังสามารถตกแต่งกับบ้านได้หลากหลายสไตล์อีกด้วย นิยมนำมาทำเป็นผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งที่มาของผ้าลินินนั้นทำมาจากเส้นใยของพืช ที่เรียกว่า “แฟล็กซ์” (Flax) ซึ่งพืชชนิดนี้มักปลูกกันในแถบยุโรป เช่น เบลเยี่ยม ไอร์แลนด์ รัสเซีย เป็นต้น เส้นใยของมันนิยมนำมาทำเป็นเส้นใยผ้า เพราะเป็นเส้นใยที่เหนียว ทนทาน มีประวัติมายาวนานอีกด้วย และด้วยความแข็งแรงของผ้าลินินนี้ เมื่อก่อนจึงถูกนำมาใช้ห่อศพซึ่งเรียกว่า “มัมมี่” ทำให้ผ้าลินินนี้มีประวัติมายาวนานมาก

แฟลกซ์ (Flax) เป็นพืชตระกูล Linaceae ชอบอากาศอบอุ่นชื้น สามารถนำไปผลิตเป็นเส้นใย เส้นด้ายลินิน ซึ่งผลิตโดยการนำไปหมัก บด ต้มให้เปื่อย ปั่นออกมาเป็นเส้นใย พอได้เส้นใยมาก็นำไปเข้าเครื่องเพื่อหวี และเรียงกันให้เป็นขด สุดท้ายก็นำมาปั่นให้เป็นม้วนด้าย จึงออกมาเป็น ผ้าลินินนั่นเอง

คุณสมบัติของผ้าลินิน

ผ้าลินินเป็นผ้าที่สามารถช่วยระบายความร้อนได้ค่อนข้างดี เส้นใยหักและยับค่อนข้างง่าย ไม่เก็บกลิ่นและความชื้น มีความทนทานเนื่องจากเส้นใยมีความเหนียว นอกจากนี้ยังช่วยดูดซับน้ำได้ดีอีกด้วย หากนำไปสวมใส่จะทำให้เย็นสบาย เมื่อซักบ่อยๆ เนื้อผ้าจะมีความมัน ดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ มีลักษณะคล้ายผ้าฝ้าย แต่ยืดหดได้น้อยกว่า ผ้าลินินมีหลายชนิด ตั้งแต่เนื้อละเอียดบางจนถึงเนื้อหยาบหนา นิยมนำมาใช้เป็นผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ผ้าลินิน กับสไตล์การตกแต่งบ้าน

ปัจจุบันการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตัวบ้านมีความโดดเด่นสวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ และดูเป็นธรรมชาติ นั้นค่อนข้างเป็นเรื่องยาก การเลือกแบบบ้านถือเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเราต้องอยู่กับบ้านไปอีกนาน ปัจจุบันรูปแบบบ้านมีความหลากหลายสไตล์มากขึ้น วันนี้ใครที่ยังไม่มีไอเดียแต่งบ้าน Nitas Tessile จะมาแนะนำอีกหนึ่งไอเดียออกแบบบ้านสไตล์ต่างๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งใช้ผ้าลินินร่วมด้วย จะมีสไตล์อะไรกันบ้างไปดูกันค่ะ

บ้านสไตล์สแกนดิเนเวียน (Scandinavian Style) หรือบ้านสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style)
เป็นการตกแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีความเรียบง่าย อบอุ่น แม้จะใช้สีเอิร์ธโทนอย่างขาว เทา เบส แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ น่าดึงดูด สบายตา หน้าต่างบ้านจะมีความใหญ่ แสงสามารถลอดเข้ามาได้เยอะ เพราะจะทำให้ห้องดูกว้าง การตกแต่งแบบนี้มักจะมีความกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เช่น มีการใช้ไม้ผสมผสานในการตกแต่งบ้าน มีการปลูกต้นไม้ภายในบ้าน เป็นต้น และอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ บ้านสไตล์นี้มักใช้ผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์จากธรรมชาติ เช่น ตัวผ้าแบบลินินในการตกแต่งบ้าน เพราะมีความเป็นธรรมชาติ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายคล้ายกับธรรมชาติ และยังมีความอบอุ่นอีกด้วย

บ้านสไตล์มินิมอล (Minimal Style)
เป็นสไตล์การตกแต่งที่เรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลายภายในของชิ้นเดียว และเลือกใช้ของที่จำเป็นเท่านั้น ทุกอย่างจะถูกออกแบบให้มีความเป็นระเบียบ เอกลักษณ์ของสไตล์นี้คือ การตกแต่งที่มีสีอ่อนอย่างสีเอิร์ธโทน หรือสีโมโนโทน การตกแต่งบ้านสไตล์นี้ยังเว้นสเปซให้มีความกว้างพอสมควร ที่จะมองไปแล้วให้ความรู้สึกสบายตา ใช้แต่เฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็น ทำให้การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลนั้นมีของน้อยชิ้นมากกว่าสไตล์อื่น และยังนำวัสดุที่ดูเรียบง่าย เข้าใจง่ายมาใช้ในการตกแต่ง เช่น ไม้ที่เป็นสีธรรมชาติ โดยไม่ทาสี ผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติอย่างผ้าลินิน และบ้านสไตล์นี้ยังนิยมสำหรับหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่รักความสงบ และชอบการตกแต่งบ้านที่เน้นความสะอาด โล่ง และสบายตา

บ้านสไตล์เนเชอรัล (Natural Style)
บ้านสไตล์ธรรมชาติ จะเป็นการนำธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบ้าน เช่น ต้นไม้ ใบไม้ หินต่างๆ หรือวัสดุที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่น ไม้เทียม หรือไม้สังเคราะห์ มาทดแทนไม้จริง เนื่องจากปัจจุบันวัสดุธรรมชาติค่อนข้างหายากขึ้น จึงถูกผลิตขึ้นมาทดแทน การตกแต่งผนังอาจปิดผิวด้วยวัสดุธรรมชาติต่างๆ เช่น หิน หรือไม้ หากเป็นโครงสร้างไม้ก็จะมีการโชว์โครงสร้างไม้ให้เห็นชัดเจน รวมทั้งการทำผนังปูนให้มีผิวสัมผัสธรรมชาติ หรือพิมพ์ลายบนผนังปูนเป็นลายธรรมชาติต่างๆ การตกแต่งภายในจะใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบขึ้นรูปจากธรรมชาติเช่นกัน ผ้าที่ใช้ในการตกแต่งส่วนใหญ่จะเป็นผ้าที่มาจากเส้นใยธรรมชาติ อย่างผ้าลินิน เพื่อผิวสัมผัสที่คล้ายกับธรรมชาติ และให้ความรู้สึกสบายตามากที่สุด

บ้านสไตล์ทรอปิคอล (Tropical Style)
Tropical Style นั้นนิยมนำมาใช้ออกแบบตกแต่งบ้านพักตากอากาศ หรือตกแต่งรีสอร์ท เพราะ Tropical หมายถึงเขตร้อนชื้น การตกแต่งจึงเน้นวัสดุจากธรรมชาติ ตกแต่งให้เข้ากับภูมิประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น จึงตกแต่งด้วยบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปพักร้อน ไม่ว่าจะเรื่องของโทนสีที่พบส่วนใหญ่จะเป็นสีที่เป็นไปตามธรรมชาติ หรือใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น นิยมนำไม้มาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ หน้าต่าง พื้นผนัง รวมถึงนำมาทำของตกแต่งภายในบ้าน และนิยมนำผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติมาใช้ในงาน เช่น ลินินมาตกแต่งเป็นผ้าม่าน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

จากสไตล์บ้านทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าทุกสไตล์เน้นเรื่องของความเป็นธรรมชาติเหมือนกัน นั่นคือเหตุผลที่บ้านสไตล์ต่างๆ นี้เลือกใช้ผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าลินิน เพราะว่าผ้าลินินเป็นผ้าแบบฝ้ายดิบๆ มีความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน เมื่อเกิดการเสียดสีบ่อยๆ ทำให้ผ้าเสียหายได้ยาก อีกทั้งเมื่อใช้เป็นผ้าม่าน ผ้าลินินจะทิ้งตัวสวยให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ เข้ากับงานออกแบบของโครงสร้างตึกต่างๆได้ดี ตัวเนื้อผ้าไม่ได้ทึบจนเกินไป ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกโปร่งโล่งสบาย แสงสามารถลอดเข้ามาได้ส่วนหนึ่ง เห็นทัศนียภาพรอบตัวบ้านได้ ซึ่งทำให้ห้องดูกว้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น และเมื่อใช้ไม้ในการตกแต่งบ้าน หรือใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำให้บ้านดูกลมกลืนกันอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นอีกด้วย

ถ้าใครชื่นชอบสไตล์บ้านดังกล่าวก็อย่าลืมไปหาผ้าลินินมาตกแต่งบ้านกันด้วยนะคะ ^^

ผ้าของนิทัสมีตัวไหนบ้าง ที่เป็นลินินกันนะ?

หลังจากที่นิทัสได้พาชมสไตล์บ้านต่างๆ แล้ว ใครที่ชื่นชอบผ้าลินิน และอยากทราบว่าที่บริษัทนิทัสมีผ้าลินินกี่ตัว แบบไหนบ้าง วันนี้ทางนิทัสจะมาแนะนำผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าลินินของทางบริษัทเราดังนี้ค่ะ

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ : 30010 SMART, 30013 ROMAN, 30018 GREEK, 30024 PERIOD, 30036 CRYSTAL30042 CAPPADOCIA, 30044 MACEDONIA, 30053 ATLANTIS, 30061 TIMANFAYA, 30062 PENISULA, 30063 SIERRA, 30064 NEVADA

ผ้าที่เป็นได้ทั้งผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ : 10528 CANVAS, 30065 CABRERA, 30066 PARADISO, 30067 ORDESA, 30068 BASILICA, 30069 PERITO, 40008 LHASA

ผ้าม่าน :  10529 NEAT

ผ้าม่านโปร่ง : 10977 KNITTING SHEER90011 VENUS90026 CHAMPAGNE

หรือต้องการหาผ้าที่ที่มีลักษณะ Natural looks ได้ที่ คลิ้กเลย

สุดท้ายนี้ใครที่อยากสัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติภายในบ้าน เป็นสายคลีน รวมถึงชื่อชอบบ้านสไตล์ต่างๆ ที่ทางนิทัสได้แนะนำไปก็อย่าลืมมีผ้าลินินติดบ้านไว้ด้วยนะคะ

หัวข้อถัดไป นิทัสจะพาไปเรียนรู้ และแนะนำอะไรใหม่ๆอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ ^^

หน้าต่างแบบต่างๆ

หน้าต่างมีหลากหลายประเภทและชื่อเรียก วันนี้นิทัสเราพามาดูกันดีกว่า ว่าหน้าต่างมีแบบไหนบ้าง ถ้าเราจะแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่

  1. วัสดุที่นำมาทำหน้าต่าง เช่น หน้าต่างไม้ หน้าต่างกระจก-อลูมิเนียม เป็นต้น
  2. ลักษณะการเปิด-เปิด เช่น บานเปิด, บานสไลด์, บานยก เป็นต้น
  3. รูปแบบเฉพาะของชุดหน้าต่าง

แบ่งตามลักษณะการเปิด

  • บานตาย (เปิดไม่ได้)

บานฟิกซ์ Fixed Windows : บานกระจกที่ปิดตายไม่สามารถเปิดได้ ทำให้สามารถมองเห็นได้ แสงเข้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังกันน้ำรั่วซึมตามขอบกระจกได้แนบสนิท และยังไม่เกะกะกับพื้นที่ใช้สอยภายในภายนอกอีกด้วย แต่ข้อเสียของกระจกบานฟิกซ์คือ ไม่สามารถระบายอากาศได้ 

  • บานเปิดตามจุดหมุน

หน้าต่างบานเปิด Casement Windows : หน้าต่างบานเปิดเป็นหน้าต่างที่มีการใช้มากที่สุด มีให้เลือกหลายวัสดุ สามารถเปิดรับแสง และลมได้ดี ช่วยกำหนดทิศทางการระบายอากาศได้ แต่เมื่อเปิดหน้าต่างอาจส่งผลต่อพื้นที่ภายนอก เพราะจะกีดขวางทางเดินรอบตัวบ้าน ดังนั้นจึงนิยมใช้กับบ้านสองชั้นขึ้นไป

หน้าต่างบานกระทุ้ง Awning Windows: นิยมใช้ในต่างประเทศ เพื่อต้องการแสง แต่ไม่ต้องการให้สูญเสียอุณหภูมิในห้องมากนัก เหมาะกับพื้นที่ที่จำกัด สามารถระบายอากาศได้ดีตลอดเวลา มีความสูงมากกว่าความกว้าง จึงช่วยทำให้การออกแบบหลากหลายมากขึ้นอีกด้วย

หน้าต่างบานหมุน Pivoted Windows: มีทั้งการหมุนเปิดทั้งแนวตั้งและแนวนอน ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นในรูปแบบของงานออกแบบตกแต่ง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจแปลกตา นั่นก็เพราะจุดหมุนซึ่งอยู่ตรงกลางทำให้หน้าต่างสามารถหมุนออกได้เพียง 90 องศา

หน้าต่างทิ้วแอนด์เทิร์น Tilt and Turn Windows : เป็นนวัตกรรมพิเศษของตัวบาน และกลไกลของวงกบในการเปิด ซึ่งสามารถเปิดได้แบบบานสวิงปกติ และสามารถเปิดแง้มด้านบนได้อีกด้วย มักพบในโรงแรมต่างประเทศ ทำให้สามารถเปิดรับลม และแสงได้เพื่อความปลอดภัย ตามมาด้วยราคาที่สูง ในประเทศไทยไม่เป็นที่นิยมมากนัก

หน้าต่างบานเฟี้ยม Folding Windows: เป็นการแก้ปัญหาของการกินพื้นที่ของหน้าต่างบานเปิดปกติ โดยการแบ่งตัวบานให้เป็นบานพับเป็นท่อนๆ สามารถลดพื้นที่ได้ดี สามารถเปิดได้กว้าง แต่มีข้อเสียเรื่องความแข็งแรง และราคาที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับหน้าต่างปกติทั่วไป

  • บานเลื่อน หรือบานสไลด์

หน้าต่างบานสไลด์ Sliding Windows: ด้วยเทคโนโลยีทางด้านวัสดุในปัจจุบันที่นิยมใช้อลูมิเนียม และกระจกเข้ามาทดแทนหน้าต่างไม้ ด้วยรูปแบบของหน้าต่างสไลด์ ที่ไม่กินเนื้อที่ในวงสวิงการเปิด เป็นที่นิยมสูงสุดในปัจจุบัน มีทั้งแบบเป็นบานฟิกซ์หนึ่งด้าน และอีกด้านสไลด์ หรือจะเป็นแบบสไลด์ทั้งสองบาน

หน้าต่างบนยก Sash Windows: เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของหน้าต่างบานสไลด์แต่จะสไลด์ขึ้นด้านบนแทน
ไม่กินเนื้อที่ในวงสวิงในการเปิด ส่วนใหญ่จะเป็นบานฟิกซ์ข้างบน และบานยกด้านล่าง มักเจอกับบ้านสไตล์ยุโรปที่ต้องการแสงสว่าง แต่ไม่ต้องการสูญเสียอุณหภูมิภายในห้อง

หน้าต่างบานเกล็ดไม้  Louvered Windows: เป็นหน้าต่างที่นิยมในแถบประเทศเมืองร้อน ต้องการอากาศถ่ายเท พลางสายตา เป็นได้ทั้งหน้าต่างบานฟิกซ์ บานเปิด และบานกระทุ้งพบในบ้านสมัยก่อน สมัยที่หน้าต่างส่วนใหญ่ยังเป็นวัสดุไม้ ในปัจจุบันจะปรับใช้เป็นช่องระบายอากาศ

หน้าต่างบานเกล็ดกระจก ปรับได้ Jalousie Windows: เป็นหน้าต่างที่นิยมมากในสมัยก่อน เพราะให้ทัศนวิสัยที่ดี ไม่เสียพื้นที่ในการเปิดปิด ระบายอากาศดี เพราะสามารถปรับหน้าต่างได้ มีหลากหลายประเภทและชื่อเรียก

วันนี้นิทัสเราพามาดูกันดีกว่า ว่าหน้าต่างมีแบบไหนบ้าง ถ้าเราจะแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่

  1. วัสดุที่นำมาทำหน้าต่าง เช่น หน้าต่างไม้ หน้าต่างกระจก-อลูมิเนียม เป็นต้น
  2. ลักษณะการเปิด-ปิด เช่น บานเปิด, บานสไลด์, บานยก เป็นต้น
  3. รูปแบบเฉพาะของชุดหน้าต่าง

แบ่งตามลักษณะการเปิด

  • บานตาย (เปิดไม่ได้)

บานฟิกซ์ Fixed Windows : บานกระจกที่ปิดตายไม่สามารถเปิดได้ ทำให้สามารถมองเห็นได้ แสงเข้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังกันน้ำรั่วซึมตามขอบกระจกได้แนบสนิท และยังไม่เกะกะกับพื้นที่ใช้สอยภายในภายนอกอีกด้วย แต่ข้อเสียของกระจกบานฟิกซ์คือ ไม่สามารถระบายอากาศได้

  • บานเปิดตามจุดหมุน

หน้าต่างบานเปิด Casement Windows : หน้าต่างบานเปิดเป็นหน้าต่างที่มีการใช้มากที่สุด มีให้เลือกหลายวัสดุ สามารถเปิดรับแสง และลมได้ดี ช่วยกำหนดทิศทางการระบายอากาศได้ แต่เมื่อเปิดหน้าต่างอาจส่งผลต่อพื้นที่ภายนอก เพราะจะกีดขวางทางเดินรอบตัวบ้าน ดังนั้นจึงนิยมใช้กับบ้านสองชั้นขึ้นไป

หน้าต่างบานกระทุ้ง Awning Windows: นิยมใช้ในต่างประเทศที่ต้องการแสง แต่ไม่ต้องการให้สูญเสียอุณหภูมิในห้องมากนัก เหมาะกับพื้นที่ที่จำกัด สามารถระบายอากาศได้ดีตลอดเวลา มีความสูงมากกว่าความกว้าง จึงช่วยทำให้การออกแบบมีความหลากหลายมากขึ้นอีกด้วย

หน้าต่างบานหมุน Pivoted Windows: มีทั้งการหมุนเปิด ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นในรูปแบบของงานออกแบบตกแต่งเพื่อเพิ่มความน่าสนใจแปลกตา นั่นก็เพราะจุดหมุนซึ่งอยู่ตรงกลางทำให้หน้าต่างสามารถหมุนออกได้เพียง 90 องศา

หน้าต่างทิ้วแอนด์เทิร์น Tilt and Turn Windows : เป็นนวัตกรรมพิเศษของตัวบาน และกลไกลของวงกบในการเปิด ซึ่งสามารถเปิดได้แบบบานสวิงเปิดปกติ และสามารถเปิดแง้มด้านบนได้อีกด้วย มักพบในโรงแรมต่างประเทศ ทำให้สามารถเปิดรับลม และแสงได้ในหน้าร้อน เปิดแง้มเล็กน้อยได้ในหน้าหนาว
เพื่อความปลอดภัย เมื่อเปิดในลักษณะแง้ม คนจากภายนอกจะไม่สามารถเข้ามาได้ ทำให้มีความพิเศษมาก ซึ่งก็ตามมาด้วยกับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน

หน้าต่างบานเฟี้ยม Folding Windows: เป็นการแก้ปัญหาของการกินพื้นที่ของหน้าต่างบานเปิดปกติ โดยการแบ่งตัวบานให้เป็นบานพับซอยเป็นท่อนๆ สามารถลดพื้นที่ได้ดี สามารถเปิดกว้างได้ แต่มีของเสียเรื่องความแข็งแรง และราคาที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับหน้าต่างปกติทั่วไป

  • บานเลื่อน หรือบานสไลด์

หน้าต่างบานสไลด์ Sliding Windows: ด้วยเทคโนโลยีทางด้านวัสดุในปัจจุบันที่นิยมใช้อลูมิเนียม
และกระจกเข้ามาทดแทนหน้าต่างไม้ และด้วยรูปแบบของหน้าต่างสไลด์ ที่ไม่กินเนื้อที่ในวงสวิงการเปิด เป็นที่นิยมสูงสุดในปัจจุบัน มีทั้งแบบเป็นบานฟิกซ์หนึ่งด้าน อีกด้านสไลด์ หรือเป็นแบบสไดล์ทั้งสองบาน

หน้าต่างบนยก Sash Windows: เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของหน้าต่างบานสไลด์ แต่จะสไลด์ขึ้นด้านบนเแทน ไม่กินเนื้อที่ในวงสวิงในการเปิด ส่วนใหญ่จะเป็นบานฟิกซ์ข้างบน และบานยกด้านล่าง มักเจอกับบ้านสไตล์ยุโรป ที่ต้องการแสงสว่าง แต่ไม่ต้องการสูญเสียอุณหภูมิภายในห้อง

หน้าต่างบานเกล็ดไม้  Louvered Windows: เป็นหน้าต่างที่นิยมในแถบประเทศเมืองร้อน ต้องการอากาศถ่ายเท พลางสายตา เป็นได้ทั้งหน้าต่างบานฟิกซ์ บานเปิด และบานกระทุ้ง จะเจอในบ้านสมัยก่อน สมัยที่หน้าต่างส่วนใหญ่ยังเป็นวัสดุไม้ ในปัจจุบันจะปรับใช้เป็นช่องระบายอากาศ

หน้าต่างบานเกล็ดกระจก ปรับได้ Jalousie Windows: เป็นหน้าต่างที่นิยมมากในสมัยก่อน เพราะให้ ทัศนวิสัยที่ดี ไม่เสียพื้นที่ในการเปิดปิด ระบายอากาศดี เพราะสามารถปรับองศา เพื่อควบคุมปริมาณลม และแสงที่จะผ่านเข้ามาได้อีกด้วย

 


รูปแบบลักษณะของชุดบานหน้าต่าง

หน้าต่างเข้ามุม Corner Window : เป็นที่นิยมกับบ้าน และคอนโดสมัยนี้ เปิดองศาการมองเห็นได้ดี แต่อาจต้องใส่ใจในเรื่องของการติดตั้งม่านเป็นพิเศษ

เบย์วินโดว์ Bay Window: หน้าต่างยื่นออกจากตัวทรงสี่เหลี่ยมคางหมู มักเห็นในบ้านสไตล์ยุโรป สามารถเปิดรับทัศนียภาพโดยรอบได้ในมุมมองที่กว้างมากขึ้น จากหน้าต่างทางด้านซ้าย-ขวาที่ตั้งอยู่ในมุมเฉียง ในเรื่องของมุมมองที่กว้างขึ้นแล้ว ยังเป็นมุมมองที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ใกล้กับวิวภายนอกได้มากยิ่งขึ้น  ทำให้แสงสามารถส่องเข้ามาในห้องได้ดีอีกด้วย

โบว์วินโดว์ Bow Windows: หน้าต่างยื่นออกจากตัวทรงโค้ง มักเห็นในบ้านสไตล์ยุโรป แต่เป็นที่สังเกตว่า ทรงของผนังโค้งก็จริงแต่ตัวกรอบของบานกระจกก็จะเป็นแผ่นตรงขนาดไม่กว้างต่อๆ กันให้เป็นตรงโค้ง และในส่วนของความหนาของผนังก็จะหนากว่าปกติ เพื่อให้มีพื้นที่ในการโค้งอีกด้วย

หน้าต่างทรงเรือนกระจก Garden Windows: หน้าต่างยื่นออกจากบ้าน และได้แสงจากหลังคากระจกด้านบน นิยมทำในบ้านสไตล์ยุโรปที่ต้องการแสงสว่างจำนวนมาก เพื่อต้องการปลูกต้นไม้ภายในที่ต้องการแสงแดด ส่งเสริมความมีชีวิตชีวาจากต้นไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนเรือนกระจกขนาดย่อมๆในบ้าน

ทาสีห้องใหม่ ต้องใช้สีเท่าไหร่

อันดับแรก คำนวนพื้นที่ผนังแต่ละด้านที่ต้องการทาสี โดยใช้ตลับเมตรวัด ความกว้างx ความสูงของผนังทุกด้าน คำนวนพื้นที่ ตารางเมตร 

ตัวอย่างรูป

มีผนัง 3 ด้าน ประกอบด้วย ผนัง A, B และ C

  • การคำนวนคือผลรวม (ผนัง A กว้างxสูง)+(ผนัง B กว้างxสูง)+(ผนัง C กว้างxสูง)

มีประตู A และ หน้าต่าง B, C และ D

  • การคำนวนคือผลรวม (ประตู A กว้างxสูง)+(หน้าต่าง B กว้างxสูง)+(หน้าต่าง C กว้างxสูง)+(หน้าต่าง D กว้างxสูง)


จากนั้น นำตัวเลขที่ได้ มาเข้าการคำนวนดังนี้



มาดูกันว่า ถังสีในท้องตลาดมีขนากปัจจุเท่าใดบ้าง และเราควรจะเลือกซื้อขนาดเท่าใดถึงจะเหมาะสม

  • ถังสี ถังเล็ก หรือถัง 1 แกลลอน ทาสีได้ 15 ตรม. (ทา 2 รอบ)
  • ถังสี ถังกลาง หรือถัง 3 แกลลอน ทาสีได้ 45 ตรม. (ทา 2 รอบ)
  • ถังสี ถังใหญ่ หรือถัง 5 แกลลอน ทาสีได้ 75 ตรม. (ทา 2 รอบ)

ผ้าม่านสีเข้มห้องแคบ ผ้าม่านสีอ่อนห้องกว้าง จริงหรือ?

  • ผ้าม่านสีอ่อน มีการสะท้อนแสงที่มากกว่า ผ้าสีเข้ม จึงทำให้แสงจากแห่งกำเนิดแสง มีการสะท้อนและกระจายได้มากกว่า ซึ่งทำให้ห้องโดยรวมดูสว่างกว่า เมื่อเปรียบเทียบห้องที่ผ้าม่านสีเข้มกว่า จึงทำให้ห้องดูเสมือนว่า ห้องกว้างนั้นเอง
  • เหมาะกับห้อง สไตล์อบอุ่น ร่วมสมัย ห้องที่ต้องการความส่าง ความแอคทีฟ ต้องการสะท้อนของแสงมาก เช่น ห้องรับแขก, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน เป็นต้น
  • ผ้าม่านสีเข้ม จะมีการสะท้อนแสงที่น้อยกว่า ผ้าสีอ่อน จึงทำให้แสงจากแห่งกำเนิดแสง มีการสะท้อนและกระจายได้น้อยกว่า ซึ่งทำให้ห้องโดยรวมดูมืดกว่า เมื่อเปรียบเทียบห้องที่ผ้าม่านสีอ่อนกว่า จึงทำให้ดูเสมือนว่าห้องแคปนั้นเอง
  • เหมาะกับห้อง สไตล์โมเดิร์น หรูหร่า ห้องที่ต้องการความสงบ ไม่ต้องการสะท้อนของแสงไม่เยอะมาก เช่น ห้องนอน เป็นต้น