โซฟาทั้ง 30 แบบนี้ เรียกว่าอะไร?

เคยไหม อยากบอกอินทีเรียร์หรือร้านเฟอร์นิเจอร์ว่า “ชอบโซฟาทรงประมาณนี้!” แต่เรียกชื่อไม่ถูก จะอธิบายว่าแขนโค้ง ๆ พนักพิงมน ๆ หรือมีชายผ้าคลุม ก็กลัวจะนึกภาพกันคนละแบบ บทความนี้เลยรวมโซฟาหลากหลายทรง พร้อมชื่อและภาพให้เทียบกันง่าย ๆ ใครกำลังหาโซฟาตัวโปรดให้บ้าน ลองเลื่อนดูแล้วเซฟรูปทรงที่ชอบไว้ส่งให้คนออกแบบหรือร้านดูได้เลย จะได้คุยกันเห็นภาพ และหาโซฟาที่ตรงใจได้ง่ายขึ้น!

No.Sofa nameคำจำกัดความ  3 คำเหมาะกับสไตล์การตกแต่ง
1Armless Sofa
โซฟาไม่มีแขน
เปิดโล่ง · กะทัดรัด · ยืดหยุ่นMinimalist, Modern, Scandinavian
2Bergère Sofa
โซฟาแบร์แชร์
กรอบไม้ · เบาะนุ่ม · ฝรั่งเศสFrench Classic, Rococo, Vintage
3Bridgewater Sofa
โซฟาบริดจ์วอเตอร์
แขนลาด · ชายคลุม· ผ่อนคลายCottage, Country, Transitional
4Bubble Sofa
โซฟาบับเบิล
พองมน · นุ่มฟู · สนุกสนานContemporary, Eclectic, Modern
5Cabriole Sofa
โซฟาคาเบรียล
โค้งมน · ไม้แกะ · อ่อนช้อยRococo, French Classic, Romantic
6Camelback Sofa
โซฟาหลังอูฐ
หลังโค้ง · ประณีต · ดั้งเดิมClassic, French Country, Vintage
7Chaise Longue
โซฟาเก้าอี้ยาว
เหยียดขา · เอนกาย· สง่างามClassic, Contemporary, Luxury
8Chesterfield Sofa
โซฟาเชสเตอร์ฟิลด์
กระดุม · แขนม้วน · หรูหราClassic, Vintage, British
9Curved Sofa
โซฟาโค้ง
โค้ง · ต่อเนื่อง · ละมุนOrganic Modern, Contemporary, Luxury
10Daybed
เดย์เบด
เอนพัก · ยาว · ใช้นอนCoastal, Boho, Scandinavian
11English Roll Arm Sofa
โซฟาแขนม้วนBritish
แขนต่ำ · นุ่มนวล · ClassicCottage, English Country, Classic
12Futon Sofa
โซฟาฟูกพับ
พับ · เรียบง่าย · อเนกประสงค์Japandi, Minimalist, Boho
13L-shaped Sectional Sofa
โซฟาตัวแอล
เข้ามุม · เหยียดขา · กว้างขวางModern, Contemporary, Minimalist
14Lawson Sofa
โซฟาลอว์สัน
หมอนแยก · สบาย· เรียบง่ายContemporary, Country, Transitional
15Loveseat
โซฟาสองที่นั่ง
คู่ · อบอุ่น · ประหยัดพื้นที่Cottage, Scandinavian, Contemporary
16Low-profile Sofa
โซฟาทรงเตี้ย
เตี้ย · ผ่อนคลาย · โปร่งสายตาJapandi, Minimalist, Organic Modern
17Mid-century Modern Sofa
โซฟามิดเซ็นจูรี
ขาเรียว · เส้นสะอาด · ย้อนยุคMid-century Modern, Scandinavian, Retro
18Modular Sofa
โซฟาโมดูลาร์
แยกชิ้น · ปรับเปลี่ยน · อิสระModern, Minimalist, Contemporary
19Outdoor Sofa
โซฟากลางแจ้ง
ทนทาน · โปร่ง · พักผ่อนTropical, Coastal, Modern
20Rattan Sofa – โซฟาหวายสาน · เบา · ธรรมชาติBoho, Tropical, Coastal
21Recliner Sofa
โซฟาปรับเอน
ปรับเอน · รองขา · สบายContemporary, Modern, Home theater
22Serpentine Sofa
โซฟาทรงคลื่น
คดโค้ง · พลิ้วไหว · โดดเด่นArt Deco, Eclectic, Contemporary
23Settee
โซฟาเซ็ตที
หลังตั้ง · เพรียว · สุภาพVintage, Classic, French Country
24Sleeper Sofa
โซฟาเบดดึงออก
ดึงออก · นอนพัก · อเนกประสงค์Modern, Contemporary, Minimalist
25Slipcovered Sofa
โซฟาผ้าคลุม
คลุม · สบาย · เป็นธรรมชาติCottage, Coastal, Farmhouse
26Slope Arm Sofa
โซฟาแขนลาด
ลาดเอียง · ละมุน · สมดุลTransitional, Contemporary, Modern Classic
27Track Arm Sofa
โซฟาแขนเหลี่ยม
แขนตรง · กระชับ · ทันสมัยModern, Minimalist, Contemporary
28Tuxedo Sofa
โซฟาทักซิโด
ทรงเหลี่ยม · สมมาตร · สง่างามArt Deco, Modern, Luxury
29U-shaped Sectional Sofa
โซฟาตัวยู
โอบล้อม · หลายที่นั่ง · รวมกลุ่มContemporary, Modern, Luxury
30Wood-frame Sofa
โซฟาโครงไม้
โครงไม้ · อบอุ่น · เรียบง่ายJapandi, Scandinavian, Mid-century Modern

สนใจผ้าบุโซฟาของนิทัส กดลิงก์ดูสินค้า

สนใจหนังสังเคาระห์เกรดพรีเมียม กดลิงก์ดูสินค้า

สนใจผ้าบุเฟอร์เจอร์เอา์ดอร์ กดลิงก์ดูสินค้า

จากประกายไฟถึงเถ้าถ่าน

คำศัพท์ทั้ง 8 บอกอะไรเกี่ยวกับไฟ

ลำดับในภาพคำศัพท์ความหมาย
1Spark
ประกายไฟ
ประกายหรืออนุภาคร้อนที่อาจจุดเชื้อเพลิง
2Flicker
เปลวไฟริบหรี่
ลักษณะการไหวหรือริบหรี่ของเปลวไฟ
3Flame
เปลวไฟ

การเผาไหม้ที่มีเปลวไฟ ซึ่งมีได้หลายขนาด
4Blaze
ไฟลุกโชน

คำบรรยายไฟที่ลุกสว่างและรุนแรง
5Roaring fire
ไฟลุกโหม
ชิ้นวัสดุที่ยังเผาไหม้หรือเรืองแดง
6Ember
ถ่านหรือชิ้นเชื้อเพลิงที่ยังร้อน
ชิ้นวัสดุที่ยังเผาไหม้หรือเรืองแดง
7Smouldering
การคุกรุ่น
การเผาไหม้โดยไม่มีเปลวไฟ
8Ashes
เถ้าถ่าน

สิ่งตกค้างจากการเผาไหม้

หลายคนมักเข้าใจผิดเมื่อเห็นคำอธิบายลักษณะของไฟทั้ง 8 ระดับ ตั้งแต่ Spark ประกายไฟ ไปจนถึง Ashes เถ้าถ่าน แล้วนำไปจับคู่กับ “มาตรฐานการทดสอบการทนไฟ” โดยคิดว่าผ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านมาตรฐานสูงๆ จะสามารถทนไฟกองใหญ่ระดับ “Blaze”ไฟลุกโชน ได้

แต่ในความเป็นจริง คำทั้ง 8 คำใช้บอกแค่ “หน้าตาของไฟที่ตาเรามองเห็น” ส่วนมาตรฐานทดสอบไฟใช้วัด “ปฏิกิริยาของวัสดุเมื่อเจอกับตัวจุดไฟเฉพาะจุด” การนำมาเทียบกันตรงๆ จึงไม่ถูกต้อง

  • Spark ประกายไฟ ถึง Roaring fire ไฟลุกโหม: เป็นแค่คำบรรยายภาพเปลวไฟจากเล็กไปใหญ่ ไม่มีมาตรฐานไหนใช้คำเหล่านี้เป็นเกณฑ์วัดความปลอดภัย
  • Smouldering การคุกรุ่น / ไฟอมควัน: เป็นคำเดียวที่ตรงกับการทดสอบจริง เช่น ทดสอบด้วยบุหรี่ที่ติดไฟแต่ไม่มีเปลว
  • สรุป: ไฟไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ 1 ถึง 8 เสมอไป บางครั้งไฟอมควัน Smouldering ก็เกิดก่อนที่จะมีเปลวไฟด้วยซ้ำ และการที่วัสดุ “ติดไฟยาก” ไม่ได้แปลว่ามันจะทนไฟกองมหึมาได้

มาดูกันว่า 5 มาตฐาน การทำสอบการหน่วงการลามไฟ ในวงการเคหะสิ่งทอ เค้าทดสอบอะไรกันบ้าง

🇬🇧 BS EN 1021: ทดสอบเฟอร์นิเจอร์กับของใกล้ตัว มาตรฐานนี้จำลองเหตุการณ์จริงในบ้าน แบ่งเป็น 2 บททดสอบ:

  • Part 1: ทดสอบกับ บุหรี่ที่คุกรุ่น Smouldering) ดูว่าเบาะจะไหม้ลามไหม
  • Part 2: ทดสอบกับ เปลวไฟเล็กๆ เทียบเท่าไม้ขีดไฟ เป็นเวลา 15 วินาที

ข้อควรจำ: ผ่านสองข้อนี้ แปลว่าปลอดภัยจากความประมาทเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะรอดจากเหตุไฟไหม้ทั้งห้อง

🇺🇸 NFPA 260 และ CA TB 117-2013: เน้นป้องกันบุหรี่

  • ทั้งสองตัวนี้เน้นทดสอบวัสดุหุ้มเบาะว่าทนต่อ “บุหรี่ที่คุกรุ่น” ได้ดีแค่ไหน
  • ข้อควรจำ: สำหรับมาตรฐาน CA TB 117 ต้องดู “ปีที่ระบุ” ให้ชัดเจน เช่น 2013 เพราะเวอร์ชันเก่ากับใหม่ใช้วิธีทดสอบต่างกัน และการผ่านเทสต์นี้ ไม่ได้แปลว่าจะทน “เปลวไฟ” โดยตรงได้

🇺🇸 NFPA 701: ผ้าม่านและการลามไฟ

  • ตัวนี้ใช้กับของที่แขวนในแนวดิ่ง เช่น ผ้าม่าน หรือฟิล์มตกแต่ง
  • ไม่ได้ทดสอบด้วยบุหรี่ แต่ทดสอบว่า “เปลวไฟลามขึ้นไปเร็วแค่ไหน” แบ่งวิธีทดสอบตามน้ำหนักความหนาของผ้า

🇬🇧 BS 5852: ต้นเพลิงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ Source 0-7

มาตรฐานนี้จะเปลี่ยน “แหล่งจุดไฟ” Source ให้ใหญ่และร้อนขึ้นเรื่อยๆ:

  • Source 0: บุหรี่คุกรุ่น ไม่มีเปลวไฟ
  • Source 1-3: เปลวไฟจากแก๊สจำลอง ไล่ตั้งแต่ไม้ขีดไฟ ไปจนถึงไฟแช็กที่เปลวใหญ่ขึ้น
  • Source 4-7 Cribs: ใช้ “กองไม้เล็กๆ” Wooden Crib) มาจุดไฟทับลงไปบนเบาะ ยิ่งเลขเยอะ กองไม้ก็ยิ่งใหญ่และไฟแรงขึ้น

ข้อควรจำ: การที่ผ้าผ่านการทดสอบไฟกองใหญ่ เช่น Source 5) ไม่ได้แปลว่าจะผ่านการทดสอบแบบคุกรุ่น Source 0) เสมอไป เพราะไฟแบบมีเปลวไฟกับไฟอมควัน ทำลายเส้นใยผ้าด้วยวิธีที่ต่างกัน

🇨🇳 GB 8624-2012: การตัดเกรดวัสดุของจีน

มาตรฐานนี้ไม่ได้บอกว่าใช้ไฟอะไรจุด แต่ดูผลลัพธ์รวมๆ แล้วตัดเกรดเหมือนผลสอบ:

  • A: ไม่ติดไฟ
  • B1: ติดไฟยาก
  • B2: ติดไฟได้
  • B3: ติดไฟง่าย

ข้อควรจำ: เกรด B1 ของจีน นำมาเทียบเป็นมาตรฐานอเมริกา NFPA) หรืออังกฤษ BS) ตรงๆ ไม่ได้ เพราะมีเกณฑ์ให้คะแนนคนละแบบ


การสื่อสารเรื่องสเปกผ้าให้ถูกต้อง

การระบุสเปกงาน ไม่ควรใช้คำว่า “ผ้าตัวนี้ทนไฟได้ ” เพราะมันผิดหลักการทดสอบ

ให้ระบุว่า: “ผ้านี้ผ่านการทดสอบ BS 5852 Source 5” หรือ “ผ้าม่านนี้ผ่านมาตรฐานการลามไฟ NFPA 701” การระบุแบบนี้จะทำให้สถาปนิก ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบรู้ชัดเจนว่าสเปกผ้านี้เหมาะกับหน้างานหรือไม่


ISO 4920 Determination of resistance to surface wetting (Spray test)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า รหัสมาตรฐาน ISO 4920 และในฝั่งยุโรป EN 24920 ทั้ง 2 มาตรฐานนี้ เหมือนกันทุกประการ สามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้เลย

เหตุผลที่ชื่อรหัสต่างกันเป็นเพียงเรื่องของการนำมาตรฐานไปประกาศใช้ตามภูมิภาคเท่านั้น

  • ISO 4920: เป็นรหัสมาตรฐานกลางระดับสากล (International Organization for Standardization)
  • EN 24920: เป็นการนำมาตรฐาน ISO 4920 ไปรับรองและประกาศใช้ในกลุ่มประเทศยุโรป (European Norm) ซึ่งในระบบการตั้งชื่อแบบเก่าของยุโรป มักจะนำเลขรหัส ISO มาบวกเพิ่มด้วย 20000 จึงกลายมาเป็นรหัส 24920

ดังนั้น ไม่ว่า Test Report จะระบุชื่อเป็น ISO 4920, EN 24920 หรือ EN ISO 4920 ก็คือการทดสอบ Spray Test ด้วยเครื่องมือ วิธีการ และเกณฑ์การประเมินผลระดับ 0-5 ที่เหมือนกัน 100%

ISO 4920: Textiles — Determination of resistance to surface wetting (Spray test)
ISO 4920: สิ่งทอ — การหาความต้านทานการเปียกน้ำที่พื้นผิว (วิธีทดสอบแบบฉีดพ่น หรือ Spray test)

  • เตรียมและปรับสภาพตัวอย่าง: ตัดตัวอย่างผ้าขนาด 180 x 180 มม. นำไปปรับสภาพในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ (20-21°C) และความชื้นสัมพัทธ์ (65%) อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนทดสอบ
  • ขึงผ้าบนหน้าสัมผัส: นำตัวอย่างผ้าไปขึงให้ตึงและเรียบสนิท (ไม่มีรอยยับ) บนห่วงทดสอบวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มิลลิเมตร
  • ตั้งองศาการทดสอบ: วางห่วงที่ขึงผ้าแล้วลงบนแท่นของเครื่องทดสอบให้เอียงทำมุม 45 องศา โดยจุดกึ่งกลางของผ้าจะต้องอยู่ตรงกับหัวฉีดสเปรย์พอดี (ระยะห่างจากหัวฉีดสเปรย์ถึงผิวผ้าคือ 150 มิลลิเมตร)
  • ฉีดพ่นน้ำ: เทน้ำกลั่นปริมาตร 250 มิลลิลิตร ลงในกรวย ปล่อยให้น้ำฉีดพ่นเป็นฝอยสเปรย์ลงบนผิวผ้า โดยจะใช้เวลาฉีดพ่นจนน้ำหมดประมาณ 25-30 วินาที
  • สลัดหยดน้ำตกค้าง: เมื่อน้ำพ่นหมด ให้ปลดห่วงผ้าออกมา จับที่ขอบห่วงด้านล่างแล้วเคาะขอบด้านตรงข้ามกับวัตถุแข็งเบาๆ 1 ครั้ง จากนั้นหมุนห่วง 180 องศา แล้วเคาะอีก 1 ครั้ง เพื่อสลัดหยดน้ำส่วนเกินออกให้หมดก่อนนำไปอ่านผล

การประเมินจะต้องทำ “ทันที” หลังจากการฉีดพ่นและเคาะน้ำออกเสร็จสิ้น โดยใช้สายตาสังเกตลักษณะการเกาะของหยดน้ำหรือรอยซึมเปียกบนผิวหน้าของผ้า จากนั้นนำไปเทียบกับ แผนภาพมาตรฐาน (Photographic Rating Chart) เพื่อหาค่าที่ตรงหรือใกล้เคียงที่สุด

ระบบการให้คะแนนตามมาตรฐาน ISO จะแบ่งเป็นระดับ 0 ถึง 5 (ซึ่งมักจะถูกนำไปเทียบเคียงกับคะแนนฝั่ง AATCC 22 ที่มีช่วงคะแนน 0-100) ดังนี้:

คะแนน ISOคะแนนเทียบ (AATCC)ลักษณะการเปียกน้ำบนผิวผ้าที่สังเกตได้
ISO 5100ไม่มีการเปียกน้ำหรือน้ำเกาะที่พื้นผิวเลย (แห้งสนิท น้ำกลิ้งออกหมด)
ISO 490มีหยดน้ำเกาะติดเล็กน้อยแบบสุ่ม หรือเปียกเพียงเล็กน้อยมาก
ISO 380ผิวผ้าเริ่มเปียกน้ำเฉพาะตรงจุดที่โดนหยดน้ำพ่นใส่
ISO 270ผิวผ้าเปียกน้ำบางส่วน (รอยเปียกเริ่มขยายวงกว้างออกไปจากจุดที่พ่น)
ISO 150ผิวผ้าเปียกน้ำเกือบทั่วบริเวณที่โดนน้ำพ่นใส่
ISO 00ผิวผ้าเปียกน้ำอย่างสมบูรณ์แบบทั้งหมด (น้ำซึมจมลงไปในเนื้อผ้าเต็มพื้นที่)

แปลว่า ISO 4920 ใช้เกรณฑ์คะแนน ใบเดียวกับ AATCC 22 แปลว่าทุกอย่างเหมือนกันหมดเลย?

ในแง่ของหลักการทำงานและขั้นตอนปฏิบัตินั้น “ใกล้เคียงกันมากจนถือว่าเป็นวิธีทดสอบที่เทียบเท่ากัน (Equivalent)” แต่จะไม่เหมือนกันทุกประการแบบ 100% ในเชิงรายละเอียดของสภาวะแวดล้อม

ในทางปฏิบัติ การทดสอบทั้ง 2 มาตรฐานใช้เครื่องมือชุดเดียวกันและมีขั้นตอนการฉีดพ่นเหมือนกัน แต่มีจุดแตกต่างเล็กน้อยที่ต้องระวังเวลาส่งแล็บทดสอบอย่างเป็นทางการ ดังนี้

จุดที่เหมือนกัน (อุปกรณ์และวิธีการ)

  • การติดตั้ง: ขึงผ้าบนห่วง เอียงทำมุม 45 องศา และให้หัวฉีดอยู่ห่างจากผิวผ้า 150 มิลลิเมตร
  • ปริมาณน้ำ: ใช้น้ำกลั่น 250 มิลลิลิตร
  • เวลาฉีดพ่น: ใช้เวลาประมาณ 25-30 วินาที
  • การสลัดน้ำ: เคาะขอบห่วง 1 ครั้ง หมุน 180 องศา แล้วเคาะอีก 1 ครั้งเหมือนกัน

จุดที่ต่างกัน (รายละเอียดทางเทคนิค)

  • 1. ระบบการให้คะแนน (Rating Scale)
    • AATCC 22: รายงานผลเป็นตัวเลขหลักสิบ (100, 90, 80, 70, 50, 0)
    • ISO 4920: รายงานผลเป็นระดับคะแนน (5, 4, 3, 2, 1, 0)
  • 2. อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ทดสอบ (Water Temperature)
    • AATCC 22: กำหนดให้อุณหภูมิของน้ำกลั่นอยู่ที่ 27 ± 1 °C (ตามมาตรฐานสภาพแวดล้อมฝั่งอเมริกา)
    • ISO 4920: โดยทั่วไปจะกำหนดอุณหภูมิของน้ำกลั่นไว้ที่ 20 ± 2 °C (หรือ 27 ± 2 °C หากเป็นสภาวะบรรยากาศสำหรับเขตร้อน ตามมาตรฐานการปรับสภาพของ ISO)

สรุปคือ: หากเป็นการทดสอบดูกันเองภายในโรงงาน ทั้ง 2 มาตรฐานแทบจะคือเรื่องเดียวกันครับ แต่หากต้องส่งผลเทสเพื่อทำเอกสาร Certificate หรือสเปกชีตส่งลูกค้า จะต้องอ้างอิงอุณหภูมิน้ำและระบบการให้คะแนนให้ตรงกับมาตรฐานที่ระบุไว้


Lissajous figure รูปแบบเส้นโค้ง ลิสซาจู

Lissajous (ลิสซาจู) figure หรือ Lissajous curve คือรูปแบบของกราฟหรือเส้นโค้งที่เกิดจากการรวมกันของการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย (Simple Harmonic Motion) สองแนวที่ตั้งฉากกัน (เช่น ในแกน X และแกน Y) เส้นโค้งนี้ถูกตั้งชื่อตาม Jules Antoine Lissajous นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ในช่วงปี 1857

Jules Antoine Lissajous

รูปร่างที่เกิดจากการซ้อนทับกันของคลื่นทั้งสองนี้ จะมีความซับซ้อนและสวยงามแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความถี่และจุดเริ่มต้น ของคลื่นแต่ละลูก ตามสมการทางคณิตศาสตร์

เมื่ออัตราส่วนความถี่เปลี่ยนไป กราฟจะเกิดการไขว้กันจนมีรูปร่างคล้ายปมหรือเลขแปด และหากอัตราส่วนความถี่ไม่เป็นตัวเลขตรรกยะ (Irrational number) เส้นกราฟจะไม่บรรจบกันและจะระบายพื้นที่ภายในสี่เหลี่ยมจนเต็มเมื่อเวลาผ่านไป

คุณสามารถทดลองปรับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของกราฟได้จากแบบจำลองด้านล่างนี้:ฃ

Lissajous Curve Simulator


ในการทดสอบความทนทานของผ้า เส้นโค้ง Lissajous (Lissajous curve) ไม่ได้เป็นเพียงแค่สมการทางคณิตศาสตร์ แต่เป็น "หัวใจสำคัญ" ของกลไกการทำงานในเครื่องทดสอบ Martindale Abrasion and Pilling Tester รูปแบบการเคลื่อนที่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการเสียดสีที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน และเป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่ทำให้เครื่อง Martindale ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก

เครื่องทดสอบ Martindale จะนำตัวอย่างผ้ามาถูและเสียดสีกับผ้าขัดถูมาตรฐาน (Standard abradant) โดยไม่ได้ถูเป็นเส้นตรงหรือวงกลมธรรมดา แต่ใช้กลไกการหมุนที่ทำให้เกิด Lissajous Pattern ซึ่งมีข้อดีและลักษณะเฉพาะตัวดังนี้:

  • จำลองการใช้งานจริงแบบไร้ทิศทาง (Multi-directional & Non-directional wear): การเคลื่อนที่จะเปลี่ยนรูปทรงอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากวงกลม ค่อยๆ แคบลงเป็นวงรี จนกลายเป็นเส้นตรง แล้วจึงขยายกลับเป็นวงรีและวงกลมในทิศทางตรงกันข้าม การเสียดสีแบบหลายทิศทางนี้ช่วยจำลองการขยับตัวของผู้ใช้งาน (เช่น การนั่งและขยับตัวบนผ้าบุโซฟา) ได้ใกล้เคียงความจริงที่สุด และช่วยป้องกันไม่ให้ผ้าถูกถูซ้ำๆ เพียงแนวเดียวจนเกิดความคลาดเคลื่อน
  • ความแม่นยำเชิงกล (The 16:15 Ratio): รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการหมุนแบบสุ่ม แต่มาจากกลไกวิศวกรรมที่กำหนดอัตราส่วนความเร็วรอบของเฟืองขับเคลื่อนแกน X และ Y ไว้ที่ 16:15
  • รูปทรงที่สมบูรณ์ 31 ลูป (31 Curves): จากกลไกอัตราส่วนดังกล่าว ทำให้ใน 1 รอบ Lissajous ที่สมบูรณ์แบบ จะต้องวาดเส้นโค้งไขว้กันทั้งหมด 31 วง (Lobes) พอดี

รูปแบบการเคลื่อนที่แบบ Lissajous ถูกระบุให้เป็นข้อบังคับ (Mandatory) ในมาตรฐานการทดสอบสิ่งทอสากลหลักๆ ดังนี้:

สำหรับการทดสอบความทนทานต่อการขัดถู (Abrasion Resistance):

  • ISO 12947 (Part 1-4): มาตรฐานยุโรปและสากลสำหรับการหาความต้านทานการขัดถูของผ้า
  • ASTM D4966: มาตรฐานอเมริกาสำหรับการทดสอบความต้านทานการขัดถูด้วยเครื่อง Martindale

สำหรับการทดสอบการเกิดขุย (Pilling Resistance):

  • ISO 12945-2: มาตรฐานสากลสำหรับการประเมินแนวโน้มการเกิดขุยบนพื้นผิวผ้า
  • ASTM D4970: มาตรฐานอเมริกาสำหรับการทดสอบการเกิดขุยของผ้า
  • GB/T 4802.2: มาตรฐานประเทศจีนสำหรับการทดสอบการเกิดขุย

คำตอบคือ "ใช้ทั้งหมด" การทดสอบทุกประเภทที่ดำเนินการบนเครื่อง Martindale Tester จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคลื่อนที่แบบ Lissajous Pattern เสมอ หากเครื่องทดสอบไม่สามารถวาดลวดลาย Lissajous ได้อย่างถูกต้อง (เช่น เฟืองหลวม ทำให้วาดลูปไม่ครบ 31 ลูป หรือเส้นทับซ้อนกันไม่สมมาตร) ผลการทดสอบนั้นจะถูกตีตกและถือว่าไม่น่าเชื่อถือทันที ห้องปฏิบัติการทดสอบที่ได้มาตรฐาน ISO 17025 จึงต้องมีการทำ "Pen Test" (นำปากกามาเสียบแทนตัวอย่างผ้าเพื่อวาดเส้นลงบนกระดาษ) เพื่อตรวจสอบความแม่นยำของการเคลื่อนที่เป็นประจำ

แม้จะเป็นการเคลื่อนที่แบบ Lissajous เหมือนกัน แต่จะมีการตั้งค่าระยะของลวดลาย ให้ต่างกันตามประเภทการทดสอบ:

  • การทดสอบการขัดถู (Abrasion Test): ใช้เส้นโค้ง Lissajous วงใหญ่ โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางตามมาตรฐานอยู่ที่ 60.5 มิลลิเมตร เพื่อจำลองการสึกหรอบนพื้นที่กว้าง
  • การทดสอบการเกิดขุย (Pilling Test): ใช้เส้นโค้ง Lissajous วงเล็ก โดยจะปรับตั้งค่าแกนเครื่องให้วงมีเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเหลือ 24 มิลลิเมตร เพื่อจำลองการเสียดสีแบบกระจุกตัว ซึ่งจะกระตุ้นให้เส้นใยหลุดและพันกันเป็นขุยได้ชัดเจนขึ้น

คำถามนี้เป็นจุดที่หลายคนในวงการสิ่งทอมักจะสับสนเวลาอ่านผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการ

ในมาตรฐานการทดสอบ (เช่น ISO 12947) ได้ให้คำจำกัดความของการนับรอบไว้ชัดเจนดังนี้

  • 1 รอบ (1 Rub / 1 Cycle) หมายถึง: การหมุน 1 รอบของ "เพลาขับด้านนอก" (Outer drive) ของเครื่อง Martindale
  • 1 Lissajous Pattern (ลวดลายสมบูรณ์ครบ 31 ลูป) หมายถึง: เครื่องจะต้องทำงานทั้งหมด 16 รอบ (16 Rubs)

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะกลไกของเครื่องใช้เฟืองขับ 2 ตัว (ด้านนอกและด้านใน) ที่ทำงานด้วยความเร็วไม่เท่ากัน (อัตราส่วน 16:15) ดังนั้นเพลาขับด้านนอกต้องหมุนครบ 16 รอบ จึงจะวาดลวดลาย Lissajous รูปร่างสมบูรณ์ที่ไขว้กันครบ 31 ลูปได้สำเร็จ 1 รูปพอดี

  • หัวขัดถูหมุนตามกลไกไป 20,000 ครั้ง
  • คิดเป็นการวาดลวดลาย Lissajous ที่สมบูรณ์แบบซ้ำทับกันไปมาทั้งหมด = 20,000 / 16 = 1,250 ลวดลาย (Lissajous figures)

ดังนั้น ตัวเลขนับรอบหลักหมื่นที่เราเห็นในสเปคแคตตาล็อกผ้าหรือรายงานการทดสอบ จึงเป็นตัวเลขที่นับจาก "การหมุนของเพลาขับเครื่องจักร" (Rubs) ไม่ใช่นับจากลวดลายคณิตศาสตร์ที่วาดเสร็จ


GSM Round Sample Cutter

GSM Round Sample Cutter หรือ

  • เครื่องตัดผ้าแบบวงกลม (หาค่า GSM)
  • เครื่องตัดตัวอย่างแบบวงกลม 100 ตารางเซนติเมตร
  • เครื่องตัดกระดาษหาค่าน้ำหนัก
  • เครื่องวัดน้ำหนักผ้า

คือเครื่องมือสำคัญในห้องปฏิบัติการและอุตสาหกรรมสิ่งทอไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องการควบคุมคุณภาพน้ำหนักและความหนาแน่นของวัสดุ

  • พื้นที่การตัดแม่นยำ: ออกแบบมาเพื่อตัดชิ้นงานให้ได้พื้นที่ 100 ตารางเซนติเมตร (เท่ากับ 1/100 ของ 1 ตารางเมตร) พอดีเป๊ะ โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 112.84 มิลลิเมตร
  • ใบมีดคมกริบ: ใช้ใบมีดคัตเตอร์คุณภาพสูงที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ (มักติดตั้งไว้ 4 ใบมีดในเครื่องเดียว)
  • ความปลอดภัย: มีระบบล็อคนิรภัย (Safety Lock) เพื่อป้องกันใบมีดบาดมือเมื่อไม่ได้ใช้งาน
  • แผ่นรองตัด (Cutting Pad): มักใช้คู่กับแผ่นยาง แผ่นไม้ก๊อก หรือเขียงพลาสติก เพื่อรองรับแรงกดและช่วยให้รอยตัดขาดออกจากกันได้สมบูรณ์

เครื่องนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่ยังครอบคลุมวัสดุประเภทแบนเรียบเกือบทุกชนิดที่ต้องการหาน้ำหนักต่อตารางเมตร:

  • สิ่งทอ: ผ้าทอ, ผ้าถัก (Knit), ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven), พรม, หนังแท้และหนังเทียม
  • กระดาษและบรรจุภัณฑ์: กระดาษพิมพ์, กระดาษลูกฟูก, กระดาษแข็ง
  • วัสดุอื่นๆ: ฟิล์มพลาสติก, ฟอยล์, โฟมแผ่นบาง

เครื่องตัดตัวอย่างนี้ถูกผลิตขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการทดสอบน้ำหนักวัสดุ: สิ่งทอ (Textiles): ASTM D3776, ISO 3801, BS 2471, JIS L1018

การหาค่า GSM (Grams per Square Meter หรือ กรัมต่อตารางเมตร) คือการหาน้ำหนักของวัสดุนั้นๆ ในขนาด 1 ตารางเมตร ซึ่งทำได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนี้:

  • เตรียมแผ่นรองตัดและชิ้นงาน:วางชิ้นงานให้เรียบตึง นำวัสดุที่ต้องการทดสอบไปวางบนแผ่นรองตัดให้เรียบที่สุด โดยใช้นิ้วลูบไม่ให้มีรอยยับหรือรอยย่น
  • วางเครื่องตัดและปลดล็อค: วางเครื่องตัด GSM ลงบนวัสดุ จากนั้นปลดสลักล็อคนิรภัยเพื่อให้แกนใบมีดสามารถกดลงไปสัมผัสเนื้อวัสดุได้
  • กดและหมุนเพื่อตัด:ใช้มือกดแป้นด้านบนลงไปให้แน่นทะลุวัสดุ แล้วหมุนด้ามจับเป็นวงกลม (ประมาณ 90 ถึง 360 องศา แล้วแต่รุ่น) จนวัสดุขาดออกจากกันเป็นชิ้นวงกลม
  • ชั่งน้ำหนักชิ้นงาน: นำชิ้นงานวงกลมที่ได้ไปชั่งบนเครื่องชั่งดิจิทัลความละเอียดสูง (แนะนำให้ใช้ทศนิยม 2-3 ตำแหน่ง) แล้วบันทึกค่าน้ำหนักเป็น “กรัม”
  • คำนวณค่า GSM: นำน้ำหนักที่ได้ไป คูณด้วย 100 จะได้ค่า GSM ของวัสดุนั้นทันที ตัวอย่าง: หากชั่งผ้าได้ 1.45 กรัม ให้นำ 1.45 x 100 = ผ้าผืนนี้มีน้ำหนัก 145 GSM

ISO 8191 Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture

ISO 8191: Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture.
ISO 8191:
เฟอร์นิเจอร์ – การประเมินความสามารถในการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ

แบ่งออกเป็น 2 พาร์ทหลักเช่นเดียวกัน โดยแยกตามประเภทของแหล่งกำเนิดประกายไฟ:

กระบวนการจำลองเหตุการณ์อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จริงบนโซฟาหรือเก้าอี้หุ้มเบาะ:

  • การเตรียมชิ้นงาน: ใช้แท่นทดสอบจำลอง (Test Rig) ที่ทำมุม 90 องศา (พนักพิงและเบาะนั่ง) จากนั้นนำผ้าที่จะทดสอบมาหุ้มลงบนฟองน้ำโพลียูรีเทนมาตรฐาน (Standard Polyurethane Foam)
  • วิธีทดสอบ Part 1 (Cigarette): นำก้นบุหรี่ที่จุดจนคุไฟ วางลงตรงบริเวณรอยต่อ (ซอกมุม) ระหว่างพนักพิงและเบาะนั่ง ปล่อยทิ้งไว้ให้ไหม้จนหมด
  • วิธีทดสอบ Part 2 (Match Equivalent): ใช้เปลวไฟจากท่อพ่นก๊าซบิวเทน (ตั้งความสูงเปลวไฟที่ 35 มิลลิเมตร) จ่อเข้าไปที่บริเวณซอกมุมของเบาะเป็นระยะเวลา 15 วินาที จากนั้นดึงแหล่งกำเนิดไฟออก

ประเมินพฤติกรรมของวัสดุ (ผ้าและฟองน้ำ) ว่าลุกลามหรือไม่:

  • การอ่านผล Part 1: สังเกตการณ์ต่อเนื่อง (ปกติคือ 60 นาที) หากไม่มีไฟลุกเป็นเปลว (Flaming) และไม่มีการคุไหม้ที่ลุกลามกินพื้นที่กว้างออกไปจากจุดที่วางก้นบุหรี่ (Progressive smouldering) ถือว่าวัสดุนั้นผ่านการทดสอบ
  • การอ่านผล Part 2: หลังจากดึงท่อก๊าซออกไปแล้ว เปลวไฟบนชิ้นงานทดสอบจะต้องดับลงได้เองภายใน 120 วินาที และจะต้องไม่เกิดการคุไหม้หรือควันลุกลามต่อจากนั้น

ไม่มีการให้คะแนนเป็นระดับ (ไม่มี Class หรือ Grade) แต่จะตัดสินเพียงแค่ ผ่าน (Pass) หรือ ไม่ผ่าน (Fail)

ในรายงานผลการทดสอบ (Test Report) จากห้องปฏิบัติการ จะระบุด้วยคำศัพท์ทางเทคนิคคือ:

มาตรฐานที่เทียบเคียงกับ ISO 8191 ใช้วิธีการและเกณฑ์เดียวกัน คือ BS EN 1021


ISO 105-B04 Colour fastness to artificial weathering

ISO 105-B04: Textiles – Tests for colour fastness – Part B04: Colour fastness to artificial weathering: Xenon arc fading lamp test
ISO 105-B04: สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วน B04: ความคงทนของสีต่อสภาพอากาศเทียม: การทดสอบด้วยหลอดไฟซีนอนอาร์ก

วิธีการทดสอบ (Test Method)

มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมกลางแจ้งจริง (แสงแดด ความร้อน และความชื้น/น้ำฝน) เพื่อดูความทนทานของสีผ้า

  • นำตัวอย่างผ้าไปติดตั้งในเครื่องทดสอบที่ใช้หลอดไฟ Xenon Arc ซึ่งจำลองสเปกตรัมของแสงแดดธรรมชาติ
  • ตัวอย่างผ้าจะต้องเผชิญกับวัฏจักร (Cycle) ที่ผสมผสานระหว่าง แสงสว่าง ความร้อน และการพ่นน้ำ (Water Spray) สลับกันไป เช่น รอบการพ่นน้ำ 1 นาที สลับกับช่วงที่ได้รับแสงและความร้อนแห้ง 29 นาที เพื่อจำลองสภาพฝนตกและแดดออก
  • ในขณะเดียวกัน แผ่นมาตรฐานขนสัตว์ย้อมสีน้ำเงิน (Blue Wool References, เกรด 1 ถึง 8) จะถูกนำมาทดสอบร่วมในเครื่องเดียวกัน แต่จะถูกป้องกันไม่ให้โดนน้ำสเปรย์ (มีกระจกกรองแสงปิดไว้) เพื่อใช้เป็นตัวเทียบวัดพลังงานแสงที่ได้รับ

การประเมินผลทำโดยการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวอย่างผ้า:

  • นำชิ้นผ้าที่ผ่านการทดสอบมาเทียบเคียงความแตกต่างของสี (Change in Colour) กับผ้าชิ้นต้นแบบที่เก็บไว้ (Original Fabric)
  • เปรียบเทียบระดับความซีดจางหรือการเปลี่ยนไปของสีกับ แผ่นมาตรฐาน Blue Wool ที่วางทดสอบร่วมกัน
  • หากชิ้นงานมีการเปลี่ยนเฉดสี (Hue) หรือความสว่าง (Lightness) ร่วมด้วย สามารถใส่ตัวอักษรย่อกำกับท้ายระดับคะแนนเพื่อระบุลักษณะการเปลี่ยนของสีได้ เช่น:
    • Bl = Bluer (อมสีน้ำเงินมากขึ้น)
    • Y = Yellower (อมสีเหลืองมากขึ้น)
    • G = Greener (อมสีเขียวมากขึ้น)
    • R = Redder (อมสีแดงมากขึ้น)
    • D = Duller (สีหม่นลง)
    • Br = Brighter (สีสดขึ้น)

การให้คะแนนจะอ้างอิงตาม Blue Wool Scale ซึ่งมีทั้งหมด 8 ระดับ (ประเมินโดยเทียบกับแผ่น Blue Wool เบอร์ 1 ถึง 8):

  • เกรด 1: ความคงทนของสีต่ำที่สุด (ซีดจางง่ายและรวดเร็วมาก)
  • เกรด 2: ความคงทนต่ำ
  • เกรด 3: ความคงทนค่อนข้างต่ำ
  • เกรด 4: ความคงทนระดับปานกลาง
  • เกรด 5: ความคงทนค่อนข้างดี
  • เกรด 6: ความคงทนดี
  • เกรด 7: ความคงทนดีเยี่ยม
  • เกรด 8: ความคงทนสูงสุด (แทบไม่พบการเปลี่ยนแปลงหรือซีดจางเลย)

การให้คะแนนเป็นค่าครึ่งระดับได้ เช่น 5-6 หากผลลัพธ์อยู่กึ่งกลางระหว่าง Blue Wool สองเบอร์ สำหรับผ้าตกแต่งหรือสิ่งทอกลางแจ้ง (Outdoor/Awning/Upholstery) ทั่วไป มักกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำไว้ที่ระดับ 5 หรือ 6 ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าทนทานต่อแสงแดดและสภาพอากาศได้ดีในระยะยาว)


บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ISO 105: Colour Fastness to…
Blue Wool Standards
ISO 105-B02
ISO 105-B04
ISO 105-C06
ISO 105-E02
ISO 105-E03
ISO 105-X12
Colorfastness ผ้าสีซีด ผ้าสีจาง


ISO 105-C06 Colour fastness to domestic and commercial laundering

ISO 105-C06: Textiles — Tests for colour fastness — Part C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering
ISO 105-C06: สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ C06: ความคงทนของสีต่อการซักในครัวเรือนและการซักเพื่อการพาณิชย์ (การซักด้วยเครื่อง)

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้เป็นการจำลองสภาวะการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า ทั้งการซักตามบ้านและการซักในระดับอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าสีของผ้าจะซีดจางหรือตกใส่ผ้าชิ้นอื่นระหว่างการซักหรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่าง (ขนาดมักจะอยู่ที่ 10 × 4 ซม.) นำไปเย็บประกบติดกับผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ (Multi-fiber test fabric) เพื่อใช้ดูการตกสีใส่เส้นใยชนิดต่างๆ

ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ (Multi-fiber test fabric) มีสองแบบคือ

  • Type DW ส่วนประกอบเส้นใย: ไดอะซิเตท (Diacetate), คอตตอน (Cotton), ไนลอน (Nylon), โพลีเอสเตอร์ (Polyester), อะคริลิก (Acrylic) และ ขนสัตว์ (Wool) สำหรับทดสอบซักในน้ำอุ่น
  • Type TV ส่วนประกอบเส้นใย: ไตรอะซิเตท (Triacetate), คอตตอน (Cotton), ไนลอน (Nylon), โพลีเอสเตอร์ (Polyester), อะคริลิก (Acrylic) และ วิสโคส (Viscose) สำหรับทดสอบซักในน้ำอร้อน

การเตรียมสภาวะการซัก: นำชิ้นงานใส่ลงในกระบอกสแตนเลสของเครื่องทดสอบการซัก (Launder-Ometer หรือ Wash Wheel)

การเติมสารละลายและลูกเหล็ก: เติมสารละลายผงซักฟอกมาตรฐาน (Standard Reference Detergent) ตามสูตรที่กำหนด และจะมีการใส่ ลูกเหล็กสแตนเลส (Steel balls) ลงไปในกระบอกด้วย เพื่อจำลองแรงเหวี่ยง แรงขัดถู และแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจริงในถังซักผ้า

การซัก: เครื่องจะหมุนปั่นตามอุณหภูมิตามโปรแกรม และใช้เวลาซักประมาณ 45 นาที

ผ้าทดสอบ Type DW

  • โปรแกรม A (อุณหภูมิ 40°C): การซักด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำ หรือน้ำอุ่นเล็กน้อย เหมาะสำหรับผ้าทั่วไปที่สีอาจตกง่าย หรือผ้าเนื้อละเอียด
  • โปรแกรม B (อุณหภูมิ 50°C): การซักด้วยน้ำอุ่นปานกลาง
  • โปรแกรม C (อุณหภูมิ 60°C): การซักมาตรฐานทั่วไปที่ใช้ในบ้านหรือการซักแห้งบางประเภท เหมาะสำหรับผ้าคอตตอน, ชุดทำงาน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป

ผ้าทดสอบ Type TV

  • โปรแกรม D (อุณหภูมิ 70°C): การซักระดับอุตสาหกรรมหรือโรงซักรีด เหมาะสำหรับผ้าปูที่นอน หรือผ้าที่ต้องทนการซักล้างสูง
  • โปรแกรม E (อุณหภูมิ 95°C): การซักด้วยน้ำเดือด เหมาะสำหรับผ้าที่ต้องการการฆ่าเชื้อ เช่น ผ้าในโรงพยาบาล

การล้างและทำแห้ง: เมื่อครบเวลา นำชิ้นงานออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด แกะรอยเย็บออกให้ผ้าติดกันแค่ด้านเดียว แล้วนำไปอบแห้งในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

การอ่านผลการทดสอบ (Result Evaluation)

การประเมินผลจะใช้วิธีการและอุปกรณ์เดียวกับมาตรฐาน ISO 105-E02 (น้ำทะเล) คือประเมินภายใต้ตู้ควบคุมแสง (Color matching cabinet) และแบ่งการให้คะแนนเป็น 2 ส่วน:

  • Color Change (การเปลี่ยนสี): ประเมินความซีดจางของผ้าตัวอย่าง โดยใช้ Grey Scale for Color Change (ISO 105-A02) วางเทียบระหว่างผ้าที่ผ่านการซักแล้วกับผ้าต้นฉบับ
  • Color Staining (การเปื้อนสี): ประเมินการตกสีใส่เส้นใยชนิดอื่น โดยใช้ Grey Scale for Color Staining (ISO 105-A03) ประเมินรอยเปื้อนบนผ้ามัลติไฟเบอร์แต่ละแถบเส้นใย

เกณฑ์การให้คะแนน:

แบ่งเป็น Grade 1 ถึง 5 (มีระดับครึ่งคะแนน)

  • Grade 5: ดีเลิศ (สีไม่เปลี่ยน / สีไม่ตกใส่ผ้าอื่นเลย)
  • Grade 4: ดี (ยอมรับได้ในมาตรฐานสินค้าคุณภาพสูง)
  • Grade 3: ปานกลาง
  • Grade 2: แย่
  • Grade 1: แย่มาก (สีซีดจางอย่างหนัก / สีตกใส่ผ้าอื่นอย่างรุนแรง)

ทำไมต้องทดสอบกับผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์?

เพราะ “เส้นใยแต่ละชนิดรับสีตก (กินสี) ได้ไม่เท่ากัน” เกณฑ์การตกสีไม่ได้แบ่งตามแหล่งกำเนิดว่า ธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์ แต่แท้จริงแล้วมันทำงานด้วยกฎของ โครงสร้างทางเคมีของสีย้อม ที่ต้องเข้ากันได้เหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ดังนี้

1. สีย้อมธรรมชาติ (Natural Dyes) สีย้อมที่สกัดจากธรรมชาติ (เช่น เปลือกไม้ ใบไม้) จะมีโครงสร้างทางเคมีที่ถูกโฉลกกับเส้นใยธรรมชาติ (เช่น คอตตอน ลินิน ขนสัตว์) เมื่อสีเหล่านี้หลุดลอกออกมา มันจึงวิ่งไปเกาะติดกับเส้นใยธรรมชาติด้วยกันอย่างง่ายดาย แต่จะไม่ค่อยติดเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์มีลักษณะคล้ายพลาสติกที่ไม่มีจุดรับสีให้เกาะ

2. สีย้อมสังเคราะห์ (Synthetic Dyes) สีสังเคราะห์ไม่ได้จับคู่แค่กับเส้นใยสังเคราะห์เท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สีสังเคราะห์ถูกพัฒนาและแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท เพื่อให้เจาะจงกับเส้นใยแต่ละชนิดโดยเฉพาะ เช่น:

  • สีรีแอกทีฟ (Reactive Dyes): เป็นสีเคมีสังเคราะห์ที่สร้างมาเพื่อย้อม “เส้นใยธรรมชาติ” (คอตตอน/เรยอน) โดยเฉพาะ ถ้าผ้าที่ย้อมด้วยสีนี้สีตก มันก็จะไปเปื้อนเฉพาะเส้นใยธรรมชาติด้วยกัน แต่จะไม่ตกใส่โพลีเอสเตอร์
  • สีดิสเพิร์ส (Disperse Dyes): เป็นสีสังเคราะห์ที่สร้างมาเพื่อย้อม “เส้นใยสังเคราะห์” (โพลีเอสเตอร์) โดยเฉพาะ เมื่อเจอความร้อน สีถึงจะละลายเข้าไปในโครงสร้างพลาสติกได้ ถ้าสีนี้ตก มันก็จะวิ่งไปเปื้อนเฉพาะโพลีเอสเตอร์ และแทบไม่ติดคอตตอนเลย

การที่สีจะตกใส่ผ้าชนิดไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่าสีนั้นมาจากธรรมชาติหรือห้องแล็บ แต่อยู่ที่ “ประเภทของสีย้อม” ว่ามีเคมีตรงกับเส้นใยชนิดใด ผ้ามัลติไฟเบอร์ทั้ง 6 แถบจึงเปรียบเสมือน “ตัวดักจับ” ที่ทำหน้าที่ฟ้องให้เราเห็นชัดเจนว่า สีที่หลุดออกมาจากผ้าตัวอย่างนั้นมีโครงสร้างเคมีตรงกับเส้นใยประเภทไหน เพื่อป้องกันปัญหาเวลาผู้ใช้งานนำผ้าต่างชนิดไปซักรวมกันนั่นเอง

ปัญหาการตกสีจะเกิดขึ้นน้อยมาก หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย หากกระบวนการผลิตมีความสมบูรณ์ใน 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. การเลือกชนิดสีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเส้นใย (Right Dye for the Right Fiber): หากเริ่มต้นด้วยการเลือกประเภทของสีย้อมที่มีโครงสร้างเคมีตรงกับชนิดของเส้นใย (เช่น ใช้สี Reactive ย้อมคอตตอน หรือใช้สี Disperse ย้อมโพลีเอสเตอร์) โมเลกุลของสีจะสามารถสร้างพันธะยึดเกาะกับโครงสร้างเส้นใยได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น
  2. กระบวนการย้อมที่ได้มาตรฐาน (Optimized Dyeing Process): การควบคุมสภาวะในการย้อม ทั้งอุณหภูมิ เวลา สารเคมีช่วยย้อม และค่า pH ที่ถูกต้อง จะช่วยผลักดันให้โมเลกุลของสีแทรกซึมลึกเข้าไปถึงแกนกลางของเส้นใยได้อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะเป็นเพียงการเคลือบเกาะอยู่แค่ผิวชั้นนอก
  3. กระบวนการผนึกสีและล้างสีส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพ (Effective Fixing & Washing-off): นี่คือขั้นตอนชี้วัดความสำเร็จอย่างแท้จริง เมื่อย้อมเสร็จแล้ว จะต้องมีการใช้สารช่วยติดสี (Fixing Agent) หรือการอบด้วยความร้อนเพื่อ “ล็อค” โมเลกุลสีให้ติดถาวร ควบคู่ไปกับกระบวนการซักล้าง (Washing-off) ที่ดี เพื่อขจัดเม็ดสีส่วนเกินที่เกาะหลวมๆ และไม่ยอมสร้างพันธะออกไปให้หมดจด

เมื่อโรงงานผู้ผลิตสามารถจัดการองค์ประกอบทั้งสามนี้ได้อย่างสมบูรณ์ โมเลกุลของสีจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับเส้นใยอย่างแข็งแรง ส่งผลให้เมื่อนำผ้าไปเผชิญกับความร้อน แรงเหวี่ยง หรือสารเคมีในเครื่องซักผ้าตามมาตรฐานทดสอบ ISO 105-C06 เม็ดสีก็จะไม่หลุดลอกออกมาเปื้อนผ้าทดสอบชนิดอื่นๆ ทำให้ได้ผลการประเมินในเกณฑ์ดีเลิศ (Grade 4 ถึง 5) ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพระดับสูงของผ้านั่นเอง


ISO 105-E02 Colour fastness to sea water

ISO 105-E02: Textiles – Tests for colour fastness – Part E02: Colour fastness to sea water
ISO 105-E02: สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ E02: ความคงทนของสีต่อน้ำทะเล

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้เป็นการจำลองสภาวะที่สิ่งทอต้องสัมผัสกับน้ำทะเล เพื่อดูว่าสีของผ้าจะซีดจางหรือตกใส่ผ้าชนิดอื่นหรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • การเตรียมสารละลาย (Artificial Sea Water): เตรียมน้ำทะเลเทียมโดยการผสมโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) 30 กรัม และแมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl2) 5 กรัม ต่อน้ำกลั่นหรือน้ำปราศจากไอออน 1 ลิตร
  • การเตรียมชิ้นงาน (Sample Preparation): ตัดชิ้นผ้าตัวอย่างขนาด 10 × 4 ซม. แล้วนำไปเย็บประกบติดกับ “ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์” (Multi-fiber test fabric – ผ้ามาตรฐานที่ทอจากเส้นใยหลายชนิดรวมกัน)
  • การแช่ (Immersion): นำชิ้นงานที่เย็บติดกันแล้วไปแช่ในสารละลายน้ำทะเลเทียมที่อุณหภูมิห้อง พร้อมกับกวนหรือนวดเบาๆ เพื่อให้น้ำซึมเข้าสู่เนื้อผ้าอย่างทั่วถึง
  • การจำลองสภาวะด้วยแรงกด (Pressuring): นำผ้าออกจากน้ำทะเลเทียม วางระหว่างแผ่นกระจกหรือแผ่นอะคริลิกใส แล้วนำเข้าเครื่อง Perspiration Tester โดยตั้งค่าน้ำหนักกดทับให้เกิดแรงดันที่ 12.5 kPa (หรือใช้น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม)
  • การอบ (Incubation): นำเครื่องทดสอบที่มีผ้าตัวอย่างถูกกดทับอยู่ เข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 37±2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  • การทำให้แห้ง (Drying): นำออกจากตู้อบ แกะด้ายที่เย็บร้อยออกให้เหลือผ้าติดกันเพียงด้านเดียว แล้วนำไปอบแห้งในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

การอ่านผลการทดสอบ (Result Evaluation)

การประเมินผลจะใช้ Grey Scale (แผ่นสเกลสีเทามาตรฐาน) เทียบด้วยสายตาภายใต้ตู้ควบคุมแสง (Color matching cabinet) โดยจะประเมินผลแยกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

  • Color Change (การเปลี่ยนสีของผ้าตัวอย่าง): ดูว่าผ้าทดสอบหลักมีสีซีดจางหรือสีเพี้ยนไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด เทียบกับ Grey Scale for Color Change (มาตรฐาน ISO 105-A02)
  • Color Staining (การเปื้อนสี): ดูว่าสีจากผ้าทดสอบหลัก ตกใส่ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ที่นำมาประกบกันมากน้อยเพียงใด (เพื่อดูว่าสีจะตกใส่เส้นใยชนิดอื่นหรือไม่) เทียบกับ Grey Scale for Color Staining (มาตรฐาน ISO 105-A03)

ผลการทดสอบจะถูกแบ่งเป็นระดับคะแนน (Grade) ตั้งแต่ 1 ถึง 5 โดยมีระดับครึ่งคะแนนด้วย (เช่น 4-5 หรือ 4.5)

ระดับคะแนน (Grade)ความหมายและผลลัพธ์ที่ได้
Grade 5ดีเลิศ – ไม่มีการเปลี่ยนสีเลย หรือแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง / สีไม่ตกใส่ผ้าอื่น
Grade 4ดี – สีมีการเปลี่ยนแปลงหรือตกใส่ผ้าอื่นเล็กน้อย
Grade 3ปานกลาง – สีเปลี่ยนหรือตกใส่ผ้าอื่นในระดับที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน
Grade 2แย่ – สีเปลี่ยนหรือตกใส่ผ้าอื่นค่อนข้างมาก
Grade 1แย่มาก – สีเปลี่ยนอย่างรุนแรง หรือสีตกใส่ผ้าอื่นอย่างหนัก

สำหรับผ้าที่ต้องการความปลอดภัยและคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล ผลการทดสอบที่ยอมรับได้มักจะต้องอยู่ในเกณฑ์ Grade 4 ขึ้นไป


ISO 105-E03 Colour fastness to chlorinated water

ISO 105-E03: Textiles – Tests for colour fastness – Part E03: Colour fastness to chlorinated water (swimming-pool water)
ISO 105-E03: มาตรฐานสิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ E03: ความคงทนของสีต่อคลอรีนในน้ำ (น้ำในสระว่ายน้ำ)

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้ใช้วิธีจำลองสภาวะที่สิ่งทอต้องสัมผัสกับสารคลอรีนที่ใช้ฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ เพื่อดูว่าสารคลอรีนทำปฏิกิริยาให้สีของผ้าซีดจางหรือเปลี่ยนไปหรือไม่ มีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้

  • การเตรียมสารละลาย: เตรียมสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite – NaOCl) ให้มีค่า pH ควบคุมอยู่ที่ 7.50 ± 0.05 โดยปรับความเข้มข้นของแอคทีฟคลอรีนตามประเภทการใช้งานของผ้า 20 mg/l สำหรับผ้าบุริมสระว่ายน้ำ
  • การแช่ชิ้นงาน: นำชิ้นงานทดสอบ (ขนาดมาตรฐาน 40 x 100 มิลลิเมตร) แช่ลงในสารละลายที่เตรียมไว้ โดยใช้อัตราส่วนปริมาณน้ำต่อน้ำหนักผ้า (Liquor ratio) ที่ 100:1 เพื่อให้ผ้าเปียกชุ่มอย่างทั่วถึง
  • การควบคุมอุณหภูมิและเวลา: ปิดภาชนะและนำไปใส่ในเครื่องปั่นทดสอบ เครื่อง Gyrowash ควบคุมอุณหภูมิที่ 27 ± 2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มในสภาวะที่ไม่มีแสง
  • การทำให้แห้ง: นำชิ้นงานออกมาบีบน้ำออก (ห้ามล้างน้ำเปล่าซ้ำ) แล้วนำไปแขวนตากให้แห้งในอากาศที่อุณหภูมิห้อง โดยหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง

การอ่านและประเมินผลการทดสอบ (Result Evaluation)

เมื่อชิ้นงานแห้งสนิท จะนำมาประเมินผลภายใต้ตู้เทียบสี (Color Matching Cabinet) เพื่อให้ได้แสงสว่างที่ได้มาตรฐาน โดยนำผ้าที่ผ่านการทดสอบมาวางเทียบกับผ้าชิ้นต้นฉบับที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ

การให้คะแนนจะประเมินด้วยตาเปล่าโดยใช้ Grey Scale for Color Change ISO 105-A02 แถบสีเทามาตรฐานสำหรับประเมินการเปลี่ยนสี ซึ่งมีระดับคะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดังนี้:

  • ระดับ 5: สีไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย (ความคงทนดีเยี่ยม)
  • ระดับ 4: สีเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย (มักเป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่ผ่านการยอมรับทางการค้า)
  • ระดับ 3: สีเปลี่ยนแปลงปานกลาง
  • ระดับ 2: สีเปลี่ยนแปลงมาก
  • ระดับ 1: สีซีดจางหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง (ความคงทนต่ำที่สุด)