Polyester Fiber VS Bottle Grade PET

เส้นใย Polyester ในเนื้อผ้า กับ PET ในขวดพลาสติก คือสิ่งเดียวกันหรือไม่?

เส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอส่วนใหญ่ ผลิตมาจาก Polyethylene Terephthalate (PET) ซึ่งเป็นโพลีเอสเตอร์ชนิดหนึ่ง ดังนั้น โพลีเอสเตอร์ที่พบในเสื้อผ้าและ PET ที่ใช้ทำขวดน้ำ จึงมี “โครงสร้างทางเคมีพื้นฐานที่เหมือนกัน” เนื่องจากทั้งสองเป็นพอลิเมอร์ประเภทเดียวกัน เพียงแต่มีกระบวนการผลิตและการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

โครงสร้างทางเคมีและการนำไปใช้งาน

แม้ว่า PET และ Polyester จะมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่ในระดับอุตสาหกรรมจะถูกแบ่งเกรดตามการใช้งาน ดังนี้:

  • Bottle Grade PET: ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำดื่ม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่แข็งแรง โปร่งใส และทนทานต่อสารเคมี
  • Fiber Grade Polyester (PET): ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ พรม และสิ่งทอเพื่อการตกแต่งบ้าน โดยเส้นใยที่ได้จะมีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความทนทาน ยืดหยุ่น และแห้งเร็ว

กระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน

แม้จะเป็นต้นกำเนิดเดียวกัน แต่กระบวนการแปรรูปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

1. กระบวนการผลิตขวด PET

PET ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการพอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) ภายใต้ความร้อนและความดันสูง จนได้ของเหลวหนืดคล้ายน้ำผึ้ง จากนั้นจะถูกรีดออกและตัดเป็น เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติกเหล่านี้จะถูกนำไป ฉีดขึ้นรูป (Injection) เป็นแท่งพลาสติกใสที่มีเกลียวฝาขวดเรียบร้อย เรียกว่า พรีฟอร์ม (PET Preform)

พรีฟอร์ม (PET Preform)

จากนั้นพรีฟอร์มจะถูกนำไปผ่านกระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding) เพื่อขยายเป็นขวดพลาสติกขนาดเต็มรูปแบบที่แข็งแรงและพร้อมใช้งาน

กระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding)


2. การผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester Fiber)

  1. Melt Spinning: เม็ดพลาสติก PET จะถูกนำไปหลอมเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 250-260°C และรีดผ่านหัวฉีด (Spinnerets) เพื่อสร้างเส้นใย โดยสามารถปรับรูปร่างหัวฉีดเพื่อให้ได้คุณสมบัติเส้นใยที่ต้องการ
  2. Cooling & Drawing: เส้นใยจะถูกทำให้เย็นลงเพื่อให้แข็งตัว จากนั้นจะผ่านกระบวนการยืดดึง (Drawing Process) เพื่อให้โมเลกุลเรียงตัวเป็นระเบียบ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่น
  3. Yarn Production: เส้นใยจะถูกปั่นรวมกันเป็นเส้นด้าย ทั้งแบบเส้นใยสั้น (Staple Fiber) หรือเส้นยาวต่อเนื่อง (Filament Fiber)
  4. Weaving & Finishing: เส้นด้ายจะถูกนำไปทอ (Weaving) หรือถัก (Knitting) เป็นผืนผ้า และเข้าสู่กระบวนการปรับแต่งพื้นผิวขั้นสุดท้าย

Polyester คือ “ตระกูล” แต่ PET คือ “ชื่อเฉพาะ”

เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับ “ผลไม้” และ “แอปเปิล” 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ “ผลไม้” กับ “แอปเปิล” Polyester เปรียบเสมือน “ผลไม้” ซึ่งเป็นหมวดหมู่ใหญ่ของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ ในขณะที่ PET คือ “แอปเปิล” ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงของผลไม้ การเรียกขวด PET ว่าโพลีเอสเตอร์อาจไม่ผิด แต่ในทางอุตสาหกรรมอาจทำให้เกิดความสับสนได้ เพราะในตระกูลโพลีเอสเตอร์ยังมีพลาสติกชนิดอื่นๆ ที่ใช้งานแตกต่างกันออกไป เช่น:

  • PBT (Polybutylene Terephthalate): ทนความร้อนและสารเคมีได้ดี นิยมใช้ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  • PTT (Polytrimethylene Terephthalate): มีความยืดหยุ่นสูงและทนทานต่อการยับยู่ยี่ ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเฉพาะทาง
  • PCT (Polycyclohexylene Dimethylene Terephthalate): ทนความร้อนได้สูงมาก ใช้ผลิตชิ้นส่วนที่ต้องทนอุณหภูมิสูง
  • PEN (Polyethylene Naphthalate): คล้าย PET แต่ทนความร้อนและสารเคมีได้ดีกว่า มีต้นทุนสูง มักใช้ในฟิล์มบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การรีไซเคิลสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ (rPET)

ด้วยโครงสร้างทางเคมีที่เหมือนกัน ขวดพลาสติก PET จึงสามารถนำมารีไซเคิลเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์สำหรับผลิตสิ่งทอได้ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะและประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยแบ่งเป็น 2 กระบวนการหลัก

การรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling): ขวด PET จะถูกทำความสะอาด บดเป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปหลอมเพื่อฉีดเป็นเส้นใยใหม่โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเพิ่มเติม

การรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling): ใช้กระบวนการทางเคมี เช่น การสลายตัว (Hydrolysis) เพื่อแยกโมเลกุล PET กลับไปเป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตโพลีเอสเตอร์ใหม่

วิวัฒนาการของ 100% rPET ในอดีต การใช้ PET รีไซเคิล 100% อาจทำให้เส้นใยมีคุณสมบัติความทนทานลดลง จึงต้องผสมกับเม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Polyester) ในสัดส่วน 30-50% แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาจนสามารถผลิต 100% rPET Fiber (Recycled Polyethylene Terephthalate) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เราจึงมักเห็นป้าย “Made from Recycled PET Bottles” บนสินค้าต่างๆ เช่น เสื้อกีฬา ผ้าม่าน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งทอตกแต่งบ้านคุณภาพสูง เส้นใย rPET เหล่านี้มักจะต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลควบคู่ไปด้วย เช่น การปราศจากสารก่อมะเร็ง (AZO-free), ปราศจากสารฟอร์มาลดีไฮด์ และได้รับการรับรองมาตรฐาน OEKO-TEX เพื่อให้เป็นมิตรต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

สรุป

แม้จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่ PET และเส้นใย Polyester มีเส้นทางการแปรรูปที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้งาน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงทางเคมีนี้ทำให้ขวด PET สามารถเดินทางกลับสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอในรูปแบบของเส้นใยรีไซเคิล (rPET) ได้ ถือเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน


6 คำศัทพ์พื้นฐานเกี่ยวกับผ้า

ในการเลือกใช้ผ้าสำหรับงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า งานตกแต่งบ้าน หรือการผลิตเฟอร์นิเจอร์ คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของผ้ามีความสำคัญอย่างมาก การเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกใช้ผ้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งาน บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับผ้า ได้แก่ หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก, และส่วนประกอบของผ้า

1. หน้าผ้า (Right Side)

หน้าผ้าหมายถึงด้านของผ้าที่ถูกออกแบบมาให้เป็นด้านหลักสำหรับใช้งาน เช่น ด้านที่มีลวดลายชัดเจน สีสันสดใส หรือมีพื้นผิวที่สวยงาม หากเป็นผ้าทอ มักเป็นด้านที่มีการจัดเรียงเส้นด้ายให้มีความละเอียดสวยงาม หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย หน้าผ้าจะเป็นด้านที่ลายพิมพ์คมชัดกว่าหลังผ้า การเลือกใช้หน้าผ้าให้ถูกต้องมีผลต่อรูปลักษณ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

2. หลังผ้า (Wrong Side)

หลังผ้าหมายถึงด้านที่ไม่ใช่ด้านหลักของผ้า มักจะมีลักษณะที่ไม่สวยงามเท่าหน้าผ้า อาจเป็นด้านที่มีเส้นด้ายยุ่งเหยิง สีไม่ชัด หรือมีลวดลายที่จางกว่าหน้าผ้า สำหรับผ้าทอบางประเภท หลังผ้าอาจมีผิวสัมผัสที่แตกต่างจากหน้าผ้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผ้ากำมะหยี่ที่ด้านหนึ่งจะมีขนละเอียด ส่วนอีกด้านจะเป็นผิวเรียบ

3. ริมผ้า (Selvage)

ริมผ้าคือขอบของผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอหรือถักทอเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นด้ายลุ่ยออกมา ริมผ้ามักอยู่ที่ขอบด้านยาวของผ้า และอาจมีสีหรือเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากส่วนกลางของผ้า สำหรับผ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่งบ้าน ริมผ้ามักจะถูกตัดออกก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากอาจมีเนื้อผ้าที่หนากว่าหรือมีรอยพิมพ์ข้อมูลของโรงงานผลิต

4. หน้ากว้างของผ้า (Fabric Width)

หน้ากว้างของผ้าหมายถึงความกว้างของผ้าจากริมหนึ่งไปถึงอีกริมหนึ่ง โดยทั่วไป หน้ากว้างของผ้าจะอยู่ระหว่าง 40 นิ้ว (ประมาณ 100 ซม.) และ 60 นิ้ว (ประมาณ 152 ซม.) แต่ในบางประเภทของผ้า เช่น ผ้าสำหรับทำม่านหรือผ้าหุ้มเบาะ อาจมีหน้ากว้างมากกว่านั้น การทราบหน้ากว้างของผ้ามีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณผ้าที่ต้องใช้ในงานตัดเย็บหรือออกแบบผลิตภัณฑ์

5. น้ำหนักของผ้า (Fabric Weight)

น้ำหนักของผ้าเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความหนาหรือความแน่นของเส้นด้ายที่ใช้ทอ โดยทั่วไปจะวัดเป็น กรัมต่อตารางเมตร (GSM – Grams per Square Meter) น้ำหนักของผ้าส่งผลต่อความหนาและการใช้งาน เช่น

  • ผ้าน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 150 GSM) เหมาะสำหรับเสื้อผ้าบางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าคอตตอนบาง
  • ผ้าน้ำหนักปานกลาง (150-300 GSM) ใช้ทำเสื้อผ้าแนวลำลอง ผ้าคอตตอนสำหรับเสื้อเชิ้ต ผ้ายีนส์บาง หรือผ้าโพลีเอสเตอร์สำหรับงานตกแต่ง
  • ผ้าน้ำหนักมาก (มากกว่า 300 GSM) เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ ผ้าหุ้มเบาะ ผ้ายีนส์หนา หรือผ้าสำหรับทำกระเป๋า

6. ส่วนประกอบของผ้า (Fabric Composition)

ส่วนประกอบของผ้าหมายถึงเส้นใยที่ใช้ในการผลิตผ้า ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของผ้า เช่น ความนุ่ม ยืดหยุ่น ระบายอากาศ และความทนทาน ตัวอย่างของเส้นใยที่ใช้ทำผ้ามีดังนี้:

  • เส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) ผ้าลินิน (Linen) ผ้าไหม (Silk) และผ้าขนสัตว์ (Wool) ซึ่งให้สัมผัสที่นุ่มสบายและระบายอากาศได้ดี
  • เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibers) เช่น โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ไนลอน (Nylon) และอะคริลิก (Acrylic) ซึ่งมีความทนทานสูงและดูแลรักษาง่าย
  • เส้นใยผสม (Blended Fibers) เป็นการผสมเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ผ้าคอตตอนผสมโพลีเอสเตอร์ ที่มีทั้งความนุ่มและความทนทานในเวลาเดียวกัน

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์พื้นฐานของผ้า เช่น หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก และส่วนประกอบของผ้า จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกผ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า การตกแต่งภายใน หรือการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การเลือกผ้าให้ถูกต้องนอกจากจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของผ้านั้น ๆ อีกด้วย

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Gram

หน่วย GSM ในผ้า vs หน่วย Gram ในกระดาษ – หน่วยเดียวกันแต่ใช้งานต่างกัน

ในการเลือกใช้วัสดุทั้ง ผ้าและกระดาษ หลายคนอาจสังเกตเห็นว่ามีการใช้หน่วย GSM (Grams per Square Meter – กรัมต่อตารางเมตร) ในการบอกน้ำหนักของวัสดุ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว GSM ของผ้า และ แกรมของกระดาษ มีความหมายและผลต่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แม้จะใช้หน่วยเดียวกัน

GSM ของผ้าคืออะไร?

GSM (Grams per Square Meter) เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) หรือพูดง่ายๆ ว่า บอกถึงน้ำหนักผ้า ซึ่งจะส่งผลกับความหนาของผ้า ซึ่งมาจากการทอแน่นของเส้นใย คือขนาดของเส้นด้ายที่ใช้ทอผ้า

  • GSM สูง → ผ้าจะหนาและหนักขึ้น ทนทานขึ้น (ขึ้นอยู่กับการใช้งานและชนิดของเส้นใย)
  • GSM ต่ำ → ผ้าจะบางและเบากว่า พลิ้วไหวมากขึ้น

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าค่า GSM (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMกรองแสงได้บางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง

ค่า GSM มีผลต่อความหนา ทิ้งตัว และความทนทานของผ้า
GSM สูง = ผ้าหนาและทึบ | GSM ต่ำ = ผ้าบางและโปร่ง

Gram ของกระดาษคืออะไร?

Gram (แกรม) ของกระดาษ เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของกระดาษในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับ GSM ของผ้า แต่ในบริบทของกระดาษ แกรมไม่ได้บอกถึงความหนาของกระดาษโดยตรง เพราะความหนาของกระดาษยังขึ้นอยู่กับประเภทของเยื่อกระดาษและกระบวนการผลิต

  • แกรมต่ำ → กระดาษบาง เบา และพับง่าย
  • แกรมสูง → กระดาษหนาและแข็งแรงขึ้น

ค่ามาตรฐานของแกรมในกระดาษ

ประเภทกระดาษค่าแกรม (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
กระดาษถ่ายเอกสาร70 – 80 g/m²บาง เบา ใช้พิมพ์เอกสารทั่วไป
กระดาษปอนด์100 – 120 g/m²ใช้พิมพ์หนังสือ รายงาน
กระดาษอาร์ตมัน / อาร์ตด้าน130 – 300 g/m²ใช้ทำโปสเตอร์ ใบปลิว นิตยสาร
กระดาษการ์ด / กล่อง250 – 400 g/m²ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ นามบัตร กล่องสินค้า

น้ำหนักกระดาษที่สูงขึ้น (แกรมมากขึ้น) หมายถึงน้ำหนักของกระดาษต่อหนึ่งตารางเมตรที่มากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปมักส่งผลให้กระดาษมีความหนาและแข็งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ตัวอย่างเช่น กระดาษปอนด์ 150 แกรม และกระดาษอาร์ต 150 แกรม มีน้ำหนักเท่ากันต่อหนึ่งตารางเมตร แต่เมื่อเปรียบเทียบความหนา กระดาษปอนด์จะหนากว่ากระดาษอาร์ต เนื่องจากกระบวนการผลิตของกระดาษปอนด์จะทำให้กระดาษมีความฟูและผิวไม่เรียบเนียนเท่ากระดาษอาร์ต ขณะที่กระดาษอาร์ตจะผ่านกระบวนการที่ใช้แรงกดสูง ทำให้เนื้อกระดาษมีความแน่นกว่า ส่งผลให้กระดาษอาร์ตที่มีน้ำหนักเท่ากับกระดาษปอนด์ดูบางกว่าเล็กน้อย แต่จะมีความแกร่งมากกว่า

GSM ของผ้า vs. Gram ของกระดาษ

เปรียบเทียบGSM ของผ้าGram ของกระดาษ
หน่วยวัดกรัมต่อตารางเมตร (g/m²)กรัมต่อตารางเมตร (g/m²)
การเขียน….. g/m²
…… GSM
….. g/m²
…… GSM
….. Gram
….. g
วัดอะไร?น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใยผ้าน้ำหนักของกระดาษ
ค่าเพิ่มขึ้นแปลว่า?ผ้าหนาและหนักขึ้นกระดาษหนาและแข็งขึ้น (แต่ไม่จำเป็นต้องหนาขึ้นเสมอไป)
ตัวอย่างค่า100-600 GSM (ผ้าม่าน, ผ้าบุ)70-400 g/m² (กระดาษ)
ผลต่อการใช้งานมีผลต่อการทิ้งตัว ความโปร่งแสง และความทนทานมีผลต่อความแข็ง ความหนา และการพิมพ์

 GSM ในผ้าหมายถึง “น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใย”
แกรมของกระดาษหมายถึง “น้ำหนักของกระดาษ” ซึ่งไม่ได้บอกถึงความหนาโดยตรง


ทำไมผ้าใช้ GSM แต่กระดาษคนไทยเรียกว่า “แกรม”

หลักการวัดเหมือนกัน:
ทั้งผ้าและกระดาษใช้ น้ำหนักต่อ 1 ตร.ม. (g/m²) เป็นมาตรฐาน

ทำไมผ้าใช้ GSM?

GSM (grams per square meter) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก เพื่อประเมินความหนา ความโปร่ง และความหนักเบาของผ้า จึงนิยมระบุเป็นหน่วย GSM เช่น ผ้าเสื้อยืด 180 gsm หรือผ้าม่าน 250 gsm เป็นต้น

ทำไมกระดาษ “แกรม”?

กระดาษก็ใช้หลักการเดียวกัน คือวัดน้ำหนักต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับผ้า
ในประเทศไทย เรียก “แกรม” มาจากคำว่า “gram” (กรัม) โดยเกิดจากการ ถอดเสียง (Transliteration) ตามเสียงภาษาอังกฤษ “gram” ที่ออกเสียงว่า /ɡræm/ กลายเป็น “แกรม” ในภาษาไทย
เนื่องจากคำเต็ม “grams per square meter” มีความยาว คนไทยจึงนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “แกรม”
ในงานพิมพ์สากล จะใช้ gsm หรือ g/m² แต่ในประเทศไทยนิยมพูดว่า “แกรม” เช่น “กระดาษ 150 แกรม”

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Thread Count

หน่วยการนับของผ้าในงานตกแต่งที่อยู่อาศัย

การเลือกใช้ผ้าในการตกแต่งที่อยู่อาศัย

ในการเลือกใช้ ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ หรือผ้าตกแต่งบ้าน ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพและความเหมาะสมของการใช้งานมีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ หน่วยวัดค่าคุณสมบัติของผ้า ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. GSM (Grams per Square Meter) → ใช้วัดความหนาแน่นและน้ำหนักของผ้า มักใช้กับ ผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
  2. Thread Count (TC) → ใช้วัดความละเอียดของการทอ มักใช้กับ ผ้าปูที่นอนและผ้าสำหรับการนอนหลับ

หน่วยวัดน้ำหนักของผ้าในงานตกแต่งบ้าน (GSM – Grams per Square Meter)

GSM ย่อมาจาก Grams per Square Meter หมายถึง น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร ยิ่งค่า GSM สูง ผ้าจะยิ่งหนา แน่น และหนักขึ้น ในทางกลับกัน ค่า GSM ต่ำมักจะหมายถึงผ้าที่บางและเบากว่า

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าGSM (กรัม/ตร.ม.)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMลดแสงบางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง
  • ค่า GSM สูง มักใช้กับผ้าที่ต้องการความทนทานและหนา เช่น ผ้าบุโซฟา ผ้าม่านกันแสง
  • ค่า GSM ต่ำ มักใช้กับผ้าที่ต้องการความพลิ้วไหว เช่น ผ้าม่านโปร่ง

หน่วยวัดความละเอียดของผ้า (Thread Count – TC)

Thread Count หรือ TC หมายถึง จำนวนเส้นด้ายที่ทอในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วของผ้า โดยคิดรวมเส้นด้ายทั้งแนวตั้ง (warp) และแนวนอน (weft)

ค่ามาตรฐานของ Thread Count ในผ้าปูที่นอน

ประเภทผ้าThread Count (TC)คุณสมบัติ
ผ้าฝ้ายทั่วไป150 – 250 TCระบายอากาศดี ราคาไม่สูง
ผ้าปูที่นอนคุณภาพดี300 – 500 TCนุ่ม เนียน เหมาะกับการนอนสบาย
ผ้าปูที่นอนโรงแรมหรู600 – 800 TCเรียบลื่น หรูหรา สัมผัสนุ่มมาก
ผ้าไหม ผ้าลินินระดับพรีเมียม800 TC ขึ้นไปคุณภาพสูงมาก ละเอียดสุดๆ
  • ค่า TC สูง (เช่น 600 TC ขึ้นไป) ทำให้ผ้านุ่มและเรียบหรู แต่มักมีราคาสูง
  • ค่า TC ต่ำ (เช่น 200 TC) ระบายอากาศได้ดีแต่สัมผัสอาจไม่นุ่มมาก

เปรียบเทียบ GSM กับ Thread Count

แม้ว่า GSM และ Thread Count จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผ้า แต่ทั้งสองค่ามีบทบาทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คุณสมบัติGSM
(น้ำหนักผ้า)
Thread Count
(ความละเอียดเส้นด้าย)
วัตถุประสงค์ใช้วัดความหนาและน้ำหนักของผ้าใช้วัดความละเอียดและความนุ่มของผ้า
มักใช้กับผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ผ้าปูที่นอน, ผ้าแฟชั่น
ค่าเพิ่มขึ้นหมายถึงผ้าหนาและหนักขึ้นผ้านุ่มและเนียนขึ้น
ตัวอย่างค่า200-500 GSM
สำหรับผ้าม่าน, ผ้าบุ
300-800 TC
สำหรับผ้าปูที่นอน

ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าสำหรับตกแต่งบ้าน → ดูที่ค่า GSM (น้ำหนักผ้า) ในการวัด GSM สูง = ผ้าหนา ทึบ ทนทาน
ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าปูที่นอน → ดูที่ค่า Thread Count (TC) (จำนวนเส้นด้าย) ในการวัด TC สูง = ผ้านุ่ม เรียบหรู

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


ผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนแสงบ้านคุณให้ละมุนเหมือนอยู่ในสตูดิโอ

คำพูดเหล่านี้ไม่มีอะไรเกินจริง กับคำว่า….

  • เพิ่มมิติแห่งแสงด้วยผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนบ้านให้ละมุนเหมือนสตูดิโอ
  • ม่านโปร่ง + ม่านทึบ: เคล็ดลับแสงนุ่มละมุนราวกับสตูดิโอถ่ายภาพ
  • แสงสวยตลอดวัน! ติดม่านโปร่งเสริมบรรยากาศอบอุ่นให้บ้าน
  • ม่านโปร่งเสริมเสน่ห์ ให้บ้านคุณมีแสงซอฟต์ตลอดเวลา
  • เปลี่ยนบ้านให้ดูแพง ด้วยเทคนิคการใช้ม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ
  • ละมุนทุกมุมบ้าน! ใช้ม่านโปร่งเพื่อสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์
  • บ้านสวย แสงซอฟต์ ด้วยการติดม่านโปร่งอีกชั้นอย่างมืออาชีพ
  • สตูดิโอที่บ้าน! ใช้ม่านโปร่งสร้างบรรยากาศแสงละมุน
  • ม่านโปร่ง ไอเทมลับของบ้านที่มีแสงสวยเสมอ
  • แต่งบ้านด้วยม่านโปร่ง ให้แสงละมุนราวกับถ่ายภาพในสตูดิโอ

การติดผ้าม่านโปร่ง อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ช่วยให้บรรยากาศของบ้านคุณแสงสวย เหมือนคุณอยู่ในสตูดิโอ

การเลือกใช้ผ้าม่านสำหรับตกแต่งบ้านไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศและคุณภาพของแสงภายในห้องอีกด้วย หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยให้บ้านดูสว่างนุ่มนวล มีมิติ และน่าพักผ่อน คือการติดตั้งผ้าม่านโปร่ง (Sheer Curtain) อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ซึ่งจะช่วยกรองแสงธรรมชาติให้มีความละมุนมากขึ้น ราวกับคุณอยู่ในสตูดิโอที่มีไฟซอฟต์บ็อกซ์ให้แสงสวยตลอดเวลา

ม่านโปร่งช่วยสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์อย่างไร?

  1. กระจายแสงให้ละมุนขึ้น
    ม่านโปร่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยกระจายแสงจากภายนอก ไม่ให้แสงแดดตกกระทบโดยตรงภายในห้อง ลดความแข็งกระด้างของแสง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูซอฟต์และอบอุ่นขึ้น
  2. สร้างความเป็นส่วนตัวโดยไม่ปิดกั้นแสง
    ในช่วงเวลากลางวัน ม่านโปร่งช่วยให้คุณได้รับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ไม่ให้คนนอกมองเข้ามาภายในบ้านได้ชัดเจน
  3. ปรับมิติของแสงตามช่วงเวลา
    ตอนเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านม่านโปร่งจะมีความนุ่มนวลและช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ส่วนเวลากลางวัน ม่านโปร่งจะช่วยลดความจ้าของแสง แต่ยังคงให้ความสว่างเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงประดิษฐ์มากเกินไป

เคล็ดลับการเลือกม่านโปร่งให้เหมาะกับบ้าน

  • เลือกโทนสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือสีพาสเทล เพื่อช่วยสะท้อนและกระจายแสงให้สว่างและดูนุ่มนวล
  • เลือกเนื้อผ้าที่มีความโปร่งพอดี ไม่บางจนไร้ประโยชน์ และไม่หนาจนบดบังแสงมากเกินไป
  • ติดตั้งควบคู่กับม่านทึบแสง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสว่างและความเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการ

บ้านที่มีแสงซอฟต์ ดูอบอุ่น และถ่ายรูปสวยขึ้น

การเพิ่มม่านโปร่งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งชั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้บ้านของคุณดูน่าอยู่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แสงที่ตกกระทบภายในห้องมีความสมดุล เหมาะกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นมุมพักผ่อน มุมทำงาน หรือแม้แต่โต๊ะอาหาร คุณจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ดูละมุน สบายตา และอบอุ่นในทุกช่วงเวลา

หากคุณต้องการให้บ้านดูมีมิติของแสงที่สวยงาม ลองเลือกติดม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้บ้านของคุณดูพิเศษขึ้นแน่นอน!


ต้องการดูตัวอย่างเล่มตัวอย่างผ้าม่านโปร่งของเรา คลิ๊ก!!!


NRC (Noise Reduction Coefficient) คืออะไร?

NRC (Noise Reduction Coefficient) คือ ค่าที่บอกว่าวัสดุสามารถดูดซับเสียงได้มากแค่ไหน แทนที่จะสะท้อนกลับไปในห้อง ค่านี้ใช้วัดประสิทธิภาพของวัสดุซับเสียง เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุผนัง โฟมอะคูสติก และฉนวนกันเสียง

ค่า NRC มีช่วงเท่าไหร่ และหมายถึงอะไร?

NRC มีค่าตั้งแต่ 0.0 ถึง 1.0

  • NRC = 0.0 → ไม่ดูดซับเสียงเลย (สะท้อนเสียงทั้งหมด) เช่น ผิวโลหะ, กระจก
  • NRC = 0.5 → ดูดซับเสียงได้ 50% (สะท้อนอีก 50%) เช่น ผ้าม่าน
  • NRC = 1.0 → ดูดซับเสียงได้ 100% (ไม่มีเสียงสะท้อน) เช่น โฟมอะคูสติกหนา

ในบางกรณี NRC อาจสูงกว่า 1.0 ถ้าวัสดุดูดซับเสียงได้ดีมากในบางย่านความถี่

ตัวอย่างค่า NRC ของวัสดุต่างๆ

วัสดุค่า NRCประสิทธิภาพการดูดซับเสียง
คอนกรีต, กระจก, ไม้อัด
(Concrete, Glass, Plywood)
0.00 – 0.05แทบไม่ดูดซับเสียง
ผ้าม่าน
(Polyester, Cotton Fabric)
0.2 – 0.4ดูดซับเสียงได้เล็กน้อย
ผ้าม่านกำมะหยี่หนา
(Velvet Fabric)
0.5 – 0.6ดูดซับเสียงได้ดี
โฟมอะคูสติก 2-4 นิ้ว
(Acoustic Foam)
0.7 – 1.0ดูดซับเสียงได้ดีเยี่ยม
แผ่นใยแก้วกันเสียง 2-4 นิ้ว
(Fiberglass Acoustic Panel)
0.8 – 1.1ดูดซับเสียงยอดเยี่ยม

NRC สำคัญกับอะไร?

  • โฮมเธียเตอร์ & โรงภาพยนตร์ – ลดเสียงสะท้อน ทำให้เสียงชัดขึ้น
  • ห้องประชุม & ออฟฟิศ – ลดเสียงรบกวน ทำให้พูดคุยได้ชัดเจน
  • ร้านอาหาร & คาเฟ่ – ลดเสียงก้อง ทำให้บรรยากาศเงียบขึ้น
  • โรงแรม & สตูดิโอบันทึกเสียง – ป้องกันเสียงสะท้อนเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี

Nap Shadowing Velvet รอยเงาจากเส้นใยเอียงในผ้ากำมะหยี่

Shading หรือ Nap Shadowing เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในผ้ากำมะหยี่ (Velvet) และผ้าที่มีเส้นใยตั้งตัว เช่น ผ้าสักหลาด (Mohair) และผ้ากำมะหยี่สังเคราะห์ (Synthetic Velvet) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยของผ้าถูกกดหรือเอียงไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดรอยเงาบนพื้นผ้าเมื่อแสงตกกระทบ ทำให้สีของผ้าดูเข้มหรืออ่อนต่างกันไปตามมุมมอง

สาเหตุของ Shading หรือ Nap Shadowing

  • ธรรมชาติของเส้นใย (Pile Fabric Nature) – ผ้ากำมะหยี่มีเส้นใยที่ตั้งขึ้นจากพื้นผ้า เมื่อเส้นใยเหล่านี้เปลี่ยนทิศทาง การสะท้อนแสงจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดเฉดสีที่แตกต่างกัน
  • แรงกดทับจากการใช้งาน (Pressure & Usage) – การนั่ง ทับ หรือพับผ้าเป็นเวลานานอาจทำให้เส้นใยบางส่วนเอนหรือล้มตัว จนเกิดรอยเงาหรือบริเวณที่ดูซีดลง
  • การผลิตและกระบวนการตัดเย็บ (Manufacturing & Sewing Process) – การทอหรือการตัดเย็บที่มีความตึงหรือคลายต่างกันอาจทำให้เส้นใยบางส่วนเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดรอยเงา
  • การสัมผัสและการลูบไล้ (Touch & Handling) – การลูบผ้าไปในทิศทางที่ต่างกันสามารถเปลี่ยนทิศทางของเส้นใยได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีแบบชั่วคราว
  • ความชื้นและอุณหภูมิ (Moisture & Temperature) – ความชื้นสามารถทำให้เส้นใยนุ่มและเปลี่ยนทิศทางง่ายขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดรอยเงาเมื่อแห้งแล้ว

วิธีป้องกันการเกิด Shading

  • เลือกใช้ผ้าที่มีคุณภาพสูง – ผ้ากำมะหยี่ที่ผลิตอย่างดีจะมีเส้นใยที่ทนทานต่อการเสียรูปและการเปลี่ยนทิศทางของขนผ้า
  • ใช้การออกแบบที่เหมาะสม – หากเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือม่าน ควรเลือกผ้าที่มีการตัดเย็บให้เหมาะสมกับทิศทางของเส้นใย เพื่อป้องกันการเกิดรอยเงาที่ไม่พึงประสงค์
  • หมุนเวียนการใช้งาน – สำหรับเฟอร์นิเจอร์ ควรพลิกหรือสลับการใช้งานเป็นระยะเพื่อลดแรงกดที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด
  • ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง – หลีกเลี่ยงการกดทับหรือขยี้ผ้าอย่างรุนแรง และใช้แปรงกำมะหยี่สำหรับการทำความสะอาด

วิธีแก้ไขเมื่อเกิด Shading หรือ Nap Shadowing

  1. ใช้ไอน้ำ (Steaming) – ถือเตารีดไอน้ำห่างจากพื้นผ้าเล็กน้อยแล้วใช้แปรงขนนุ่มปัดเส้นใยให้กลับสู่ทิศทางเดิม
  2. ใช้แปรงกำมะหยี่ (Velvet Brush) – แปรงเบา ๆ ไปในทิศทางเดียวกับแนวเส้นใยเดิมเพื่อช่วยคืนสภาพ
  3. แขวนผ้าในห้องน้ำที่มีไอน้ำ – สำหรับเสื้อผ้าหรือม่านที่มีรอยเงา การแขวนไว้ในห้องน้ำที่มีไอน้ำสามารถช่วยให้เส้นใยคืนรูปได้
  4. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ กดเบา ๆ – จากนั้นใช้ไดร์เป่าผมที่ลมอุ่นเป่าให้แห้งพร้อมปัดเส้นใยกลับไปในทิศทางเดิม
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูง – ไม่ควรใช้เตารีดโดยตรงกับผ้ากำมะหยี่ เพราะอาจทำให้เส้นใยเสียหายถาวรได้

Shading หรือ Nap Shadowing เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของผ้ากำมะหยี่และผ้าขนตั้งอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การเลือกใช้ผ้าที่เหมาะสมและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีสามารถช่วยลดปัญหานี้ได้ หากเกิดรอยเงาขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถใช้วิธีแก้ไขต่าง ๆ เช่น การใช้ไอน้ำและการแปรงเส้นใยเพื่อคืนสภาพเดิม ทำให้ผ้าดูสวยงามเหมือนใหม่อีกครั้ง


Home Textile VS Garment Textile

ผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Textile) และผ้าเสื้อผ้า (Garment Textile) มีความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งในแง่ของ คุณสมบัติ วัสดุ กระบวนการผลิต และการใช้งาน ดังนี้

วัตถุประสงค์การใช้งาน

  • Home Textile: ใช้สำหรับตกแต่งภายใน เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ผ้าปูที่นอน พรม ฯลฯ ซึ่งต้องทนทานต่อการใช้งานเป็นเวลานาน และรองรับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น แสงแดด ความชื้น และแรงเสียดสี
  • Garment Textile: ใช้ทำเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ซึ่งต้องให้ความสบายเมื่อสวมใส่ ระบายอากาศได้ดี และเข้ากับสรีระของร่างกาย

ประเภทของเส้นใย

  • Home Textile: มักใช้เส้นใยที่มีความแข็งแรง ทนทาน เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน ฝ้ายหนา ลินินหนา ไมโครไฟเบอร์ หรือเส้นใยสังเคราะห์พิเศษ ที่สามารถกันน้ำ กันไฟ หรือกันรังสียูวีได้
  • Garment Textile: ใช้เส้นใยที่เน้นความสบายและความยืดหยุ่น เช่น ฝ้าย เรยอน ลินิน ไหม วูล โพลีเอสเตอร์บาง หรือสแปนเด็กซ์

โครงสร้างและกระบวนการทอ

  • Home Textile: ทอให้มีความหนาแน่นสูง เส้นด้ายใหญ่และหนากว่า เพื่อความแข็งแรงและคงทน เช่น ผ้าทอแจ็คการ์ด ผ้าแคนวาส ผ้าไหมพรมหนา ผ้าโพลีเอสเตอร์เคลือบกันน้ำ
  • Garment Textile: เน้นความนุ่มนวล ยืดหยุ่น และมีโครงสร้างที่บางเบากว่า เช่น ผ้าฝ้ายป๊อปลิน ผ้าไหมชีฟอง ผ้ายืดเจอร์ซีย์ ผ้าซาติน

คุณสมบัติเพิ่มเติม

  • Home Textile: มักมีการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น กันไฟ (Flame Retardant), กันน้ำ (Water-Resistant), กันรังสียูวี (UV Protection), ป้องกันแบคทีเรีย (Antimicrobial)
  • Garment Textile: ให้ความสำคัญกับ การระบายอากาศ ความยืดหยุ่น ความนุ่มสบาย และน้ำหนักเบา เพื่อให้เหมาะกับการสวมใส่

การบำรุงรักษาและความทนทาน

  • Home Textile: ทนทานต่อการซักหลายครั้ง สีไม่ซีดง่าย บางชนิดสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ เช่น ผ้าเคลือบกันน้ำ
  • Garment Textile: ต้องดูแลเรื่องการซักและรีดอย่างเหมาะสม เนื่องจากบางประเภทอาจยับง่ายหรือเสียรูปทรง

ราคาและการผลิต

  • Home Textile: มักมีราคาสูงกว่า เนื่องจากต้องใช้เส้นใยคุณภาพสูงและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า เช่น ผ้าม่านกันแสง ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์กันรอยขีดข่วน
  • Garment Textile: ราคาขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและแบรนด์ แต่โดยทั่วไปผลิตในปริมาณมากและต้นทุนต่ำกว่าผ้าตกแต่งบ้าน

ฤดูกาลกับ Home Textile และ Garment Textile

ฤดูกาลมีผลกับ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (Garment Textile) มากกว่าผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Textile) เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่อยู่ติดกับร่างกาย จึงต้องคำนึงถึง ความสบาย การระบายอากาศ และการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย เป็นหลัก เช่น ในฤดูร้อน คนมักเลือกใส่ผ้าที่บางเบาและระบายความชื้นได้ดีอย่าง ผ้าลินิน (Linen) หรือผ้าฝ้ายบาง (Lightweight Cotton) เพื่อให้รู้สึกเย็นสบายและไม่อับชื้น ในขณะที่ฤดูหนาวต้องใช้ผ้าที่หนาขึ้น เช่น ขนสัตว์ (Wool) หรือผ้าเฟลนเนล (Flannel) เพื่อกักเก็บความร้อนและป้องกันความหนาวเย็น นอกจากนี้ ฤดูกาลยังส่งผลต่อการเลือกเนื้อผ้าแบบยืดหยุ่น เช่น ผ้ายืดเจอร์ซีย์ (Jersey) ที่เหมาะกับอากาศเย็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง

ในทางกลับกัน ผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Textile) ไม่ได้เปลี่ยนบ่อยเหมือนเสื้อผ้า แต่จะเน้นที่ ความสวยงามและความกลมกลืนกับสไตล์ของบ้าน มากกว่า แม้บางครั้งการเลือกผ้าอาจพิจารณาตามสภาพอากาศ เช่น ผ้าม่านทึบแสง (Blackout) ที่ช่วยป้องกันความร้อนในช่วงหน้าร้อน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่ (Velvet) ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว แต่โดยรวมแล้ว การเลือกใช้ผ้าตกแต่งบ้านมักขึ้นอยู่กับธีมและบรรยากาศของห้องมากกว่า เช่น ผ้าแจ็คการ์ด (Jacquard) หรือผ้าแคนวาส (Canvas) ที่เพิ่มความหรูหราหรือความคลาสสิกให้กับห้องรับแขก หรือ ผ้าม่านโปร่ง (Sheer) ที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาในบ้านได้มากขึ้น ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร

สรุป

Home Textile และ Garment Textile ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ผ้าตกแต่งบ้านต้องทนทาน แข็งแรง และอาจมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น ขณะที่ผ้าเสื้อผ้าต้องให้ความสบาย มีน้ำหนักเบา และเหมาะกับการสวมใส่


รางม่านมอเตอร์ SOMFY กับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในบ้าน

รางม่านมอเตอร์ SOMFY ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความทันสมัยให้กับบ้านของคุณ ด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมที่สามารถควบคุมม่านได้อย่างง่ายดายผ่านรีโมท แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่งการสั่งงานด้วยเสียง รางม่านมอเตอร์จาก SOMFY แบรนด์ชั้นนำจากฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปีในการพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับบ้าน มาพร้อมคุณสมบัติเด่น เช่น ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติที่เงียบ เซ็นเซอร์ตรวจจับแสงแดดที่ช่วยปรับระดับม่านโดยอัตโนมัติ และการเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮม เช่น Google Assistant และ Amazon Alexa ทำให้สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดม่านตามสภาพอากาศและความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างสะดวก

นอกจากความสะดวกสบายที่ได้จากรางม่านมอเตอร์ SOMFY แล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประหยัดพลังงานให้กับบ้าน ระบบมอเตอร์ของ SOMFY ได้รับการออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูง ป้องกันการดึงหรือกระแทกที่อาจทำให้ม่านเสียหาย และยังช่วยลดค่าไฟฟ้าโดยการปรับม่านให้เหมาะสมกับอุณหภูมิภายในบ้าน ทำให้บ้านเย็นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากเกินไป การลงทุนในรางม่านมอเตอร์ SOMFY ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกและความสวยงามให้บ้าน แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวอีกด้วย


SOMFY โซลูชันที่ส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตคุณสะดวกสบายขึ้น

รางม่านมอเตอร์ SOMFY ที่นิทัสเป็นตัวแทนจำหน่ายมีด้วยกันสองรุ่นคือ

  1. มอเตอร์ Irismo™ Plus รุ่น 35 RTS  และ 50 RTS
  2. มอเตอร์ Irismo™ Plus Wirefree รุ่น 35 RTS 

ฟังก์ชันหลัก

  • สั่งงานเปิดปิด กำหนดฟังก์ชัน ได้ทั้งแบบสวิตช์ติดผนัง และแบบรีโมต
  • สามารถกำหนดตำแหน่งการเปิดจากด้านข้าง ซ้าย/ขวา หรือแยกกลาง
  • สามารถกำหนดตำแหน่งการติดตั้งทางด้านซ้าย หรือด้านขวาก็ได้

มอเตอร์ Irismo™ Plus รุ่น 35 RTS  และ 50 RTS

  • มีให้เลือกในรุ่น WT / RTS
  • มอเตอร์มาตรฐานแบบเงียบ เหมาะสำหรับพื้นที่พักอาศัย
  • เหมาะสำหรับหน้าต่างมาตรฐาน เช่น ห้องนอน ขนาดกว้างและสูงไม่เกิน 6 เมตร
  • รองรับน้ำหนักผ้าม่านสูงสุด 35 กิโลกรัม และ 50 กิโลกรัม
  • การเคลื่อนที่เริ่มต้นและหยุดแบบปกติ
  • ความเร็วเฉลี่ยมาตรฐาน 15 ซม./วินาที
  • สามารถเชื่อมต่อการเดินสายไฟแบบขนานเพื่อควบคุมมอเตอร์หลายตัวพร้อมกัน (WT)
  • ฟีเจอร์ Touch Motion – เพียง ดึงผ้าม่านเบา ๆ เพื่อให้มอเตอร์เริ่มทำงาน

มอเตอร์ Irismo™ Plus Wirefree รุ่น 35 RTS 

  • รองรับเฉพาะระบบไร้สาย RTS (Radio Technology Somfy)
  • ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (Lithium Ion Battery)ไม่ต้องเดินสายไฟ
  • เหมาะสำหรับ หน้าต่างมาตรฐาน เช่น ห้องนอน ขนาดกว้างและสูงไม่เกิน 6 เมตร
  • รองรับน้ำหนักผ้าม่านสูงสุด 35 กิโลกรัม
  • มีฟังก์ชัน Touch Motion (แตะเบา ๆ เพื่อให้มอเตอร์ทำงาน), Manual Override (สามารถดึงเปิด-ปิดได้แม้ไม่มีไฟ) และ การตั้งค่าจุดหยุดอัตโนมัติ (End Limits Setting)
  • แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ใช้งานได้นานสูงสุด 6 เดือนต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

รีโมทมือถือ SITUO® RTS

SITUO® RTS HAND-HELD REMOTES ควบคุมอุปกรณ์ Radio Technology Somfy® (RTS) ได้อย่างง่ายดายด้วยรีโมท Situo® RTS ที่ออกแบบมาอย่างหรูหรา ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Somfy

  • ดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic Design) จับถนัดมือ
  • มีที่แขวนติดผนัง (Wall Support) ทำให้จัดเก็บสะดวกและหาง่าย
  • รูปลักษณ์ทันสมัย เสริมความหรูหราให้กับทุกสไตล์การตกแต่ง

คุณสมบัติการควบคุม

  • สามารถตั้งค่าตำแหน่งโปรด (“my” หรือ Favorite Position) เพื่อให้มอเตอร์เคลื่อนที่ไปยังจุดที่ต้องการทุกครั้งได้อย่างแม่นยำ
  • แต่ละช่องสัญญาณ สามารถควบคุม มอเตอร์หนึ่งตัว หรือ กลุ่มมอเตอร์ ได้

รางม่านมอเตอร์สามารถดัดโค้งได้หรือไม่

รางม่านมอเตอร์  Somfy สามารถดัดโค้งได้ แต่ต้องเป็นรุ่นที่รองรับการดัดโค้งโดยเฉพาะ มีข้อกำหนด ข้อควรพิจารณา เช่น รัศมีขั้นต่ำของการดัดโค้ง 300 mm ส่วนปลายรางทั้งสองด้าน จะดัดโค้งสุดปลายรางไม่ได้ จะเป็นเส้นตรง ประมาณ 285 mm ตามข้อจำกัดของกระบวนการดัดโค้ง และควรใช้มอเตอร์ที่มีกำลังเพียงพอ เนื่องจากม่านบนรางโค้งอาจมีแรงต้านมากกว่ารางตรง


คำศัพท์เฉพาะที่เจอมันคืออะไรกันนะ

WT (Wired Technology) ระบบเดินสายไฟ

  • ต้องเดินสายไฟ เพื่อเชื่อมต่อมอเตอร์เข้ากับสวิตช์ควบคุม
  • รองรับการเชื่อมต่อขนาน เพื่อควบคุมมอเตอร์หลายตัวพร้อมกัน
  • ไม่รองรับรีโมทไร้สาย โดยตรง (ต้องใช้ตัวควบคุมเพิ่มเติม)
  • เหมาะสำหรับ โปรเจกต์ติดตั้งถาวรที่มีระบบไฟอยู่แล้ว

RTS  (Radio Technology Somfy) คือ เทคโนโลยีควบคุมระยะไกลแบบไร้สายของ Somfy บริษัทผู้ผลิตมอเตอร์และระบบอัตโนมัติสำหรับผ้าม่าน ม่านม้วน มู่ลี่ ประตู และหน้าต่างจากฝรั่งเศส

คุณสมบัติของ RTS (Radio Technology Somfy)

  • การควบคุมไร้สาย – ใช้คลื่นวิทยุ 433.42 MHz สามารถควบคุมมอเตอร์จากระยะไกลโดยไม่ต้องเดินสาย
  • ใช้งานง่าย – รองรับรีโมทคอนโทรล สวิตช์ไร้สาย และแอปพลิเคชันบางรุ่น
  • รองรับหลายอุปกรณ์ – หนึ่งรีโมทสามารถควบคุมมอเตอร์หลายตัว เช่น ผ้าม่านไฟฟ้า ประตูโรงรถ หรือกันสาด
  • รองรับระบบสมาร์ทโฮม – แม้ว่า RTS จะเป็นระบบปิด แต่สามารถใช้งานร่วมกับระบบสมาร์ทโฮมผ่านอุปกรณ์เสริม เช่น Tahoma Switch หรือ Connexoon
  • ติดตั้งง่าย – ไม่ต้องใช้สายสัญญาณเพิ่มเติม เหมาะสำหรับการติดตั้งภายหลัง

WireFree Somfy คือเทคโนโลยีมอเตอร์ไร้สายของ Somfy ที่ออกแบบมาให้ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ โดยไม่ต้องเดินสายไฟ ทำให้ติดตั้งง่ายและเหมาะสำหรับ บ้านหรือคอนโด ที่ต้องการอัปเกรดผ้าม่านหรือมู่ลี่ที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องการเจาะผนังเดินสายไฟใหม่ เพราะสามารถรติดตั้งง่ายและรวดเร็ว

คุณสมบัติของ WireFree Somfy

  • ไร้สาย 100% – ไม่ต้องใช้สายไฟ สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว
  • ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ – ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งสามารถเปลี่ยนหรือชาร์จใหม่ได้
  • รองรับแผงโซลาร์เซลล์ – บางรุ่นสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้แบตเตอรี่
  • ควบคุมผ่านรีโมทหรือสมาร์ทโฮม – รองรับ RTS (Radio Technology Somfy)
  • เงียบและประหยัดพลังงาน – ใช้พลังงานต่ำและมีเสียงเงียบขณะทำงาน
  • ติดตั้งได้หลายแบบ – เหมาะสำหรับม่านม้วน ม่านพับ มู่ลี่ และกันสาด

นิทัสตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรางม่านมอเตอร์ SOMFY คุณภาพที่คุณไว้วางใจได้จากฝรั่งเศส

สั่งซื้อ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 333 0666

หรือติดต่อพนักงานขายประจำเขตของท่าน


Abrasion VS Pilling resistance

ความแตกต่างระหว่างการทดสอบความต้านทานการขัดถูและความต้านทานการเกิดขุยตามมาตรฐาน ISO

ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การทดสอบคุณสมบัติของผ้ามีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านความทนทานและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ หนึ่งในคุณสมบัติหลักที่ต้องพิจารณาคือ ความต้านทานการขัดถู (Abrasion Resistance) และ ความต้านทานการเกิดขุย (Pilling Resistance) ซึ่งใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน ได้แก่ ISO 12947-2:2016 และ ISO 12945-2:2020 ตามลำดับ บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างของการทดสอบทั้งสองประเภทอย่างละเอียด

ความต้านทานการขัดถู (Abrasion Resistance)

ตามมาตรฐาน ISO 12947-2:2016 “Textiles — Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method — Part 2: Determination of specimen breakdown” หรือ “หมวดการทดสอบสิ่งทอ — การหาค่าความต้านทานการขัดถูของผ้าโดยวิธี Martindale — ส่วนที่ 2: การกำหนดค่าความเสียหายของตัวอย่าง”

การทดสอบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความสามารถของผ้าในการทนต่อแรงขัดถู ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผ้าที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เบาะรถยนต์ หรือเสื้อผ้า การทดสอบตาม ISO 12947-2:2016 ใช้เครื่อง Martindale Abrasion Tester โดยมีหลักการดังนี้:

  • นำตัวอย่างผ้ามาวางบนเครื่องทดสอบ และใช้วัสดุขัดถู เช่น ผ้าขนสัตว์หรือกระดาษทราย กดลงบนตัวอย่างด้วยแรงที่กำหนด
  • ผ้าจะถูกขัดถูในรูปแบบวงกลมที่เรียกว่า Lissajous Figure ซึ่งช่วยกระจายแรงขัดให้ทั่วพื้นผิว
  • การทดสอบดำเนินไปจนกว่าผ้าจะเกิดความเสียหาย เช่น เส้นด้ายขาด หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • ค่าที่ได้จะถูกวัดเป็น จำนวนรอบ (Cycles) ที่ผ้าสามารถทนได้ก่อนเกิดความเสียหาย

ความต้านทานการเกิดขุย (Pilling Resistance)

ตามมาจรฐาน ISO 12945-2:2020 “Textiles — Determination of fabric propensity to surface fuzzing and to pilling — Part 2: Modified Martindale method” หรือ “หมวดการทดสอบสิ่งทอ — การทดสอบแนวโน้มของผ้าในการเกิดขุยและเส้นใยฟูบนพื้นผิว — ส่วนที่ 2: วิธี Martindale ฉบับปรับปรุง”

การเกิดขุยเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผ้าทอและผ้าถัก โดยเกิดจากเส้นใยที่หลุดออกจากโครงสร้างของผ้าและพันกันเป็นก้อนเล็ก ๆ การทดสอบ ISO 12945-2:2020 ใช้เครื่อง Martindale Pilling Tester หรือ Pilling Box โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • นำตัวอย่างผ้าไปขัดถูโดยให้เกิดการเสียดสีระหว่างตัวผ้าเองหรือกับวัสดุทดสอบ
  • ใช้ระยะเวลาและแรงกดที่กำหนดตามมาตรฐาน เพื่อจำลองการใช้งานจริง
  • หลังจากผ่านรอบการขัดถูแล้ว ตัวอย่างจะถูกนำมาประเมินด้วยการเปรียบเทียบกับระดับมาตรฐาน (Grading Scale) ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 1 (แย่ที่สุด) ถึง 5 (ดีที่สุด)
  • ผลลัพธ์ช่วยให้สามารถประเมินแนวโน้มของผ้าในการเกิดขุยระหว่างการใช้งาน

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการทดสอบทั้งสอง

แม้ว่าทั้งสองการทดสอบจะเกี่ยวข้องกับการเสียดสีของผ้า แต่มีจุดมุ่งหมายและกระบวนการที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ISO 12947-2:2016 วัดความทนทานของเนื้อผ้าเมื่อถูกขัดถูจนเกิดความเสียหาย
  • ISO 12945-2:2020 วัดแนวโน้มของผ้าในการเกิดขุยและการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบคล้ายกัน แต่มีวิธีการประเมินผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน การทดสอบทั้งสองมาตรฐานช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ