Percentage of light blocking of Dim-out fabric

“ผ้า Dim-out หรือ ผ้าม่านกันแสง” ทางเลือกที่ลงตัวระหว่างแสงสว่างและความเป็นส่วนตัว

ผ้า Dim-out คือผ้าม่านชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ กรองแสง ที่ส่องผ่านเข้ามาในห้อง โดยยังคงปล่อยให้มีแสงสว่างรอดเข้ามาได้ในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ห้องไม่มืดสนิทจนเกินไป ต่างจากผ้าม่าน Blackout ที่เน้นการกันแสง 100% ลักษณะพิเศษนี้ทำให้ผ้าม่าน Dim-out เป็นที่นิยมอย่างสูงในการตกแต่งที่พักอาศัยและสำนักงานที่ต้องการความสมดุลระหว่างแสงธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว

การผลิตและโครงสร้างของผ้า Dim-out

การผลิตผ้า Dim-out นั้นใช้เทคนิคการทอผ้าที่เรียกว่า Triple Weave หรือ การทอแบบ 3 ชั้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผ้านี้มีคุณสมบัติกันแสงได้เหนือกว่าผ้าม่านทั่วไป

  • ชั้นที่ 1 (ด้านหน้า): เส้นด้ายสีหรือลวดลายปกติ ซึ่งเป็นส่วนที่เรามองเห็นและใช้ตกแต่ง
  • ชั้นที่ 2 (ชั้นกลาง): เส้นด้ายสีดำ หรือเส้นด้ายทึบแสงที่ถูกทอแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นหน้าและชั้นหลัง เส้นด้ายสีดำนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการ ดูดซับ และ สะท้อน แสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาในห้องได้ทั้งหมด
  • ชั้นที่ 3 (ด้านหลัง): เส้นด้ายสีเดียวกับชั้นหน้าหรือสีขาว ซึ่งช่วยให้ผ้าม่านดูเรียบร้อยเมื่อมองจากภายนอกอาคาร

เทคนิคการทอแบบนี้ทำให้ผ้า Dim-out มีความหนาแน่นสูง ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการกันแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาการเคลือบสารเคมีหนา ๆ เหมือนผ้าม่าน Blackout บางชนิด โดยทั่วไป ผ้า Dim-out มักผลิตจาก โพลีเอสเตอร์ 100% หรือบางครั้งมีการผสมผสานกับเส้นใยธรรมชาติ เช่น ลินิน หรือคอตตอน เพื่อให้ได้สัมผัสและรูปลักษณ์ที่สวยงามยิ่งขึ้น


เปอร์เซ็นต์การกันแสง: เหนือกว่าผ้าม่านปกติ

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ผ้า Dim-out แตกต่างจากผ้าม่านผ้าฝ้ายหรือผ้าใยสังเคราะห์ปกติที่ใช้เพื่อตกแต่งเท่านั้น

  • ผ้าม่านปกติ: มักจะกรองแสงได้เพียง 25% – 50% (ขึ้นอยู่กับความหนาและสีของผ้า) แสงจะยังคงส่องผ่านได้อย่างชัดเจน ทำให้ห้องสว่างและมองเห็นเงาของคนจากภายนอกได้ง่าย
  • ผ้า Dim-out: มีความสามารถในการ กันแสงได้สูงถึง 50% – 99% (โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 70% – 90%) ปัจจัยที่ส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์: สีของผ้า เป็นปัจจัยสำคัญ ผ้าสีเข้มจะกันแสงได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน เนื่องจากดูดซับแสงได้มากกว่า

ความสามารถในการกันแสงที่สูงนี้ ทำให้ผ้า Dim-out สามารถเปลี่ยนสภาพห้องจากสว่างจ้าให้กลายเป็น กึ่งมืด (Dimly Lit) ซึ่งเพียงพอต่อการพักผ่อน ดูทีวี หรือทำงาน โดยยังคงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของกลางวัน


คุณสมบัติและประโยชน์เพิ่มเติม

นอกจากความสามารถในการกันแสงแล้ว ผ้า Dim-out ยังมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและประหยัดพลังงาน:

  • การเพิ่มความเป็นส่วนตัว: ด้วยความทึบแสงในระดับสูง ผ้าม่าน Dim-out จึง ป้องกันการมองเห็นจากภายนอกได้ 100% ในเวลากลางวัน ซึ่งแตกต่างจากผ้าม่านบางที่ยังเห็นเงาได้
  • การประหยัดพลังงาน (ฉนวนกันความร้อน): โครงสร้างที่หนาแน่นช่วย ป้องกันความร้อน จากแสงแดดไม่ให้เข้าสู่ภายในห้องได้ง่าย ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟ
  • ป้องกันรังสียูวี (UV Protection): ผ้าม่านช่วยป้องกัน รังสียูวี ไม่ให้ทำลายเฟอร์นิเจอร์ พื้น และของตกแต่งภายในห้อง ทำให้สีไม่ซีดจางและยืดอายุการใช้งาน
  • ลดเสียงรบกวน: ความหนาของผ้าม่านช่วย ลดทอนเสียง จากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ห้องเงียบสงบขึ้น เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องทำงาน
  • ความสวยงามและหลากหลาย: ผ้า Dim-out มีสีสัน ลวดลาย และผิวสัมผัสที่หลากหลายให้เลือกมากกว่าผ้าม่านทึบแสงแบบเคลือบสาร (Blackout) อีกทั้งยังมีน้ำหนักดี ทิ้งลอนสวย ทำให้การตกแต่งห้องดูหรูหราและมีสไตล์

การประยุกต์ใช้งานที่เหมาะสม

ผ้า Dim-out เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องที่ต้องการการควบคุมปริมาณแสง แต่ไม่ต้องการความมืดสนิท เช่น:

  • ห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก: ลดแสงจ้าในช่วงบ่าย แต่ยังคงให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับการทำกิจกรรม
  • ห้องทำงาน: ป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และควบคุมอุณหภูมิ
  • ห้องนอน: สร้างสภาพแวดล้อมที่มืดพอสมควรสำหรับการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ แต่หากต้องการความมืดสนิท 100% อาจต้องพิจารณาผ้าม่าน Blackout แทน
  • สำนักงานและโรงแรม: เพิ่มความเป็นส่วนตัวและควบคุมแสงสว่างตามมาตรฐาน

ผ้า Dim-out จึงเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการผ้าม่านที่มีประสิทธิภาพในการ กันแสง และ กันร้อน สูงกว่าผ้าม่านปกติ ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความ นุ่มนวล และความ สวยงาม ของเนื้อผ้า ทำให้ห้องของคุณมีบรรยากาศที่น่าอยู่และใช้งานได้อย่างลงตัวในทุกช่วงเวลาของวัน



Eco-Friendly Bamboo Rayon Sheers

Naturally soft. Light-filtering. Sustainable beauty.

ผ้าผ้าม่านผสมใยไผ่เรยอน (Rayon from Bamboo) 18% และโพลีเอสเตอร์ (Polyester) 82% เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่ผสมผสานจุดเด่นของเส้นใยทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เพื่อมอบผ้าม่านที่ทั้งสวยงาม หรูหรา และใช้งานได้จริง บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ทำให้ผ้าม่านชนิดนี้แตกต่างและน่าสนใจสำหรับบ้านของคุณ

ผ้าม่านใยไผ่เรยอนและโพลีเอสเตอร์: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและความทนทาน

ในโลกของการตกแต่งบ้าน ผ้าม่าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งบังตาหรือป้องกันแสงแดด แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศและสไตล์ให้กับห้องได้อย่างเด่นชัด การเลือกวัสดุผ้าม่านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และผ้าผสมที่ประกอบด้วย ใยไผ่เรยอน 18% และโพลีเอสเตอร์ 82% ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการดึงเอาจุดเด่นของเส้นใยธรรมชาติ (ผ่านกระบวนการทำเรยอน) และเส้นใยสังเคราะห์มาไว้รวมกันอย่างชาญฉลาด

จุดเด่นจากใยไผ่เรยอน (18%): สัมผัสนุ่มนวลและผ้าทิ้งตัวสวย

แม้จะมีสัดส่วนเพียง 18% แต่ใยไผ่เรยอนก็มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพของผ้าม่าน:

  1. ความนุ่มนวลและหรูหรา: ใยเรยอน (หรือวิสคอส) ขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสที่คล้ายคลึงกับผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายชั้นดี ทำให้ผ้าม่านมี ความนุ่มนวลอย่างหรูหรา น่าสัมผัส
  2. การทิ้งตัว (Drape) ที่ยอดเยี่ยม: ผ้าที่มีส่วนผสมของเรยอนจะมี การทิ้งตัวที่ดีเยี่ยม (Excellent Drape) ช่วยให้ผ้าม่านเป็นลอนสวยงาม ดูมีน้ำหนัก และพลิ้วไหวอย่างสง่างาม
  3. การดูดซับสีที่ดี: เรยอนสามารถดูดซับสีย้อมได้ดีเยี่ยม ทำให้ผ้าม่านมี สีสันที่สดใส และชัดเจน ติดทนนาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการตกแต่งบ้าน

จุดแข็งจากโพลีเอสเตอร์ (82%): ความทนทานและการดูแลรักษาง่าย

สัดส่วนที่มากถึง 82% ของโพลีเอสเตอร์เป็นหัวใจสำคัญที่มอบความแข็งแกร่งและฟังก์ชันการใช้งานที่ยาวนาน:

  1. ความทนทานและความแข็งแรง: โพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ ทนทานสูง ทนต่อการขูดขีดและแรงดึงได้ดี ทำให้ผ้าม่านมีอายุการใช้งานยาวนาน
  2. ไม่ยับง่ายและคงรูปดี: คุณสมบัติเด่นของโพลีเอสเตอร์คือ ไม่ยับง่าย มีความยืดหยุ่นดี และสามารถ คงรูปร่าง ได้ดีเยี่ยม ทำให้ผ้าม่านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ แม้หลังจากการใช้งานหรือซักทำความสะอาด
  3. ดูแลรักษาง่าย: ผ้าม่านโพลีเอสเตอร์ ซักง่าย แห้งเร็ว และมีคุณสมบัติ ดูดซับความชื้นต่ำ ทำให้ไม่ค่อยอมน้ำ ไม่อมฝุ่น และดูแลรักษาได้ง่ายกว่าผ้าเส้นใยธรรมชาติแท้ๆ มาก
  4. ทนต่อแสงแดด (ในระดับหนึ่ง): โพลีเอสเตอร์มีความทนทานต่อแสงแดดและรังสียูวีได้ดีกว่าเส้นใยธรรมชาติบางชนิด ช่วยลดโอกาสการซีดจางของผ้าม่าน (อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผ้าม่านที่มีการทอแน่นหรือมีการเคลือบกัน UV เพิ่มเติมหากต้องการคุณสมบัติกันแดดที่สูง)

ผ้าม่านนี้เหมาะกับห้องแบบไหน?

ผ้าม่านใยไผ่เรยอนและโพลีเอสเตอร์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ:

  1. ห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก: ที่ต้องการความสวยงาม หรูหรา และผ้าทิ้งตัวเป็นลอนสวย เพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ
  2. ห้องนอน: ที่ต้องการผ้าม่านที่นุ่มนวลและมีสีสันสวยงาม ซึ่งโพลีเอสเตอร์ยังช่วยให้การดูแลรักษาง่ายและทนทานต่อการใช้งานบ่อยครั้ง

ด้วยการผสมผสานเส้นใยทั้งสองชนิดนี้ ทำให้ผ้าม่านของคุณได้รับทั้ง “ความงามและสัมผัสอันอ่อนโยน” จากเรยอน และ “ความทนทานและประสิทธิภาพ” จากโพลีเอสเตอร์ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผ้าม่านที่ดูดีมีระดับและใช้งานได้ยาวนาน


“Eco-Friendly” (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) 

ในบริบทของ Bamboo Rayon Sheers นั้น มาจากหลายปัจจัยตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับ ไม้ไผ่ ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแหล่งวัตถุดิบ (ไม้ไผ่) โดดเด่นคือ เป็นพืชที่มีความยั่งยืนสูงมากเมื่อเทียบกับพืชอื่น ๆ เช่น ฝ้าย

  1. เติบโตเร็วและทดแทนได้เร็ว: ไม้ไผ่เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดในโลก สามารถเก็บเกี่ยวได้ซ้ำ ๆ ภายใน 3-5 ปี โดยไม่ต้องปลูกใหม่ ต่างจากไม้ยืนต้นอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ทำให้เป็น ทรัพยากรหมุนเวียน ที่ยอดเยี่ยม
  2. ใช้ทรัพยากรน้อย:
    • น้ำน้อย: การปลูกไม้ไผ่ต้องการน้ำน้อยกว่าการปลูกฝ้ายแบบดั้งเดิมอย่างมาก โดยอาจใช้น้ำน้อยกว่ามากถึง 50 ลิตร ต่อเส้นใย 1 กิโลกรัม ในขณะที่ฝ้ายอาจต้องใช้สูงถึง 10,000 ลิตร
    • ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี: ไม้ไผ่มีสารต้านทานจุลินทรีย์ตามธรรมชาติที่เรียกว่า “Bamboo Kun” ทำให้สามารถเติบโตได้ดีในดินคุณภาพต่ำโดย ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี สังเคราะห์ใด ๆ
  3. ช่วยรักษาสภาพดินและอากาศ: ระบบรากที่แผ่กว้างของไผ่ช่วย ป้องกันการกัดเซาะ ของหน้าดิน และไผ่ยังเป็นพืชที่สามารถ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และปล่อยออกซิเจนได้มากกว่าป่าไม้ทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

EPU Easy Clean

Easy Clean synthetic Leather (EPU)

หนังสังเคราะห์ EPU: วัสดุรักษ์โลก ดูแลง่าย ใช้งานคุ้มค่า

EPU (Environmental Polyurethane) คือวัสดุหนังเทียมยุคใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้านความทนทาน ความสวยงาม และการดูแลรักษาที่แสนง่าย

ผลิตจากวัตถุดิบที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

EPU ผลิตจากโพลียูรีเทนที่มีสูตรลดการใช้สารเคมีอันตราย และลดการปล่อยสารระเหย (VOC) จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

เคลือบสาร Easy Clean ทำความสะอาดง่าย

หนังเทียมชนิดนี้มีการเคลือบสารพิเศษ Easy Clean ช่วยให้พื้นผิวป้องกันคราบเปื้อนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคราบอาหาร คราบน้ำ หรือแม้แต่คราบหมึกจากปากกาลูกลื่นหรือปากกาเคมีแบบถาวร (permanent marker) ก็สามารถเช็ดออกได้ หากทำความสะอาดทันทีหลังเปื้อน

ยืดอายุการใช้งาน คงความสวยงาม

การที่คราบสกปรกไม่ฝังลึกลงในเนื้อวัสดุช่วยลดการเสื่อมสภาพของหนังเทียม ทำให้วัสดุมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ไม่หมองเร็ว ไม่ลอกง่าย จึงสามารถคงรูปลักษณ์ที่สวยงามได้ยาวนาน เหมาะกับงานตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน หรือแม้แต่สินค้าสำหรับเด็ก

วิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

กรณีเปื้อนหมึกใหม่ๆ

  • ใช้ ทิชชูแห้งหรือผ้าแห้ง ซับและเช็ดทันที
  • ถ้าไม่หมด ให้ใช้ ยางลบถูเบาๆ จนกว่าคราบจะจางหาย

กรณีคราบฝังแน่น

  • ใช้ ทิชชูหรือผ้าชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเบาๆ ไม่ควรถูแรง

ข้อควรระวัง

  • ไม่แนะนำให้ใช้ทิชชู่เปียกหรือผ้าเปียก เพราะอาจทำให้หมึกซึมลงในเนื้อวัสดุและเปรอะเปื้อนได้

EPU จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการวัสดุตกแต่งที่ทั้งสวย ใช้งานง่าย และมีจิตสำนึกรักษ์โลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในบ้าน โรงเรียน โรงแรม หรือออฟฟิศ ก็สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านฟังก์ชันและความสวบงาม

ภาพนี้แสดงโครงสร้างของวัสดุหนังเทียมแบบหลายชั้น (Multilayer synthetic Leather) ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตโดยมีผ้าโพลีเอสเตอร์เป็นฐาน และเสริมชั้นต่าง ๆ เพื่อให้ได้สัมผัสและประสิทธิภาพใกล้เคียงหนังแท้ ดังนี้:

อธิบายการผลิตตามชั้นวัสดุในภาพ

  1. ชั้นล่างสุด: Cowhide (แบล็คกิ้ง)
    • เป็นแผ่นผิวรองหลังที่ใช้ลักษณะและผิวสัมผัสของหนังวัวแท้
    • ขั้นตอนนี้เรียกว่า Backing
  2. ชั้นที่สอง: Polyester Fabric (ฐานผ้าโพลีเอสเตอร์)
    • เป็นโครงสร้างหลักของวัสดุ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน และเป็นฐานสำหรับเคลือบวัสดุต่าง ๆ ด้านบน
  3. ชั้นที่สาม: EPU (Environmental Polyurethane)
    • เป็นวัสดุโพลียูรีเทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความยืดหยุ่นสูง และช่วยสร้างพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มคล้ายหนังแท้
    • ชั้นนี้จะถูกปั๊มลายหนังผ่านแม่พิมพ์ลายให้เสมือนหนังแท้ โดยมีแม่แบบ (mold) เพื่อทำให้หนังเทียมที่ผลิตได้มีลายและฟีลลิ่งใกล้เคียงหนังแท้
  4. ชั้นบนสุด: Easy Clean Coating
    • เป็นสารเคลือบพิเศษที่ช่วยป้องกันคราบสกปรก ฝุ่น และหมึกปากกา
    • สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย แม้เป็นคราบปากกา (ต้องเช็ดทันที)

หนังเทียมของนิทัส 30104 CHEERS Faux Leather

มีหน้าตาและผิวสัมผัสใกล้เคียงหนังแท้  แข็งแรงทนทาน จากโครงสร้างผ้าโพลีเอสเตอร์ และดูแลรักษาง่าย ด้วยสาร Easy Clean Coating ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ EPU นวัตกรรมใหม่ของทางนิทัส เพื่อให้คุณมีโซฟาหนังตัวโปรดได้โดยไม่เบียดเบียนสัตว์อีกด้วย


มารู้จัก “Care Symbol หรือ สัญลักษณ์การดูแลผ้า” กันเถอะ

การดูแลรักษาผ้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยปกติแล้วก่อนที่เราจะทำการซักผ้าเราจำเป็นต้องรู้ว่าผ้านั้นเป็นผ้าอะไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร แต่เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาผ้า Care Symbol สคือสัญลักษณ์กราฟิกขนาดเล็กหรือรูปภาพสัญลักษณ์ที่ใช้บนฉลากการดูแลเสื้อผ้าเพื่อระบุว่าควรซัก ตาก รีด หรือดูแลเสื้อผ้าชนิดใดเป็นพิเศษ สัญลักษณ์เหล่านี้ได้รับการกำหนดมาตรฐานโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายโดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคด้านภาษา เราสามารถจดจำความหมายนี้ ไปเพื่อการดูแลรักษาชุดเสื้อผ้าของเรา หรือ ผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ได้

สัญลักษณ์การดูแลทั่วไปบางอย่าง ได้แก่ :

  • Washing การซัก: สัญลักษณ์นี้มักจะดูเหมือนถังน้ำที่มีตัวเลขอยู่ข้างใน ซึ่งบ่งชี้ถึงอุณหภูมิของน้ำสูงสุดที่สามารถซักเสื้อผ้าได้
  • Bleaching การฟอกขาว: สัญลักษณ์นี้มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมีรูปแบบต่างๆ กันเพื่อระบุว่าสามารถฟอกสีเสื้อผ้าได้หรือไม่
  • Drying การอบแห้ง: โดยทั่วไปแล้วสัญลักษณ์นี้จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม โดยมีรูปแบบต่างๆ ที่ระบุว่าเสื้อผ้าควรปั่นแห้ง อบแห้งแบบเส้น หรืออบแห้งแบบเรียบ
  • Ironing การรีดผ้า: โดยทั่วไปแล้วสัญลักษณ์นี้จะดูเหมือนเตารีด โดยมีรูปแบบต่างๆ ที่ระบุถึงอุณหภูมิสูงสุดที่เสื้อผ้าสามารถรีดได้
  • Dry cleaning ซักแห้ง: โดยทั่วไปแล้วสัญลักษณ์นี้จะมีลักษณะเป็นวงกลม โดยมีรูปแบบต่างๆ ที่ระบุว่าเสื้อผ้าสามารถซักแห้งได้หรือไม่

สิ่งสำคัญคือต้องใส่ใจกับสัญลักษณ์การดูแลเมื่อซักผ้าของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายหรือทำให้เสื้อผ้าหดหรือเสียรูปทรง


เลือกผ้าสู้ฝุ่น PM 2.5

ฝุ่นน้อย คือสวรรค์ของบ้าน

คำนี้คงไม่ได้กล่าวเกินไปนักสำหรับ คุณแม่บ้านที่รักบ้าน หรือมีลูกน้อย ฝุ่นเป็นปัญหากวนใจที่เราต้องกำจัดไปให้พ้นสายตา ฝุ่นนั้นเป็นอะไรที่ล่องลอยมาตามสายลม ฉะนั้นการที่ห้องจะมีฝุ่นน้อยได้ จำเป็นต้องเป็นห้องที่เป็นห้องที่อากาศปิดก่อนเป็นอันดับแรก ก็คือห้องที่เราเปิดแอร์กันเป็นปกตินี้เองจะ

ม่านเป็นพื้นที่ใหญ่พอสมควร และเป็นพื้นที่มีโอกาสรับฝุ่นมากเช่นกัน

  • เลือกผ้าม่านที่เป็นเส้นใยสังเคราะห์เช่น Polyester เพราะผิวเส้นใยเรียบเนียนกว่าเส้นใยธรรมชาติ ลดโอกาสการเกาะของฝุ่น
  • ผ้าที่ทอแน่นความละเอียดสูง เส้นใยเล็กละเอียด และการทอแน่น จากรูปเปรียบเทียบ รูป A จะเห็นว่ามีการทอที่แน่น ชิดกัน ช่องว่างระหว่างเส้นใยน้อย มากกว่า B, C ลดโอกาสการเกาะของฝุ่นได้
  • เนื้อผ้าเรียบ เนียน เงา ลายทอแบบ ซาติน, ทวิล โดยเฉพาะ ซาติน เป็นลายทอที่มีการกระโดดข้ามของเส้นด้ายสูง ไม่สลับขึ้นลงทุกๆ ช่วงด้ายแบบลายเพลน จึงส่งเสริมให้ผ้ามีความเรียบเนียน และมีความเงาที่มากขึ้นด้วย ลดโอกาสการเกาะของฝุ่น

เหนืออื่นได้สไตล์การตกแต่งห้อง เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดสไตล์ที่ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของเจ้าของห้องนั้นๆ ไม่ว่าผ้าม่านนั้นจะเป็นที่ลักษณะอย่างไร ในปัจจุบันส่วนใหญ่เราก็อาศัยอยู่ในห้องแอร์ กันโดยส่วนใหญ่กันอยู่แล้ว ฉะนั้นเรื่องปัญหาฝุ่นที่จะมาเกาะติดกับผ้าม่านนั้นก็เป็นส่วนน้อย ยิ่งถ้าม่านนั้นเป็นม่านที่ใช้งานจริง มีการเปิด-ปิด เคลื่อนไหวอยู่ ตลอดโอกาสการเกาะของฝุ่นก็ลดน้อยลงตามลำดับ

สามารถดูตัวอย่างสินค้าได้ตามลิงค์นี้

เฟอร์นิเจอร์ตัวนี้ ใช้ผ้าเท่าไร ?

อยากเปลี่ยนผ้าโซฟาตัวโปรด ว่าแต่ เฟอร์ตัวนี้มันใช้กี่หลากันนะ?

ก่อนที่เราจะรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรดนั้น ใช้ผ้าในการเปลี่ยนเท่าไร เรามาดูวิธีวัดกันก่อน

    • A B ความกว้าง-ยาว ของพนักผิงด้านใน
    • C D ความกว้าง-ยาว ของพนักผิงด้านนอก
    • E F ความกว้าง-ยาว ของพนักวางแขนด้านใน
    • H G ความกว้าง-ยาว ของพนักวางด้านนอก
    • I J ความกว้าง-ยาว ของเบาะรองนั้ง
    • K L ความกว้าง-ยาว ของขอบหน้า

ตัวอย่าง จำนวนการใช้ผ้าของ เฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เก้าอี้นั้งรับประทานอาหาร, อาร์มแชร์, วิงค์แชร์, โซฟา 1-3 ที่นั่ง จะสังเกตุได้ว่า รูปแบบของการบุเฟอร์นิเจอร์ที่ต่างกันมีผลต่อจำนวนผ้า เช่น การบุแบบดึงดุมจะใช้ผ้าเปลืองกว่าการบุธรรมดาพอสมควร

 

PVC vs PU ต่างกันอย่างกันอย่างไร ?

Synthetic Leather

Synthetic Leather วัสดุสังเคราะห์ทดแทนหนัง หรือที่เรียกติดปากว่า “หนังเทียม” นอกจากหนังแท้  (Natural Leather) คือ หนังสัตว์ เช่น หนังจิงโจ้, หนังวัว, หนังจระเข้ ฯลฯ หนังสังเคราะห์ คือวัสดุที่เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นมาด้วยกระบวนการทางเคมี หรือเรียกว่า โพลิเมอร์ (Polymer) ซึ่งคือการนำเอาพลาสติกที่มีผลิตขึ้นมาจากสารประกอบที่มีอยู่ในธรรมชาติมาผ่านกระบวนการสังเคราะห์ที่เรียกว่า โพลิเมอร์ไรเซชั่น (Polymerization) ทำให้ได้พลาสติกตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป จนเกิดเป็นพลาสติกที่มีเยอะแยะมาก เช่น PU (Poly Uretane), PVC (Polyvinylchloride), Microfiber (พลาสติกเส้นเล็กที่มีขนาดเส้นเล็กๆ เรียงตัวกัน) นอกจากนั้นยังมีหนังผสม (Composite Leather) ซึ่งเกิดจากชั้นล่างเป็นวัสดุจากผ้าสิ่งทอและเททับด้วยโพลิเมอร์ที่มีส่วนผสมหลายอย่างกดทับเป็นลายหนัง

ในวงการผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย หรือเรียกง่ายๆ ว่า ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ก็มักนิยมใช้มาก คือ

  1. PU (Poly Urethane)
    • ข้อดีคือ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ทั้งการสัมผัส และการมองเห็น ความนุ่มเหมือนหนังแท้ ทำความสะอาดง่าย กันน้ำด้วยตัววัสดุเองอยู่แล้ว
    • ข้อเสียคือ อายุการใช้งานสั้นกว่า PVC โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 ปี แล้วแต่คุณภาพของสินค้า และสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย เมื่อเสื่อมสภาพจะเกิดการหลุดร่อนออกจากชั้นผ้าด้านหลัง สังเกตเห็นเป็น การบวมนูนออกมาเป็นผิว PU บางๆ คล้ายกับการติดสติกเกอร์แล้วไม่เรียบเนียน ทำให้เกิดฟองอากาศ
  2. PVC (Polyvinylchloride)
    • ข้อดีคือ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ทั้งการสัมผัส และการมองเห็น แต่อายุการใช้งานที่คงทนกว่า PU โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยคือ 3-7 ปี แล้วแต่คุณภาพของสินค้า และสภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังทำความสะอาดง่าย กันน้ำด้วยตัววัสดุเองอยู่แล้ว
    • ข้อเสียคือ จะมีผิวสัมผัสที่แข็งกว่า PU เล็กน้อย เมื่อเสื่อมสภาพจะเกิดการแข็งและแตกระแหง เหมือนดินแห้งแตก หลุดแตกออกมาเป็นชิ้นๆ
  3. Microfiber
    • ข้อดีคือ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ แต่ผิวสัมผัสนุ่มสบายเหมือนผ้า ถ่ายเทอากาศดีกว่าทั้งสองตัวที่กล่าวมา เนื่องจากมีความเป็นเนื้อผ้าที่สร้างลายเหมือนหนัง สามารถตกแต่งพิเศษเพื่อการสะท้อนน้ำได้ และสามารถถอดไปซักทำความสะอาดได้ ในกรณีที่เป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อถอดซักได้
    • ข้อเสียคือ เนื่องด้วยวัสดุมันก็ยังเป็นผ้า เพราะฉะนั้นยังสามารถเปื้อนง่ายกว่าตัว PU, PVC แต่การเสื่อมสภาพของผ้า จะน้อยกว่า นอกจากจะเกิดการขาดของผ้าจากแรงกระทำ จากการใช้งานเป็นเวลานานๆ

“Thank you for choosing to use synthetic leather. Your decision helps reduce animal cruelty and supports sustainable” Moo-moo

สามารถดูตัวอย่างสินค้าได้ที่

HOSPITAL CURTAIN TRIM จำเป็นอย่างไร ?

ม่านโปร่งตาข่ายต่อผ้า สำหรับผ้าม่านโรงพยาบาล

ผ้าม่านสำหรับโรงพยาบาล (Cubicle Curtain or Hospital Curtain) เป็นม่านที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น เวลาฉีดยา หรือการรักษาอาการที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ยังคงต้องการการถ่ายเทอากาศที่ดี ม่านโรงพยาบาลส่วนใหญ่มี 2 แบบคือ

  1. แบบม่านที่ลดระดับความสูงจากระดับฝ้าลงมาเป็นช่องถ่ายเทอากาศ โดยใช้รางม่านห้อยต่ำลงมา ข้อดีของม่านขนิดนี้คือ สามารถใช้ผ้าม่านปกติเพื่อการปิดบังสายตาได้เลย ข้อเสียคือ ต้องมีการติดตั้งร่างม่านแบบพิเศษที่ห้อยลงมาจากระดับฝ้าให้เป็นช่องถ่ายเทอากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพงขี้น ความแข็งแรงคงทน และความสวยงามน้อยกว่าแบบที่สอง
  2. แบบม่านที่ติดระดับฝ้าปกติ แต่มีการตัดต่อผ้าตาข่าย เพื่อช่วยระบายอากาศ ข้อดีคือสามารถติดตั้งรางม่านแบบปกติ ที่มีความแข็งแรงคงทน และความสวยงามมากกว่า ไม่มีเส้นรางรกสายตา แต่ต้องใช้การต่อม่านตาข่ายหรือม่านโปร่งด้านบนเพื่อการระบายอากาศแทน

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ผ้าโรงพยาบาลควรมีคุณสมบัติกันไฟด้วย

สามารถดูสินค้าของเราได้ที่ : http://www.nitas-tessile.com/product/90019-brickwork/

“ผ้าหน้ากว้าง Wide Width Fabric” ดีอย่างไร ?

“ไร้รอยต่อ ทอเต็มผืน” ไม่ใช่สโลแกนของยี่ห้อที่นอนแต่อย่างใด แต่เป็นคุณสมบัติของผ้าหน้ากว้าง หรือ Wide Width Fabric ผ้าหน้ากว้างคืออะไร? แล้วมีดีอย่างไร? บทความที้จะพาทุกคนไปรู้จักกับผ้าหน้ากว้างกัน พร้อมแล้ว ไปกันเลย ..

ผ้าหน้ากว้าง (Wide Width Fabric) คือผ้าที่มีความกว้างของหน้าผ้ากว้างกว่าปกติคือ โดยความกว้างจะอยู่ที่ 2.80 เมตร ไปจนถึง 3.20 เมตร ด้วยความกว้างของหน้าผ้าขนาดดังกล่าว จึงนิยมใช้ด้านกว้างของหน้าผ้าเป็นความสูง ไม่ต้องต่อผ้าในแนวตั้ง ทำให้ไม่เกิดรอยต่อ จึงสวยงามมากกว่า

นอกจากนั้นผ้าหน้ากว้างยังทำให้งบประมาณโดยรวมถูกกว่า แม้ว่าราคาต่อหลาจะแพงกว่า แต่ผ้าหน้ากว้างจะใช้จำนวนชิ้นผ้าที่น้อยกว่า และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตัดเย็บ

ผ้าหน้ากว้างเหมาะสำหรับท่านที่ไม่ต้องการให้ผ้าม่านเกิดรอยต่อ และต้องการคุมงบประมาณของการตกแต่งบ้าน

คุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกตุสัญลักษณ์ ดังรูปด้านล่างนี้

ดูเนื้อผ้าหน้ากว้ทั้งหมดที่นี้ คลิก!!!

ดูเล่มตัวอย่างและแผ่นพับ ผ้าหน้ากว้างได้ที่นี้ คลิก!!!


ลายผ้า (Pattern) ที่นิยมใช้แต่งห้องที่คนรักบ้านต้องชอบ

“ลายแบบเรียบๆ ก็สวย ลายดอกไม้ก็ดี ลายไหนก็ถูกใจไปหมด ..’ ตอนเลือกซื้อผ้าม่านหรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ หลายคนมักจะเกิดอาการลังเลว่าจะเลือกลวดลายบนผ้าอย่างไรดีให้เหมาะกับห้อง วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักลวดลายต่างๆ บนผ้ากัน ว่าแต่ละลวดลายลักษณะเด่นอย่างไร และเหมาะกับห้องแบบไหน เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการซื้อผ้าม่านหรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ของคุณ ไปกันเลย ..

 1. ลวดลายเรียบ (Plain Pattern)

คือผ้าที่ไม่มีลวดลายใดเลย มีเพียงสีพื้นเท่านั้น
เหมาะสำหรับห้อง : สามารถใช้แต่งห้องได้ทุกสไตล์ ทำให้ห้องดูเรียบง่าย


2. ลวดลายพื้นผิว (Texture Pattern)

เป็นลายพื้นผิวที่เกิดจากการถักหรือการทอผ้า
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องทุกสไตล์เช่นกัน แต่ทำให้ห้องมีมิติเพิ่มขึ้นมากกว่า


3. ลวดลายธรรมชาติ (Natural Pattern)

3.1 ลวดลายดอกไม้ (Floral Pattern) เป็นลวดลายที่นำรูปร่าง หรือรูปทรงของดอกไมเในธรรมชาติ มาถัก ทอ หรือพิมพ์ลายบนผืนผ้าให้เกิดเป็นลวดลาย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ มีความ Feminine สูง สร้างบรรยาการศที่สดชื่นให้กับห้อง และเป็นลายหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ

3.2 ลวดลายใบไม้ (Leaves Pattern) เป็นลวดลายที่นำรูปร่าง ใบไม้รูปทรงต่างๆ มีออกแบบเป็นแพทเทิร์น
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ สร้างบรรยาการศที่รื่นรมย์ให้กับห้อง


 4. กลุ่มลวดลายคลาสสิค (Classic Pattern)

เป็นการเรียกโดยรวมของลายในยุคสมัยในอดีตที่ยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ลายคลาสสิคเหมาะกับห้องที่แต่งเพื่อความหรูหรา ความคลาสสิค ความวินเทจ แสดงถึงรสนิยมของเจ้าของ ตัวอย่างของลายคลาสสิค อาทิเช่น

4.1 ลวดลายหลุยส์ (Louis Pattern) คือลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนวตะวันตก ที่มีความงดงามหรูหรา ชดช้อย เป็นลวดลายที่ประดิษฐ์จากธรรมชาติ พืชพรรณ ใบไม้ ดอกไม้ ทางตะวันตก สร้างสรรค์เป็นลวดลายขึ้นมา โดยลวดลายเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ภูมิภาคของยุโรป โดยลายแนวนี้จะมีความชัดเจนที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นจะเป็นลวดลายถ่ายทอดออกมาทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของฝรั่งเศส ที่โดดเด่นสุดคือ พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จึงเรียกลวดลายเหล่านี้รวมๆ ว่า ‘ลายหลุยส์’ ตามชื่อกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักฝรั่งเศสในสมัยนั้น แต่ที่จริงแล้วถ้าเราจะสื่อสารกับชาวต่างชาติแบบสากลจะเรียกลวดลายเหล่านี้ว่า ลายคลาสสิค หรือเรียกว่า Design of intertwined sprays ในภาษาอังกฤษ  เพราะหากเราเรียกว่าลายหลุยส์ เขาจะนึกถึงลาย โมโนแกรมของแบรนด์กระเป๋าชื่อดังแทน
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการความโดดเด่น แสดงถึงความหรูหรา และอลังการ โดยส่วนมากจะใช้สีทองในการตกแต่ง

4.2 ลวดลายดามาส (Damask Pattern) มาจากชื่อของเมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมืองท่าสำคัญบนเส้นทางสายไหม ลายดามาสโดดเด่นด้วยลวดลายที่มีลักษณะเป็นประดิษฐ์ดัดแปลงของพืชพรรณ ธรรมชาติให้สวยงาม เช่น ใบอะแคนทัส (Acanthus) หรือจริงก็คือใบผักชี และใบต้นฝิ่น ลักษณะสังเกตุของลายดามาสคือจะมีลักษณะ เป็นกลุ่มลวดลายเป็นดวง ส่วนใหญ่จะอยู่ในทรงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด (Marquise Shape) กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งผืนผ้า มีจังหวะการเรียงตัวที่เท่าๆ กัน อย่างงดงาม
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการความโดดเด่น แสดงถึงความหรูหรา และอลังการ

4.3 ลวดลายสโคล์ (Scroll Pattern) หรือลายขด หรือ ลายเคลือเถา (Bunch of vine) หรือมีลักษณะคล้ายกับแผ่นกระดาษที่ถูกม้วน โดดเด่นด้วยลวดลายของพืชพรรณ ก้านใบ ดอกไม้ที่เสมือนไม้เลื้อย เถาองุ่นที่แตกยอด เกาะเกี่ยว เลี้ยวพันกัน วนกันเป็นเถาวัลย์ หรือขดคล้ายก้นหอย ลายที่ดัดแปลงธรรมชาติที่มีรสนิยมที่หรูหร่า ในรูปแบบที่น้อย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการความโดดเด่น เคลื่อนไหว อ่อนโยนแต่ ให้ความหรูหรา  และดู Feminine มากขึ้น

4.4 ลวดลายเพสลีย์ (Paisley Pattern) หรือลายลูกผักชี หรือคนไทยบางคนก็เรียกลายลูกน้ำ คนอินเดียก็ว่าเป็นลายมาจากมะม่วง คนฝรั่งเศสเรียกว่าเป็นลายจากลูกอ๊อด บ้างก็เรียกว่าลายจากแตงกวาดองเปอร์เซีย (Persian Pickle)

โดยแท้จริงแล้วลายนี้มีต้นกำเนิดมาจากแถบเปอร์เซีย ในชื่อ Buta หรือ Boteh ที่แปลว่าดอกไม้ รวมกับต้นสนไซเปรสที่โน้มกิ่งตามลม ซึ่งได้เข้ามาถึงในอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม และเป็นที่ต้องการมาในสมัยนั้น จนกระทั่งชาวเมืองเพสลีย์ ประเทศสก็อตแลนด์เริ่มทอลายผ้าแบบนี้บ้างเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงในสมัยนั้น และด้วยเทคโนโลยีการทอที่ล้ำหน้า สามารถทอแบบแจ็คการ์ด (Jacquard) ที่สามารถทอสลับสีเส้นด้าย ได้ถึง 15 สี ทำให้ผ้าลายเพสลีย์สวยงาม และมีลูกเล่นของการให้สีสวยงามขึ้นไปอีก เป็นที่นิยมเรื่อยมา ทำให้ผ้าลาย Boteh ภาษาถิ่นเกิดก็ได้มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า ลายเพสลีย์ ตามชื่อเมืองนั้นเอง ลายที่โดดเด่นคล้ายหยดน้ำมีปลายโค้งมนที่เรียงร้อยกัน เป็นแพทเทิร์นที่ไม่มีรูปแบบตายตัว
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะเป็นผ้าชิ้นไม่ใหญ่มาก เช่น หมอน หรือนำไปบุอาร์มแชร์ตัวเก่ง เพิ่มบุคคลิคให้ห้อง ไม่นิยมใช้เป็นชิ้นใหญ่ในบ้าน อย่างผ้าม่านเพราะมีลวดลายเยอะ เลอะไปจนทำให้ดูสับสบ ดหมะกับห้องสไตล์วินเทจแบบผู้ดีอังกฤษ ที่ต้องการความความโดดเด่นของลวดลาย สร้างบรรยากาศโดยร่วมของห้องมีกลิ่นอายความเป็นอังกฤษที่ปนด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากตะวันออกกลาง

4.5 ลวดลายเทรลลิสส์ (Trellis Pattern) หรือลายโครงเถาไม้เลื้อย ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายโครงไม้ โครงเหล็ก หรือตาข่าย สำหรับเพาะปลูกไม้เลื้อย โดดเด่นด้วยลวดลายที่ประกอบกันอย่างประณีตจากเส้นต่างๆ ลักษณะการสังเกตุจะเป็นลายที่มาจากการสานกันแนวทะแยง ตัดกันเป็นทรงสีเหลี่ยมข้ามหลามตัด ทั้งเส้นตรง และเส้นโค้ง ดูอ่อนช้อยงดงาม
เหมาะสำหรับห้อง : สามารถตกแต่งห้องได้ทุกสไตล์ เพื่อความสวยงามแบบคลาสสิคให้กับห้อง นิยมใช้ตกแต่งห้องแนวหรูหราแบบร่วมสมัย (Contemporary Luxury)

4.6 ลวดลายดอกลิลลี่   (Fleur De Lis Pattern) อ่านออกเสียง เฟลอร์ เดอ ลีส เป็นภาษาฝรั่งเศส เป็นสัญลักษณ์ที่แปลงมาจากดอกลิลลี่หรือดอกไอริสที่ใช้ในการตกแต่ง และอาจจะเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ทางการเมือง ทางการสืบเชื้อสาย ทางศิลปะ ทางการเป็นตรา และโดยเฉพาะในการใช้เป็นตราประจำตระกูล ปัจจุบันมีการนำมาใช้เป็นลวดลายสำหรับผ้ามากมาย โดดเด่นด้วย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่สไตล์คลาสสิค ที่ต้องการให้ดูเป็นห้องชนชั้นสูง และแสดงถึงอำนาจชนชั้นการปกครอง แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะว่าเป็นหนึ่งในลายที่ในยุคล่าอณานิคมของฝรั่งเศสได้ใช้ลายนี้ตีตราลงไปที่ตัวทาสชาวแอฟริกาในสมัยนั้น ฉะนั้นจึงเป็นลายที่ละเอียดอ่อนในความรู้สึกในบางสังคมนั้นเอง

4.7 ลวดลาย ตวล เดอ ฌุย (Toile de Jouy Pattern) หรือที่เรียกว่า ‘Jouy Print’ เป็นภาพสะท้อนเรื่องราวให้เห็นวิถีชีวิตของฝรั่งเศส ในช่วงศตวรรษที่ 18 ออกแบบด้วยการพิมพ์ลวดลายของสถาปัตยกรรม หรือบุคคลในช่วงศตวรรษที่ 18 ลงบนผ้าลินิน หรือผ้าฝ้าย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ตกแต่งสไตล์วินเทจ ช่วยให้ห้องดูมีเรื่องราว มีชีวิตชีวามากขึ้น


5. ลวดลายแอ็บสแตร็กส์ (Abstract Pattern)

มีที่มาจากศิลปะนามธรรม (Abstract Art) โดดเด่นด้วยลวดลายที่มีความเป็นอิสระทั้งรูปร่าง เส้น และเป็นอิสระจากรูปร่างตามธรรมชาติ ไม่มีรูปร่างตายตัว
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการสื่อถึงรสนิยมทางศิลปะชั้นสูง เข้าถึงยาก น่าค้นหา ให้ความเป็นตัวตนของเจ้าของห้อง ไม่ซ้ำใคร


 6. กลุ่มลวดลายเรขาคณิต (Geometric Pattern)

6.1 ลวดลายเรขาคณิต (Geometric Pattern) เป็นลวดลายแรกๆ ที่มนุษย์ใช้ตกแต่งผ้า โดดเด่นด้วยลวดลายที่เกิดจากประกอบกันของเส้น หรือรูปร่างจนเกิดเป็นลวดลายเรขาคณิต เช่น สามเหลี่ยม หลายเหลี่ยม วงกลม เป็นต้น
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องสไตล์โมเดิร์นที่ต้องการให้ห้องดูสดใสมีชีวิตชีวา ลดทอนความเรียบเกินไปของสไตล์โมเดิร์น

6.2. ลวดลายทาง (Stripe Pattern) เป็นลายที่มีความโดดเด่นด้วยการสลับแถบสีที่ต่างสี หรือต่างโทนกัน โดยแถบสีอาจจะเท่ากัน หรือไม่เท่ากันก็ได้
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการพรางเตี๊ยของเพดานห้อง ทำให้ห้องดูสูงโปร่งขึ้น สื่อถึงความตรงไปตรงมา เป็นทางการ เป็นระเบียบ และยังทำให้ห้องดูภูมิฐานน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย

6.3 ลวดลายเชฟรอน (Chevron Pattern) หรือที่เรียกติดปากว่า ลายซิกแซก  จะเรียงลวดลายเหมือนกับลายเฮอร์ริ่งโบน แตกต่างกันบริเวณรอยต่อที่ลายเชฟรอนจะประกบกันพอดี
เหมาะสำหรับห้อง :
ความเหมาะสมของลายเชฟรอนจะเหมือนกับลายเฮอร์ริ่งโบน คือเหมาะกับห้องสมัยใหม่ที่ต้องการกลิ่นอายของความคลาสสิค ไม่เหมือนใคร นอกจากนั้นยังช่วยลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้นอีกด้วย แต่ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่ใหญ่ๆ เพราะจะทำให้ลายตาได้

6.4 ลวดลายเฮอร์ริ่งโบน (Herringbone Pattern) หรือลายก้างปลา โดดเด่นด้วยการจัดเรียงลวดลายอันประณีตสลับทิศทางกันเหมือนก้างปลา มีให้เลือกหลากหลายแบบ อาทิ ลายก้างปลาแบบเดี่ยว (Single Herringbone) ลายก้างปลาแบบเส้นคู่ (Double Herringbone) มีความคล้ายคลึงกับลายเชฟรอน
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องสมัยใหม่ที่ต้องการกลิ่นอายของความคลาสสิค ไม่เหมือนใคร นอกจากนั้นยังช่วยลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้นอีกด้วย แต่ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่ใหญ่ๆ เพราะจะทำให้ลายตาได้

6.5 ลวดลายโพลก้าดอท (Polka Dot Pattern) ผู้ให้กำเนิดลายโพลก้าดอทคือ ศิลปินชาวญี่ปุ่น ชื่อยาโยอิ คุซามะ  (Yayoi Kusama)  โดยเธอคิดลายนี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดดเด่นด้วยลวดลายวงกลมทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ที่เท่ากัน หรือไม่เท่ากัน ซ้ำๆ กันทั้งผืนผ้า
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องทุกสไตล์ ที่ต้องการความสดใส และสนุกสนานให้กับห้อง


7. กลุ่มลวดลายสก็อต (Scottish pattern)

ลายที่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวอย่างผ้าขาวม้า แต่ความจริงแล้วที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบเรียกรวมว่าลายสก็อต มีลายอะไรบ้างมาดูกันเลย
7. 1 ลวดลายตาราง (Check Pattern) เป็นลายที่โดดเด่นด้วยการเรียงช่องสี่เหลี่ยมที่มีสีต่างกัน หรือโทนที่ต่างกัน โดยทุกช่องจะเท่ากัน
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องสไตล์ คลาสิกโมเดิร์น สร้างบรรยากาศแบบยุคกลาง เข็มแข็ง น่าเชื่อถือ แต่แฝงไปด้วยความหรูหรา

7.2 ลวดลายกิงแฮม (Gingham Pattern) เป็นลวดลายที่เป็นที่นิยมมากในอังกฤษ ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 คนส่วนมากจะสับสนระหว่างลายตาราง (Check Pattern) และลายกิงแฮม โดยความแตกต่างของทั้งสองลายนี้ ที่เห็นได้ชัดคือลายกิงแฮมจะมีบางช่องที่เกิดการผสมกันระหว่างสีของด้ายทั้งสองจากกระบวนการทอ
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องทุกสไตล์การตกแต่ง ทำให้ห้องมีกลิ่นอายของอังกฤษ สก็อตแลนด์

7.3 ลวดลายทาร์ทัน (Tartan Pattern) หรือที่คนไทยก็เรียกว่าลายสก็อตต์ (Scott Pattern) ชาวอเมริกันเรียกว่า ลายแพลด (Plaid) เป็นลายผ้าที่โด่งดังมาก จนไม่มีใครไม่รู้จัก เกิดขึ้นตั้งแต่สองพันปีก่อน โดยชนเผ่าทาร์ทัน โดดเด่นด้วยเส้นด้ายสีสันต่างๆ สานไขว้ไปมา ลวดลายคล้ายกับตารางหมากรุก
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องทุกสไตล์การตกแต่ง ทำให้ห้องมีกลิ่นอายของอังกฤษ สก็อตแลนด์

7.4 ลวดลายสาน (Basketweave Pattern) เป็นลวดลายที่คุ้นเคยกันดี ในงานหัตถกรรมจักสาน โดดเด่นด้วยลวดลายแถบสองสี หรือสองโทน สานสลับไขว้กันทำให้เกิดลวดลายสานที่หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับกระบวนการในการสาน เช่น  ลายขัด ลายทแยง ลายขด หรือลายอิสระ เป็นต้น
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องทุกสไตล์ ที่ต้องการกลิ่นอายความเป็นพื้นถิ่น (Traditional)

7.5 ลวดลายมาดาส (Madras Pattern) หรือที่คนไทยรู้จักว่า ‘ลายผ้าขาวม้า’ มีต้นกำเนิดที่เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย โดยชื่อดั้งเดิมมีชื่อว่าลายเจนไน ตามชื่อเมืองกำเนิด เป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากโดดเด่นด้วยสีสันสดใส ส่วนมากจะปรากฏสีโทนสว่าง เช่น สีส้ม สีชม หรือสีเหลือง ทำให้นึกถึงฤดูร้อน
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น

7.6 ลวดลายเกลน (Glen) หรือลายตารางของเจ้าชายเวลส์ (Prince of Wales Check) ที่มาของลวดลายนี้เกิดมาจากความนิยมของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งเวลส์ โดดเด่นด้วยการใช้ลวดลายที่ต่างๆ เช่นลายฮาวด์ทูธ ใส่ไว้ในช่องสี่เหลี่ยมของลายตารางหมากรุก (Check Pattern) จึงเรียกว่า ลายตารางของเจ้าชายเวลส์
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสบาย และผ่อนคลายแก่ผู้อยู่อาศัย มีกลิ่มอายของความเป็นอังกฤษ

7.7 ลวดลายวินโดวเพลน (Windowpane) เป็นลวดลายที่โดดเด่นด้วยการคาดเส้นทำให้เกิดช่องสีเหลี่ยมเหมือนช่องหน้าต่าง
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสบาย และผ่อนคลายแก่ผู้อยู่อาศัย

7.8 ลวดลายแท็ทเทอร์ซอล  (Tattersall Pattern) มีต้นกำเนิดมาจากลอนดอน ลายนี้คือการนำลายวินโดว์เพลนสองลายมาประกบกัน ทำให้เกิดเส้นสองสีที่ซ้อนกันอยู่
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสบาย และผ่อนคลายแก่ผู้อยู่อาศัย

7.9 ลวดลายฮาวส์ทูธ (Houndstooth Pattern) เป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงเกิดจากการคิดค้นการให้ลายอย่างไรไม่ให้น่าเบื่อในรูปแบบสก็อตแบบตั้งเดิมจึงเกิดการพัฒนาขึ้น ต้นกำเนิดมาจากชาวพื้นเมืองของสก็อตแลนด์ โดดเด่นด้วยลักษณะเป็นแฉกสี่เหลี่ยมคล้ายกับดาวกระจายสลับกัน 2 สี คล้ายฟันของสุนัข สีที่เป็นสีที่นิยมนำมาทำแพทเทิร์นได้หลากหลายคือ สีขาวสลับดำ และเป็นลายหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ แต่ยังคงความร่วมสมัย ซึ่งในวงการแฟชั่นลายยฮาวส์ทูธนี้ ก็เป็นลายที่ได้รับนิยมสูงสุดลายหนึ่งเช่นกัน
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะกับห้องโมเดิร์น คลาสสิค เปรี๊ยว ใช้เป็นผ้าบุอาร?มแชร์ตัวโปรด หรือหมอนตกแต่ง เพื่อต้องการเรียกร้องความน่าสนใจให้กับห้องได้ดีมากลายหนึ่ง ทำให้มีกลิ่นอายของนำสมัยป่นด้วยความคลาสิค แสดงรสนิยมอันมีระดับของผู้อยู่อาศัยได้ดีเลยที่เดียว

7.10  ลวดลายอาร์ไจล์ (Argyle Pattern) มีต้นกำเนิดจากเมืองอาไจล์ ทางตะวันตกของประเทศสก็อตแลนด์ ในช่วงศตวรรษที่ 17 โดดเด่นด้วยลวดลายที่มีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เรียงซ้อนกันในแนวเฉียงเพื่อให้เกิดมิติของการเคลื่อนไหว โดยอาจจะเป็นแถวยาว หรือตลอดทั้งผืนผ้าก็ได้ ลายนี้กำเนิดมาจากลายจากการถัก (Knitting) ไม่ใช่การทอ (Weaving) เพราะการทอจะมีชุดได้เพียงได้พุ่ง แนวตั้ง และได้ยื่นแนวนอน เท่านั้น การจะทอเป็นลายสี่เหลี่ยมทะแยง หรือสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัดแบบนี้ค่อยข้างยากมากในตอนนั้น และลายนี้ที่เราเห็นกันอย่างคุ้นเคยคือลายที่อยู่ในเสื้อเสื้อ Sweater และเสื้อกัก ที่ส่วมทับเสื้อเชิ๊ตตามหนังฝรั่งนั้นเอง
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องทุกคลาสสิก ส่วนใหญ่นิยมนำมาเป็นลายตกแต่ง เช่น หมอนต่างๆ เพื่อเพิ่มความคลาสิก การตกแต่งที่ให้อารมณ์บ้านอยู่ในเขตประเทศอบอุ่น ให้กลิ่นอายความเป็นผู้ดีอังกฤษแบบวินเทจให้กับห้องนั้นๆ


8. ลวดลายพราง (Camouflage Pattern)

 มีต้นกำเนิดมาจากลายบนเครื่องแบบของทหาร ที่ใช้เพื่ออำพรางสายตาเมื่ออยู่ในที่มืด หรืออยู่ในป่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดดเด่นด้วยลวดลายอิสระลักษณะคล้ายใบไม้ที่ทับถมกัน โดยมากจะใช้สีในธรรมชาติ อย่างสีเขียว สีน้ำตาล หรือสีดำ
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องต้องการแนว Adventure ทำให้ห้องเหมือนอยู่ในป่า ออกแคมป์ เสริมความเป็นธรรมชาติ และความดูเป็น Masculine ดูเข้มแข็ง


9. ลวดลายมัดหมี่ (Ikat Pattern)

ลายมัดหมี่เป็นลวดลายที่ไม่มีรูปแบบตายตัว โดยลวดลายจะเป็นลายเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น ความโดดเด่นของลายมัดหมี่คือการขึ้นลวดลายด้วยการมันและย้อมสีลงไปที่เส้นด้ายก่อนการนำไปทอเมื่อมีการสืบด้ายยืนอีกครั้ง ลวยลายที่สร้างขึ้นแต่แรกนั้นก็จะมีความเคลื่อนไม่เท่ากันเป็นเส้นๆ จึงเกิดลักษณะเฉพาะของผ้าชนิดนี้ขึ้นมา กล่าวคือใช้การมัดเป็นช่วงลายเพื่อกันสีที่ไม่ต้องการ ส่วนใหญ่จะย้อมสีอ่อนก่อน แล้วรอบถัดๆ ไปจึงยอมสีเข้มขึ้น ในปัจจุบันบางท้องถิ่นใช้วิธีการเต้มสีวาดลายลงไปเป็นลวดลายเลยโดยไม่ต้องผ่านการมัดและย้อมหลายๆ รอบเพื่อให้เกิดลวดลายขึ้นมา คนแถบอุษาคเนย์ นิยมใช้เทคนิคนี้ที่ ด้ายพุ่ง ส่วนชาวตะวันตกเรียกใช้เทคนิคนี้กับ ด้ายพุ่ง ทำให้เกิดลักษณะที่ต่างกันของลวดลาย และจึงนำไปทอตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องทุกสไตล์การตกแต่งที่ต้องการกลิ่นอายในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้น เช่น หากอยากได้ห้องสไตล์ไทยโมเดิร์น อาจจะใช้ผ้าลายมัดหมี่ของไทยเข้าไปเข้าผสมกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เป็นต้น


10. ลวดลายการ์ตูน และลายกราฟิก (Cartoon/Gaphic Pattern)

ลายการ์ตูนเป็นลายที่นำคาแรคเตอร์จากการ์ตูนที่โด่งดัง หรือการ์ตูนรูปคน สัตว์ สิ่งของ ลวยกราฟิกที่ตัดทอนจากสิ่งต่างๆรอบๆตัว ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นทั้งลายทอ และการพิมพ์ลงบนผ้าที่เป็นที่นิยมมากกว่าเพราะให้สีสันได้มากกว่า โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูนต่างๆ ให้สนุกไปกับจินตนาการตามช่วงวัย
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะกับห้องเด็ก หรือห้องของผู้ใหญ่ที่ต้องการสร้างบรรยากาศความสนุกสนานก็ได้เช่นกัน