GSM Round Sample Cutter

GSM Round Sample Cutter หรือ

  • เครื่องตัดผ้าแบบวงกลม (หาค่า GSM)
  • เครื่องตัดตัวอย่างแบบวงกลม 100 ตารางเซนติเมตร
  • เครื่องตัดกระดาษหาค่าน้ำหนัก
  • เครื่องวัดน้ำหนักผ้า

คือเครื่องมือสำคัญในห้องปฏิบัติการและอุตสาหกรรมสิ่งทอไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ที่ต้องการควบคุมคุณภาพน้ำหนักและความหนาแน่นของวัสดุ

  • พื้นที่การตัดแม่นยำ: ออกแบบมาเพื่อตัดชิ้นงานให้ได้พื้นที่ 100 ตารางเซนติเมตร (เท่ากับ 1/100 ของ 1 ตารางเมตร) พอดีเป๊ะ โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 112.84 มิลลิเมตร
  • ใบมีดคมกริบ: ใช้ใบมีดคัตเตอร์คุณภาพสูงที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ (มักติดตั้งไว้ 4 ใบมีดในเครื่องเดียว)
  • ความปลอดภัย: มีระบบล็อคนิรภัย (Safety Lock) เพื่อป้องกันใบมีดบาดมือเมื่อไม่ได้ใช้งาน
  • แผ่นรองตัด (Cutting Pad): มักใช้คู่กับแผ่นยาง แผ่นไม้ก๊อก หรือเขียงพลาสติก เพื่อรองรับแรงกดและช่วยให้รอยตัดขาดออกจากกันได้สมบูรณ์

เครื่องนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่ยังครอบคลุมวัสดุประเภทแบนเรียบเกือบทุกชนิดที่ต้องการหาน้ำหนักต่อตารางเมตร:

  • สิ่งทอ: ผ้าทอ, ผ้าถัก (Knit), ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven), พรม, หนังแท้และหนังเทียม
  • กระดาษและบรรจุภัณฑ์: กระดาษพิมพ์, กระดาษลูกฟูก, กระดาษแข็ง
  • วัสดุอื่นๆ: ฟิล์มพลาสติก, ฟอยล์, โฟมแผ่นบาง

เครื่องตัดตัวอย่างนี้ถูกผลิตขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการทดสอบน้ำหนักวัสดุ: สิ่งทอ (Textiles): ASTM D3776, ISO 3801, BS 2471, JIS L1018

การหาค่า GSM (Grams per Square Meter หรือ กรัมต่อตารางเมตร) คือการหาน้ำหนักของวัสดุนั้นๆ ในขนาด 1 ตารางเมตร ซึ่งทำได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนี้:

  • เตรียมแผ่นรองตัดและชิ้นงาน:วางชิ้นงานให้เรียบตึง นำวัสดุที่ต้องการทดสอบไปวางบนแผ่นรองตัดให้เรียบที่สุด โดยใช้นิ้วลูบไม่ให้มีรอยยับหรือรอยย่น
  • วางเครื่องตัดและปลดล็อค: วางเครื่องตัด GSM ลงบนวัสดุ จากนั้นปลดสลักล็อคนิรภัยเพื่อให้แกนใบมีดสามารถกดลงไปสัมผัสเนื้อวัสดุได้
  • กดและหมุนเพื่อตัด:ใช้มือกดแป้นด้านบนลงไปให้แน่นทะลุวัสดุ แล้วหมุนด้ามจับเป็นวงกลม (ประมาณ 90 ถึง 360 องศา แล้วแต่รุ่น) จนวัสดุขาดออกจากกันเป็นชิ้นวงกลม
  • ชั่งน้ำหนักชิ้นงาน: นำชิ้นงานวงกลมที่ได้ไปชั่งบนเครื่องชั่งดิจิทัลความละเอียดสูง (แนะนำให้ใช้ทศนิยม 2-3 ตำแหน่ง) แล้วบันทึกค่าน้ำหนักเป็น “กรัม”
  • คำนวณค่า GSM: นำน้ำหนักที่ได้ไป คูณด้วย 100 จะได้ค่า GSM ของวัสดุนั้นทันที ตัวอย่าง: หากชั่งผ้าได้ 1.45 กรัม ให้นำ 1.45 x 100 = ผ้าผืนนี้มีน้ำหนัก 145 GSM

Blue Wool Standards

ในกระบวนการทดสอบความคงทนของสีต่อแสง Colour Fastness วงการสิ่งทอไม่สามารถใช้ “ชั่วโมงการตากแดดจริง” เป็นหน่วยวัดมาตรฐานได้ตายตัว เนื่องจากความเข้มของแสงแดดธรรมชาติในแต่ละวันและแต่ละพื้นที่บนโลกมีความแตกต่างกัน (เช่น แดดที่ดูไบ แดดที่ลอนดอน หรือแดดหน้าฝนกับหน้าร้อนย่อมไม่เท่ากัน)

นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นตัวเทียบวัดกลางขึ้นมา ซึ่งก็คือ “Blue Wool Standards” (แถบผ้าขนสัตว์สีน้ำเงินมาตรฐาน) เพื่อใช้เป็นไม้บรรทัดสากลในการวัดปริมาณพลังงานแสง

Blue Wool Standards คืออะไร?

Blue Wool Standards คือ ชุดผ้าขนสัตว์ (Wool) ที่ย้อมด้วยสีย้อมสีน้ำเงินชนิดพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีอัตราการซีดจางเมื่อโดนแสงในระดับที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ โดยถูกแบ่งออกเป็น 8 ระดับ (Scale 1 ถึง 8)

  • ระดับ 1: ซีดจางง่ายที่สุด (ไวต่อแสงมากที่สุด)
  • ระดับ 8: ซีดจางยากที่สุด (ทนทานต่อแสงสูงมาก)

ความพิเศษของ Blue Wool แต่ละเบอร์คือ เมื่อได้รับพลังงานแสงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (Double exposure) สีจะจางลงไปทีละหนึ่งระดับพอดี เช่น หากบลูวูลเบอร์ 1 เริ่มซีดจางเมื่อผ่านไป X ชั่วโมง บลูวูลเบอร์ 2 จะซีดจางในปริมาณที่เท่ากันเมื่อได้รับแสงนานเป็น 2 เท่า (2X ชั่วโมง) เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเบอร์ 8

ลักษณะโครงสร้างของชุดบลูวูล (ระดับ 1 ถึง 8)

ในห้องปฏิบัติการทดสอบ เวลาใส่แผ่นผ้าทดสอบเข้าไปในเครื่องจำลองแสง (Xenon Arc Chamber) จะมีการนำชุดผ้า Blue Wool (มักใช้เบอร์ 1 ถึง 8 ยาวเป็นแถบ) เข้าไปรับแสงพร้อมกันด้วย โดยพฤติกรรมของแต่ละเบอร์จะมีลักษณะดังนี้:

  • Blue Wool เบอร์ 1-3 (Low Fastness): กลุ่มนี้จะซีดจางค่อนข้างไว ใช้เป็นเกณฑ์วัดสำหรับผ้าแฟชั่นทั่วไปที่ไม่ได้เน้นตากแดดนาน
  • Blue Wool เบอร์ 4-5 (Medium Fastness): กลุ่มปานกลาง เริ่มทนแดดได้ดีขึ้น นิยมใช้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับเสื้อผ้าใส่กลางแจ้งทั่วไป
  • Blue Wool เบอร์ 6-8 (High to Very High Fastness): กลุ่มทนทานสูงพิเศษ กลุ่มนี้สำคัญมากสำหรับเคหะสิ่งทอ เช่น ผ้าม่าน (Curtains) และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (Upholstery) ที่ต้องโดนแดดเลียริมหน้าต่างทุกวัน ผ้าเกรดพรีเมียมมักจะต้องผ่านเกณฑ์ระดับ 6 หรือ 7 ขึ้นไป

การอ่านค่าร่วมกับ Blue Wool

ในการทดสอบจริง ช่างเทคนิคจะไม่ได้รอให้ผ้าบลูวูลทั้ง 8 เบอร์ซีดจนหมด แต่จะมี “จุดสิ้นสุดการทดสอบ” (End-point)อ้างอิงตามข้อกำหนด เช่น รอจนกระทั่งบลูวูลเบอร์ 4 ซีดจางลงไปเทียบเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานความต่างสีระดับ Grey Scale 4

เมื่อถึงจุดนั้น เจ้าหน้าที่ะนำตัวอย่างผ้าของเรามาเทียบกับแถบ Blue Wool เพื่อดูว่า “สีของผ้าเราซีดจางไปเทียบเท่ากับบลูวูลเบอร์อะไร”

ตัวอย่างการอ่านผล: หากผลการทดสอบแจ้งว่าผ้าผืนนี้ได้ Grade 6 แปลว่า: ผ้าผืนนี้มีความทนทานต่อแสงเทียมในเครื่องทดสอบ เทียบเท่ากับการตากแดดจนทำให้บลูวูลเบอร์ 6 เริ่มซีดจาง ซึ่งถือว่าทนทานสูงมาก เหมาะสำหรับทำผ้าม่านในห้องรับแขกที่โดนแดดจัดตลอดวัน

Blue Wool Standards เปรียบเสมือน “นาฬิกาสากลและมาตรวัดความอดทนต่อแสง” ของอุตสาหกรรมผ้า ทำให้โรงงาน สถาปนิก นักออกแบบภายใน และผู้บริโภคทั่วโลกสามารถเข้าใจตรงกันได้ทันทีว่า ผ้าตัวนี้ทนแดดได้ดีแค่ไหน โดยไม่ต้องเถียงกันว่าแดดที่บ้านใครร้อนกว่ากัน


แล้วทำไมต้องเป็น “วูล” (Wool) หรือ ขนสัตว์?

เพราะเส้นใยขนสัตว์มีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้มันตอบสนองต่อแสงยูวีได้อย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับมาตรฐานการวัด

  1. ความสม่ำเสมอ: ขนสัตว์มีโครงสร้างโปรตีนที่ซับซ้อน แต่มีความสม่ำเสมอสูงมากในระดับโมเลกุล ทำให้การย้อมสีน้ำเงิน (C.I. Vat Blue 1 หรือ Indigo) ติดทนและกระจายตัวได้ดีเยี่ยมบนพื้นผิว
  2. ปฏิกิริยาต่อแสงที่คาดเดาได้: ขนสัตว์จะเสื่อมสภาพและซีดจางลงอย่างช้าๆ และเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณพลังงานแสงที่ได้รับ นักวิทยาศาสตร์พบว่าอัตราการซีดจางนี้เป็นเส้นตรง (linear) ตามลำดับขั้นอย่างแม่นยำเมื่อเทียบกับความเข้มของแสง
  3. เป็นเส้นใยมาตรฐานโลก: การใช้เส้นใยธรรมชาติอย่างขนสัตว์เป็นมาตรฐาน ทำให้การทดสอบสามารถทำซ้ำได้ทั่วโลก โดยอ้างอิงจากวัสดุเดียวกัน ไม่ว่าห้องปฏิบัติการจะอยู่ที่ไหนก็ตาม หากใช้ขนแกะมาตรฐานจากแหล่งเดียวกัน ก็จะได้ผลที่เปรียบเทียบกันได้

แล้วเป็นเส้นใยอื่นไม่ได้ เหรอ?

ในทางเทคนิค ไม่ได้ เพราะเส้นใยอื่น เช่น ฝ้าย โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน มีคุณสมบัติในการดูดซับรังสี UV และความคงทนของสีย้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากนำผ้าฝ้ายมาย้อมสีน้ำเงินและใช้เป็นสเกลวัด อัตราการซีดจางจะไม่เป็นเส้นตรงตาม Blue Wool Scale มาตรฐาน 1-8 ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่มีความหมายในระดับสากลและเทียบกับคนอื่นไม่ได้

สรุปคือ ต้องเป็นขนสัตว์เท่านั้น เพื่อให้ได้ “ไม้บรรทัด” ที่เที่ยงตรงและวัดผลได้เหมือนกันทั่วโลก


สาเหตุที่ต้องใช้ “สีน้ำเงิน” ไม่ใช่สีดำ หรือสีอื่นๆ เป็นเพราะเฉดสีน้ำเงินตอบสนองต่อรังสี UV และพลังงานจากหลอด Xenon ในการซีดจางอย่างเป็นสเต็ปที่ชัดเจนและคาดเดาง่ายที่สุด โดยอัตราการจางจะลดหลั่นลงแบบเป็นเส้นตรงในแต่ละระดับ (Scale 1 ถึง 8) ซึ่งแตกต่างจากสีดำที่มักจะทนทานมากเกินไปหรือเปลี่ยนโทนสีเป็นสีเทาหรือน้ำตาลแทนที่จะค่อยๆ ซีดจางอย่างสม่ำเสมอ

การนำไปเทียบกับ Grey Scale นั้น ทำหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย Blue Wool ใช้เป็น “แถบมาตรฐานรับแสง” เพื่อดูว่าผ้าได้รับพลังงานแสงไปมากแค่ไหนแล้ว (วัดความทนแสง) ในขณะที่ Grey Scale จะนำมาใช้ทีหลังเพื่อเป็น “ไม้บรรทัดวัดความต่างของสี” ระหว่างตัวอย่างผ้าก่อน-หลังทดสอบ หรือใช้เทียบกับความจางของบลูวูลแต่ละเบอร์ในการสรุปผลคะแนน

ดังนั้น สีน้ำเงินจึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิกิริยาต่อแสงยูวี ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตแถบมาตรฐานให้มีความสม่ำเสมอทั่วโลกได้ดีกว่าสีอื่นๆ และตอบโจทย์การทดสอบตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง


UFAC Upholstered Furniture Action Council

มาตรฐานการทดสอบการลามไฟของวัสดุหุ้มเบาะตามเกณฑ์ UFAC

UFAC ย่อมาจาก Upholstered Furniture Action Council เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่เริ่มต้นจากการตกหล่นของวัสดุที่กำลังคุกรุ่น ไฟที่เกิดจากแหล่งความร้อนแบบ Smouldering Ignition เช่น บุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ ที่เผลอวางทิ้งไว้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ และเบาะ

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบมาตรฐาน UFAC เป็นการจำลองสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย โดยมีขั้นตอนที่ตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • นำตัวอย่างวัสดุ (Sample) ที่ต้องการทดสอบ ไปวางทับลงบนชั้นโฟมมาตรฐาน (Standard foam substrate)
  • นำ บุหรี่ที่กำลังติดไฟ (Burning cigarette) ไปวางสัมผัสลงบนตัวอย่างวัสดุนั้น
  • ปล่อยทิ้งไว้และทำการวัด “ความยาวของรอยไหม้เกรียม” (Char length) ที่เกิดขึ้นบนตัวอย่างวัสดุหลังจากที่ทดสอบเสร็จสิ้น

เกณฑ์การจัดระดับคลาส (Classification & Standard to Pass)

ผลจากการวัดความยาวของรอยไหม้ จะถูกนำมาจัดระดับแบ่งออกเป็น 2 คลาส (Class) เพื่อบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการต้านทานการลามไฟ ได้แก่:

UFAC Class I

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุจะต้องมีความยาว น้อยกว่า 1 3/4 นิ้ว (1.75 นิ้ว)
  • ความหมาย: วัสดุที่จัดอยู่ในคลาสนี้คือวัสดุที่ “สอบผ่าน” (Standard to Pass) เกณฑ์ความปลอดภัยขั้นสูง มีคุณสมบัติต้านทานการติดไฟแบบคุกรุ่นจากบุหรี่ได้ดีมาก หากมีบุหรี่ตกใส่ โอกาสที่ไฟจะลามจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่นั้นมีน้อยมาก จึงมีความปลอดภัยสูงที่สุดในการนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์

UFAC Class II

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุมีความยาว มากกว่า 1 3/4 นิ้ว
  • ความหมาย: วัสดุในคลาสนี้มีการลามไฟที่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐานขั้นสูงสุด (Class 1) ของ UFAC วัสดุกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงมากกว่าหากเกิดเหตุการณ์บุหรี่ตกใส่ และอาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำมาใช้งาน

Class I กับ Class II ต่างกันอย่างไร?

ให้จำง่าย ๆ ว่า

  • UFAC Class I = ผ้าหยุดความเสียหายจากบุหรี่ไว้ได้ในพื้นที่เล็กกว่า
  • UFAC Class II = ความเสียหายลามออกไปมากกว่า จึงต้องพึ่งระบบ Barrier เพิ่มเติม
  • ดังนั้น Class I ถือว่ามีประสิทธิภาพด้าน Smouldering Ignition Resistance สูงกว่า Class II

บทสรุป

การแบ่งระดับ UFAC Class ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถประเมินความปลอดภัยของเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างชัดเจน หากคุณกำลังมองหาวัสดุหุ้มโซฟาที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อการเกิดอัคคีภัย (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือมีผู้สูบบุหรี่) การเลือกใช้วัสดุที่ระบุว่าเป็น UFAC Class 1 จะเป็นตัวเลือกที่มั่นใจได้มากที่สุด


เกิดใหม่ทั้งทีก็เป็น “เรยอน” ไปซะแล้ว

ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าแกนหลักของเส้นใยจากพืช ไม่ว่าจะเป็นฝ้าย หรือ ลินิน ส่วนหลักนั้นคือ Cellulose เซลลูโลส แต่ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้มีการคิดค้นปรับปรุงและพัฒนาเส้นใยชนิดใหม่ขึ้น โดยใช้ Cellulose มากำเนิดใหม่ เรียกว่า เส้นใยประดิษฐ์ Regenerated Fiber (Cellulose) การเกิดใหม่นี้มีเส้นใยอะไรบ้าง และแต่ละตัวผ่านกรรมวิธีเกิดในร่างมาอย่างไร มาดูกัน

1. การเกิดใหม่ที่ยังคงความเป็น Rayon (เรยอน)

กลุ่มนี้คือเส้นใยที่ยังคงโครงสร้างหลักของเซลลูโลสเอาไว้ แต่เปลี่ยนรูปแบบทางกายภาพให้ใช้งานได้ดีขึ้น

Viscose วิสคอส – ร่างแรก

  • ค.ศ. 1892 โดยนักเคมีชาวอังกฤษ (C.F. Cross, E.J. Bevan และ C. Beadle) และผลิตเชิงพาณิชย์สำเร็จโดยบริษัท Courtaulds ประเทศอังกฤษ
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ฉีดลงอ่างของเหลวสารเคมีเพื่อทำปฏิกิริยาให้แข็งตัว)
  • คุณสมบัติ: เกิดจากการนำเยื่อไม้ทั่วไปมาละลายด้วยสารเคมีให้กลายเป็นของเหลวหนืดก่อนฉีดเป็นเส้นใย จุดเด่นคือความนุ่ม ทิ้งตัวสวยงาม และเงางามคล้ายไหม (ในงานผ้าม่าน การทิ้งตัวของเส้นใยกลุ่มนี้สร้างลอนที่สวยงามมาก) แต่มีข้อเสียคือความแข็งแรงจะลดลงฮวบฮาบเมื่อเปียกน้ำ

Modal โมดัล – ร่างอัปเกรดความเหนียว

  • ริเริ่มแนวคิดในญี่ปุ่นช่วงปี ค.ศ. 1951 ก่อนที่บริษัท Lenzing AG (ประเทศออสเตรีย) จะนำมาพัฒนาต่อยอดจนสำเร็จและทำตลาดในปี ค.ศ. 1964
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ใช้กระบวนการคล้ายวิสคอส แต่ปรับสภาพอ่างสารเคมีแบบพิเศษ)
  • คุณสมบัติ: ใช้เยื่อจากไม้ต้นบีช (Beech wood) ปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีให้มีความต้านทานการยืดตัวเมื่อเปียกน้ำ (High Wet Modulus) ซักแล้วไม่ย้วย ทนทานขึ้น แต่ยังคงสัมผัสที่นุ่มละมุน

Lyocell ไลโอเซลล์ – ร่างสมบูรณ์แบบ

  • ค.ศ. 1972 โดยบริษัท American Enka (สหรัฐอเมริกา) และถูกพัฒนาจนสมบูรณ์แบบเชิงพาณิชย์โดยบริษัท Courtaulds (อังกฤษ) ในช่วงปี 1990s
  • การขึ้นรูป: Dry-Jet Wet Spinning (ฉีดเส้นใยผ่านอากาศก่อนลงอ่างของเหลว กระบวนการนี้ช่วยดึงโครงสร้างโมเลกุลให้เรียงตัวแน่น)
  • คุณสมบัติ: นวัตกรรมขั้นสุด ใช้ไม้ต้นยูคาลิปตัส พร้อมระบบการผลิตแบบปิด (Closed-loop) ที่นำตัวทำละลายกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ 100% ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และด้วยการขึ้นรูปผ่านอากาศก่อนลงอ่าง ทำให้เป็นเส้นใยที่แข็งแรงที่สุดในตระกูลนี้ ทนทานต่อการเสียดสีได้ดีเยี่ยม

Cupro คิวโปร (Cuprammonium Rayon) – ร่างชนชั้นสูง

  • ค.ศ. 1890 โดยชาวฝรั่งเศส แต่โด่งดังจากการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี ค.ศ. 1899 โดยบริษัท J.P. Bemberg (เยอรมนี) ปัจจุบันบริษัท Asahi Kasei จากญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ฉีดลงอ่างของเหลว)
  • คุณสมบัติ: เปลี่ยนวัตถุดิบจากเยื่อไม้เป็น Cotton Linter (ปุยฝ้ายเส้นสั้นรอบเมล็ด) ผ่านกระบวนการพิเศษจนได้เส้นใยที่ระบายอากาศและดูดซับความชื้นได้เหนือกว่าคอตตอนทั่วไป มักถูกขนานนามว่าเป็น “ไหมเทียม” ที่แท้จริง ให้สัมผัสเย็นลื่น นิยมใช้ในงานที่ต้องการความหรูหราขั้นสุด

Bamboo Cellulose – ร่างแฝงฟังก์ชันธรรมชาติ

  • นำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างจริงจังช่วงปี ค.ศ. 2002 บุกเบิกโดยมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และบริษัท Jigao Chemical Fibre ประเทศจีน
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ใช้กระบวนการผลิตเดียวกับ Viscose แต่เปลี่ยนวัตถุดิบตั้งต้น)
  • คุณสมบัติ: การใช้เยื่อไผ่เป็นวัตถุดิบ นอกจากจะได้ความนุ่มลื่นและเย็นสบายแล้ว ยังสามารถดึงคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียตามธรรมชาติของไผ่ มาใช้ประโยชน์ได้

2. การเกิดใหม่ที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นใยสังเคราะห์ (Semi-synthetic)

Cellulose Diacetate ไดอะซิเตท – ร่างมาตรฐาน

มักถูกเรียกสั้นๆ ว่า “Acetate” ในวงการสิ่งทอ เป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุด

  • พัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยพี่น้องตระกูล Dreyfus ภายใต้บริษัท Celanese เช่นเดียวกับที่ระบุในข้อมูลหลัก โดยเริ่มมีการผลิตเส้นใยสำหรับสิ่งทออย่างจริงจังในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
  • การขึ้นรูป: Dry Spinning ฉีดสารละลายของ cellulose diacetate ในตัวทำละลาย (เช่น acetone) ผ่านอากาศร้อนเพื่อให้ตัวทำละลายระเหยออกและเส้นใยแข็งตัว
  • คุณสมบัติ: มีหมู่ hydroxyl เหลืออยู่มากกว่า Triacetate ทำให้มีความสามารถในการดูดความชื้นได้บ้าง (แม้จะน้อยกว่า Rayon), มีคุณสมบัติ Thermoplasticity (จดจำรูปทรงด้วยความร้อน) แต่ในระดับที่ต่ำกว่า Triacetate, จุดหลอมเหลวต่ำกว่า ทนความร้อนในการรีดได้น้อยกว่า, มีความเงางามคล้ายไหม (silky luster) และทิ้งตัวสวย (good drape) จึงนิยมใช้ทำผ้าซับใน (lining) และชุดราตรี

Cellulose Triacetate ไตรอะซิเตท – ร่างทนร้อนอัดพลีท

มีระดับการทำปฏิกิริยากับกรดอะซิติกที่สูงกว่า (complete acetylation) ทำให้มีหมู่ hydroxyl เหลืออยู่น้อยมาก

  • ค.ศ. 1950 เริ่มมีการผลิตและได้รับความนิยมในชื่อการค้าเช่น Arnel ของ Celanese และ Tricel ของ Courtaulds
  • การขึ้นรูป: Dry Spinning เช่นเดียวกัน แต่ใช้ตัวทำละลายที่แตกต่างและมีความเฉพาะเจาะจงสูง (เช่น methylene chloride mixed with alcohol) เนื่องจากไม่ละลายใน acetone เหมือน Diacetate
  • คุณสมบัติ: มีโครงสร้างเป็นผลึก (crystalline) มากกว่า และมีความเป็นกึ่งสังเคราะห์สูงกว่า, มีความโดดเด่นอย่างยิ่งในเรื่อง “ความสามารถในการจดจำรูปทรงด้วยความร้อน” (Thermoplasticity)สามารถผ่านกระบวนการ Heat-setting เพื่อ อัดพลีทหรือจับจีบถาวร ได้ดีเยี่ยมและคงทนกว่า Diacetate และ Rayon ทุกชนิด, มีจุดหลอมเหลวสูงกว่า ทนความร้อนในการรีดได้ดีกว่า, ดูดความชื้นน้อยมาก แห้งไว และทนต่อการยับได้ดี (easy care/wash-and-wear)

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ การฉีดเส้นใยวิสคอส (Wet Spinning) กับการทำเส้นขนมจีน

การฉีดเส้นใยวิสคอส
Wet Spinning
การทำเส้นขนมจีน
สารละลายพลาสติกหนืด (Viscose Dope)
เนื้อไม้ที่ละลายเคมีแล้ว
แป้งขนมจีนเหลว
แป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมันและน้ำ นวดจนหนืด
หัวปั่น (Spinneret)
หัวโลหะที่มีรูเล็กๆ จำนวนมาก
ที่หยอดขนมจีน/ถุงบีบ
กระป๋องโลหะหรือถุงที่มีรูที่ก้น
ปั๊มสารละลายผ่านรูเล็กๆบีบแป้งผ่านรูเล็กๆ
อ่างสารเคมี (Coagulation Bath)
เกิดปฏิกิริยาเคมีทันทีทำให้พลาสติกแข็งตัวเป็นเส้น
น้ำเดือด
ความร้อนทำความสุกให้แป้ง แป้งจึงจับตัวกันแข็งเป็นเส้น

บทสรุป

การเกิดใหม่นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำเร็จในการแปลงร่าง Regenerated Cellulose ผ่านกระบวนการทางเคมีและวิศวกรรมการปั่นเส้นใยที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์เชิงรูปธรรมว่าเราสามารถนำวัสดุฐานชีวภาพจากธรรมชาติมาทำการวิศวกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยกระบวนการเหล่านี้ได้สร้างสรรค์กลุ่มเส้นใยที่มีชื่อเรียกเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มเติมขึ้นมาจากกลุ่มเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์จากพอลิเมอร์ดั้งเดิมที่คุ้นเคย ในมิติของคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อวัสดุเคหะสิ่งทอนั้น เส้นใยกลุ่ม Regenerated Fiber โดดเด่นอย่างยิ่งในเรื่องความสามารถในการติดสี (Dye Affinity) ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งกินสีได้ดีกว่าเส้นใยธรรมชาติปกติ ส่งผลให้สามารถย้อมสีได้สดใส อิ่มตัว และให้เฉดสีที่หนักแน่นกว่า นอกจากนี้ ด้วยปฏิกิริยาต่อสีย้อมที่แตกต่างกันระหว่างวัสดุ ยังช่วยเปิดกว้างความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์สไตล์ผ้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการย้อมให้เกิดเฉดสีที่แตกต่างกันหลายระดับ หรือการย้อมแยกสี การสร้างมิติ ของความด้าน เงา จากเอกลักษณ์ของชนิดเส้นใยนั้นๆ เช่น การผสม โพลีเอสเตอร์ กับ คอตตอน หรือ เรยอน และเส้นใย Regenerated อื่นๆ ในผืนผ้าเดียวกัน


ผ้าของนิทัสที่มีส่วนผสมของ
Rayon: 30094 BRANDON
Viscose: 30053 ATLANTIS, 30066 PARADISO, 40060 EBRU ART, 10570 LOFT
Bamboo Cellulose: 90056 BAMBAM


ตะเข็บโซฟาแบบนี้ เรียกว่าอะไร

แค่ “ตะเข็บโซฟาเปลี่ยน” ก็เปลี่ยนสไตล์เปลี่ยนอารมณ์การตกแต่งของบ้านคุณได้

เวลาที่เราเลือกซื้อหรือสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญอย่าง “โซฟา” หรือ “อาร์มแชร์” หลายคนมักจะโฟกัสไปที่รูปทรง สีสัน หรือประเภทของวัสดุอย่างผ้าและหนัง แต่รู้หรือไม่ว่า ดีเทลเล็กๆ ที่มักถูกมองข้ามอย่าง “รอยเย็บตะเข็บ” (Seam) นั้น มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดมู้ดแอนด์โทนและสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ

วันนี้ Nitas Tessile จะพาคุณไปเจาะลึกและทำความรู้จักกับ 6 รูปแบบตะเข็บโซฟายอดฮิต ที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับช่างหรือนักออกแบบได้ตรงใจมากยิ่งขึ้นในการสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ครั้งต่อไป


1. ตะเข็บเรียบ (Blind Seam / Plain Seam)

นี่คือรูปแบบรอยเย็บที่เบสิกและเป็นที่นิยมที่สุด ลักษณะเด่นคือการเย็บประกบผ้าหรือหนังแล้วซ่อนรอยเย็บไว้ด้านใน ทำให้เมื่อมองจากด้านนอกจะเห็นเพียงเส้นรอยต่อที่เรียบเนียน

แต่ในตะเข็บที่ดูธรรมดานี้ ถ้าเราพลิกตะเข็บหลังผ้าดูก็อาจจะเจอริมผ้าที่ลุ่ยอยู่ หรืออาจเจอการกุ๊นเก็บริมผ้า หรือถ้าเจอช่างเย็บที่มีความประณีต ก็จะเย็บFrench Seam หรือที่ช่างเย็บมักเรียกว่า ตะเข็บแบบเข้าถ้ำ ก็จะมีความเรียบร้อยมองไม่เห็นริมผ้า

  • สไตล์ที่เหมาะ: มินิมอล (Minimal), โมเดิร์น (Modern) และคอนเทมโพรารี (Contemporary) เพราะให้ความรู้สึกเรียบง่าย สบายตา และดูสะอาดสะอ้าน

2. ตะเข็บเกย (Lapped Seam)

เป็นการนำชิ้นผ้าหรือหนังมาวางเกยทับกันแล้วเย็บทับลงไป ทำให้เกิดเส้นสายที่ดูมีมิติและเท็กซ์เจอร์ที่ชัดเจนกว่าตะเข็บแบบเรียบ

  • สไตล์ที่เหมาะ: อินดัสเทรียล (Industrial) หรืองานหนังแท้ เพราะช่วยดึงความดิบเท่และโชว์ความหนาของวัสดุได้อย่างโดดเด่น

3. ตะเข็บเดินด้ายคู่ (Double-Stitched Seam)

เป็นการเย็บโชว์เส้นด้ายคู่ขนานกันสองเส้นอย่างประณีต นอกจากจะให้ความสวยงามและเพิ่มดีเทลให้เฟอร์นิเจอร์ดูมีราคาแล้ว ข้อดีสำคัญคือช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับรอยต่อได้เป็นอย่างดี

  • สไตล์ที่เหมาะ: คลาสสิก (Classic), ลักชูรี (Luxury) และโซฟาหนังที่ต้องการความทนทานสูง

4. ตะเข็บกุ๊นเชือก (Piping Seam)

ตะเข็บแบบนี้จะมีการสอดเชือกเส้นเล็กๆ หุ้มด้วยผ้าหรือหนัง เย็บแทรกเข้าไปตรงรอยต่อของตะเข็บ ช่วยเน้นเส้นขอบ (Outline) ของโซฟาหรือหมอนอิงให้ดูคมชัด เป็นทรงสวยงาม และป้องกันการลุ่ยของขอบผ้า

  • สไตล์ที่เหมาะ: ทรานสิชันนัล (Transitional) หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการเน้นรูปทรงเรขาคณิตให้ดูเป๊ะและมีลูกเล่น

5. ตะเข็บปีกนก (Flange Seam)

ลักษณะของตะเข็บปีกนกคือการเย็บเหลือขอบผ้าหรือหนังยื่นออกมาจากรอยต่อประมาณ 1-2 ซม. คล้ายกับปีกเล็กๆ ให้ความรู้สึกที่ดูพลิ้วไหว ไม่แข็งกระด้าง

  • สไตล์ที่เหมาะ: โบฮีเมียน (Bohemian), ชาเลต์ (Chalet) หรือโซฟาสไตล์แคชชวลที่เน้นความนุ่มนวล ผ่อนคลาย และดูเป็นกันเอง

6. ตะเข็บฟูกฝรั่งเศส (French Mattress Seam)

ตะเข็บที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก โดยจะมีการเย็บจับจีบที่ขอบให้ดูนูนขึ้นมาคล้ายกับขอบของที่นอนหรือฟูกในสมัยโบราณ เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยความประณีตของช่างเย็บ

  • สไตล์ที่เหมาะ: วินเทจ (Vintage), เชบบี้ชิค (Shabby Chic) หรืองานบุที่ต้องการกลิ่นอายความคลาสสิก หรูหรา และมีเสน่ห์แบบย้อนยุค

เห็นไหมว่าแค่เปลี่ยนรูปแบบ “ตะเข็บ” อารมณ์ของเฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสนุกกับการตกแต่งบ้าน และได้โซฟาที่สะท้อนตัวตนของคุณออกมาได้ดีที่สุด

หากคุณกำลังมองหาวัสดุผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และหนังเทียมคุณภาพสูง ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการออกแบบและทุกรูปแบบรอยเย็บ สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจและเลือกชมสินค้าได้ที่ Showroom Nitas Tessile สุขุมวิท 89


ผ้ากว้าง 1 หน้าผ้า ยาว 1 หลา หนักกี่กรัม จะรู้ได้ยังไง

การคำนวณน้ำหนักผ้าจากหน่วย GSM (Grams per Square Meter) ให้เป็น น้ำหนักรวมตามจำนวนหลา เป็นทักษะที่สำคัญมาก โดยเฉพาะงานม่านมอเตอร์ เพราะมอเตอร์แต่ละรุ่นจะมีขีดจำกัดในการรับน้ำหนัก (Load Capacity) หากคำนวณพลาดอาจทำให้มอเตอร์ทำงานหนักเกินไปหรือพังเร็วขึ้น

การเปลี่ยนค่า GSM เป็นน้ำหนักผ้าต่อหลา สำหรับงานม่านมอเตอร์

ในการนำเข้าผ้าจากต่างประเทศ มาตรฐานสากลจะระบุน้ำหนักเป็น GSM หรือกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นค่าน้ำหนักที่คงที่ของเนื้อผ้านั้นๆ แต่ในประเทศไทยเราซื้อขายผ้าเป็น “หลา” และผ้าแต่ละม้วนมี “หน้าผ้า (Width)” ไม่เท่ากัน ดังนั้นเราจึงต้องแปลงค่าเหล่านี้เพื่อให้ได้น้ำหนักที่แท้จริงของผ้าม่านหนึ่งผืน

ความแตกต่างที่สำคัญ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองนึกถึงการชั่งน้ำหนักผ้า 2 วิธีนี้:

  1. GSM (Grams per Square Meter): คือการตัดผ้าเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 1 x 1 เมตร แล้วนำมาชั่ง วิธีนี้เป็นมาตรฐานสากลเพราะไม่ว่าผ้าจะหน้ากว้างเท่าไหร่ ค่า GSM จะคงที่เสมอเพื่อบอกความหนา/ความหนาแน่นของเนื้อผ้า
  2. G/Y (Grams per Linear Yard): คือการตัดผ้าตามความยาว 1 หลา (91.44 ซม.) โดยที่ “ความกว้าง” เท่ากับหน้าผ้าจริง (เช่น 137, 150, 300 เซนติเมตร) แล้วนำมาชั่ง
    • ข้อดี: ช่วยให้คนทำผ้าหรือโรงงานคำนวณน้ำหนักรวมของผ้าทั้งม้วนได้ง่ายขึ้น หรือใช้คำนวณค่าขนส่งได้แม่นยำกว่า เพราะน้ำหนักนี้รวมความกว้างของผ้าเข้าไปแล้ว

ทำความรู้จักกับหน่วยวัดที่เกี่ยวข้อง

  • GSM (g/m²): น้ำหนักผ้าต่อพื้นที่ 1 x 1 เมตร
  • หน้าผ้า (Width): ในที่นี้สมมุติคือ 140 ซม. (หรือ 1.40 เมตร)
  • ความยาว (Length): 1 หลา เท่ากับ 0.9144 เมตร

สูตรการคำนวณน้ำหนักผ้าต่อ 1 หลา

1: หาน้ำหนักผ้า ยาว 1 เมตร กว้าง 1 หน้าผ้า

น้ำหนักต่อเมตร GSM (กรัม) x หน้าผ้า (เมตร)

ตัวอย่าง: ผ้า 300 GSM x หน้ากว้าง 1.40 เมตร = 420 กรัม/หน้าผ้ายาวหนึ่งเมตร

2: แปลงจาก “เมตร” เป็น “หลา”

เนื่องจาก 1 หลา ยาวเพียง 0.9144 เมตร น้ำหนักต่อหลาจึงต้องน้อยกว่าน้ำหนักต่อเมตร

420 x 0.9144 = 384.05 กรัม(หลาต่อหน้าผ้า)


ปวดหัวใช่ม๊ะ เราทำสูตรคำนวณสำเร็จรูปให้แล้ว เพียง ใส่ น้ำหนัก GSM และ ความกว้างหน้าผ้า เท่านั้นจบเลย


ข้อควรระวังสำหรับม่านมอเตอร์

ในการเลือกมอเตอร์ นอกจากน้ำหนักผ้าที่คุณคำนวณได้แล้ว อย่าลืมบวกปัจจัยเหล่านี้เพิ่มเข้าไปด้วย:

  • น้ำหนักอุปกรณ์: รางม่าน, ลูกล้อ, และชายถ่วง (Lead weight) มักจะบวกเพิ่มอีกประมาณ 1-2 กิโลกรัม ตามความยาวราง
  • แรงเสียดทาน (Friction): หากรางมีความโค้ง หรือผ้าม่านมีความฝืด มอเตอร์จะต้องออกแรงมากกว่าน้ำหนักจริง
  • Safety Factor: ควรเลือกมอเตอร์ที่รับน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักรวมที่คำนวณได้ประมาณ 20-30% เพื่อการใช้งานที่ยาวนาน

TPU Double-Sided Wide Width Blackout

มิติใหม่แห่งผ้าม่าน Blackout: นวัตกรรม “TPU Double-Sided Wide Width Blackout” สวยสมบูรณ์แบบทั้งสองด้าน กันแสง 100%

หากพูดถึงผ้าม่านกันแสง หรือ Blackout หลายคนคงคุ้นเคยกับผ้าที่มีด้านหนึ่งเป็นลายผ้าสวยงาม แต่อีกด้านกลับเป็นเนื้อสัมผัสแบบยางๆ หรือโฟมๆ ดูกระด้างๆ

แต่ปัจจุบัน นวัตกรรมสิ่งทอได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยี TPU Laminated Technology ที่จะมาเปลี่ยนนิยามของผ้าม่านกันแสงให้พรีเมียมยิ่งขึ้น

นวัตกรรมการประกบผ้า 3 ชั้น (The Triple-Layer Innovation)

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการนำ “ผ้า” สองผืนมาประกบกัน โดยมีฟิล์มชนิดพิเศษอยู่ตรงกลาง:

  1. First Layer (Poly Fabric): ผ้าโพลีเอสเตอร์ชั้นหน้า ให้สีสันและลวดลายตามดีไซน์ที่ต้องการ
  2. TPU Film (The Core): หัวใจสำคัญคือฟิล์ม TPU (Thermoplastic Polyurethane) ที่มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง และทนทาน ทำหน้าที่เป็นเสมือน “กำแพงแสง” ที่ปิดกั้นแสงสว่างได้สนิท
  3. Back Layer (Poly Fabric): ผ้าชั้นหลังที่ปิดทับฟิล์มไว้อีกที ทำให้มองจากมุมไหนก็เห็นเป็นเนื้อผ้าที่นุ่มนวล

ทำไมต้องเป็น TPU?

ฟิล์ม TPU ไม่เพียงแต่ช่วยเชื่อมประสานเนื้อผ้าเข้าด้วยกัน แต่ยังมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าการเคลือบโฟมหรือซิลิโคนแบบเดิมๆ:

  • Fabric Touch on Both Sides: ให้สัมผัสที่เป็น “เนื้อผ้า” จริงๆ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่มีผิวสัมผัสแบบพลาสติกหรือโฟมเหนียวๆ มาขัดใจ
  • 100% Light Shielding: มั่นใจได้ว่าแสงแดดจะไม่สามารถลอดผ่านได้ ช่วยให้ห้องมืดสนิท เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
  • Durability & Flexibility: มีความยืดหยุ่นสูง ไม่แตกหักหรือหลุดลอกง่ายเมื่อผ่านการซักหรือใช้งานในระยะยาว
  • Eco-Friendly (Recycled Polyester): นวัตกรรมนี้มักมาพร้อมกับการใช้วัสดุรีไซเคิล (Mono-material) ซึ่งง่ายต่อการนำไปหมุนเวียนใช้ใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผ้าม่าน Blackout ระบบ TPU Laminated Technology คือคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของ ฟังก์ชัน (กันแสง 100%) และ ดีไซน์ (สวยงามและนุ่มนวลทั้งสองด้าน) ไม่ว่าจะมองจากในห้องหรือมองเข้ามาจากนอกบ้าน คุณจะได้รับสัมผัสที่หรูหราและประสิทธิภาพการกันแสงระดับสูงสุด


ผ้า Nitas Tessile ที่เป็นคุณสมบัติ TPU Laminated Technology: 80054 Murky


เบื้องหลังผ้าพิมพ์สวยๆ เขาพิมพ์กันยังไงกัน?

เจาะลึก 6 ระบบพิมพ์ผ้า ที่ดีไซเนอร์ต้องรู้! 🧵🖨️ กว่าจะได้ผ้าสวยๆ หนึ่งม้วน ผ้าในอุตสาหกรรม (Evolution of Textile Printing Systems) ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง? วันนี้พามาดู Process การทำงานของเครื่องพิมพ์ผ้าแต่ละประเภทกันแบบชัดๆ ผ่านภาพ Infographic ที่เข้าใจง่ายที่สุด!

ใครสายผลิต ใครเจ้าของแบรนด์ หรือใครกำลังหาโรงงานผลิต ห้ามพลาดโพสต์นี้ครับ เลื่อนดูภาพประกอบ แล้วจะรู้ว่าระบบไหน “ตอบโจทย์” งานของคุณที่สุด! 👉

1. Silk Screen Printing (การพิมพ์ซิลค์สกรีนแบบ Flatbed & Roll-to-roll)

  • ต้นกำเนิดประเทศจีน (ราชวงศ์ซ่ง) พัฒนาสู่ระบบอุตสาหกรรมยุคใหม่โดย อังกฤษ/สหรัฐฯ (ต้นศตวรรษที่ 20)
  • วิธีการ: กวาดหมึกผ่านผ้าสกรีน (Mesh) ที่ขึงตึงบนกรอบไม้หรืออะลูมิเนียม โดยปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้หมึกผ่าน
  • วัสดุผ้า: ใช้ได้เกือบทุกชนิด (Cotton, Polyester, Silk, Linen)
  • สี: Plastisol, Water-based, Discharge
  • เครื่องมือ: บล็อกสกรีน, ยางปาด (Squeegee), โต๊ะพิมพ์ยาว (Long Table) หรือเครื่องเดินอัตโนมัติ
  • ข้อดี/ข้อเสีย: สีสด คมชัด ทนทานสูง / ทำบล็อกยุ่งยาก พิมพ์ไล่เฉดสีได้ยาก ช้ากว่าระบบอื่น
  • ความนิยมในผ้าม่าน: ปานกลาง เหมาะกับงาน Hand-made หรือผ้าม่านลวดลายเฉพาะเจาะจงที่เน้น Texture ของสีนูน

2. Rotary Screen Printing (การพิมพ์สกรีนแบบม้วน)

  • กำเนิดเมื่อ ค.ศ. 1963 โดยบริษัท Stork (เนเธอร์แลนด์)
  • วิธีการ: พัฒนาจาก Flatbed โดยม้วนตะแกรงสกรีนเป็นทรงกระบอก หมึกจะถูกอัดจากแกนกลางผ่านรูตะแกรงลงสู่ผ้าที่เคลื่อนที่ต่อเนื่อง
  • วัสดุผ้า: เกือบทุกชนิด (นิยมใช้กับ Cotton และ Synthetic สำหรับงานตกแต่งบ้าน)
  • สี: Pigment, Reactive, Vat, Disperse
  • เครื่องมือ: เครื่องพิมพ์ Rotary Machine ขนาดใหญ่, บล็อกทรงกระบอก (Nickel Screen)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ผลิตได้เร็วที่สุดในโลก ต้นทุนต่อหน่วยถูกมากเมื่อผลิตจำนวนมาก / ต้นทุนการตั้งเครื่องสูง ไม่คุ้มกับงานจำนวนน้อย
  • ความนิยมในผ้าม่าน: สูงที่สุด (ในอดีต-ปัจจุบัน) สำหรับผ้าม่านสำเร็จรูป (Mass Production) เพราะผลิตได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำ

3. Sublimation Printing (การพิมพ์ถ่ายโอนความร้อน)

  • กำเนิดช่วงทศวรรษ 1950-1960 พัฒนาเชิงพาณิชย์โดย ฝรั่งเศส (Noël de Plasse)
  • ระบบย่อย:
    • Sublimation: หมึกระเหิดเป็นแก๊สฝังในเส้นใย
    • Heat Transfer Paper: พิมพ์ลงกระดาษเคมีแล้วรีดทับ (เหมือนสติกเกอร์)
  • วิธีการ: พิมพ์ลวดลายลงบนกระดาษ (Transfer Paper) แล้วนำไปรีดอัดความร้อนใส่ผ้า
  • วัสดุผ้า: ต้องเป็น Polyester 100% หรือผสม Poly สูง (สำหรับ Sublimation)
  • สี: Disperse Dye (หมึกระเหิด)
  • เครื่องมือ: Printer Inkjet, เครื่องรีดร้อน (Heat Press/Calendar)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ภาพเสมือนจริง ไล่สีได้สวยงาม ไม่ต้องใช้น้ำในการล้าง (Dry Process) / ใช้กับผ้าฝ้าย (Cotton) ไม่ได้ (ถ้าไม่ได้เคลือบสาร)
  • ความนิยมในผ้าม่าน: สูงมาก ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผ้าม่านกันแสง (Dim-out) และผ้าโปร่ง เพราะส่วนใหญ่ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์

4. Digital Textile Printing (Inkjet / Direct-to-Fabric)

  • กำเนิดช่วงปลายทศวรรษ 1990 เริ่มแพร่หลายจริงจังหลังปี 2000 (ผู้นำเทคโนโลยี: ญี่ปุ่น, อิตาลี)
  • วิธีการ: หัวพ่นหมึก (Printhead) พ่นหมึกขนาดเล็กระดับไมครอนลงบนผ้าโดยตรง (เหมือน Printer กระดาษแต่เครื่องใหญ่กว่า)
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด (ขึ้นอยู่กับประเภทหมึกที่เลือกใส่เครื่อง)
  • สี: Reactive (ฝ้าย), Acid (ไหม/ไนลอน), Disperse (โพลี), Pigment (ทุกผ้า)
  • เครื่องมือ: Digital Textile Printer, เครื่องอบไอน้ำ (Steamer), เครื่องซัก (Washer)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ไม่จำกัดสี ไม่ต้องทำแม่พิมพ์ (Zero Setup), ผลิตตามสั่ง (On-demand) ได้ / ต้นทุนหมึกแพง, ความเร็วช้ากว่า Rotary
  • ความนิยมในผ้าม่าน: กำลังเติบโตสูง ในตลาด Hi-End และงาน Custom Made ที่ต้องการลายไม่ซ้ำใคร หรือลายภาพวาดศิลปะ

5. Digital Screen Printing Transfers (DST)

  • เป็นนวัตกรรมลูกผสมยุคใหม่ (Hybrid) ช่วงปี 2010s
  • วิธีการ: พิมพ์สีด้วยระบบ Digital ลงบนฟิล์มหรือกระดาษ แล้วพิมพ์ทับหลัง (White Backing) หรือกาวด้วยระบบ Screen Printing ก่อนนำไปรีดร้อน
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด รวมถึงผ้าสีเข้ม
  • สี: หมึก Digital ผสมกับ Plastisol หรือกาว
  • เครื่องมือ: เครื่อง Digital Printer + บล็อกสกรีน
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ได้รายละเอียดภาพแบบดิจิทัลแต่ได้ความทนทานแบบสกรีน พิมพ์บนผ้าสีเข้มได้ดี / ขั้นตอนซับซ้อนกว่า
  • ความนิยมในผ้าม่าน: น้อย ส่วนใหญ่นิยมในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า เพราะผ้าม่านมักพิมพ์ทั้งม้วน (Roll-to-Roll) ซึ่งระบบนี้ไม่ตอบโจทย์

6. Digital Film Transfer (DFT) 

  • เป็นนวัตกรรมดิจิทัลสมบูรณ์แบบยุคใหม่ (ช่วงปี 2020s) ที่พัฒนามาเพื่อลดขั้นตอนการทำบล็อก
  • วิธีการ: พิมพ์สี CMYK และหมึกขาวด้วยระบบ Digital Inkjet ลงบนฟิล์ม > โรยผงกาว (Powder) อัตโนมัติ > อบให้กาวละลาย > นำไปรีดร้อน
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด (Cotton, Polyester, Nylon, ผ้ากีฬา, ผ้าสีเข้ม)
  • สี: หมึก Pigment Digital + ผงกาว Hot Melt (TPU Powder)
  • เครื่องมือ: เครื่องพิมพ์ DTF + เครื่องเขย่าและอบผงกาว (Powder Shaker)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ไม่ต้องทำบล็อกสกรีน ทำจำนวนน้อยได้ง่าย รายละเอียดภาพสูงมาก / ต้นทุนหมึกและฟิล์มสูงกว่างานสกรีนหากทำจำนวนมหาศาล
  • ความนิยมในผ้าม่าน: น้อย (นิยมมากในงานเสื้อยืด เสื้อทีม กระเป๋าผ้า ที่ทำจำนวนไม่เยอะมากหรือลายเปลี่ยนบ่อย)

ดีดีดี ย่อ อะไรนะ งง ไปหมด

DTF (Direct-to-Fabric)

ปัจจุบันนิยมเรียก DTB (Direct-to-Bolt) เพื่อเลี่ยงความสับสนกับแบบฟิล์ม ศัพท์ยุคเก่าของอุตสาหกรรมพิมพ์ผ้าเมตร ปัจจุบันใช้ DTB เพื่อเน้นว่าเป็นการพิมพ์ลง “ม้วนผ้า” โดยตรง

DTF (Direct-to-Film)

ปัจจุบันนิยมเรียก DFT (Digital Film Transfer) เพื่อเลี่ยงความสับสนกับแบบแรก เทคโนโลยีใหม่ พิมพ์ภาพและโรยผงกาวลงบน “ฟิล์ม” เพื่อสร้างแผ่นทรานสเฟอร์ จากนั้นต้องนำไป “รีดร้อน” เพื่อย้ายลายลงบนผ้าหรือวัสดุต่างๆ (ใช้คำว่า DFT เพื่อเลี่ยงความสับสนกับอันแรก)

DTG (Direct-to-Garment)

การพิมพ์ตรงลงบน “เสื้อสำเร็จรูป” เป็นตัวๆ

DST (Digital Screen Printing Transfers)

ระบบพิมพ์ลูกผสม พิมพ์ภาพด้วยดิจิตอลลงบนแผ่นรอง แล้วใช้บล็อกสกรีนปาดกาวทับ จนได้เป็นแผ่นทรานสเฟอร์ แล้วจึงนำไป “รีดร้อน” ลงบนเสื้อหรือวัสดุที่ต้องการ

ตารางสรุปเปรียบเทียบ (เน้นอุตสาหกรรมผ้าม่าน)

ระบบการพิมพ์ความเร็วในการผลิตต้นทุน (จำนวนมาก)ความคมชัด/สีสันความนิยมในผ้าม่าน
Silk Screen (Flatbed)ต่ำปานกลางสูง (สีสด/สีนูนมี Texture)เน้นงาน Craft/Hand-made
(ผ้าม่านผ้าฝ้ายพื้นเมือง/งานศิลปะ)
Rotary Screenสูงมาก
(เร็วที่สุด)
ต่ำที่สุดปานกลาง (จำกัดจำนวนสี)เน้น Mass Production
(ผ้าม่านสำเร็จรูป/ขายส่ง)
Sublimationปานกลาง – สูงปานกลางสูงมาก (ภาพเสมือนจริง)เน้นงาน Polyester
(ผ้าม่านกันแสง Dim-out/ผ้าโปร่ง)
Digital (Inkjet)ต่ำ – ปานกลางสูงสูงที่สุด (ไม่จำกัดสี/ไล่โทนเนียน)เน้นงาน Premium/Custom
(สั่งทำตามขนาด/Collection พิเศษ)
DST (Digital Screen Transfer)ปานกลาง (ขั้นตอนซับซ้อน)ปานกลาง – สูงสูง (รายละเอียดดิจิทัล + ความทนทานสกรีน)น้อย
(ไม่เหมาะกับผ้าหน้ากว้าง/เน้นใช้กับเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า)

ตัวอย่างผ้าพิมพ์ของนิทัส รอก่อนนะ ผ้ากไลังนำเข้าจากต่างประเทศ

40066 CHAIYO

40065 CHANG


ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต

ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต (Traditional Dyeing Wisdom in the Past) ก่อนที่ความรู้ทางเคมีสมัยใหม่จะเข้ามา มนุษย์ใช้สิ่งของจากธรรมชาติรอบตัวเพื่อการย้อมผ้า โดยอาศัยทั้ง สีจากธรรมชาติและ สารช่วยย้อม (mordant หรือกรด-ด่างธรรมชาติ) ที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

แหล่งสีย้อมธรรมชาติ

  • เปลือกไม้ ใบไม้ และรากไม้ → เช่น เปลือกประดู่ เปลือกมะเกลือ ให้สีน้ำตาล–ดำ
  • พืชให้สีฟ้า–คราม → เช่น คราม (Indigofera tinctoria) ใช้หมักให้เกิดสีน้ำเงินคราม
  • ดอกไม้และผลไม้ → เช่น ดอกคำฝอยให้สีเหลือง–ส้ม เปลือกทับทิมให้สีเหลือง
  • สัตว์บางชนิด → เช่น ครั่ง (lac dye) ที่ได้จากแมลง ให้สีแดงอมม่วง

ในกรณีแบ่งตามสีต่างๆ

  • สีน้ำเงิน/สีคราม → ใบและเถา ของ คราม (Indigofera tinctoria), ฮ่อม
  • สีเหลือง → ขมิ้น, แก่นขนุน, ดอกดาวเรืองดอก, ใบมะม่วง และ เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล
  • สีแดง/สีชมพู → ครั่ง (จากแมลงครั่ง), แก่นฝาง, ดอกคำฝอย, เปลือกรากยอ
  • สีเขียว → ใบหูกวางสด, เปลือกต้นมะริดไม้
  • สีน้ำตาล → เปลือกโกงกาง, เปลือกผลเงาะสด, เมล็ดคั่วบดกาแฟ หรือ ใบชา
  • สีส้ม → ผลและเมล็ดคำแสด, เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล, เปลือกและรากยอ
  • สีดำ/สีเทา → ลูกมะเกลือดิบ, เปลือกสมอ, ดินโคลน (ใช้ในการหมักหรือย้อม)

นอกจากการได้สีตรงๆ แล้วยังมีเทคนิคการย้อมทับอีกด้วย เช่น อยากได้สีเขียว โดยการย้อม คราม แล้วย้อมทับด้วยสีเหลืองจากใบมะม่วง เป็นต้น

สีน้ำเงินจากธรรมชาติ จาก ต้นคราม กับ ต้นฮ่อม เป็นพืชคนละชนิดกัน แต่ถูกใช้เป็นสีย้อมสีน้ำเงิน/ครามเหมือนกัน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่ทับซ้อนกันมาก เป็นพืชที่ให้สีครามที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับย้อมสีในภาคอีสานของไทย

รายละเอียดต้นคราม
(True Indigo)
ต้นฮ่อม
(Strobilanthes/
Baphicacanthus)
ชื่อวิทยาศาสตร์Indigofera tinctoria Linn.Strobilanthes cusia (Nees) Bremek. หรือ ชื่อพ้องคือ Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek.
วงศ์Fabaceae
(วงศ์ถั่ว)
Acanthaceae 
(วงศ์เหงือกปลาหมอ)
ชื่อสามัญ (อังกฤษ)Indigo, True IndigoAssam Indigo, Chinese Rain Bell
ชื่อไทย (ทั่วไป)ครามฮ่อม
ชื่อไทยตามภูมิภาคคาม (ภาคเหนือ, ภาคอีสาน)ครามดอย (แม่ฮ่องสอน) ฮ่อมเมือง, ฮ่อมหลวง, ฮ่อมน้อย (น่าน, เชียงใหม่, แพร่) ครามหลอย
ลักษณะไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาวสีชมพูหรือม่วงแดง ฝักเล็กคล้ายฝักถั่ว มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo)พืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบมีขนาดใหญ่กว่าคราม มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo) เช่นกัน
พื้นที่ปลูกในไทยส่วนใหญ่พบมากใน ภาคอีสาน (เช่น สกลนคร)ส่วนใหญ่พบมากใน ภาคเหนือ (เช่น แพร่, น่าน)

สารช่วยย้อมจากธรรมชาติ

  • ขี้เถ้าไม้ → เมื่อนำมาละลายน้ำได้ น้ำด่างอ่อน (alkaline water) ใช้ช่วยย้อมให้สีติดดีขึ้น
  • น้ำส้มสายชู หรือน้ำหมักผลไม้เปรี้ยว → ให้สภาพเป็น กรดอ่อน ใช้ปรับสมดุลการย้อมบางชนิด
  • สารส้ม (alum) ที่หาได้จากธรรมชาติ ใช้เป็น สารช่วยยึดเกาะ (mordant) ให้สีติดทนนาน
  • เปลือกไม้ฝาด (tannin) → มีรสฝาด ใช้คู่กับสารส้มเพื่อช่วยฟิกซ์สีบนเส้นใยฝ้ายและไหม

เส้นใยที่ย้อมได้ในอดีต เส้นใยธรรมชาติเท่านั้น เช่น ฝ้าย ปอ ป่าน ไหม ขนสัตว์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์, ไนลอน, อะคริลิก) เพิ่งถูกคิดค้นในยุคอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 20 และต้องใช้สีย้อมเฉพาะทางเคมีสูง + อุณหภูมิ/แรงดันเกิน 100 °C ซึ่งชาวบ้านในอดีตไม่สามารถทำได้

  • ฝ้าย / ปอ / ป่าน (เส้นใยพืช – เซลลูโลส) → ย้อมด้วย พืชให้สี + สารฝาด (tannin) + สารส้ม (alum) + น้ำด่างจากขี้เถ้า
  • ไหม / ขนสัตว์ (เส้นใยโปรตีน) → ย้อมด้วย ครั่ง (แมลง), คราม, เปลือกไม้, ดอกไม้/ผลไม้ให้สี และใช้ กรดอ่อน (น้ำส้มสายชู, น้ำหมักผลไม้) ช่วยให้สีติด

พูดง่าย ๆ คือ: เส้นใยพืชใช้ด่าง/สารฝาดช่วยย้อม, เส้นใยสัตว์ใช้กรดอ่อน/สารส้มช่วยฟิกซ์สี


Dye Class vs Dye Method

  • Dye Class (ชนิดสีย้อม): หมายถึง ประเภทของสีย้อม ที่ถูกจัดกลุ่มตามคุณสมบัติทางเคมีของตัวสีย้อมเอง และความเหมาะสมในการย้อมเส้นใยแต่ละชนิด (เช่น Reactive Dye สำหรับผ้าฝ้าย, Disperse Dye สำหรับโพลีเอสเตอร์)
  • Dye Method (วิธีการย้อม): หมายถึง ขั้นตอนหรือช่วงเวลาในกระบวนการผลิต ที่นำเส้นใยหรือผ้าไปย้อมสี (เช่น Yarn Dye ย้อมตอนเป็นเส้นด้าย, Piece Dye ย้อมตอนเป็นผืนผ้า, Garment Dye ย้อมตอนเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

DYE CLASS

ชนิดสีย้อม คือ ประเภทของสีย้อม ที่ใช้ ตามคุณสมบัติทางเคมีของเส้นใย

ชนิดสีย้อม
ปี/ผู้คิดค้น
เส้นใยที่ใช้/ความหมายวิธีการติด/พันธะความคงทน/คุณสมบัติเงื่อนไขในการย้อม / สารที่ช่วย
CATIONIC DYE
(Basic Dye),
1856
William Henry Perkin (อังกฤษ)
เส้นใยประจุลบ (anionic): อะคริลิก, modified polyesterแรงดึงดูดประจุ (+) ของสีย้อม กับประจุ (-) บนเส้นใยสีสด สว่าง ติดทน แต่ความทนแสงต่ำกว่า Disperseย้อมที่อุณหภูมิสูง (80–100 °C) มักเติมเกลือหรือกรดอ่อนช่วยย้อม
ACID DYE,
1870
เส้นใยโปรตีน (ขนสัตว์, ไหม) และไนลอนพันธะไฟฟ้าสถิตระหว่างหมู่ –SO₃⁻ ของสีย้อม กับหมู่ –NH₃⁺ ของเส้นใยความคงทนแสงและซักดีปานกลาง–สูง สีสดใช้กรดอ่อน (pH 4–5) และอุณหภูมิ 80–100 °C
DIRECT DYE,  
1880s
เส้นใยเซลลูโลส (ฝ้าย, เรยอน)ยึดเกาะด้วยพันธะไฮโดรเจน และแรง Van der Waals กับเส้นใยความคงทนต่ำกว่าสี Reactive และ Vat แต่ย้อมง่าย ราคาถูกต้องใช้ เกลือ (NaCl หรือ Na₂SO₄) ช่วยผลักสีย้อมเข้าสู่เส้นใย อุณหภูมิ 80–100 °C
VAT DYE,
1901
Adolf von Baeyer (เยอรมนี)
เส้นใยเซลลูโลส เช่น ฝ้าย และ เดนิม (Indigo)สีย้อมถูกรีดิวซ์เป็น leuco form (ไม่มีสี) ละลายน้ำได้ ซึมเข้าเส้นใย แล้วออกซิไดซ์กลับเป็นสีจริงความคงทนแสงและซักสูงมาก ที่สุดในบรรดาสีย้อมทั้งหมดใช้ สารรีดิวซ์ Na₂S₂O₄ และ ด่าง NaOH ช่วยละลาย ก่อนออกซิไดซ์ด้วยอากาศ
DISPERSE DYE,
1920S
เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ อะซีเตต ไนลอนสีย้อมไม่ละลายน้ำ กระจายตัวด้วย dispersing agent เข้าสู่เส้นใยด้วยการแพร่ให้สีสด ความคงทนแสงดี ใช้ได้ดีที่สุดกับโพลีเอสเตอร์ต้องใช้อุณหภูมิสูง (130 °C ใน หม้อแรงดัน HT dyeing) หรือใช้ Carrier ที่ 100 °C
REACTIVE DYE,
1954
บริษัท ICI (อังกฤษ)
เส้นใยเซลลูโลส (ฝ้าย, เรยอน, ลินิน) และเส้นใยโปรตีน (ขนสัตว์, ไหม)เกิดพันธะโควาเลนต์ (covalent bond) ระหว่างหมู่ –OH หรือ –NH₂ ของเส้นใย กับสีย้อมความคงทนสูง ทั้งแสงและการซัก สีสดมากต้องใช้ ด่าง (เช่น Na₂CO₃ หรือ NaOH) เพื่อเปิดหมู่ –OH ให้เกิดปฏิกิริยา

สรุปหลักการย้อมและคำศัพท์เคมีพื้นฐาน

การย้อมผ้าคือการทำให้สีย้อมเข้าไปยึดติดกับเส้นใยอย่างถาวร ซึ่งอาศัยหลักการทางเคมีที่แตกต่างกันไปตามประเภทสีย้อมและเส้นใย

หลักการ/สภาวะคำอธิบายหลักการย้อม
แรงประจุบวก–ลบ
Cationic Dye (+),
Acid Dye (–)
อาศัยแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าตรงข้ามกัน (Ionic Bond)
ควบคุมสภาวะ กรด/ด่าง
Acid Dye (ต้องใช้กรด), 
Reactive Dye (ต้องใช้ด่าง)
สภาวะ pH ที่เหมาะสมจะช่วยเปิดหมู่ฟังก์ชันในเส้นใยหรือทำให้สีย้อมทำปฏิกิริยาได้
รีดิวซ์ + ออกซิไดซ์
(Vat Dye)
ต้องเปลี่ยนรูปสีย้อมที่ไม่ละลายน้ำให้เป็นรูปละลายน้ำได้ (Leuco form) ก่อน จึงค่อยเปลี่ยนกลับเป็นรูปไม่ละลายน้ำในเส้นใย
พันธะโควาเลนต์
(Reactive Dye)
การสร้างพันธะเคมีถาวรระหว่างสีย้อมกับเส้นใย ทำให้สีติดทนทานที่สุด

คำศัพท์เคมีและสารช่วยย้อมที่สำคัญ (Auxiliary Chemicals)

สารเคมี
ชื่อไทย / ชื่อสามัญ
หน้าที่และการทำงานในการย้อม
NaCl
โซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง)
(Sodium Chloride) 
Electrolyte (อิเล็กโทรไลต์): ลดแรงผลักระหว่างสีย้อมประจุลบ (ส่วนใหญ่) กับเส้นใย → ช่วยดันสีย้อมให้ซึมเข้าเส้นใยฝ้าย
NaOH
โซเดียมไฮดรอกไซด์ (ด่างเข้มข้น)
(Sodium Hydroxide)
ด่างควบคุม pH: ปรับสภาวะให้เป็นด่างเข้มข้น → จำเป็นสำหรับกระบวนการ รีดิวซ์ ของ Vat Dye และใช้ในการย้อม Sulfur Dye
Na₂SO₄ 
โซเดียมซัลเฟต
(Sodium Sulfate)
(Glauber’s salt)
Electrolyte เช่นเดียวกับ NaCl ใช้เพื่อช่วย ดันสีย้อมเข้าเส้นใย มักใช้ใน Reactive Dye และ Direct Dye บนฝ้าย
Na₂S₂O₄ 
โซเดียมไดไธโอไนต์
(Sodium Dithionite)
สารรีดิวซ์ (Reducing agent): ใช้เฉพาะใน Vat Dye → เปลี่ยน Vat Dye ให้เป็น Leuco form (ละลายน้ำได้)
Na₂CO₃
โซดาแอช
(Sodium Carbonate)
สารด่าง (Alkali agent): ปรับ pH ให้เป็นด่าง → เปิดหมู่ −OH บนเส้นใยฝ้าย เพื่อให้ Reactive Dye สร้างพันธะโควาเลนต์ได้

คำศัพท์เฉพาะทางเคมีสิ่งทอ

คำศัพท์ความหมายและบทบาท
LEUCO FORM
ลู-โค ฟอร์ม
รูปที่ถูกรีดิวซ์ของสีย้อม Vat Dye (เช่น คราม) → เป็นรูปที่ ละลายน้ำได้ และ ไม่มีสี/สีจาง → ทำให้สีย้อมสามารถ ซึมเข้าสู่เส้นใย ได้ เมื่อโดนอากาศจะ ถูกออกซิไดซ์ กลับเป็นรูปสีเข้มที่ไม่ละลายน้ำและติดแน่นในเส้นใย
COVALENT BOND
โค-เว-เลินท์ บอนด์
พันธะโควาเลนต์ → พันธะที่เกิดจากการ แชร์อิเล็กตรอนร่วมกัน เป็นพันธะเคมีที่ แข็งแรงและถาวรที่สุด ในการย้อมผ้า →ทำให้ Reactive Dye ติดทนถาวร กับเส้นใยฝ้าย
−SO3−​
(Sulfonate group)
ซัล-โฟ-เนต กรุ๊ป
หมู่ซัลโฟเนต → หมู่เคมีที่มักพบในสีย้อม (เช่น Acid/Direct/Reactive Dye) → มีคุณสมบัติทำให้สีย้อมมี ประจุลบ (–) และ ละลายน้ำได้ดี
−NH3+​
(Protonated amine group)
โพร-โท-เน-เต็ด อะ-มีน กรุ๊ป
หมู่แอมโมเนียม → หมู่ที่เกิดจาก Amine group (–NH2​) บนเส้นใยโปรตีน (Wool, Silk) หรือไนลอน เมื่ออยู่ในสภาวะกรด →ทำให้เส้นใยมี ประจุบวก (+) พร้อมที่จะจับกับ Acid Dye
ELECTROLYTE
อิ-เล็ก-โทร-ไลต์
อิเล็กโทรไลต์ → สารที่แตกตัวเป็นไอออน (Na+,Cl−) เมื่อละลายน้ำ → ในการย้อมผ้าจะใช้เพื่อ ควบคุมความเร็วและปริมาณการย้อม โดยเฉพาะการย้อมฝ้ายด้วยสีย้อมที่มีประจุลบ


DYE METHOD

วิธีการย้อม คือ ขั้นตอน/ช่วงเวลาที่นำเส้นใยหรือผ้าไปย้อม

ประเภทความหมายความคงทนของสี / คุณสมบัติ
SOLUTION DYE
(Dope Dyed)
โซลูชัน-ดาย (โดป-ดายด์)
ผสม pigment ลงใน polymer melt ก่อนปั่นเส้นใย สีฝังในโครงสร้าง ทน UV, ซัก, คลอรีน และสภาพกลางแจ้งสูงสุด ใช้กับ outdoor fabric
FIBRE DYE
ไฟเบอร์-ดาย
ย้อมตั้งแต่ยังเป็นเส้นใยก่อนปั่นได้สีที่แทรกทั่วเส้นใย เฉดสีแบบ Heather look
YARN DYE
ยาร์น-ดาย
ย้อมเป็นเส้นด้ายก่อนทอทำให้ได้ลวดลายทอชัด เช่น Tartan, Gingham, Denim
PIECE DYE
พีซ-ดาย
ย้อมทีหลัง หลังจากทอเป็นผ้าเสร็จ ต้นทุนต่ำ เหมาะกับผ้าสีพื้น แต่ความทนแสงต่ำกว่า Solution Dye
GARMENT DYE
การ์เมนท์-ดาย
ย้อมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้ลุควินเทจ, ซีด, สีไม่สม่ำเสมอ (intended effect)

สรุป

  • Dye Class (Cationic, Reactive, Disperse ฯลฯ) = ชนิดของสีย้อม (ทางเคมี)
  • Dye Method (Solution dye, Yarn dye ฯลฯ) = วิธีการย้อม (ขั้นตอนผลิต)