TPU Double-Sided Wide Width Blackout

มิติใหม่แห่งผ้าม่าน Blackout: นวัตกรรม “TPU Double-Sided Wide Width Blackout” สวยสมบูรณ์แบบทั้งสองด้าน กันแสง 100%

หากพูดถึงผ้าม่านกันแสง หรือ Blackout หลายคนคงคุ้นเคยกับผ้าที่มีด้านหนึ่งเป็นลายผ้าสวยงาม แต่อีกด้านกลับเป็นเนื้อสัมผัสแบบยางๆ หรือโฟมๆ ดูกระด้างๆ

แต่ปัจจุบัน นวัตกรรมสิ่งทอได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยี TPU Laminated Technology ที่จะมาเปลี่ยนนิยามของผ้าม่านกันแสงให้พรีเมียมยิ่งขึ้น

นวัตกรรมการประกบผ้า 3 ชั้น (The Triple-Layer Innovation)

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการนำ “ผ้า” สองผืนมาประกบกัน โดยมีฟิล์มชนิดพิเศษอยู่ตรงกลาง:

  1. First Layer (Poly Fabric): ผ้าโพลีเอสเตอร์ชั้นหน้า ให้สีสันและลวดลายตามดีไซน์ที่ต้องการ
  2. TPU Film (The Core): หัวใจสำคัญคือฟิล์ม TPU (Thermoplastic Polyurethane) ที่มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง และทนทาน ทำหน้าที่เป็นเสมือน “กำแพงแสง” ที่ปิดกั้นแสงสว่างได้สนิท
  3. Back Layer (Poly Fabric): ผ้าชั้นหลังที่ปิดทับฟิล์มไว้อีกที ทำให้มองจากมุมไหนก็เห็นเป็นเนื้อผ้าที่นุ่มนวล

ทำไมต้องเป็น TPU?

ฟิล์ม TPU ไม่เพียงแต่ช่วยเชื่อมประสานเนื้อผ้าเข้าด้วยกัน แต่ยังมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าการเคลือบโฟมหรือซิลิโคนแบบเดิมๆ:

  • Fabric Touch on Both Sides: ให้สัมผัสที่เป็น “เนื้อผ้า” จริงๆ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่มีผิวสัมผัสแบบพลาสติกหรือโฟมเหนียวๆ มาขัดใจ
  • 100% Light Shielding: มั่นใจได้ว่าแสงแดดจะไม่สามารถลอดผ่านได้ ช่วยให้ห้องมืดสนิท เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
  • Durability & Flexibility: มีความยืดหยุ่นสูง ไม่แตกหักหรือหลุดลอกง่ายเมื่อผ่านการซักหรือใช้งานในระยะยาว
  • Eco-Friendly (Recycled Polyester): นวัตกรรมนี้มักมาพร้อมกับการใช้วัสดุรีไซเคิล (Mono-material) ซึ่งง่ายต่อการนำไปหมุนเวียนใช้ใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผ้าม่าน Blackout ระบบ TPU Laminated Technology คือคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของ ฟังก์ชัน (กันแสง 100%) และ ดีไซน์ (สวยงามและนุ่มนวลทั้งสองด้าน) ไม่ว่าจะมองจากในห้องหรือมองเข้ามาจากนอกบ้าน คุณจะได้รับสัมผัสที่หรูหราและประสิทธิภาพการกันแสงระดับสูงสุด


ผ้า Nitas Tessile ที่เป็นคุณสมบัติ TPU Laminated Technology: 80054 Murky


เบื้องหลังผ้าพิมพ์สวยๆ เขาพิมพ์กันยังไงกัน?

เจาะลึก 6 ระบบพิมพ์ผ้า ที่ดีไซเนอร์ต้องรู้! 🧵🖨️ กว่าจะได้ผ้าสวยๆ หนึ่งม้วน ผ้าในอุตสาหกรรม (Evolution of Textile Printing Systems) ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง? วันนี้พามาดู Process การทำงานของเครื่องพิมพ์ผ้าแต่ละประเภทกันแบบชัดๆ ผ่านภาพ Infographic ที่เข้าใจง่ายที่สุด!

ใครสายผลิต ใครเจ้าของแบรนด์ หรือใครกำลังหาโรงงานผลิต ห้ามพลาดโพสต์นี้ครับ เลื่อนดูภาพประกอบ แล้วจะรู้ว่าระบบไหน “ตอบโจทย์” งานของคุณที่สุด! 👉

1. Silk Screen Printing (การพิมพ์ซิลค์สกรีนแบบ Flatbed & Roll-to-roll)

  • ต้นกำเนิดประเทศจีน (ราชวงศ์ซ่ง) พัฒนาสู่ระบบอุตสาหกรรมยุคใหม่โดย อังกฤษ/สหรัฐฯ (ต้นศตวรรษที่ 20)
  • วิธีการ: กวาดหมึกผ่านผ้าสกรีน (Mesh) ที่ขึงตึงบนกรอบไม้หรืออะลูมิเนียม โดยปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้หมึกผ่าน
  • วัสดุผ้า: ใช้ได้เกือบทุกชนิด (Cotton, Polyester, Silk, Linen)
  • สี: Plastisol, Water-based, Discharge
  • เครื่องมือ: บล็อกสกรีน, ยางปาด (Squeegee), โต๊ะพิมพ์ยาว (Long Table) หรือเครื่องเดินอัตโนมัติ
  • ข้อดี/ข้อเสีย: สีสด คมชัด ทนทานสูง / ทำบล็อกยุ่งยาก พิมพ์ไล่เฉดสีได้ยาก ช้ากว่าระบบอื่น
  • ความนิยมในผ้าม่าน: ปานกลาง เหมาะกับงาน Hand-made หรือผ้าม่านลวดลายเฉพาะเจาะจงที่เน้น Texture ของสีนูน

2. Rotary Screen Printing (การพิมพ์สกรีนแบบม้วน)

  • กำเนิดเมื่อ ค.ศ. 1963 โดยบริษัท Stork (เนเธอร์แลนด์)
  • วิธีการ: พัฒนาจาก Flatbed โดยม้วนตะแกรงสกรีนเป็นทรงกระบอก หมึกจะถูกอัดจากแกนกลางผ่านรูตะแกรงลงสู่ผ้าที่เคลื่อนที่ต่อเนื่อง
  • วัสดุผ้า: เกือบทุกชนิด (นิยมใช้กับ Cotton และ Synthetic สำหรับงานตกแต่งบ้าน)
  • สี: Pigment, Reactive, Vat, Disperse
  • เครื่องมือ: เครื่องพิมพ์ Rotary Machine ขนาดใหญ่, บล็อกทรงกระบอก (Nickel Screen)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ผลิตได้เร็วที่สุดในโลก ต้นทุนต่อหน่วยถูกมากเมื่อผลิตจำนวนมาก / ต้นทุนการตั้งเครื่องสูง ไม่คุ้มกับงานจำนวนน้อย
  • ความนิยมในผ้าม่าน: สูงที่สุด (ในอดีต-ปัจจุบัน) สำหรับผ้าม่านสำเร็จรูป (Mass Production) เพราะผลิตได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำ

3. Sublimation Printing (การพิมพ์ถ่ายโอนความร้อน)

  • กำเนิดช่วงทศวรรษ 1950-1960 พัฒนาเชิงพาณิชย์โดย ฝรั่งเศส (Noël de Plasse)
  • ระบบย่อย:
    • Sublimation: หมึกระเหิดเป็นแก๊สฝังในเส้นใย
    • Heat Transfer Paper: พิมพ์ลงกระดาษเคมีแล้วรีดทับ (เหมือนสติกเกอร์)
  • วิธีการ: พิมพ์ลวดลายลงบนกระดาษ (Transfer Paper) แล้วนำไปรีดอัดความร้อนใส่ผ้า
  • วัสดุผ้า: ต้องเป็น Polyester 100% หรือผสม Poly สูง (สำหรับ Sublimation)
  • สี: Disperse Dye (หมึกระเหิด)
  • เครื่องมือ: Printer Inkjet, เครื่องรีดร้อน (Heat Press/Calendar)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ภาพเสมือนจริง ไล่สีได้สวยงาม ไม่ต้องใช้น้ำในการล้าง (Dry Process) / ใช้กับผ้าฝ้าย (Cotton) ไม่ได้ (ถ้าไม่ได้เคลือบสาร)
  • ความนิยมในผ้าม่าน: สูงมาก ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผ้าม่านกันแสง (Dim-out) และผ้าโปร่ง เพราะส่วนใหญ่ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์

4. Digital Textile Printing (Inkjet / Direct-to-Fabric)

  • กำเนิดช่วงปลายทศวรรษ 1990 เริ่มแพร่หลายจริงจังหลังปี 2000 (ผู้นำเทคโนโลยี: ญี่ปุ่น, อิตาลี)
  • วิธีการ: หัวพ่นหมึก (Printhead) พ่นหมึกขนาดเล็กระดับไมครอนลงบนผ้าโดยตรง (เหมือน Printer กระดาษแต่เครื่องใหญ่กว่า)
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด (ขึ้นอยู่กับประเภทหมึกที่เลือกใส่เครื่อง)
  • สี: Reactive (ฝ้าย), Acid (ไหม/ไนลอน), Disperse (โพลี), Pigment (ทุกผ้า)
  • เครื่องมือ: Digital Textile Printer, เครื่องอบไอน้ำ (Steamer), เครื่องซัก (Washer)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ไม่จำกัดสี ไม่ต้องทำแม่พิมพ์ (Zero Setup), ผลิตตามสั่ง (On-demand) ได้ / ต้นทุนหมึกแพง, ความเร็วช้ากว่า Rotary
  • ความนิยมในผ้าม่าน: กำลังเติบโตสูง ในตลาด Hi-End และงาน Custom Made ที่ต้องการลายไม่ซ้ำใคร หรือลายภาพวาดศิลปะ

5. Digital Screen Printing Transfers (DST)

  • เป็นนวัตกรรมลูกผสมยุคใหม่ (Hybrid) ช่วงปี 2010s
  • วิธีการ: พิมพ์สีด้วยระบบ Digital ลงบนฟิล์มหรือกระดาษ แล้วพิมพ์ทับหลัง (White Backing) หรือกาวด้วยระบบ Screen Printing ก่อนนำไปรีดร้อน
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด รวมถึงผ้าสีเข้ม
  • สี: หมึก Digital ผสมกับ Plastisol หรือกาว
  • เครื่องมือ: เครื่อง Digital Printer + บล็อกสกรีน
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ได้รายละเอียดภาพแบบดิจิทัลแต่ได้ความทนทานแบบสกรีน พิมพ์บนผ้าสีเข้มได้ดี / ขั้นตอนซับซ้อนกว่า
  • ความนิยมในผ้าม่าน: น้อย ส่วนใหญ่นิยมในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า เพราะผ้าม่านมักพิมพ์ทั้งม้วน (Roll-to-Roll) ซึ่งระบบนี้ไม่ตอบโจทย์

6. Digital Film Transfer (DFT) 

  • เป็นนวัตกรรมดิจิทัลสมบูรณ์แบบยุคใหม่ (ช่วงปี 2020s) ที่พัฒนามาเพื่อลดขั้นตอนการทำบล็อก
  • วิธีการ: พิมพ์สี CMYK และหมึกขาวด้วยระบบ Digital Inkjet ลงบนฟิล์ม > โรยผงกาว (Powder) อัตโนมัติ > อบให้กาวละลาย > นำไปรีดร้อน
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด (Cotton, Polyester, Nylon, ผ้ากีฬา, ผ้าสีเข้ม)
  • สี: หมึก Pigment Digital + ผงกาว Hot Melt (TPU Powder)
  • เครื่องมือ: เครื่องพิมพ์ DTF + เครื่องเขย่าและอบผงกาว (Powder Shaker)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ไม่ต้องทำบล็อกสกรีน ทำจำนวนน้อยได้ง่าย รายละเอียดภาพสูงมาก / ต้นทุนหมึกและฟิล์มสูงกว่างานสกรีนหากทำจำนวนมหาศาล
  • ความนิยมในผ้าม่าน: น้อย (นิยมมากในงานเสื้อยืด เสื้อทีม กระเป๋าผ้า ที่ทำจำนวนไม่เยอะมากหรือลายเปลี่ยนบ่อย)

ดีดีดี ย่อ อะไรนะ งง ไปหมด

DTF (Direct-to-Fabric)

ปัจจุบันนิยมเรียก DTB (Direct-to-Bolt) เพื่อเลี่ยงความสับสนกับแบบฟิล์ม ศัพท์ยุคเก่าของอุตสาหกรรมพิมพ์ผ้าเมตร ปัจจุบันใช้ DTB เพื่อเน้นว่าเป็นการพิมพ์ลง “ม้วนผ้า” โดยตรง

DTF (Direct-to-Film)

ปัจจุบันนิยมเรียก DFT (Digital Film Transfer) เพื่อเลี่ยงความสับสนกับแบบแรก เทคโนโลยีใหม่ พิมพ์ภาพและโรยผงกาวลงบน “ฟิล์ม” เพื่อสร้างแผ่นทรานสเฟอร์ จากนั้นต้องนำไป “รีดร้อน” เพื่อย้ายลายลงบนผ้าหรือวัสดุต่างๆ (ใช้คำว่า DFT เพื่อเลี่ยงความสับสนกับอันแรก)

DTG (Direct-to-Garment)

การพิมพ์ตรงลงบน “เสื้อสำเร็จรูป” เป็นตัวๆ

DST (Digital Screen Printing Transfers)

ระบบพิมพ์ลูกผสม พิมพ์ภาพด้วยดิจิตอลลงบนแผ่นรอง แล้วใช้บล็อกสกรีนปาดกาวทับ จนได้เป็นแผ่นทรานสเฟอร์ แล้วจึงนำไป “รีดร้อน” ลงบนเสื้อหรือวัสดุที่ต้องการ

ตารางสรุปเปรียบเทียบ (เน้นอุตสาหกรรมผ้าม่าน)

ระบบการพิมพ์ความเร็วในการผลิตต้นทุน (จำนวนมาก)ความคมชัด/สีสันความนิยมในผ้าม่าน
Silk Screen (Flatbed)ต่ำปานกลางสูง (สีสด/สีนูนมี Texture)เน้นงาน Craft/Hand-made
(ผ้าม่านผ้าฝ้ายพื้นเมือง/งานศิลปะ)
Rotary Screenสูงมาก
(เร็วที่สุด)
ต่ำที่สุดปานกลาง (จำกัดจำนวนสี)เน้น Mass Production
(ผ้าม่านสำเร็จรูป/ขายส่ง)
Sublimationปานกลาง – สูงปานกลางสูงมาก (ภาพเสมือนจริง)เน้นงาน Polyester
(ผ้าม่านกันแสง Dim-out/ผ้าโปร่ง)
Digital (Inkjet)ต่ำ – ปานกลางสูงสูงที่สุด (ไม่จำกัดสี/ไล่โทนเนียน)เน้นงาน Premium/Custom
(สั่งทำตามขนาด/Collection พิเศษ)
DST (Digital Screen Transfer)ปานกลาง (ขั้นตอนซับซ้อน)ปานกลาง – สูงสูง (รายละเอียดดิจิทัล + ความทนทานสกรีน)น้อย
(ไม่เหมาะกับผ้าหน้ากว้าง/เน้นใช้กับเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า)

ตัวอย่างผ้าพิมพ์ของนิทัส รอก่อนนะ ผ้ากไลังนำเข้าจากต่างประเทศ

40066 CHAIYO

40065 CHANG


ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต

ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต (Traditional Dyeing Wisdom in the Past) ก่อนที่ความรู้ทางเคมีสมัยใหม่จะเข้ามา มนุษย์ใช้สิ่งของจากธรรมชาติรอบตัวเพื่อการย้อมผ้า โดยอาศัยทั้ง สีจากธรรมชาติและ สารช่วยย้อม (mordant หรือกรด-ด่างธรรมชาติ) ที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

แหล่งสีย้อมธรรมชาติ

  • เปลือกไม้ ใบไม้ และรากไม้ → เช่น เปลือกประดู่ เปลือกมะเกลือ ให้สีน้ำตาล–ดำ
  • พืชให้สีฟ้า–คราม → เช่น คราม (Indigofera tinctoria) ใช้หมักให้เกิดสีน้ำเงินคราม
  • ดอกไม้และผลไม้ → เช่น ดอกคำฝอยให้สีเหลือง–ส้ม เปลือกทับทิมให้สีเหลือง
  • สัตว์บางชนิด → เช่น ครั่ง (lac dye) ที่ได้จากแมลง ให้สีแดงอมม่วง

ในกรณีแบ่งตามสีต่างๆ

  • สีน้ำเงิน/สีคราม → ใบและเถา ของ คราม (Indigofera tinctoria), ฮ่อม
  • สีเหลือง → ขมิ้น, แก่นขนุน, ดอกดาวเรืองดอก, ใบมะม่วง และ เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล
  • สีแดง/สีชมพู → ครั่ง (จากแมลงครั่ง), แก่นฝาง, ดอกคำฝอย, เปลือกรากยอ
  • สีเขียว → ใบหูกวางสด, เปลือกต้นมะริดไม้
  • สีน้ำตาล → เปลือกโกงกาง, เปลือกผลเงาะสด, เมล็ดคั่วบดกาแฟ หรือ ใบชา
  • สีส้ม → ผลและเมล็ดคำแสด, เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล, เปลือกและรากยอ
  • สีดำ/สีเทา → ลูกมะเกลือดิบ, เปลือกสมอ, ดินโคลน (ใช้ในการหมักหรือย้อม)

นอกจากการได้สีตรงๆ แล้วยังมีเทคนิคการย้อมทับอีกด้วย เช่น อยากได้สีเขียว โดยการย้อม คราม แล้วย้อมทับด้วยสีเหลืองจากใบมะม่วง เป็นต้น

สีน้ำเงินจากธรรมชาติ จาก ต้นคราม กับ ต้นฮ่อม เป็นพืชคนละชนิดกัน แต่ถูกใช้เป็นสีย้อมสีน้ำเงิน/ครามเหมือนกัน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่ทับซ้อนกันมาก เป็นพืชที่ให้สีครามที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับย้อมสีในภาคอีสานของไทย

รายละเอียดต้นคราม
(True Indigo)
ต้นฮ่อม
(Strobilanthes/
Baphicacanthus)
ชื่อวิทยาศาสตร์Indigofera tinctoria Linn.Strobilanthes cusia (Nees) Bremek. หรือ ชื่อพ้องคือ Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek.
วงศ์Fabaceae
(วงศ์ถั่ว)
Acanthaceae 
(วงศ์เหงือกปลาหมอ)
ชื่อสามัญ (อังกฤษ)Indigo, True IndigoAssam Indigo, Chinese Rain Bell
ชื่อไทย (ทั่วไป)ครามฮ่อม
ชื่อไทยตามภูมิภาคคาม (ภาคเหนือ, ภาคอีสาน)ครามดอย (แม่ฮ่องสอน) ฮ่อมเมือง, ฮ่อมหลวง, ฮ่อมน้อย (น่าน, เชียงใหม่, แพร่) ครามหลอย
ลักษณะไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาวสีชมพูหรือม่วงแดง ฝักเล็กคล้ายฝักถั่ว มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo)พืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบมีขนาดใหญ่กว่าคราม มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo) เช่นกัน
พื้นที่ปลูกในไทยส่วนใหญ่พบมากใน ภาคอีสาน (เช่น สกลนคร)ส่วนใหญ่พบมากใน ภาคเหนือ (เช่น แพร่, น่าน)

สารช่วยย้อมจากธรรมชาติ

  • ขี้เถ้าไม้ → เมื่อนำมาละลายน้ำได้ น้ำด่างอ่อน (alkaline water) ใช้ช่วยย้อมให้สีติดดีขึ้น
  • น้ำส้มสายชู หรือน้ำหมักผลไม้เปรี้ยว → ให้สภาพเป็น กรดอ่อน ใช้ปรับสมดุลการย้อมบางชนิด
  • สารส้ม (alum) ที่หาได้จากธรรมชาติ ใช้เป็น สารช่วยยึดเกาะ (mordant) ให้สีติดทนนาน
  • เปลือกไม้ฝาด (tannin) → มีรสฝาด ใช้คู่กับสารส้มเพื่อช่วยฟิกซ์สีบนเส้นใยฝ้ายและไหม

เส้นใยที่ย้อมได้ในอดีต เส้นใยธรรมชาติเท่านั้น เช่น ฝ้าย ปอ ป่าน ไหม ขนสัตว์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์, ไนลอน, อะคริลิก) เพิ่งถูกคิดค้นในยุคอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 20 และต้องใช้สีย้อมเฉพาะทางเคมีสูง + อุณหภูมิ/แรงดันเกิน 100 °C ซึ่งชาวบ้านในอดีตไม่สามารถทำได้

  • ฝ้าย / ปอ / ป่าน (เส้นใยพืช – เซลลูโลส) → ย้อมด้วย พืชให้สี + สารฝาด (tannin) + สารส้ม (alum) + น้ำด่างจากขี้เถ้า
  • ไหม / ขนสัตว์ (เส้นใยโปรตีน) → ย้อมด้วย ครั่ง (แมลง), คราม, เปลือกไม้, ดอกไม้/ผลไม้ให้สี และใช้ กรดอ่อน (น้ำส้มสายชู, น้ำหมักผลไม้) ช่วยให้สีติด

พูดง่าย ๆ คือ: เส้นใยพืชใช้ด่าง/สารฝาดช่วยย้อม, เส้นใยสัตว์ใช้กรดอ่อน/สารส้มช่วยฟิกซ์สี


Dye Class vs Dye Method

  • Dye Class (ชนิดสีย้อม): หมายถึง ประเภทของสีย้อม ที่ถูกจัดกลุ่มตามคุณสมบัติทางเคมีของตัวสีย้อมเอง และความเหมาะสมในการย้อมเส้นใยแต่ละชนิด (เช่น Reactive Dye สำหรับผ้าฝ้าย, Disperse Dye สำหรับโพลีเอสเตอร์)
  • Dye Method (วิธีการย้อม): หมายถึง ขั้นตอนหรือช่วงเวลาในกระบวนการผลิต ที่นำเส้นใยหรือผ้าไปย้อมสี (เช่น Yarn Dye ย้อมตอนเป็นเส้นด้าย, Piece Dye ย้อมตอนเป็นผืนผ้า, Garment Dye ย้อมตอนเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

DYE CLASS

ชนิดสีย้อม คือ ประเภทของสีย้อม ที่ใช้ ตามคุณสมบัติทางเคมีของเส้นใย

ชนิดสีย้อม
ปี/ผู้คิดค้น
เส้นใยที่ใช้/ความหมายวิธีการติด/พันธะความคงทน/คุณสมบัติเงื่อนไขในการย้อม / สารที่ช่วย
CATIONIC DYE
(Basic Dye),
1856
William Henry Perkin (อังกฤษ)
เส้นใยประจุลบ (anionic): อะคริลิก, modified polyesterแรงดึงดูดประจุ (+) ของสีย้อม กับประจุ (-) บนเส้นใยสีสด สว่าง ติดทน แต่ความทนแสงต่ำกว่า Disperseย้อมที่อุณหภูมิสูง (80–100 °C) มักเติมเกลือหรือกรดอ่อนช่วยย้อม
ACID DYE,
1870
เส้นใยโปรตีน (ขนสัตว์, ไหม) และไนลอนพันธะไฟฟ้าสถิตระหว่างหมู่ –SO₃⁻ ของสีย้อม กับหมู่ –NH₃⁺ ของเส้นใยความคงทนแสงและซักดีปานกลาง–สูง สีสดใช้กรดอ่อน (pH 4–5) และอุณหภูมิ 80–100 °C
DIRECT DYE,  
1880s
เส้นใยเซลลูโลส (ฝ้าย, เรยอน)ยึดเกาะด้วยพันธะไฮโดรเจน และแรง Van der Waals กับเส้นใยความคงทนต่ำกว่าสี Reactive และ Vat แต่ย้อมง่าย ราคาถูกต้องใช้ เกลือ (NaCl หรือ Na₂SO₄) ช่วยผลักสีย้อมเข้าสู่เส้นใย อุณหภูมิ 80–100 °C
VAT DYE,
1901
Adolf von Baeyer (เยอรมนี)
เส้นใยเซลลูโลส เช่น ฝ้าย และ เดนิม (Indigo)สีย้อมถูกรีดิวซ์เป็น leuco form (ไม่มีสี) ละลายน้ำได้ ซึมเข้าเส้นใย แล้วออกซิไดซ์กลับเป็นสีจริงความคงทนแสงและซักสูงมาก ที่สุดในบรรดาสีย้อมทั้งหมดใช้ สารรีดิวซ์ Na₂S₂O₄ และ ด่าง NaOH ช่วยละลาย ก่อนออกซิไดซ์ด้วยอากาศ
DISPERSE DYE,
1920S
เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ อะซีเตต ไนลอนสีย้อมไม่ละลายน้ำ กระจายตัวด้วย dispersing agent เข้าสู่เส้นใยด้วยการแพร่ให้สีสด ความคงทนแสงดี ใช้ได้ดีที่สุดกับโพลีเอสเตอร์ต้องใช้อุณหภูมิสูง (130 °C ใน หม้อแรงดัน HT dyeing) หรือใช้ Carrier ที่ 100 °C
REACTIVE DYE,
1954
บริษัท ICI (อังกฤษ)
เส้นใยเซลลูโลส (ฝ้าย, เรยอน, ลินิน) และเส้นใยโปรตีน (ขนสัตว์, ไหม)เกิดพันธะโควาเลนต์ (covalent bond) ระหว่างหมู่ –OH หรือ –NH₂ ของเส้นใย กับสีย้อมความคงทนสูง ทั้งแสงและการซัก สีสดมากต้องใช้ ด่าง (เช่น Na₂CO₃ หรือ NaOH) เพื่อเปิดหมู่ –OH ให้เกิดปฏิกิริยา

สรุปหลักการย้อมและคำศัพท์เคมีพื้นฐาน

การย้อมผ้าคือการทำให้สีย้อมเข้าไปยึดติดกับเส้นใยอย่างถาวร ซึ่งอาศัยหลักการทางเคมีที่แตกต่างกันไปตามประเภทสีย้อมและเส้นใย

หลักการ/สภาวะคำอธิบายหลักการย้อม
แรงประจุบวก–ลบ
Cationic Dye (+),
Acid Dye (–)
อาศัยแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าตรงข้ามกัน (Ionic Bond)
ควบคุมสภาวะ กรด/ด่าง
Acid Dye (ต้องใช้กรด), 
Reactive Dye (ต้องใช้ด่าง)
สภาวะ pH ที่เหมาะสมจะช่วยเปิดหมู่ฟังก์ชันในเส้นใยหรือทำให้สีย้อมทำปฏิกิริยาได้
รีดิวซ์ + ออกซิไดซ์
(Vat Dye)
ต้องเปลี่ยนรูปสีย้อมที่ไม่ละลายน้ำให้เป็นรูปละลายน้ำได้ (Leuco form) ก่อน จึงค่อยเปลี่ยนกลับเป็นรูปไม่ละลายน้ำในเส้นใย
พันธะโควาเลนต์
(Reactive Dye)
การสร้างพันธะเคมีถาวรระหว่างสีย้อมกับเส้นใย ทำให้สีติดทนทานที่สุด

คำศัพท์เคมีและสารช่วยย้อมที่สำคัญ (Auxiliary Chemicals)

สารเคมี
ชื่อไทย / ชื่อสามัญ
หน้าที่และการทำงานในการย้อม
NaCl
โซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง)
(Sodium Chloride) 
Electrolyte (อิเล็กโทรไลต์): ลดแรงผลักระหว่างสีย้อมประจุลบ (ส่วนใหญ่) กับเส้นใย → ช่วยดันสีย้อมให้ซึมเข้าเส้นใยฝ้าย
NaOH
โซเดียมไฮดรอกไซด์ (ด่างเข้มข้น)
(Sodium Hydroxide)
ด่างควบคุม pH: ปรับสภาวะให้เป็นด่างเข้มข้น → จำเป็นสำหรับกระบวนการ รีดิวซ์ ของ Vat Dye และใช้ในการย้อม Sulfur Dye
Na₂SO₄ 
โซเดียมซัลเฟต
(Sodium Sulfate)
(Glauber’s salt)
Electrolyte เช่นเดียวกับ NaCl ใช้เพื่อช่วย ดันสีย้อมเข้าเส้นใย มักใช้ใน Reactive Dye และ Direct Dye บนฝ้าย
Na₂S₂O₄ 
โซเดียมไดไธโอไนต์
(Sodium Dithionite)
สารรีดิวซ์ (Reducing agent): ใช้เฉพาะใน Vat Dye → เปลี่ยน Vat Dye ให้เป็น Leuco form (ละลายน้ำได้)
Na₂CO₃
โซดาแอช
(Sodium Carbonate)
สารด่าง (Alkali agent): ปรับ pH ให้เป็นด่าง → เปิดหมู่ −OH บนเส้นใยฝ้าย เพื่อให้ Reactive Dye สร้างพันธะโควาเลนต์ได้

คำศัพท์เฉพาะทางเคมีสิ่งทอ

แคำศัพท์ความหมายและบทบาท
LEUCO FORM
ลู-โค ฟอร์ม
รูปที่ถูกรีดิวซ์ของสีย้อม Vat Dye (เช่น คราม) → เป็นรูปที่ ละลายน้ำได้ และ ไม่มีสี/สีจาง → ทำให้สีย้อมสามารถ ซึมเข้าสู่เส้นใย ได้ เมื่อโดนอากาศจะ ถูกออกซิไดซ์ กลับเป็นรูปสีเข้มที่ไม่ละลายน้ำและติดแน่นในเส้นใย
COVALENT BOND
โค-เว-เลินท์ บอนด์
พันธะโควาเลนต์ → พันธะที่เกิดจากการ แชร์อิเล็กตรอนร่วมกัน เป็นพันธะเคมีที่ แข็งแรงและถาวรที่สุด ในการย้อมผ้า →ทำให้ Reactive Dye ติดทนถาวร กับเส้นใยฝ้าย
−SO3−​
(Sulfonate group)
ซัล-โฟ-เนต กรุ๊ป
หมู่ซัลโฟเนต → หมู่เคมีที่มักพบในสีย้อม (เช่น Acid/Direct/Reactive Dye) → มีคุณสมบัติทำให้สีย้อมมี ประจุลบ (–) และ ละลายน้ำได้ดี
−NH3+​
(Protonated amine group)
โพร-โท-เน-เต็ด อะ-มีน กรุ๊ป
หมู่แอมโมเนียม → หมู่ที่เกิดจาก Amine group (–NH2​) บนเส้นใยโปรตีน (Wool, Silk) หรือไนลอน เมื่ออยู่ในสภาวะกรด →ทำให้เส้นใยมี ประจุบวก (+) พร้อมที่จะจับกับ Acid Dye
ELECTROLYTE
อิ-เล็ก-โทร-ไลต์
อิเล็กโทรไลต์ → สารที่แตกตัวเป็นไอออน (Na+,Cl−) เมื่อละลายน้ำ → ในการย้อมผ้าจะใช้เพื่อ ควบคุมความเร็วและปริมาณการย้อม โดยเฉพาะการย้อมฝ้ายด้วยสีย้อมที่มีประจุลบ


DYE METHOD

วิธีการย้อม คือ ขั้นตอน/ช่วงเวลาที่นำเส้นใยหรือผ้าไปย้อม

ประเภทความหมายความคงทนของสี / คุณสมบัติ
SOLUTION DYE
(Dope Dyed)
โซลูชัน-ดาย (โดป-ดายด์)
ผสม pigment ลงใน polymer melt ก่อนปั่นเส้นใย สีฝังในโครงสร้าง ทน UV, ซัก, คลอรีน และสภาพกลางแจ้งสูงสุด ใช้กับ outdoor fabric
FIBRE DYE
ไฟเบอร์-ดาย
ย้อมตั้งแต่ยังเป็นเส้นใยก่อนปั่นได้สีที่แทรกทั่วเส้นใย เฉดสีแบบ Heather look
YARN DYE
ยาร์น-ดาย
ย้อมเป็นเส้นด้ายก่อนทอทำให้ได้ลวดลายทอชัด เช่น Tartan, Gingham, Denim
PIECE DYE
พีซ-ดาย
ย้อมทีหลัง หลังจากทอเป็นผ้าเสร็จ ต้นทุนต่ำ เหมาะกับผ้าสีพื้น แต่ความทนแสงต่ำกว่า Solution Dye
GARMENT DYE
การ์เมนท์-ดาย
ย้อมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้ลุควินเทจ, ซีด, สีไม่สม่ำเสมอ (intended effect)

สรุป

  • Dye Class (Cationic, Reactive, Disperse ฯลฯ) = ชนิดของสีย้อม (ทางเคมี)
  • Dye Method (Solution dye, Yarn dye ฯลฯ) = วิธีการย้อม (ขั้นตอนผลิต)

7 ลายทอผ้าที่ควรรู้จัก

เมื่อเรามองผ้าหรือเสื้อผ้าที่สวมใส่ในแต่ละวัน ลายทอ (Weave Patterns) คือหัวใจสำคัญที่กำหนดทั้ง ความรู้สึกเมื่อสัมผัส ความทนทาน ความเงางาม ความนุ่ม และการใช้งานที่เหมาะสม ของผ้าผืนนั้น ลายทอแต่ละชนิดเกิดจากวิธีการสานเส้นด้ายยืน (warp) และเส้นด้ายพุ่ง (weft) ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ได้พื้นผิวและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาคุณรู้จักกับ 7 ลายทอสำคัญที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้เข้าใจและเลือกใช้ผ้าได้อย่างเหมาะสมทั้งในงานออกแบบแฟชั่น งานตกแต่งบ้าน และการใช้งานทั่วไป

1. ลายทอแบบเรียบ (Plain Weave)

เป็นลายทอพื้นฐานที่สุด โดยทอแบบ “ด้ายพุ่งทับหนึ่ง ใต้หนึ่ง” สลับกันในทุกแถว ทำให้เกิดลวดลายตารางเล็ก ๆ ที่มีความแข็งแรงสูง ไม่ยืดหรือย้วยง่าย เนื้อผ้าจะมีพื้นผิวที่สม่ำเสมอ ทนทานต่อการสึกหรอ จึงถูกใช้มากใน ผ้าป๊อปลิน ผ้าเชิ้ต ผ้าออแกนซ่า และผ้าฝ้ายทั่วไป เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงและง่ายต่อการดูแล

2. ลายทอตะกร้า (Basketweave)

เป็นการพัฒนาจากลายเรียบ โดยการนำ เส้นด้ายหลายเส้นมาทอคู่กัน ทั้งในด้านยืนและด้านพุ่ง ทำให้เกิดพื้นผิวคล้ายลายตะกร้าหรือลายตารางที่เด่นชัด เนื้อผ้ามีความทนทาน แต่ยังคงความนุ่มสบาย นิยมใช้ใน ผ้า Oxford สำหรับเสื้อเชิ้ต หรือผ้า Monk’s Cloth ให้ความรู้สึกเป็นงานแฮนด์เมดและมีผิวสัมผัสเฉพาะตัว

3. ลายทอทวิว (Twill Weave)

ลายทอทวิวมีลักษณะเด่นคือเส้นทแยง (Diagonal Ribs) เกิดจากการทอแบบ “ด้ายพุ่งผ่านเหนือหลายเส้นด้ายยืนแล้วลอดใต้” โดยเลื่อนตำแหน่งทอในแถวต่อไป ทำให้เกิดเส้นเฉียงที่มองเห็นได้ชัด เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น ดรอปตัวสวย และทนทานต่อการยับ ใช้มากใน เดนิม (ยีนส์), ทวีต, กาบาร์ดีน และผ้าสำหรับสูท ให้ความรู้สึกคลาสสิกและใช้งานได้ยาวนาน

4. ลายทอซาติน (Satin Weave)

ลายทอซาตินมีลักษณะการทอที่ทำให้เกิดพื้นผิวเรียบและเงางาม โดยใช้วิธี “ด้ายพุ่งลอยอยู่เหนือเส้นด้ายยืนหลายเส้นก่อนลอดใต้หนึ่งเส้น” เพื่อให้เกิดเส้นด้ายลอยยาวบนผิวหน้า ทำให้เกิดความมันวาวและสัมผัสที่นุ่มลื่น ใช้ใน ผ้าซาตินสำหรับชุดราตรี ชุดนอน ผ้าซับในเสื้อสูท และงานหรูหรา เน้นความพลิ้วไหวและความเงางาม

5. ลายทอ Dobby (Dobby Weave)

Dobby คล้ายกับ Jacquard แต่เน้นสร้างลวดลายซ้ำขนาดเล็ก เช่น ลายตารางเล็ก ลายจุด หรือลายเส้น โดยใช้เครื่อง Dobby Loom ทำให้ผ้ามีผิวสัมผัสที่น่าสนใจและสร้างลวดลายที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ใช้ใน ผ้าเชิ้ตลำลอง ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูโต๊ะ และงานแฟชั่นที่ต้องการลายเล็ก ๆ ซ้ำ ให้รายละเอียดที่ดูใส่ใจและมีมิติ

6. ลายทอจากเครื่องจักร Jacquard (Jacquard Weave)

Jacquard คือระบบการทอที่สามารถสร้างลายซับซ้อนโดยการควบคุมเส้นด้ายยืนแยกเป็นรายเส้น ทำให้สามารถสร้างลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต หรือลายภาพได้บนเนื้อผ้า ใช้ใน ผ้าทอสำหรับโซฟา ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าบรอเคด และผ้าทอแฟชั่น เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความหรูหราและลวดลายโดดเด่น

7. ลายทอ Leno (Leno Weave)

ลายทอแบบ Leno เป็นการบิดเส้นด้ายยืนไขว้กันเพื่อยึดเส้นด้ายพุ่ง ทำให้ได้ผ้าที่มีลักษณะโปร่งหรือเป็นตาข่าย แต่ยังคงความแข็งแรง ไม่เสียรูปง่าย แม้จะมีช่องว่างมาก เหมาะกับงานที่ต้องการ ความโปร่ง ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าม่าน ผ้ากอซ หรือผ้าสำหรับหน้าร้อน ให้ความรู้สึกเบาสบายและมีมิติ

ชื่อลายทอจุดเด่น
Plain Weaveทนทาน พื้นผิวเรียบ
Basketweaveลายตารางชัด
Twill Weaveมีลายทแยง ดรอปตัวดี
Satin Weaveเงางาม พลิ้ว
Dobby Weaveลายเล็กซ้ำ
Jacquard Weaveลายซับซ้อน
Leno Weaveโปร่ง ระบายอากาศ

ทำไมต้องเข้าใจลายทอ?

การเข้าใจลายทอจะช่วยให้คุณ เลือกผ้าได้เหมาะกับงานทั้งแฟชั่นและตกแต่งภายใน และยังช่วยให้คาดเดาพฤติกรรมของผ้า เช่น ความทนทาน การยับ ความเงา การระบายอากาศ และสัมผัสได้อย่างถูกต้อง การรู้จัก 7 ลายทอนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของคนที่สนใจสิ่งทอ นักออกแบบ และผู้ที่ต้องการพัฒนาความรู้เพื่อการเลือกใช้วัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ


EPU Easy Clean

Easy Clean synthetic Leather (EPU)

หนังสังเคราะห์ EPU: วัสดุรักษ์โลก ดูแลง่าย ใช้งานคุ้มค่า

EPU (Environmental Polyurethane) คือวัสดุหนังเทียมยุคใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้านความทนทาน ความสวยงาม และการดูแลรักษาที่แสนง่าย

ผลิตจากวัตถุดิบที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

EPU ผลิตจากโพลียูรีเทนที่มีสูตรลดการใช้สารเคมีอันตราย และลดการปล่อยสารระเหย (VOC) จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

เคลือบสาร Easy Clean ทำความสะอาดง่าย

หนังเทียมชนิดนี้มีการเคลือบสารพิเศษ Easy Clean ช่วยให้พื้นผิวป้องกันคราบเปื้อนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคราบอาหาร คราบน้ำ หรือแม้แต่คราบหมึกจากปากกาลูกลื่นหรือปากกาเคมีแบบถาวร (permanent marker) ก็สามารถเช็ดออกได้ หากทำความสะอาดทันทีหลังเปื้อน

ยืดอายุการใช้งาน คงความสวยงาม

การที่คราบสกปรกไม่ฝังลึกลงในเนื้อวัสดุช่วยลดการเสื่อมสภาพของหนังเทียม ทำให้วัสดุมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ไม่หมองเร็ว ไม่ลอกง่าย จึงสามารถคงรูปลักษณ์ที่สวยงามได้ยาวนาน เหมาะกับงานตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน หรือแม้แต่สินค้าสำหรับเด็ก

วิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

กรณีเปื้อนหมึกใหม่ๆ

  • ใช้ ทิชชูแห้งหรือผ้าแห้ง ซับและเช็ดทันที
  • ถ้าไม่หมด ให้ใช้ ยางลบถูเบาๆ จนกว่าคราบจะจางหาย

กรณีคราบฝังแน่น

  • ใช้ ทิชชูหรือผ้าชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเบาๆ ไม่ควรถูแรง

ข้อควรระวัง

  • ไม่แนะนำให้ใช้ทิชชู่เปียกหรือผ้าเปียก เพราะอาจทำให้หมึกซึมลงในเนื้อวัสดุและเปรอะเปื้อนได้

EPU จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการวัสดุตกแต่งที่ทั้งสวย ใช้งานง่าย และมีจิตสำนึกรักษ์โลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในบ้าน โรงเรียน โรงแรม หรือออฟฟิศ ก็สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านฟังก์ชันและความสวบงาม

ภาพนี้แสดงโครงสร้างของวัสดุหนังเทียมแบบหลายชั้น (Multilayer synthetic Leather) ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตโดยมีผ้าโพลีเอสเตอร์เป็นฐาน และเสริมชั้นต่าง ๆ เพื่อให้ได้สัมผัสและประสิทธิภาพใกล้เคียงหนังแท้ ดังนี้:

อธิบายการผลิตตามชั้นวัสดุในภาพ

  1. ชั้นล่างสุด: Cowhide (แบล็คกิ้ง)
    • เป็นแผ่นผิวรองหลังที่ใช้ลักษณะและผิวสัมผัสของหนังวัวแท้
    • ขั้นตอนนี้เรียกว่า Backing
  2. ชั้นที่สอง: Polyester Fabric (ฐานผ้าโพลีเอสเตอร์)
    • เป็นโครงสร้างหลักของวัสดุ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน และเป็นฐานสำหรับเคลือบวัสดุต่าง ๆ ด้านบน
  3. ชั้นที่สาม: EPU (Environmental Polyurethane)
    • เป็นวัสดุโพลียูรีเทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความยืดหยุ่นสูง และช่วยสร้างพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มคล้ายหนังแท้
    • ชั้นนี้จะถูกปั๊มลายหนังผ่านแม่พิมพ์ลายให้เสมือนหนังแท้ โดยมีแม่แบบ (mold) เพื่อทำให้หนังเทียมที่ผลิตได้มีลายและฟีลลิ่งใกล้เคียงหนังแท้
  4. ชั้นบนสุด: Easy Clean Coating
    • เป็นสารเคลือบพิเศษที่ช่วยป้องกันคราบสกปรก ฝุ่น และหมึกปากกา
    • สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย แม้เป็นคราบปากกา (ต้องเช็ดทันที)

หนังเทียมของนิทัส 30104 CHEERS Faux Leather

มีหน้าตาและผิวสัมผัสใกล้เคียงหนังแท้  แข็งแรงทนทาน จากโครงสร้างผ้าโพลีเอสเตอร์ และดูแลรักษาง่าย ด้วยสาร Easy Clean Coating ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ EPU นวัตกรรมใหม่ของทางนิทัส เพื่อให้คุณมีโซฟาหนังตัวโปรดได้โดยไม่เบียดเบียนสัตว์อีกด้วย


Drapery Vs Clothing Fabrics

ทำไมต้องเลือกใช้ผ้าสำหรับทำผ้าม่านโดยเฉพาะ? ผ้าทั่วไปใช้แทนกันไม่ได้เหรอ?

ในสายตาของคนทั่วไป ผ้าก็คือผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าหรือผ้าสำหรับทำม่าน แต่ในความเป็นจริง ผ้าสำหรับทำม่านและผ้าตัดเสื้อผ้ามีความแตกต่างกันในหลายมิติ ทั้งเรื่องคุณสมบัติทางเทคนิค ลักษณะโครงสร้างของเนื้อผ้า รวมถึงจุดประสงค์ในการใช้งาน ซึ่งเราจะอธิบายโดยละเอียดในบทความนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ควรใช้ผ้าตัดเสื้อทั่วไปมาทำม่าน หรือในทางกลับกัน

ความแตกต่างด้าน “น้ำหนักของผ้า”

น้ำหนักของผ้า gsm = grams per square meter อ่านบทความเรื่องนี้

ประเภทผ้าน้ำหนักเฉลี่ย (gsm)คำอธิบาย
ผ้าม่านโปร่ง
Sheer
50–90 gsmเบามาก โปร่งแสง เน้นการกรองแสงและพรางสายตา
ผ้าม่านทึบ (ทั่วไป)
Curtain
150–300 gsmหนากว่าผ้าเสื้อผ้า เพื่อกันแสงและเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ผ้าม่านกันแสง
Dim-out Curtain
250-350 gsmหนากว่าผ้าม่านปกติ มีการทอสอดเส้นได้สีดำเพื่อเพิ่มความสามารถในการกันแสง
ผ้าม่านทึบแสง
Blackout Curtain
300–450 gsmหนาและหนักกว่าผ้าม่านปกติ มีชั้นเคลือบหรือซ้อนหลายชั้นเพื่อกันแสง 100%
ผ้าเสื้อ (ทั่วไป)
Clothing
100–200 gsmน้ำหนักขึ้นอยู่กับชนิดผ้า (เช่น คอตตอน, โพลีเอสเตอร์, ลินินฯลฯ)

ความหนา และหน้าผ้ากว้าง

ผ้าสำหรับทำม่านมักจะมีความหนาและหน้าผ้ากว้าง ตั้งแต่ 135 – 320 ซม. ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างผืนเมื่อเย็บม่าน ทำให้ม่านดูเรียบ สวย และประหยัดแรงในการตัดเย็บ ในขณะที่ผ้าตัดเสื้อส่วนใหญ่มักมีหน้ากว้างแค่ 100-150 ซม. และความหนาก็ไม่มากพอที่จะบังแสงหรือให้ความเป็นส่วนตัว

คุณสมบัติในการกันแสง

ยกตัวอย่าง ผ้า Dimout: สามารถกันแสงได้ประมาณ 80-90% เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการแสงลดน้อยลง แต่ไม่ต้องมืดสนิท เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน รวมไปถึงผ้า Blackout: กันแสงได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องโฮมเธียเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีในผ้าตัดเสื้อทั่วไป

คุณสมบัติของผ้าม่านและเสื้อผ้าทั่วไป

หัวข้อผ้าม่านเสื้อผ้าทั่วไป
วัตถุประสงค์หลักตกแต่ง, กรองแสง, เพิ่มความเป็นส่วนตัว, ควบคุมอุณหภูมิห้องสวมใส่เพื่อความสบาย, ความงาม, การปกป้องร่างกาย
กันแสง / กรองแสง
Light blocking / Light filtering
มีทั้งแบบทึบแสงและโปร่งแสง เพื่อกรองแสงหรือกันแสง UVบางชนิดมีการพัฒนาให้กัน UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
กันความร้อน
Thermal insulation
ผ้าม่านช่วยลดความร้อนจากแสงแดดบางชนิดช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อให้ “ใส่แล้วเย็นสบาย”
กันเสียง
Sound absorption / Acoustic insulation
ผ้าหนาอาจช่วยดูดซับเสียงได้เล็กน้อย–
ความปลอดภัย (กันไฟลาม)
Flame retardant 
บางชนิดเคลือบสารกันไฟลาม ใช้ในอาคารสูงหรือสาธารณะ–
การระบายอากาศ
Breathability
ม่านโปร่งเพื่อให้แสงและอากาศถ่ายเทเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่น ผ้าตาข่าย ผ้าทอโปร่ง เพื่อระบายอากาศเวลาสวมใส่
การแห้งเร็ว / ซับเหงื่อ
Moisture-wicking / Quick-drying
–ผ้าสมัยใหม่พัฒนาให้แห้งเร็ว ซึมซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้า activewear
กันยับ
Wrinkle-resistant
–ผ้าหลายแบบกันยับ Wrinkle-free หรือไม่ต้องรีด เช่น ผ้า polyester, spandex
ให้ความอบอุ่น / เย็นสบาย
Thermal comfort / Cooling effect
ช่วยลดอุณหภูมิในห้องจากแสงแดดเสื้อผ้าพัฒนาให้เหมาะกับฤดูกาล เช่น ผ้าใยธรรมชาติในหน้าร้อน หรือผ้าหน้าในฤดูหนาว
ความงาม / ลวดลาย
Aesthetic / Pattern design
ลวดลายเพื่อเสริมบรรยากาศห้อง สื่อรสนิยมของเจ้าของบ้านลวดลาย สี และดีไซน์เพื่อแสดงบุคลิก ความชอบ และแฟชั่น

แล้วใช้ผ้าตัดเสื้อมาทำม่านได้ไหม?

ตอบ: ทำได้ แต่อาจต้องยอมรับว่า:

  • ประสิทธิภาพการกันแสงจะน้อย
  • ต้องเย็บซับหลายชั้นเพื่อให้หนาพอ ซึ่งสิ้นเปลือง
  • อายุการใช้งานสั้น เพราะผ้าตัดเสื้อไม่ทนแดดเท่าผ้าม่าน

แล้วถ้านำ “ผ้าม่านไปตัดเสื้อ” ล่ะ? ได้ไหม?

ตอบ: โดยทั่วไป “ไม่เหมาะสม” เพราะผ้าม่านมีความแข็ง หนา หนัก ระบายอากาศได้น้อย ใส่ไม่สบาย และอาจระคายเคืองผิว โดยเฉพาะผ้า Blackout ที่มีชั้นเคลือบอยู่ด้านหลัง

จากที่กล่าวมาแม้ผ้าจะดูเหมือนกัน แต่เบื้องหลังการออกแบบและวัตถุประสงค์การใช้งานนั้นต่างกันอย่างมาก การเลือกใช้ผ้าสำหรับทำม่านโดยเฉพาะจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านความสวยงาม ฟังก์ชัน และอายุการใช้งาน

หากต้องการผ้าม่านที่ดูดี มีคุณภาพ และใช้งานได้ยาวนาน ควรเลือกใช้แบรนด์ผ้าม่านมีที่คุณภาพอย่าง NITAS TESSILE ที่เราได้คัดสรร นำเข้ามาจากทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสได้ใช้ผ้าม่านที่จะทำให้บ้านของคุณดูสมบูรณ์แบบในทุกมิติ


ผ้าสีเพี้ยน!!! โทษใครดี

ผ้าสีเพี้ยน!!! โทษใครดี “จะโทษดินจะโทษน้ำ จะโทษเดือนและดาว กับเรื่องราวที่ปวดร้าว ที่เธอมาทำแล้วหนีไป” ก่อนที่เราจะมาโทษใครดีเรามาดูกันดีกว่าว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เวลาเราเห็นสีผ้าเพี้ยนแตกต่างออกไป หรือเมื่อเราติดผ้าม่านที่บ้านเสร็จแล้ว ปรากฎว่าสีมันไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้ เรามาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้เรา เห็นสีผ้าเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมีอะไรบ้าง

  • สีเพี้ยนจากการดูสีผ้าผ่านหน้าจอ เช่น อุปกรณ์ถ่ายรูป, การดูสีผ้าผ่านจอมือถือ
  • สีเพี้ยนจากการมองเห็นสีผ้าจริง เช่น การมองเห็นในบรรยากาศแสงที่ต่างกัน, มุมมอง และ ระยะการมอง, ขนาดของชิ้นผ้า, ใส่แว่นที่มีแลนส์แบบพิเศษ
  • สีเพี้ยนจากตัวผ้าเอง เช่น ชนิดของเส้นด้าย, ชนิดของผ้า, ผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ, ผ้าต่างรอบการผลิต, การซีดจางจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน, การซีดจางจากการซัก
  1. การดูสีผ้าผ่านหน้าจอ ในปัจจุบันการเลือกซื้อของ ต่างมาอยู่ในระบบออนไลน์โดยส่วนใหญ่ ซึ่งธุรกิจการขายผ้าก็เข้ามาอยู่ในระบบนี้เช่นกัน แต่ด้วยเรื่องของสีผ้าก็เป็นปัญหาที่ตามมาด้วยเช่นกัน เพราะด้วยเหตุนี้เรามาดูกันว่าปัจจัยที่ทำให้สีเพี๊ยนเวลาเราดูตัวอย่างผ้า ผ่านการดูผ่านหน้าจอแสดงผลต่างๆ มีอะไรบ้าง
    • อุปกรณ์นำเข้ารูป เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ในการเก็บรูปภาพในการทำตัวอย่างเพื่อนำเสนอนั้น ก็จะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ การถ่ายรูป และ การใช้เครื่องสแกน ทั้งสองอย่างนี้มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันคือ
      • การถ่ายรูป เป็นที่นิยมสูง เห็นภาพได้ค่อนข้างเหมือนจริง สามารถถ่ายผืนใหญ่เท่าไหร่ก็ได้ ข้อเสียคือมีความเพี้ยนของสีสูง ประกอบด้วยหลายปัจจัยมาก เช่น ถ่ายแสงจากธรรมชาติ หรือถ่ายแสงจากหลอดไฟซึ่งก็มีหลากหลายชนิด, มุมการถ่าย, ชนิดกล้องที่ถ่ายไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป หรือกล้องมือถือที่หลากหลายยี่ห้อมาก เป็นต้น และที่สำคัญเราไม่สามารถจับสัดส่วนภาพจริงได้ว่า ลายผ้าที่ถ่ายนี้ มีขนาดจริงเท่าไหร่
      • การสแกนผ้า เป็นที่นิยมในการทำตัวอย่างผ้าแบบสมัยใหม่ เพราะสามารถเห็นดีเทลของเนื้อผ้าชัดเจน สามารถเทียบสัดส่วนของลายผ้าได้จริง มีความเท่ากันของแสงทั่วทั้งผืน ข้อเสียคือ ไม่สามารถสแกนผ้าชิ้นใหญ่ได้เต็มหน้าผ้า ซึ่งปกติหน้าเครื่องจะมีอยู่ประมาณขนาด A4 เท่านั้น และปัญหาอีกอย่างคือ ถ้าผ้านั้นเป็นแบบที่มีการทอพิเศษ เช่น ผ้ากำมะหยี่ Velvet ที่เป็นลักษณะเป็นขนๆ เล็กๆ เวลาสแกนก็จะเกินความเพี้ยนสูง หรือผ้าที่มีลักษณะของเส้นด้ายมันเงา ในการสแกนก็จะไม่เห็นมิติของความเงาเท่ากับการถ่ายรูปจริงในลักษณะผ้าที่มีการเข้าลอน ที่จะเห็นความเงาของเนื้อผ้าได้อย่างชัดเจน
  • จอแสดงผล แน่นนอนว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดูในมือถือ และการดูในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีปัจจัยทั้ง รูปแบบของชนิดจอ LED, OLED ฯลฯ และยี้ห้อของจอชนิดนั้นๆ เช่น หน้าจอของมือถือยี่ห้อหนึ่งเทียบกับมือถืออีกยี่ห้อหนึ่ง ในการเปิดรูปเดียวกันก็จะแสดงรูปสีสันที่ไม่เท่ากัน 100% ขึ้นอยู่กับ อุปกรณ์, ซอฟแวร์ และระบบการประมวนผลของยี้ห้อนั้นๆ ด้วย เช่นบางยี่ห้ออาจดูติดเหลือง หรือติดแดง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดอันที่ถกเถียงกันอย่างมาก คือโดยปกติแล้วมือถือหลายคนชอบปรับระดับความสว่างต่ำๆในการใช้งานปกตินั้นอาจไม่ส่งผลอะไรมาก แต่การดูสีผ้านั้นจำเป็นต้องปรับให้ความสว่างสูงสุด เพื่อความถูกต้องในการเห็นสี เพราะสามารถ เกิดขึ้นได้ว่าผ้าที่เห็นนั้นเป็นสีขาว หรือสีเทาอ่อนกันแน่ การปรับความสว่างหน้าจอที่ไม่เพียงพอจะทำให้การตัดสินใจพลาดได้

2. การมองเห็นสีผ้าจริง แม้ว่าเราจะเห็นตัวอย่างผ้าของจริงแล้วก็ตาม แต่ความเพี้ยนของสีผ้าก็ยังสามารถเกินขึ้นอีกหลายปัจจัยดังนี้

  • การมองเห็นในบรรยากาศแสงที่ต่างกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่คนทั่วไปไม่ทันสังเกตุ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะการที่เราเลือกผ้าจากตัวอย่างที่เห็น โดยเลือกผ่านบรรยากาศไฟที่ต่างกันสีผ้าก็จะต่างกันด้วย เช่น เราเข้าไปที่ร้านผ้าม่านเลือกตัวอย่างผ้าที่เห็นโดยร้านม่านนั้น ติดไฟวอร์มไวท์ หรือไฟที่ออกสีเหลืองนั้นเอง โดยเราเลือกผ้าในบรรยากาศแสงนั้น และสรุปได้ผ้าที่ต้องการสีเป็นสีน้ำตาลเทาๆ แต่ปรากฎว่านำมาติดตั้งที่บ้านเป็นสีเทา เนื่องจากห้องที่ติดเป็นหลอดไฟแบบเดย์ไลท์ สามารถอ่านข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติม
  • มุมมอง และระยะการมองผ้า ผ้าเป็นวัสดุที่มีมิติการมองเห็นที่เมื่อเรามองต่างมุมกันออกไป ก็จะส่งผลให้เห็นลักษณะความเข้มอ่อน ความเงาด้าน หรือการปรากฎลวดลายที่ชัดเจน หรือหายไปกับระยะการมองได้เช่นกัน เช่น การตัดสินใจซื้อผ้าจากตัวอย่างผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมองห่างจากระยะสายตา ไม่เกิน 1 เมตร แต่เมื่อเราติดตั้งผ้าม่านนั้นจริง ซึ่งระยะ การมองเห็นผ้าม่านในระยะใช้งานจริง มากกว่า 2 เมตร ซึ่งลักษณะของเท็กเจอร์ที่ปรากฎในการมองระยะใกล้ ก็อาจกลายเป็นอีกลักษณะหนึ่ง หรือหายไป เป็นเพียงลายเรียบๆ ก็เป็นได้
  • ขนาดของชิ้นผ้า ปกติเมื่อเราเลือกผ้าจากเล่มตัวอย่าง ชิ้นเล็กๆ กับผ้าม่านจริงเราจะรู้สึกว่าผ้านั้นสีเข้มกว่า หรือ สดกว่าที่เราจำได้ว่าเลือกตอนอยู่ที่ร้านผ้าม่าน เป็นเพราะสายตาของเราตอนเลือกผ้าจากเล่ม มีสีอื่นๆ มากวนสายตาด้วย และส่วนใหญ่ผ้าจะติดอยู่กับกระดาษสีขาว ซึ่งตัวกระดาษสีขาวนี้เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรบกวนการมองเห็นเช่นกัน ตัวอย่างรูปด้านล่าง
    • รูป A สี่เหลี่ยมสีเทาตรงกลาง เมื่อเทียบกับสีเทาอ่อนทางซ้ายมือ ก็จะเห็นเป็นสีเทานั้นเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับสีเทาด้านขวามือ ก็จะดูเป็นสีเทาอ่อนลง
    • รูป B สี่เหลี่ยมสีแดงตรงกลาง เมื่อเทียบสีแดงทางซ้ายมือ ก็จะดูสีแดงนั้นสดเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับรูปสีแดงด้านขวา ก็จะเห็นเป็นสีแดงซีดจางลงนั้นเอง
  • ใส่แว่นที่มีเลนส์แบบพิเศษ อาจเป็นปัญหาของการสื่อสารกันระหว่างบุคคลที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดย ไม่ทันคิดมาก่อน ปกติคนที่สายตาสั้นหรือยาว ใส่แว่นเลนส์แบบ ธรรมดา ย่อบาง และมัลติโค้ตตัดแสงสะท้อนทั่วไป ก็ไม่เป็นปัญหาในการมองเห็น แต่มีเลนส์ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมสูงในปัจจุบันคือเลนส์แบบ มัลติโค้ตตัดแสงสีฟ้า, บลูคัท หรือ บลูบล็อก แล้วแต่ชื่อทางการค้าจะเรียก ซึ่งเป็นเลนส์ฮอตฮิตกับคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มากๆ หรือแม้กระทั่งคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ ด้วยคุณสมบัติของ การตัดแสงสีฟ้า ที่เชื่อว่า แสงสีฟ้านั้นเป็นอันตรายต่อสายตา ซึ่งด้วยคุณสมบัตินั้นเอง จึงทำให้คนที่ใส่แว่นชนิดตัดแสงสีฟ้า มองเห็นทุกอย่างโดยตัดแสงสีฟ้าออกไปส่วนหนึ่ง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกอย่างที่มองเห็น จะมีความอมเหลืองเล็กน้อย โดยถ้าเราใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน ขับรถ เล่นเกมส์ การตัดแสงสีฟ้านี้จะไม่ส่งผลใดๆ ต่อการใช้ชีวิตปกติ แต่เมื่อเราต้องการเลือกผ้า เลือกสีทาบ้าน หรือสื่อสารด้านสีกับบุคคลอื่นจะเกิดความเพี้ยนขึ้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างง่ายที่สุดคือ เมื่อคนใส่แว่นแบบตัดแสงสีฟ้า มองกระดาษ A4 สีขาว ก็จะเห็นสีเป็นสีขาวนวลๆ มาทางสีครีมนิดๆ แต่เมื่อคุณถอดแว่นโดยมองด้วยตาเปล่าสีขาวที่คุณเห็น ก็จะไม่อมเหลือง เป็นสีขาวปกติทั่วไป นั้นเอง ฉะนั้น ถ้าต้องการเห็นสีที่แท้จริงในการเลือกสี แล้วสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ เราไม่ควรใส่แว่นที่มีการตัดแสงสีฟ้า เพราะบุคคลอื่นๆ นั้นจะมองเห็นสีที่ไม่เหมือนกันกับคุณ แต่ทว่า ถ้าคุณเป็นคนเลือกเองใช้เอง มองเอง โดยใช้แว่นเลนส์ตัดแสงฟ้านี้ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถใส่เลือกผ้านั้นได้เลย ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

3. จากตัวผ้าเอง สุดท้ายแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คือการสีเพี้ยนจากกระบวนการผลิตเอง เรามาดูกันดีกว่าว่ามาปัจจัยอะไรบ้าง

  • ชนิดของเส้นด้าย มีผลต่อการมองเห็นสีที่เพี้ยน จะเห็นได้ว่าในเส้นใยธรรมชาติส่วนใหญ่มีผิวที่ไม่เรียบมีเท็กเจอร์ มีผลทำให้การสะท้อนแสงของเส้นใยแตกต่างกัน เช่นตัวอย่างเส้นใยของผ้าฝ้ายที่เป็นลักษณะหน้าตัดแบบเมล็ดถั่วและมีความบิดเป็นเกลียว เมื่อนำทอเป็นผืนผ้า ก็จะมีลักษณะผิวโดยรวมดูด้าน ไม่เงา ไม่ส่งผลต่อการเพี้ยนในการมองเห็นมากนัก ผิดกับผ้าที่มาจากเส้นใยไหม ที่หน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งสามารถสะท้อนแสงได้ดี รวมไปถึงเส้นใยสังเคราะห์ อย่างโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นเส้นใยประดิษฐ์ ที่มีลักษณะการฉีดออกมาเป็นเส้น มีผิวเรียบทรงกระบอก ก็สามารถสะท้อนแสงได้มาก เช่นกัน เมื่อเรานำเส้นใยเหล่านี้มาทอเป็นผ้าผืน จะทำให้มีความเงาขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความเงานี้ส่งผลทำให้เราสามารถเห็นผ้าสีแดงตามรูปด้านล่างนี้มีน้ำหนักของสี ที่ทั้งสว่างขึ้นเมื่อกระทบแสง และมืดลงเมื่อไม่ได้รับแสง เกิดเป็นมิติแสงเงาที่มากกว่าผ้าที่เป็นเนื้อฝ้ายโดยทั่วไป ฉะนั้นในการเลือกผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟา เราควรเห็นเนื้อผ้าจริง และลองจับผืนผ้าให้เกิดลอน เพื่อให้เห็นมิติของแสงเงาที่เกิดจากผ้านั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง
  • ชนิดของผ้า ในผ้าเนื้อกำมะหยี่ หรือ Velvet เป็นผ้าที่มีการทอแบบพิเศษ ซึ่งด้วยการทอแบบพิเศษนี้เองทำให้เกิดความเพี้ยนสีเกิดขึ้น ยกตัวอย่างผ้ากำมะหยี่สีแดง เมื่อเรามองจากมุมหนึ่งจะเห็นเป็นสีแดงปกติ แต่เมื่อเราเปลี่ยนมุมในการมอง เราก็อาจมองเห็นสีแดงนั้นเข้มขึ้นอย่างมากในมุมที่ต่างออกไป เพราะเนื้อผ้าชนิดนี้ มีการทอที่มีเส้นขนของผ้าที่ตั้งขึ้น ซึ่งทำให้มีมุมมองของผ้าบางส่วนเห็น ในส่วนของขนผ้าที่ตั้งขึ้น และบางส่วนล้มลง ฉะนั้นผ้ากำมะหยี่นี้ จึงเป็นผ้าที่มีมิติ ในการมองเห็นที่ไม่เท่ากันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟา เนื้อกำมะหยี่กับผู้อื่น ซึ่งยืนมองผ้าผืนเดียวกัน ในภาวะแสงเดียวกัน แต่ยืนมองคนละมุม ซึ่งสามารถเกิดความเข้าใจผิดว่า ผ้าผืนสีแดงนี้สีแดงเข้มเกินไป แต่ในขณะที่เราเห็นว่าสีแดงนี้พอดีแล้ว
  • ผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ ทั้งฝ้าย ลินิน ขนสัตว์ ไหม ซึ่งวัสดุธรรมชาติที่นิยมนำมาทอผ้าม่านโดยส่วนใหญ่ คือ Cotton หรือฝ้าย, ลินิน ซึ่งเป็นเส้นใยจากพืช (Cellulose) ซึ่งแน่นอนว่า ภูมิประเทศ สภาพอากาศ, ฤดูการเก็บเกี่ยว, กระบวนการผลิตจากไร่ สู่การผลิตจากเส้นใยไปถึงเส้นด้าย ที่ต่างกันก็ส่งผลต่อการย้อมติดสีของผืนผ้านั้นๆ ซึ่งมีโอกาสที่ไม่เท่ากัน 100% อย่างแน่นอน
  • ผ้าต่างรอบการผลิต เป็นเรื่องปกติว่าการย้อมสี ถึงแม้จะในระดับโรงงานก็ตาม การเพื้ยนของสีก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิการย้อม คุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำต่อสีย้อม ปริมาณน้ำต่อน้ำหนักผ้า ในโรงงานระดับคุณภาพจะควบคุมปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่ก็ให้ค่าความเพี้ยนได้ไม่เกิน 5% ถือว่ารับได้
  • ผ้าที่ดูแดดเลีย หรือผ้าที่ซีดจางจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน Colorfastness of sunlight เป็นปกติของผ้าทั่วไปที่ใช้ในที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็น ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ก็มีการซีดจางของสีเป็นปกติ ถ้าเราเป็นไปโดนแสงแดดโดยตรง โดยประมาณ 3-6 เดือนก็จะเริ่มเห็นผลเมื่อนำไปเทียบกับบริเวณที่ไม่โดดแสงแดด แต่ก็จะมีผ้าที่ออกแบบมาเฉพาะในการใช้กลางแจง หรือเอาท์ดอร์ ผ้าเกรดเอาท์ดอร์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการทนก็การซีดจางของสีได้ดีกว่าผ้าทั่วไป
  • ผ้าที่ผ่านการซัก หรือผ้าที่ซีดจางจากการซัก Colorfastness of washing การซักนับเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ว่า จะทำให้สีผ้าซีดจางลง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการใช้สารฟอกขาว รวมในการซักก็จะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการซีดของของสีเพิ่มากขึ้น

จากบทความด้านบน คงเห็นกันแล้วว่ามีหลายปัจจัยมาก ที่ส่งผลให้ผ้าสีเพี้ยน เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกผ้าสีนั้นๆ ที่คุณโปรดปราน อย่าลืมคิดถึงปัจจัยต่างๆ ที่เราฝากไว้ด้วยนะจ๊ะ ด้วยรัก

รู้งบประมาณเพิ่มเติม++ ก่อนจะซื้อคอนโด

การที่เราจะมีคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองสักหลังนั้น ไม่ใช่แค่ซื้อห้องมาแล้วก็จะจบนะคะ เราต้องมีการเผื่องบประมาณในการตกแต่งห้องด้วย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับของที่ทางโครงการให้มาและความต้องการของเรานั่นเองค่ะ ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าการที่จะแต่งห้อง 1 ห้องนอนให้ครบทุกอย่างในงบที่ไม่บานปลายนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง ไปชมกันเลย

วันนี้เรามาลองคำนวนงบประมาณกันดีกว่าว่า ถ้าเราจะซื้อคอนโด ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ในส่วนต่างๆ เช่น ผ้าม่านจะอยู่ประมาณ 0.85%-1.2% ของราคาคอนโด เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวประมาณ 7.5% แต่หากเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็จะสูงกว่านี้ถึงประมาณ 10%-15% และเครื่องใช้ไฟฟ้า 5.5% ค่าตกแต่งอื่นๆ 0.7-2.1% -ขึ้นอยู่กับสไตล์การตกแต่งของแต่ละบุคคล เรามาคำนวนกันดีกว่าว่าสัดส่วนนั้นจะเป็นเท่าไหร่ โดยใส่ตัวเลขราคาคอนโดของเราในช่องด้านล่างได้เลย

ย้อมก่อนทอ หรือทอก่อนย้อมดี?

การย้อมเส้นด้าย (Yarn Dyed) และการย้อมผืนผ้า (Piece Dyed) เป็นสองวิธีทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อผ้า ความแตกต่างคือ

  • การย้อมเส้นด้าย (Yarn Dyed): เป็นการย้อมในที่เป็นเส้นด้าย ก่อนที่จะทอ (Woven) หรือถัก (Knitted) เป็นผ้า การย้อมเส้นด้ายช่วยให้ได้ลวดลายและการออกแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสามารถนำเส้นด้ายที่มีสีต่างกันมาทอหรือถักเข้าด้วยกันเพื่อสร้างลวดลายที่ต้องการได้ ผ้าที่ได้จะมีสีที่สดใส และติดทนนาน เนื่องจากสีย้อมจะแทรกซึมเข้าไปในเส้นด้ายทั้งหมด
  • การย้อมผืนผ้า (Piece Dyed): วิธีนี้เกี่ยวข้องกับการย้อมผ้าทั้งผืนหลังจากที่ทอหรือถักแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายกว่าและคุ้มค่ากว่า แต่จะจำกัดประเภทของรูปแบบที่สามารถทำได้ ผ้าที่ได้อาจมีสีที่สดใสน้อยกว่าเล็กน้อย เนื่องจากสีย้อมไม่ได้ซึมผ่านเส้นใยได้ลึกเท่าการย้อมเส้นด้าย

โดยสรุป การย้อมเส้นด้ายเหมาะสำหรับการสร้างลวดลายและการออกแบบที่สลับซับซ้อน ในขณะที่การย้อมเป็นผืนจะคุ้มค่ากว่า และมีประสิทธิภาพสำหรับผ้าสีเรียบๆ

การปรากฏของสีและลวดลายบนบนผ้าไม่ว่าจะเป็นผ้าม่าน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่เราเห็นสวยงามนั้น แท้จริงแล้วมีการให้สีได้หลายแบบ ดังนี้

ย้อมสีก่อนการทอ (Yarn Dyed)

เป็นกระบวนการให้สี โดยการนำเส้นด้ายไปย้อมสีก่อนการทอขึ้นเป็นผืนผ้า

  • ข้อดีคือ สามารถเก็บชุดสีด้ายเตรียมไว้สำหรับการทอได้ก่อน เมื่อมีความต้องการ สามารถสั่งผลิต หรือขึ้นตัวอย่างผ้าได้ง่ายกว่า สามารถให้สีผ้าได้มากสูงสุดถึง 12 สีในการทอหนึ่งผืน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มักใช้ชนิดเส้นด้ายและสีที่ต่างกันประมาณ 3 แบบเท่านั้น และในขณะที่กำลังทอสามารถเห็นสีจริงในขณะที่ทอได้เลย นอกจากนั้นยังเก็บสต็อกชุดสีเส้นด้ายแค่ชุดเดียว แต่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทอ หรือลวดลายต่างกันได้หลายรูปแบบ
  • ข้อเสียคือ ต้องเก็บสต็อกชุดสีจำนวนมาก ในแต่ละชุดด้ายที่แตกต่างกัน

ทอก่อนย้อมสี (Piece Dyed)

เป็นกระบวนการให้สีหลังจากการทอผ้าเสร็จแล้ว จากนั้นจึงนำไปย้อมสี แต่ถ้าผ้าหนึ่งผืนมีความต้องการมากกว่าหนึ่งสีจะต้องทำอย่างไร คำตอบคือต้องใช้คุณสมบัติของเส้นด้ายที่กินสีแตกต่างกันนั้นเอง เช่น ต้องการผ้าที่มี 2 สีโดยเป็นผ้า Piece Dyed ในผืนผ้าต้องประกอบไปด้วยเส้นใย 2 ชนิด เช่น ฝ้าย และโพลีเอสเตอร์ ซึ่งสีที่สามารย้อมฝ้ายก็จะไม่ติดเส้นใยโพลีเอสเตอร์ และในทางกลับกันสีที่ย้อมโพลีเอสเตอร์ก็จะไม่ติดฝ้ายเช่นเดียวกัน ด้วยเทคนิคนี้จึงสามารถทำให้ผ้า สามารถมี 2 สีได้

  • ข้อดีคือ สามารถทอผ้าดิบเก็บไว้จำนวนครั้งละมากๆ แล้วจึงตัดส่วนไปย้อมได้ตามคำสั่งของลูกค้าที่มีความต้องการชุดสีที่แตกต่างกันไป
  • ข้อเสียคือ ไม่สามารถมองเห็นสีจริง ได้ในขณะทอ ต้องรอจนกว่าการย้อมจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งกระบวนการย้อมต้องมีความละเอียดเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้สีด่าง หรือสีช่วงต้นม้วนและปลายม้วนออกมาไม่เสมอกัน

ในขบวนการการย้อมสิ่งทอจริงๆ แล้วมีขั้นตอน ที่ก่อนและหลังจากบทความข้างต้น ดังนี้

  1. Fiber dyeing ย้อมเส้นใย
  2. Yarn dyeing การย้อมเส้นด้าย
  3. Fabric dyeing การย้อมผืนผ้า
  4. Garment dyeing การย้อมเสื้อผ้าสำเร็จ

นอกจาก 2 กระบวนการดังกล่าวแล้วยังมีการให้สีลงบนผืนผ้าโดยการพิมพ์อีกด้วย

การพิมพ์สีลงไปในผ้า หรือที่เรียกว่าผ้าพิมพ์ (Printed Fabric)

ซึ่งผ้าพิมพ์นี้เป็นผ้าที่เกิดการให้สีหลังจากการทอเหมือนข้อข้างต้นแต่จะไม่ได้นำผ้าทั้งผืนลงไปย้อมในหม้อย้อม แต่จะใช้กระบวนการพิมพ์ซึ่งมีหลากหลาย ดังนี้

  • การพิมพ์แบบดิจิตอล (Digital Print) เปรียบเทียบง่ายๆ คือการพิมพ์ผ้าแบบ Inkjet ตรงลงบนตัวผ้าเลย การพิมพ์แบบนี้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ได้สีสันมากตามต้องการในกระบวนการเดียว ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะต้นทุนในการพิมพ์ต่อหลายังสูงกว่าการพิมพ์ชนิดอื่น
  • การพิมพ์แบบฮีททรานเฟอร์ (Heat Transfer) หรือที่เรียกว่าการพิมพ์แบบรีดร้อน เป็นการพิมพ์แบบลงบนกระดาษก่อน แล้วจึงนำกระดาษนั้นประกบกับผ้าแล้วกดทับด้วยแรงกดและความร้อน ลายพิมพ์ดังกล่าวจะระเหิดมาติดลงบนผืนผ้าแทน การพิมพ์แบบนี้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ได้สีสันมากตามต้องการในกระบวนการเดียว เป็นการพิมพ์ที่นิยมมากในอุตสาหกรรมปัจจุบัน
  • การพิมพ์ฉลุลายผ้า (Silk Screen) หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า การพิมพ์ซิลค์สกรีน เป็นการทำแบบลงบนบล็อกผ้าไหม ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้ผ้าไหมจริงๆ เพราะเส้นไหมมีความละเอียด ทำให้ช่องว่างมีความถี่เหมาะกับการทำบล็อกสกรีน แต่ในปัจจุบันใช้เส้นใยสังเคราะห์แทน โดยใช้หลักการที่ว่า จะสร้างลวดลายในบล็อกสกรีนโดยให้ลวดลายที่ต้องการโปร่ง และให้ส่วนที่ไม่ต้องการเกิดลวดลายทึบ แล้วจึงนำไปทาบกับผืนผ้า จากนั้นจึงใช้ยางปาดสีให้ทะลุลงไปติดกับผ้าจนเกิดลวดลายขึ้นมา หนึ่งบล็อกต่อการพิมพ์ 1 สี ในอุตสาหกรรมใหญ่ที่พิมพ์ผ้าแบบนี้อยู่ ได้แก่ ผ้าโขมพัสตร์ เป็นต้น
  • การพิมพ์แบบโรตารี่ (Rotary Printing) เป็นการพิมพ์โดยแบบลวดลายจะปรากฏอยู่ที่ลูกกลิ้งทรงกระบอกยาวเท่ากับหน้าผ้าที่จะพิมพ์ แล้วลูกกลิ้งจะหมุนตัวไปรับหมึกสีที่จะพิมพ์ แต่ละสี ต่อหนึ่งลูกกลิ้ง กดและถ่ายทอดสีลงบนผืนผ้า การพิมพ์แบบนี้เป็นการพิมพ์ที่นิยมมากในอุตสาหกรรมปัจจุบัน

ไม่ว่าผ้านั้นๆ จะสร้างลวดลายด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม ประเด็นความสำคัญคือความพึงพอใจของคุณที่มีต่อผ้าตัวนั้นๆ เป็นหลักนะจ๊ะ