7 ลายทอผ้าที่ควรรู้จัก

เมื่อเรามองผ้าหรือเสื้อผ้าที่สวมใส่ในแต่ละวัน ลายทอ (Weave Patterns) คือหัวใจสำคัญที่กำหนดทั้ง ความรู้สึกเมื่อสัมผัส ความทนทาน ความเงางาม ความนุ่ม และการใช้งานที่เหมาะสม ของผ้าผืนนั้น ลายทอแต่ละชนิดเกิดจากวิธีการสานเส้นด้ายยืน (warp) และเส้นด้ายพุ่ง (weft) ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ได้พื้นผิวและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาคุณรู้จักกับ 7 ลายทอสำคัญที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้เข้าใจและเลือกใช้ผ้าได้อย่างเหมาะสมทั้งในงานออกแบบแฟชั่น งานตกแต่งบ้าน และการใช้งานทั่วไป

1. ลายทอแบบเรียบ (Plain Weave)

เป็นลายทอพื้นฐานที่สุด โดยทอแบบ “ด้ายพุ่งทับหนึ่ง ใต้หนึ่ง” สลับกันในทุกแถว ทำให้เกิดลวดลายตารางเล็ก ๆ ที่มีความแข็งแรงสูง ไม่ยืดหรือย้วยง่าย เนื้อผ้าจะมีพื้นผิวที่สม่ำเสมอ ทนทานต่อการสึกหรอ จึงถูกใช้มากใน ผ้าป๊อปลิน ผ้าเชิ้ต ผ้าออแกนซ่า และผ้าฝ้ายทั่วไป เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงและง่ายต่อการดูแล

2. ลายทอตะกร้า (Basketweave)

เป็นการพัฒนาจากลายเรียบ โดยการนำ เส้นด้ายหลายเส้นมาทอคู่กัน ทั้งในด้านยืนและด้านพุ่ง ทำให้เกิดพื้นผิวคล้ายลายตะกร้าหรือลายตารางที่เด่นชัด เนื้อผ้ามีความทนทาน แต่ยังคงความนุ่มสบาย นิยมใช้ใน ผ้า Oxford สำหรับเสื้อเชิ้ต หรือผ้า Monk’s Cloth ให้ความรู้สึกเป็นงานแฮนด์เมดและมีผิวสัมผัสเฉพาะตัว

3. ลายทอทวิว (Twill Weave)

ลายทอทวิวมีลักษณะเด่นคือเส้นทแยง (Diagonal Ribs) เกิดจากการทอแบบ “ด้ายพุ่งผ่านเหนือหลายเส้นด้ายยืนแล้วลอดใต้” โดยเลื่อนตำแหน่งทอในแถวต่อไป ทำให้เกิดเส้นเฉียงที่มองเห็นได้ชัด เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น ดรอปตัวสวย และทนทานต่อการยับ ใช้มากใน เดนิม (ยีนส์), ทวีต, กาบาร์ดีน และผ้าสำหรับสูท ให้ความรู้สึกคลาสสิกและใช้งานได้ยาวนาน

4. ลายทอซาติน (Satin Weave)

ลายทอซาตินมีลักษณะการทอที่ทำให้เกิดพื้นผิวเรียบและเงางาม โดยใช้วิธี “ด้ายพุ่งลอยอยู่เหนือเส้นด้ายยืนหลายเส้นก่อนลอดใต้หนึ่งเส้น” เพื่อให้เกิดเส้นด้ายลอยยาวบนผิวหน้า ทำให้เกิดความมันวาวและสัมผัสที่นุ่มลื่น ใช้ใน ผ้าซาตินสำหรับชุดราตรี ชุดนอน ผ้าซับในเสื้อสูท และงานหรูหรา เน้นความพลิ้วไหวและความเงางาม

5. ลายทอ Dobby (Dobby Weave)

Dobby คล้ายกับ Jacquard แต่เน้นสร้างลวดลายซ้ำขนาดเล็ก เช่น ลายตารางเล็ก ลายจุด หรือลายเส้น โดยใช้เครื่อง Dobby Loom ทำให้ผ้ามีผิวสัมผัสที่น่าสนใจและสร้างลวดลายที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ใช้ใน ผ้าเชิ้ตลำลอง ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูโต๊ะ และงานแฟชั่นที่ต้องการลายเล็ก ๆ ซ้ำ ให้รายละเอียดที่ดูใส่ใจและมีมิติ

6. ลายทอจากเครื่องจักร Jacquard (Jacquard Weave)

Jacquard คือระบบการทอที่สามารถสร้างลายซับซ้อนโดยการควบคุมเส้นด้ายยืนแยกเป็นรายเส้น ทำให้สามารถสร้างลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต หรือลายภาพได้บนเนื้อผ้า ใช้ใน ผ้าทอสำหรับโซฟา ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าบรอเคด และผ้าทอแฟชั่น เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความหรูหราและลวดลายโดดเด่น

7. ลายทอ Leno (Leno Weave)

ลายทอแบบ Leno เป็นการบิดเส้นด้ายยืนไขว้กันเพื่อยึดเส้นด้ายพุ่ง ทำให้ได้ผ้าที่มีลักษณะโปร่งหรือเป็นตาข่าย แต่ยังคงความแข็งแรง ไม่เสียรูปง่าย แม้จะมีช่องว่างมาก เหมาะกับงานที่ต้องการ ความโปร่ง ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าม่าน ผ้ากอซ หรือผ้าสำหรับหน้าร้อน ให้ความรู้สึกเบาสบายและมีมิติ

ชื่อลายทอจุดเด่น
Plain Weaveทนทาน พื้นผิวเรียบ
Basketweaveลายตารางชัด
Twill Weaveมีลายทแยง ดรอปตัวดี
Satin Weaveเงางาม พลิ้ว
Dobby Weaveลายเล็กซ้ำ
Jacquard Weaveลายซับซ้อน
Leno Weaveโปร่ง ระบายอากาศ

ทำไมต้องเข้าใจลายทอ?

การเข้าใจลายทอจะช่วยให้คุณ เลือกผ้าได้เหมาะกับงานทั้งแฟชั่นและตกแต่งภายใน และยังช่วยให้คาดเดาพฤติกรรมของผ้า เช่น ความทนทาน การยับ ความเงา การระบายอากาศ และสัมผัสได้อย่างถูกต้อง การรู้จัก 7 ลายทอนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของคนที่สนใจสิ่งทอ นักออกแบบ และผู้ที่ต้องการพัฒนาความรู้เพื่อการเลือกใช้วัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ


EPU Easy Clean

Easy Clean synthetic Leather (EPU)

หนังสังเคราะห์ EPU: วัสดุรักษ์โลก ดูแลง่าย ใช้งานคุ้มค่า

EPU (Environmental Polyurethane) คือวัสดุหนังเทียมยุคใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้านความทนทาน ความสวยงาม และการดูแลรักษาที่แสนง่าย

ผลิตจากวัตถุดิบที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

EPU ผลิตจากโพลียูรีเทนที่มีสูตรลดการใช้สารเคมีอันตราย และลดการปล่อยสารระเหย (VOC) จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

เคลือบสาร Easy Clean ทำความสะอาดง่าย

หนังเทียมชนิดนี้มีการเคลือบสารพิเศษ Easy Clean ช่วยให้พื้นผิวป้องกันคราบเปื้อนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคราบอาหาร คราบน้ำ หรือแม้แต่คราบหมึกจากปากกาลูกลื่นหรือปากกาเคมีแบบถาวร (permanent marker) ก็สามารถเช็ดออกได้ หากทำความสะอาดทันทีหลังเปื้อน

ยืดอายุการใช้งาน คงความสวยงาม

การที่คราบสกปรกไม่ฝังลึกลงในเนื้อวัสดุช่วยลดการเสื่อมสภาพของหนังเทียม ทำให้วัสดุมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ไม่หมองเร็ว ไม่ลอกง่าย จึงสามารถคงรูปลักษณ์ที่สวยงามได้ยาวนาน เหมาะกับงานตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน หรือแม้แต่สินค้าสำหรับเด็ก

วิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

กรณีเปื้อนหมึกใหม่ๆ

  • ใช้ ทิชชูแห้งหรือผ้าแห้ง ซับและเช็ดทันที
  • ถ้าไม่หมด ให้ใช้ ยางลบถูเบาๆ จนกว่าคราบจะจางหาย

กรณีคราบฝังแน่น

  • ใช้ ทิชชูหรือผ้าชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเบาๆ ไม่ควรถูแรง

ข้อควรระวัง

  • ไม่แนะนำให้ใช้ทิชชู่เปียกหรือผ้าเปียก เพราะอาจทำให้หมึกซึมลงในเนื้อวัสดุและเปรอะเปื้อนได้

EPU จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการวัสดุตกแต่งที่ทั้งสวย ใช้งานง่าย และมีจิตสำนึกรักษ์โลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในบ้าน โรงเรียน โรงแรม หรือออฟฟิศ ก็สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านฟังก์ชันและความสวบงาม

ภาพนี้แสดงโครงสร้างของวัสดุหนังเทียมแบบหลายชั้น (Multilayer synthetic Leather) ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตโดยมีผ้าโพลีเอสเตอร์เป็นฐาน และเสริมชั้นต่าง ๆ เพื่อให้ได้สัมผัสและประสิทธิภาพใกล้เคียงหนังแท้ ดังนี้:

อธิบายการผลิตตามชั้นวัสดุในภาพ

  1. ชั้นล่างสุด: Cowhide (แบล็คกิ้ง)
    • เป็นแผ่นผิวรองหลังที่ใช้ลักษณะและผิวสัมผัสของหนังวัวแท้
    • ขั้นตอนนี้เรียกว่า Backing
  2. ชั้นที่สอง: Polyester Fabric (ฐานผ้าโพลีเอสเตอร์)
    • เป็นโครงสร้างหลักของวัสดุ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน และเป็นฐานสำหรับเคลือบวัสดุต่าง ๆ ด้านบน
  3. ชั้นที่สาม: EPU (Environmental Polyurethane)
    • เป็นวัสดุโพลียูรีเทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความยืดหยุ่นสูง และช่วยสร้างพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มคล้ายหนังแท้
    • ชั้นนี้จะถูกปั๊มลายหนังผ่านแม่พิมพ์ลายให้เสมือนหนังแท้ โดยมีแม่แบบ (mold) เพื่อทำให้หนังเทียมที่ผลิตได้มีลายและฟีลลิ่งใกล้เคียงหนังแท้
  4. ชั้นบนสุด: Easy Clean Coating
    • เป็นสารเคลือบพิเศษที่ช่วยป้องกันคราบสกปรก ฝุ่น และหมึกปากกา
    • สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย แม้เป็นคราบปากกา (ต้องเช็ดทันที)

หนังเทียมของนิทัส 30104 CHEERS Faux Leather

มีหน้าตาและผิวสัมผัสใกล้เคียงหนังแท้  แข็งแรงทนทาน จากโครงสร้างผ้าโพลีเอสเตอร์ และดูแลรักษาง่าย ด้วยสาร Easy Clean Coating ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ EPU นวัตกรรมใหม่ของทางนิทัส เพื่อให้คุณมีโซฟาหนังตัวโปรดได้โดยไม่เบียดเบียนสัตว์อีกด้วย


Drapery Vs Clothing Fabrics

ทำไมต้องเลือกใช้ผ้าสำหรับทำผ้าม่านโดยเฉพาะ? ผ้าทั่วไปใช้แทนกันไม่ได้เหรอ?

ในสายตาของคนทั่วไป ผ้าก็คือผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าหรือผ้าสำหรับทำม่าน แต่ในความเป็นจริง ผ้าสำหรับทำม่านและผ้าตัดเสื้อผ้ามีความแตกต่างกันในหลายมิติ ทั้งเรื่องคุณสมบัติทางเทคนิค ลักษณะโครงสร้างของเนื้อผ้า รวมถึงจุดประสงค์ในการใช้งาน ซึ่งเราจะอธิบายโดยละเอียดในบทความนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ควรใช้ผ้าตัดเสื้อทั่วไปมาทำม่าน หรือในทางกลับกัน

ความแตกต่างด้าน “น้ำหนักของผ้า”

น้ำหนักของผ้า gsm = grams per square meter อ่านบทความเรื่องนี้

ประเภทผ้าน้ำหนักเฉลี่ย (gsm)คำอธิบาย
ผ้าม่านโปร่ง
Sheer
50–90 gsmเบามาก โปร่งแสง เน้นการกรองแสงและพรางสายตา
ผ้าม่านทึบ (ทั่วไป)
Curtain
150–300 gsmหนากว่าผ้าเสื้อผ้า เพื่อกันแสงและเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ผ้าม่านกันแสง
Dim-out Curtain
250-350 gsmหนากว่าผ้าม่านปกติ มีการทอสอดเส้นได้สีดำเพื่อเพิ่มความสามารถในการกันแสง
ผ้าม่านทึบแสง
Blackout Curtain
300–450 gsmหนาและหนักกว่าผ้าม่านปกติ มีชั้นเคลือบหรือซ้อนหลายชั้นเพื่อกันแสง 100%
ผ้าเสื้อ (ทั่วไป)
Clothing
100–200 gsmน้ำหนักขึ้นอยู่กับชนิดผ้า (เช่น คอตตอน, โพลีเอสเตอร์, ลินินฯลฯ)

ความหนา และหน้าผ้ากว้าง

ผ้าสำหรับทำม่านมักจะมีความหนาและหน้าผ้ากว้าง ตั้งแต่ 135 – 320 ซม. ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างผืนเมื่อเย็บม่าน ทำให้ม่านดูเรียบ สวย และประหยัดแรงในการตัดเย็บ ในขณะที่ผ้าตัดเสื้อส่วนใหญ่มักมีหน้ากว้างแค่ 100-150 ซม. และความหนาก็ไม่มากพอที่จะบังแสงหรือให้ความเป็นส่วนตัว

คุณสมบัติในการกันแสง

ยกตัวอย่าง ผ้า Dimout: สามารถกันแสงได้ประมาณ 80-90% เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการแสงลดน้อยลง แต่ไม่ต้องมืดสนิท เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน รวมไปถึงผ้า Blackout: กันแสงได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องโฮมเธียเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีในผ้าตัดเสื้อทั่วไป

คุณสมบัติของผ้าม่านและเสื้อผ้าทั่วไป

หัวข้อผ้าม่านเสื้อผ้าทั่วไป
วัตถุประสงค์หลักตกแต่ง, กรองแสง, เพิ่มความเป็นส่วนตัว, ควบคุมอุณหภูมิห้องสวมใส่เพื่อความสบาย, ความงาม, การปกป้องร่างกาย
กันแสง / กรองแสง
Light blocking / Light filtering
มีทั้งแบบทึบแสงและโปร่งแสง เพื่อกรองแสงหรือกันแสง UVบางชนิดมีการพัฒนาให้กัน UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
กันความร้อน
Thermal insulation
ผ้าม่านช่วยลดความร้อนจากแสงแดดบางชนิดช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อให้ “ใส่แล้วเย็นสบาย”
กันเสียง
Sound absorption / Acoustic insulation
ผ้าหนาอาจช่วยดูดซับเสียงได้เล็กน้อย
ความปลอดภัย (กันไฟลาม)
Flame retardant 
บางชนิดเคลือบสารกันไฟลาม ใช้ในอาคารสูงหรือสาธารณะ
การระบายอากาศ
Breathability
ม่านโปร่งเพื่อให้แสงและอากาศถ่ายเทเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่น ผ้าตาข่าย ผ้าทอโปร่ง เพื่อระบายอากาศเวลาสวมใส่
การแห้งเร็ว / ซับเหงื่อ
Moisture-wicking / Quick-drying
ผ้าสมัยใหม่พัฒนาให้แห้งเร็ว ซึมซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้า activewear
กันยับ
Wrinkle-resistant
ผ้าหลายแบบกันยับ Wrinkle-free หรือไม่ต้องรีด เช่น ผ้า polyester, spandex
ให้ความอบอุ่น / เย็นสบาย
Thermal comfort / Cooling effect
ช่วยลดอุณหภูมิในห้องจากแสงแดดเสื้อผ้าพัฒนาให้เหมาะกับฤดูกาล เช่น ผ้าใยธรรมชาติในหน้าร้อน หรือผ้าหน้าในฤดูหนาว
ความงาม / ลวดลาย
Aesthetic / Pattern design
ลวดลายเพื่อเสริมบรรยากาศห้อง สื่อรสนิยมของเจ้าของบ้านลวดลาย สี และดีไซน์เพื่อแสดงบุคลิก ความชอบ และแฟชั่น

แล้วใช้ผ้าตัดเสื้อมาทำม่านได้ไหม?

ตอบ: ทำได้ แต่อาจต้องยอมรับว่า:

  • ประสิทธิภาพการกันแสงจะน้อย
  • ต้องเย็บซับหลายชั้นเพื่อให้หนาพอ ซึ่งสิ้นเปลือง
  • อายุการใช้งานสั้น เพราะผ้าตัดเสื้อไม่ทนแดดเท่าผ้าม่าน

แล้วถ้านำ “ผ้าม่านไปตัดเสื้อ” ล่ะ? ได้ไหม?

ตอบ: โดยทั่วไป “ไม่เหมาะสม” เพราะผ้าม่านมีความแข็ง หนา หนัก ระบายอากาศได้น้อย ใส่ไม่สบาย และอาจระคายเคืองผิว โดยเฉพาะผ้า Blackout ที่มีชั้นเคลือบอยู่ด้านหลัง

จากที่กล่าวมาแม้ผ้าจะดูเหมือนกัน แต่เบื้องหลังการออกแบบและวัตถุประสงค์การใช้งานนั้นต่างกันอย่างมาก การเลือกใช้ผ้าสำหรับทำม่านโดยเฉพาะจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านความสวยงาม ฟังก์ชัน และอายุการใช้งาน

หากต้องการผ้าม่านที่ดูดี มีคุณภาพ และใช้งานได้ยาวนาน ควรเลือกใช้แบรนด์ผ้าม่านมีที่คุณภาพอย่าง NITAS TESSILE ที่เราได้คัดสรร นำเข้ามาจากทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสได้ใช้ผ้าม่านที่จะทำให้บ้านของคุณดูสมบูรณ์แบบในทุกมิติ


ผ้าสีเพี้ยน!!! โทษใครดี

ผ้าสีเพี้ยน!!! โทษใครดี “จะโทษดินจะโทษน้ำ จะโทษเดือนและดาว กับเรื่องราวที่ปวดร้าว ที่เธอมาทำแล้วหนีไป” ก่อนที่เราจะมาโทษใครดีเรามาดูกันดีกว่าว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เวลาเราเห็นสีผ้าเพี้ยนแตกต่างออกไป หรือเมื่อเราติดผ้าม่านที่บ้านเสร็จแล้ว ปรากฎว่าสีมันไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้ เรามาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้เรา เห็นสีผ้าเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมีอะไรบ้าง

  • สีเพี้ยนจากการดูสีผ้าผ่านหน้าจอ เช่น อุปกรณ์ถ่ายรูป, การดูสีผ้าผ่านจอมือถือ
  • สีเพี้ยนจากการมองเห็นสีผ้าจริง เช่น การมองเห็นในบรรยากาศแสงที่ต่างกัน, มุมมอง และ ระยะการมอง, ขนาดของชิ้นผ้า, ใส่แว่นที่มีแลนส์แบบพิเศษ
  • สีเพี้ยนจากตัวผ้าเอง เช่น ชนิดของเส้นด้าย, ชนิดของผ้า, ผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ, ผ้าต่างรอบการผลิต, การซีดจางจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน, การซีดจางจากการซัก
  1. การดูสีผ้าผ่านหน้าจอ ในปัจจุบันการเลือกซื้อของ ต่างมาอยู่ในระบบออนไลน์โดยส่วนใหญ่ ซึ่งธุรกิจการขายผ้าก็เข้ามาอยู่ในระบบนี้เช่นกัน แต่ด้วยเรื่องของสีผ้าก็เป็นปัญหาที่ตามมาด้วยเช่นกัน เพราะด้วยเหตุนี้เรามาดูกันว่าปัจจัยที่ทำให้สีเพี๊ยนเวลาเราดูตัวอย่างผ้า ผ่านการดูผ่านหน้าจอแสดงผลต่างๆ มีอะไรบ้าง
    • อุปกรณ์นำเข้ารูป เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ในการเก็บรูปภาพในการทำตัวอย่างเพื่อนำเสนอนั้น ก็จะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ การถ่ายรูป และ การใช้เครื่องสแกน ทั้งสองอย่างนี้มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันคือ
      • การถ่ายรูป เป็นที่นิยมสูง เห็นภาพได้ค่อนข้างเหมือนจริง สามารถถ่ายผืนใหญ่เท่าไหร่ก็ได้ ข้อเสียคือมีความเพี้ยนของสีสูง ประกอบด้วยหลายปัจจัยมาก เช่น ถ่ายแสงจากธรรมชาติ หรือถ่ายแสงจากหลอดไฟซึ่งก็มีหลากหลายชนิด, มุมการถ่าย, ชนิดกล้องที่ถ่ายไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป หรือกล้องมือถือที่หลากหลายยี่ห้อมาก เป็นต้น และที่สำคัญเราไม่สามารถจับสัดส่วนภาพจริงได้ว่า ลายผ้าที่ถ่ายนี้ มีขนาดจริงเท่าไหร่
      • การสแกนผ้า เป็นที่นิยมในการทำตัวอย่างผ้าแบบสมัยใหม่ เพราะสามารถเห็นดีเทลของเนื้อผ้าชัดเจน สามารถเทียบสัดส่วนของลายผ้าได้จริง มีความเท่ากันของแสงทั่วทั้งผืน ข้อเสียคือ ไม่สามารถสแกนผ้าชิ้นใหญ่ได้เต็มหน้าผ้า ซึ่งปกติหน้าเครื่องจะมีอยู่ประมาณขนาด A4 เท่านั้น และปัญหาอีกอย่างคือ ถ้าผ้านั้นเป็นแบบที่มีการทอพิเศษ เช่น ผ้ากำมะหยี่ Velvet ที่เป็นลักษณะเป็นขนๆ เล็กๆ เวลาสแกนก็จะเกินความเพี้ยนสูง หรือผ้าที่มีลักษณะของเส้นด้ายมันเงา ในการสแกนก็จะไม่เห็นมิติของความเงาเท่ากับการถ่ายรูปจริงในลักษณะผ้าที่มีการเข้าลอน ที่จะเห็นความเงาของเนื้อผ้าได้อย่างชัดเจน
  • จอแสดงผล แน่นนอนว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดูในมือถือ และการดูในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีปัจจัยทั้ง รูปแบบของชนิดจอ LED, OLED ฯลฯ และยี้ห้อของจอชนิดนั้นๆ เช่น หน้าจอของมือถือยี่ห้อหนึ่งเทียบกับมือถืออีกยี่ห้อหนึ่ง ในการเปิดรูปเดียวกันก็จะแสดงรูปสีสันที่ไม่เท่ากัน 100% ขึ้นอยู่กับ อุปกรณ์, ซอฟแวร์ และระบบการประมวนผลของยี้ห้อนั้นๆ ด้วย เช่นบางยี่ห้ออาจดูติดเหลือง หรือติดแดง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดอันที่ถกเถียงกันอย่างมาก คือโดยปกติแล้วมือถือหลายคนชอบปรับระดับความสว่างต่ำๆในการใช้งานปกตินั้นอาจไม่ส่งผลอะไรมาก แต่การดูสีผ้านั้นจำเป็นต้องปรับให้ความสว่างสูงสุด เพื่อความถูกต้องในการเห็นสี เพราะสามารถ เกิดขึ้นได้ว่าผ้าที่เห็นนั้นเป็นสีขาว หรือสีเทาอ่อนกันแน่ การปรับความสว่างหน้าจอที่ไม่เพียงพอจะทำให้การตัดสินใจพลาดได้

2. การมองเห็นสีผ้าจริง แม้ว่าเราจะเห็นตัวอย่างผ้าของจริงแล้วก็ตาม แต่ความเพี้ยนของสีผ้าก็ยังสามารถเกินขึ้นอีกหลายปัจจัยดังนี้

  • การมองเห็นในบรรยากาศแสงที่ต่างกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่คนทั่วไปไม่ทันสังเกตุ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะการที่เราเลือกผ้าจากตัวอย่างที่เห็น โดยเลือกผ่านบรรยากาศไฟที่ต่างกันสีผ้าก็จะต่างกันด้วย เช่น เราเข้าไปที่ร้านผ้าม่านเลือกตัวอย่างผ้าที่เห็นโดยร้านม่านนั้น ติดไฟวอร์มไวท์ หรือไฟที่ออกสีเหลืองนั้นเอง โดยเราเลือกผ้าในบรรยากาศแสงนั้น และสรุปได้ผ้าที่ต้องการสีเป็นสีน้ำตาลเทาๆ แต่ปรากฎว่านำมาติดตั้งที่บ้านเป็นสีเทา เนื่องจากห้องที่ติดเป็นหลอดไฟแบบเดย์ไลท์ สามารถอ่านข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติม
  • มุมมอง และระยะการมองผ้า ผ้าเป็นวัสดุที่มีมิติการมองเห็นที่เมื่อเรามองต่างมุมกันออกไป ก็จะส่งผลให้เห็นลักษณะความเข้มอ่อน ความเงาด้าน หรือการปรากฎลวดลายที่ชัดเจน หรือหายไปกับระยะการมองได้เช่นกัน เช่น การตัดสินใจซื้อผ้าจากตัวอย่างผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมองห่างจากระยะสายตา ไม่เกิน 1 เมตร แต่เมื่อเราติดตั้งผ้าม่านนั้นจริง ซึ่งระยะ การมองเห็นผ้าม่านในระยะใช้งานจริง มากกว่า 2 เมตร ซึ่งลักษณะของเท็กเจอร์ที่ปรากฎในการมองระยะใกล้ ก็อาจกลายเป็นอีกลักษณะหนึ่ง หรือหายไป เป็นเพียงลายเรียบๆ ก็เป็นได้
  • ขนาดของชิ้นผ้า ปกติเมื่อเราเลือกผ้าจากเล่มตัวอย่าง ชิ้นเล็กๆ กับผ้าม่านจริงเราจะรู้สึกว่าผ้านั้นสีเข้มกว่า หรือ สดกว่าที่เราจำได้ว่าเลือกตอนอยู่ที่ร้านผ้าม่าน เป็นเพราะสายตาของเราตอนเลือกผ้าจากเล่ม มีสีอื่นๆ มากวนสายตาด้วย และส่วนใหญ่ผ้าจะติดอยู่กับกระดาษสีขาว ซึ่งตัวกระดาษสีขาวนี้เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรบกวนการมองเห็นเช่นกัน ตัวอย่างรูปด้านล่าง
    • รูป A สี่เหลี่ยมสีเทาตรงกลาง เมื่อเทียบกับสีเทาอ่อนทางซ้ายมือ ก็จะเห็นเป็นสีเทานั้นเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับสีเทาด้านขวามือ ก็จะดูเป็นสีเทาอ่อนลง
    • รูป B สี่เหลี่ยมสีแดงตรงกลาง เมื่อเทียบสีแดงทางซ้ายมือ ก็จะดูสีแดงนั้นสดเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับรูปสีแดงด้านขวา ก็จะเห็นเป็นสีแดงซีดจางลงนั้นเอง
  • ใส่แว่นที่มีเลนส์แบบพิเศษ อาจเป็นปัญหาของการสื่อสารกันระหว่างบุคคลที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดย ไม่ทันคิดมาก่อน ปกติคนที่สายตาสั้นหรือยาว ใส่แว่นเลนส์แบบ ธรรมดา ย่อบาง และมัลติโค้ตตัดแสงสะท้อนทั่วไป ก็ไม่เป็นปัญหาในการมองเห็น แต่มีเลนส์ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมสูงในปัจจุบันคือเลนส์แบบ มัลติโค้ตตัดแสงสีฟ้า, บลูคัท หรือ บลูบล็อก แล้วแต่ชื่อทางการค้าจะเรียก ซึ่งเป็นเลนส์ฮอตฮิตกับคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มากๆ หรือแม้กระทั่งคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ ด้วยคุณสมบัติของ การตัดแสงสีฟ้า ที่เชื่อว่า แสงสีฟ้านั้นเป็นอันตรายต่อสายตา ซึ่งด้วยคุณสมบัตินั้นเอง จึงทำให้คนที่ใส่แว่นชนิดตัดแสงสีฟ้า มองเห็นทุกอย่างโดยตัดแสงสีฟ้าออกไปส่วนหนึ่ง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกอย่างที่มองเห็น จะมีความอมเหลืองเล็กน้อย โดยถ้าเราใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน ขับรถ เล่นเกมส์ การตัดแสงสีฟ้านี้จะไม่ส่งผลใดๆ ต่อการใช้ชีวิตปกติ แต่เมื่อเราต้องการเลือกผ้า เลือกสีทาบ้าน หรือสื่อสารด้านสีกับบุคคลอื่นจะเกิดความเพี้ยนขึ้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างง่ายที่สุดคือ เมื่อคนใส่แว่นแบบตัดแสงสีฟ้า มองกระดาษ A4 สีขาว ก็จะเห็นสีเป็นสีขาวนวลๆ มาทางสีครีมนิดๆ แต่เมื่อคุณถอดแว่นโดยมองด้วยตาเปล่าสีขาวที่คุณเห็น ก็จะไม่อมเหลือง เป็นสีขาวปกติทั่วไป นั้นเอง ฉะนั้น ถ้าต้องการเห็นสีที่แท้จริงในการเลือกสี แล้วสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ เราไม่ควรใส่แว่นที่มีการตัดแสงสีฟ้า เพราะบุคคลอื่นๆ นั้นจะมองเห็นสีที่ไม่เหมือนกันกับคุณ แต่ทว่า ถ้าคุณเป็นคนเลือกเองใช้เอง มองเอง โดยใช้แว่นเลนส์ตัดแสงฟ้านี้ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถใส่เลือกผ้านั้นได้เลย ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

3. จากตัวผ้าเอง สุดท้ายแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คือการสีเพี้ยนจากกระบวนการผลิตเอง เรามาดูกันดีกว่าว่ามาปัจจัยอะไรบ้าง

  • ชนิดของเส้นด้าย มีผลต่อการมองเห็นสีที่เพี้ยน จะเห็นได้ว่าในเส้นใยธรรมชาติส่วนใหญ่มีผิวที่ไม่เรียบมีเท็กเจอร์ มีผลทำให้การสะท้อนแสงของเส้นใยแตกต่างกัน เช่นตัวอย่างเส้นใยของผ้าฝ้ายที่เป็นลักษณะหน้าตัดแบบเมล็ดถั่วและมีความบิดเป็นเกลียว เมื่อนำทอเป็นผืนผ้า ก็จะมีลักษณะผิวโดยรวมดูด้าน ไม่เงา ไม่ส่งผลต่อการเพี้ยนในการมองเห็นมากนัก ผิดกับผ้าที่มาจากเส้นใยไหม ที่หน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งสามารถสะท้อนแสงได้ดี รวมไปถึงเส้นใยสังเคราะห์ อย่างโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นเส้นใยประดิษฐ์ ที่มีลักษณะการฉีดออกมาเป็นเส้น มีผิวเรียบทรงกระบอก ก็สามารถสะท้อนแสงได้มาก เช่นกัน เมื่อเรานำเส้นใยเหล่านี้มาทอเป็นผ้าผืน จะทำให้มีความเงาขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความเงานี้ส่งผลทำให้เราสามารถเห็นผ้าสีแดงตามรูปด้านล่างนี้มีน้ำหนักของสี ที่ทั้งสว่างขึ้นเมื่อกระทบแสง และมืดลงเมื่อไม่ได้รับแสง เกิดเป็นมิติแสงเงาที่มากกว่าผ้าที่เป็นเนื้อฝ้ายโดยทั่วไป ฉะนั้นในการเลือกผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟา เราควรเห็นเนื้อผ้าจริง และลองจับผืนผ้าให้เกิดลอน เพื่อให้เห็นมิติของแสงเงาที่เกิดจากผ้านั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง
  • ชนิดของผ้า ในผ้าเนื้อกำมะหยี่ หรือ Velvet เป็นผ้าที่มีการทอแบบพิเศษ ซึ่งด้วยการทอแบบพิเศษนี้เองทำให้เกิดความเพี้ยนสีเกิดขึ้น ยกตัวอย่างผ้ากำมะหยี่สีแดง เมื่อเรามองจากมุมหนึ่งจะเห็นเป็นสีแดงปกติ แต่เมื่อเราเปลี่ยนมุมในการมอง เราก็อาจมองเห็นสีแดงนั้นเข้มขึ้นอย่างมากในมุมที่ต่างออกไป เพราะเนื้อผ้าชนิดนี้ มีการทอที่มีเส้นขนของผ้าที่ตั้งขึ้น ซึ่งทำให้มีมุมมองของผ้าบางส่วนเห็น ในส่วนของขนผ้าที่ตั้งขึ้น และบางส่วนล้มลง ฉะนั้นผ้ากำมะหยี่นี้ จึงเป็นผ้าที่มีมิติ ในการมองเห็นที่ไม่เท่ากันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟา เนื้อกำมะหยี่กับผู้อื่น ซึ่งยืนมองผ้าผืนเดียวกัน ในภาวะแสงเดียวกัน แต่ยืนมองคนละมุม ซึ่งสามารถเกิดความเข้าใจผิดว่า ผ้าผืนสีแดงนี้สีแดงเข้มเกินไป แต่ในขณะที่เราเห็นว่าสีแดงนี้พอดีแล้ว
  • ผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ ทั้งฝ้าย ลินิน ขนสัตว์ ไหม ซึ่งวัสดุธรรมชาติที่นิยมนำมาทอผ้าม่านโดยส่วนใหญ่ คือ Cotton หรือฝ้าย, ลินิน ซึ่งเป็นเส้นใยจากพืช (Cellulose) ซึ่งแน่นอนว่า ภูมิประเทศ สภาพอากาศ, ฤดูการเก็บเกี่ยว, กระบวนการผลิตจากไร่ สู่การผลิตจากเส้นใยไปถึงเส้นด้าย ที่ต่างกันก็ส่งผลต่อการย้อมติดสีของผืนผ้านั้นๆ ซึ่งมีโอกาสที่ไม่เท่ากัน 100% อย่างแน่นอน
  • ผ้าต่างรอบการผลิต เป็นเรื่องปกติว่าการย้อมสี ถึงแม้จะในระดับโรงงานก็ตาม การเพื้ยนของสีก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิการย้อม คุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำต่อสีย้อม ปริมาณน้ำต่อน้ำหนักผ้า ในโรงงานระดับคุณภาพจะควบคุมปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่ก็ให้ค่าความเพี้ยนได้ไม่เกิน 5% ถือว่ารับได้
  • ผ้าที่ดูแดดเลีย หรือผ้าที่ซีดจางจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน Colorfastness of sunlight เป็นปกติของผ้าทั่วไปที่ใช้ในที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็น ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ก็มีการซีดจางของสีเป็นปกติ ถ้าเราเป็นไปโดนแสงแดดโดยตรง โดยประมาณ 3-6 เดือนก็จะเริ่มเห็นผลเมื่อนำไปเทียบกับบริเวณที่ไม่โดดแสงแดด แต่ก็จะมีผ้าที่ออกแบบมาเฉพาะในการใช้กลางแจง หรือเอาท์ดอร์ ผ้าเกรดเอาท์ดอร์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการทนก็การซีดจางของสีได้ดีกว่าผ้าทั่วไป
  • ผ้าที่ผ่านการซัก หรือผ้าที่ซีดจางจากการซัก Colorfastness of washing การซักนับเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ว่า จะทำให้สีผ้าซีดจางลง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการใช้สารฟอกขาว รวมในการซักก็จะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการซีดของของสีเพิ่มากขึ้น

จากบทความด้านบน คงเห็นกันแล้วว่ามีหลายปัจจัยมาก ที่ส่งผลให้ผ้าสีเพี้ยน เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกผ้าสีนั้นๆ ที่คุณโปรดปราน อย่าลืมคิดถึงปัจจัยต่างๆ ที่เราฝากไว้ด้วยนะจ๊ะ ด้วยรัก

รู้งบประมาณเพิ่มเติม++ ก่อนจะซื้อคอนโด

การที่เราจะมีคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองสักหลังนั้น ไม่ใช่แค่ซื้อห้องมาแล้วก็จะจบนะคะ เราต้องมีการเผื่องบประมาณในการตกแต่งห้องด้วย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับของที่ทางโครงการให้มาและความต้องการของเรานั่นเองค่ะ ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าการที่จะแต่งห้อง 1 ห้องนอนให้ครบทุกอย่างในงบที่ไม่บานปลายนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง ไปชมกันเลย

วันนี้เรามาลองคำนวนงบประมาณกันดีกว่าว่า ถ้าเราจะซื้อคอนโด ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ในส่วนต่างๆ เช่น ผ้าม่านจะอยู่ประมาณ 0.85%-1.2% ของราคาคอนโด เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวประมาณ 7.5% แต่หากเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็จะสูงกว่านี้ถึงประมาณ 10%-15% และเครื่องใช้ไฟฟ้า 5.5% ค่าตกแต่งอื่นๆ 0.7-2.1% -ขึ้นอยู่กับสไตล์การตกแต่งของแต่ละบุคคล เรามาคำนวนกันดีกว่าว่าสัดส่วนนั้นจะเป็นเท่าไหร่ โดยใส่ตัวเลขราคาคอนโดของเราในช่องด้านล่างได้เลย

ย้อมก่อนทอ หรือทอก่อนย้อมดี?

การย้อมเส้นด้าย (Yarn Dyed) และการย้อมผืนผ้า (Piece Dyed) เป็นสองวิธีทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อผ้า ความแตกต่างคือ

  • การย้อมเส้นด้าย (Yarn Dyed): เป็นการย้อมในที่เป็นเส้นด้าย ก่อนที่จะทอ (Woven) หรือถัก (Knitted) เป็นผ้า การย้อมเส้นด้ายช่วยให้ได้ลวดลายและการออกแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสามารถนำเส้นด้ายที่มีสีต่างกันมาทอหรือถักเข้าด้วยกันเพื่อสร้างลวดลายที่ต้องการได้ ผ้าที่ได้จะมีสีที่สดใส และติดทนนาน เนื่องจากสีย้อมจะแทรกซึมเข้าไปในเส้นด้ายทั้งหมด
  • การย้อมผืนผ้า (Piece Dyed): วิธีนี้เกี่ยวข้องกับการย้อมผ้าทั้งผืนหลังจากที่ทอหรือถักแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายกว่าและคุ้มค่ากว่า แต่จะจำกัดประเภทของรูปแบบที่สามารถทำได้ ผ้าที่ได้อาจมีสีที่สดใสน้อยกว่าเล็กน้อย เนื่องจากสีย้อมไม่ได้ซึมผ่านเส้นใยได้ลึกเท่าการย้อมเส้นด้าย

โดยสรุป การย้อมเส้นด้ายเหมาะสำหรับการสร้างลวดลายและการออกแบบที่สลับซับซ้อน ในขณะที่การย้อมเป็นผืนจะคุ้มค่ากว่า และมีประสิทธิภาพสำหรับผ้าสีเรียบๆ

การปรากฏของสีและลวดลายบนบนผ้าไม่ว่าจะเป็นผ้าม่าน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่เราเห็นสวยงามนั้น แท้จริงแล้วมีการให้สีได้หลายแบบ ดังนี้

ย้อมสีก่อนการทอ (Yarn Dyed)

เป็นกระบวนการให้สี โดยการนำเส้นด้ายไปย้อมสีก่อนการทอขึ้นเป็นผืนผ้า

  • ข้อดีคือ สามารถเก็บชุดสีด้ายเตรียมไว้สำหรับการทอได้ก่อน เมื่อมีความต้องการ สามารถสั่งผลิต หรือขึ้นตัวอย่างผ้าได้ง่ายกว่า สามารถให้สีผ้าได้มากสูงสุดถึง 12 สีในการทอหนึ่งผืน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มักใช้ชนิดเส้นด้ายและสีที่ต่างกันประมาณ 3 แบบเท่านั้น และในขณะที่กำลังทอสามารถเห็นสีจริงในขณะที่ทอได้เลย นอกจากนั้นยังเก็บสต็อกชุดสีเส้นด้ายแค่ชุดเดียว แต่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทอ หรือลวดลายต่างกันได้หลายรูปแบบ
  • ข้อเสียคือ ต้องเก็บสต็อกชุดสีจำนวนมาก ในแต่ละชุดด้ายที่แตกต่างกัน

ทอก่อนย้อมสี (Piece Dyed)

เป็นกระบวนการให้สีหลังจากการทอผ้าเสร็จแล้ว จากนั้นจึงนำไปย้อมสี แต่ถ้าผ้าหนึ่งผืนมีความต้องการมากกว่าหนึ่งสีจะต้องทำอย่างไร คำตอบคือต้องใช้คุณสมบัติของเส้นด้ายที่กินสีแตกต่างกันนั้นเอง เช่น ต้องการผ้าที่มี 2 สีโดยเป็นผ้า Piece Dyed ในผืนผ้าต้องประกอบไปด้วยเส้นใย 2 ชนิด เช่น ฝ้าย และโพลีเอสเตอร์ ซึ่งสีที่สามารย้อมฝ้ายก็จะไม่ติดเส้นใยโพลีเอสเตอร์ และในทางกลับกันสีที่ย้อมโพลีเอสเตอร์ก็จะไม่ติดฝ้ายเช่นเดียวกัน ด้วยเทคนิคนี้จึงสามารถทำให้ผ้า สามารถมี 2 สีได้

  • ข้อดีคือ สามารถทอผ้าดิบเก็บไว้จำนวนครั้งละมากๆ แล้วจึงตัดส่วนไปย้อมได้ตามคำสั่งของลูกค้าที่มีความต้องการชุดสีที่แตกต่างกันไป
  • ข้อเสียคือ ไม่สามารถมองเห็นสีจริง ได้ในขณะทอ ต้องรอจนกว่าการย้อมจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งกระบวนการย้อมต้องมีความละเอียดเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้สีด่าง หรือสีช่วงต้นม้วนและปลายม้วนออกมาไม่เสมอกัน

ในขบวนการการย้อมสิ่งทอจริงๆ แล้วมีขั้นตอน ที่ก่อนและหลังจากบทความข้างต้น ดังนี้

  1. Fiber dyeing ย้อมเส้นใย
  2. Yarn dyeing การย้อมเส้นด้าย
  3. Fabric dyeing การย้อมผืนผ้า
  4. Garment dyeing การย้อมเสื้อผ้าสำเร็จ

นอกจาก 2 กระบวนการดังกล่าวแล้วยังมีการให้สีลงบนผืนผ้าโดยการพิมพ์อีกด้วย

การพิมพ์สีลงไปในผ้า หรือที่เรียกว่าผ้าพิมพ์ (Printed Fabric)

ซึ่งผ้าพิมพ์นี้เป็นผ้าที่เกิดการให้สีหลังจากการทอเหมือนข้อข้างต้นแต่จะไม่ได้นำผ้าทั้งผืนลงไปย้อมในหม้อย้อม แต่จะใช้กระบวนการพิมพ์ซึ่งมีหลากหลาย ดังนี้

  • การพิมพ์แบบดิจิตอล (Digital Print) เปรียบเทียบง่ายๆ คือการพิมพ์ผ้าแบบ Inkjet ตรงลงบนตัวผ้าเลย การพิมพ์แบบนี้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ได้สีสันมากตามต้องการในกระบวนการเดียว ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะต้นทุนในการพิมพ์ต่อหลายังสูงกว่าการพิมพ์ชนิดอื่น
  • การพิมพ์แบบฮีททรานเฟอร์ (Heat Transfer) หรือที่เรียกว่าการพิมพ์แบบรีดร้อน เป็นการพิมพ์แบบลงบนกระดาษก่อน แล้วจึงนำกระดาษนั้นประกบกับผ้าแล้วกดทับด้วยแรงกดและความร้อน ลายพิมพ์ดังกล่าวจะระเหิดมาติดลงบนผืนผ้าแทน การพิมพ์แบบนี้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ได้สีสันมากตามต้องการในกระบวนการเดียว เป็นการพิมพ์ที่นิยมมากในอุตสาหกรรมปัจจุบัน
  • การพิมพ์ฉลุลายผ้า (Silk Screen) หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า การพิมพ์ซิลค์สกรีน เป็นการทำแบบลงบนบล็อกผ้าไหม ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้ผ้าไหมจริงๆ เพราะเส้นไหมมีความละเอียด ทำให้ช่องว่างมีความถี่เหมาะกับการทำบล็อกสกรีน แต่ในปัจจุบันใช้เส้นใยสังเคราะห์แทน โดยใช้หลักการที่ว่า จะสร้างลวดลายในบล็อกสกรีนโดยให้ลวดลายที่ต้องการโปร่ง และให้ส่วนที่ไม่ต้องการเกิดลวดลายทึบ แล้วจึงนำไปทาบกับผืนผ้า จากนั้นจึงใช้ยางปาดสีให้ทะลุลงไปติดกับผ้าจนเกิดลวดลายขึ้นมา หนึ่งบล็อกต่อการพิมพ์ 1 สี ในอุตสาหกรรมใหญ่ที่พิมพ์ผ้าแบบนี้อยู่ ได้แก่ ผ้าโขมพัสตร์ เป็นต้น
  • การพิมพ์แบบโรตารี่ (Rotary Printing) เป็นการพิมพ์โดยแบบลวดลายจะปรากฏอยู่ที่ลูกกลิ้งทรงกระบอกยาวเท่ากับหน้าผ้าที่จะพิมพ์ แล้วลูกกลิ้งจะหมุนตัวไปรับหมึกสีที่จะพิมพ์ แต่ละสี ต่อหนึ่งลูกกลิ้ง กดและถ่ายทอดสีลงบนผืนผ้า การพิมพ์แบบนี้เป็นการพิมพ์ที่นิยมมากในอุตสาหกรรมปัจจุบัน

ไม่ว่าผ้านั้นๆ จะสร้างลวดลายด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็ตาม ประเด็นความสำคัญคือความพึงพอใจของคุณที่มีต่อผ้าตัวนั้นๆ เป็นหลักนะจ๊ะ


PVC vs PU ต่างกันอย่างกันอย่างไร ?

Synthetic Leather

Synthetic Leather วัสดุสังเคราะห์ทดแทนหนัง หรือที่เรียกติดปากว่า “หนังเทียม” นอกจากหนังแท้  (Natural Leather) คือ หนังสัตว์ เช่น หนังจิงโจ้, หนังวัว, หนังจระเข้ ฯลฯ หนังสังเคราะห์ คือวัสดุที่เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นมาด้วยกระบวนการทางเคมี หรือเรียกว่า โพลิเมอร์ (Polymer) ซึ่งคือการนำเอาพลาสติกที่มีผลิตขึ้นมาจากสารประกอบที่มีอยู่ในธรรมชาติมาผ่านกระบวนการสังเคราะห์ที่เรียกว่า โพลิเมอร์ไรเซชั่น (Polymerization) ทำให้ได้พลาสติกตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป จนเกิดเป็นพลาสติกที่มีเยอะแยะมาก เช่น PU (Poly Uretane), PVC (Polyvinylchloride), Microfiber (พลาสติกเส้นเล็กที่มีขนาดเส้นเล็กๆ เรียงตัวกัน) นอกจากนั้นยังมีหนังผสม (Composite Leather) ซึ่งเกิดจากชั้นล่างเป็นวัสดุจากผ้าสิ่งทอและเททับด้วยโพลิเมอร์ที่มีส่วนผสมหลายอย่างกดทับเป็นลายหนัง

ในวงการผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย หรือเรียกง่ายๆ ว่า ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ก็มักนิยมใช้มาก คือ

  1. PU (Poly Urethane)
    • ข้อดีคือ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ทั้งการสัมผัส และการมองเห็น ความนุ่มเหมือนหนังแท้ ทำความสะอาดง่าย กันน้ำด้วยตัววัสดุเองอยู่แล้ว
    • ข้อเสียคือ อายุการใช้งานสั้นกว่า PVC โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 ปี แล้วแต่คุณภาพของสินค้า และสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย เมื่อเสื่อมสภาพจะเกิดการหลุดร่อนออกจากชั้นผ้าด้านหลัง สังเกตเห็นเป็น การบวมนูนออกมาเป็นผิว PU บางๆ คล้ายกับการติดสติกเกอร์แล้วไม่เรียบเนียน ทำให้เกิดฟองอากาศ
  2. PVC (Polyvinylchloride)
    • ข้อดีคือ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ทั้งการสัมผัส และการมองเห็น แต่อายุการใช้งานที่คงทนกว่า PU โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยคือ 3-7 ปี แล้วแต่คุณภาพของสินค้า และสภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังทำความสะอาดง่าย กันน้ำด้วยตัววัสดุเองอยู่แล้ว
    • ข้อเสียคือ จะมีผิวสัมผัสที่แข็งกว่า PU เล็กน้อย เมื่อเสื่อมสภาพจะเกิดการแข็งและแตกระแหง เหมือนดินแห้งแตก หลุดแตกออกมาเป็นชิ้นๆ
  3. Microfiber
    • ข้อดีคือ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ แต่ผิวสัมผัสนุ่มสบายเหมือนผ้า ถ่ายเทอากาศดีกว่าทั้งสองตัวที่กล่าวมา เนื่องจากมีความเป็นเนื้อผ้าที่สร้างลายเหมือนหนัง สามารถตกแต่งพิเศษเพื่อการสะท้อนน้ำได้ และสามารถถอดไปซักทำความสะอาดได้ ในกรณีที่เป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อถอดซักได้
    • ข้อเสียคือ เนื่องด้วยวัสดุมันก็ยังเป็นผ้า เพราะฉะนั้นยังสามารถเปื้อนง่ายกว่าตัว PU, PVC แต่การเสื่อมสภาพของผ้า จะน้อยกว่า นอกจากจะเกิดการขาดของผ้าจากแรงกระทำ จากการใช้งานเป็นเวลานานๆ

“Thank you for choosing to use synthetic leather. Your decision helps reduce animal cruelty and supports sustainable” Moo-moo

สามารถดูตัวอย่างสินค้าได้ที่

ลายผ้า (Pattern) ที่นิยมใช้แต่งห้องที่คนรักบ้านต้องชอบ

“ลายแบบเรียบๆ ก็สวย ลายดอกไม้ก็ดี ลายไหนก็ถูกใจไปหมด ..’ ตอนเลือกซื้อผ้าม่านหรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ หลายคนมักจะเกิดอาการลังเลว่าจะเลือกลวดลายบนผ้าอย่างไรดีให้เหมาะกับห้อง วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักลวดลายต่างๆ บนผ้ากัน ว่าแต่ละลวดลายลักษณะเด่นอย่างไร และเหมาะกับห้องแบบไหน เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการซื้อผ้าม่านหรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ของคุณ ไปกันเลย ..

 1. ลวดลายเรียบ (Plain Pattern)

คือผ้าที่ไม่มีลวดลายใดเลย มีเพียงสีพื้นเท่านั้น
เหมาะสำหรับห้อง : สามารถใช้แต่งห้องได้ทุกสไตล์ ทำให้ห้องดูเรียบง่าย


2. ลวดลายพื้นผิว (Texture Pattern)

เป็นลายพื้นผิวที่เกิดจากการถักหรือการทอผ้า
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องทุกสไตล์เช่นกัน แต่ทำให้ห้องมีมิติเพิ่มขึ้นมากกว่า


3. ลวดลายธรรมชาติ (Natural Pattern)

3.1 ลวดลายดอกไม้ (Floral Pattern) เป็นลวดลายที่นำรูปร่าง หรือรูปทรงของดอกไมเในธรรมชาติ มาถัก ทอ หรือพิมพ์ลายบนผืนผ้าให้เกิดเป็นลวดลาย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ มีความ Feminine สูง สร้างบรรยาการศที่สดชื่นให้กับห้อง และเป็นลายหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ

3.2 ลวดลายใบไม้ (Leaves Pattern) เป็นลวดลายที่นำรูปร่าง ใบไม้รูปทรงต่างๆ มีออกแบบเป็นแพทเทิร์น
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติ สร้างบรรยาการศที่รื่นรมย์ให้กับห้อง


 4. กลุ่มลวดลายคลาสสิค (Classic Pattern)

เป็นการเรียกโดยรวมของลายในยุคสมัยในอดีตที่ยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ลายคลาสสิคเหมาะกับห้องที่แต่งเพื่อความหรูหรา ความคลาสสิค ความวินเทจ แสดงถึงรสนิยมของเจ้าของ ตัวอย่างของลายคลาสสิค อาทิเช่น

4.1 ลวดลายหลุยส์ (Louis Pattern) คือลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนวตะวันตก ที่มีความงดงามหรูหรา ชดช้อย เป็นลวดลายที่ประดิษฐ์จากธรรมชาติ พืชพรรณ ใบไม้ ดอกไม้ ทางตะวันตก สร้างสรรค์เป็นลวดลายขึ้นมา โดยลวดลายเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ภูมิภาคของยุโรป โดยลายแนวนี้จะมีความชัดเจนที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นจะเป็นลวดลายถ่ายทอดออกมาทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของฝรั่งเศส ที่โดดเด่นสุดคือ พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จึงเรียกลวดลายเหล่านี้รวมๆ ว่า ‘ลายหลุยส์’ ตามชื่อกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักฝรั่งเศสในสมัยนั้น แต่ที่จริงแล้วถ้าเราจะสื่อสารกับชาวต่างชาติแบบสากลจะเรียกลวดลายเหล่านี้ว่า ลายคลาสสิค หรือเรียกว่า Design of intertwined sprays ในภาษาอังกฤษ  เพราะหากเราเรียกว่าลายหลุยส์ เขาจะนึกถึงลาย โมโนแกรมของแบรนด์กระเป๋าชื่อดังแทน
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการความโดดเด่น แสดงถึงความหรูหรา และอลังการ โดยส่วนมากจะใช้สีทองในการตกแต่ง

4.2 ลวดลายดามาส (Damask Pattern) มาจากชื่อของเมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมืองท่าสำคัญบนเส้นทางสายไหม ลายดามาสโดดเด่นด้วยลวดลายที่มีลักษณะเป็นประดิษฐ์ดัดแปลงของพืชพรรณ ธรรมชาติให้สวยงาม เช่น ใบอะแคนทัส (Acanthus) หรือจริงก็คือใบผักชี และใบต้นฝิ่น ลักษณะสังเกตุของลายดามาสคือจะมีลักษณะ เป็นกลุ่มลวดลายเป็นดวง ส่วนใหญ่จะอยู่ในทรงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด (Marquise Shape) กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งผืนผ้า มีจังหวะการเรียงตัวที่เท่าๆ กัน อย่างงดงาม
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการความโดดเด่น แสดงถึงความหรูหรา และอลังการ

4.3 ลวดลายสโคล์ (Scroll Pattern) หรือลายขด หรือ ลายเคลือเถา (Bunch of vine) หรือมีลักษณะคล้ายกับแผ่นกระดาษที่ถูกม้วน โดดเด่นด้วยลวดลายของพืชพรรณ ก้านใบ ดอกไม้ที่เสมือนไม้เลื้อย เถาองุ่นที่แตกยอด เกาะเกี่ยว เลี้ยวพันกัน วนกันเป็นเถาวัลย์ หรือขดคล้ายก้นหอย ลายที่ดัดแปลงธรรมชาติที่มีรสนิยมที่หรูหร่า ในรูปแบบที่น้อย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการความโดดเด่น เคลื่อนไหว อ่อนโยนแต่ ให้ความหรูหรา  และดู Feminine มากขึ้น

4.4 ลวดลายเพสลีย์ (Paisley Pattern) หรือลายลูกผักชี หรือคนไทยบางคนก็เรียกลายลูกน้ำ คนอินเดียก็ว่าเป็นลายมาจากมะม่วง คนฝรั่งเศสเรียกว่าเป็นลายจากลูกอ๊อด บ้างก็เรียกว่าลายจากแตงกวาดองเปอร์เซีย (Persian Pickle)

โดยแท้จริงแล้วลายนี้มีต้นกำเนิดมาจากแถบเปอร์เซีย ในชื่อ Buta หรือ Boteh ที่แปลว่าดอกไม้ รวมกับต้นสนไซเปรสที่โน้มกิ่งตามลม ซึ่งได้เข้ามาถึงในอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม และเป็นที่ต้องการมาในสมัยนั้น จนกระทั่งชาวเมืองเพสลีย์ ประเทศสก็อตแลนด์เริ่มทอลายผ้าแบบนี้บ้างเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงในสมัยนั้น และด้วยเทคโนโลยีการทอที่ล้ำหน้า สามารถทอแบบแจ็คการ์ด (Jacquard) ที่สามารถทอสลับสีเส้นด้าย ได้ถึง 15 สี ทำให้ผ้าลายเพสลีย์สวยงาม และมีลูกเล่นของการให้สีสวยงามขึ้นไปอีก เป็นที่นิยมเรื่อยมา ทำให้ผ้าลาย Boteh ภาษาถิ่นเกิดก็ได้มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า ลายเพสลีย์ ตามชื่อเมืองนั้นเอง ลายที่โดดเด่นคล้ายหยดน้ำมีปลายโค้งมนที่เรียงร้อยกัน เป็นแพทเทิร์นที่ไม่มีรูปแบบตายตัว
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะเป็นผ้าชิ้นไม่ใหญ่มาก เช่น หมอน หรือนำไปบุอาร์มแชร์ตัวเก่ง เพิ่มบุคคลิคให้ห้อง ไม่นิยมใช้เป็นชิ้นใหญ่ในบ้าน อย่างผ้าม่านเพราะมีลวดลายเยอะ เลอะไปจนทำให้ดูสับสบ ดหมะกับห้องสไตล์วินเทจแบบผู้ดีอังกฤษ ที่ต้องการความความโดดเด่นของลวดลาย สร้างบรรยากาศโดยร่วมของห้องมีกลิ่นอายความเป็นอังกฤษที่ปนด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากตะวันออกกลาง

4.5 ลวดลายเทรลลิสส์ (Trellis Pattern) หรือลายโครงเถาไม้เลื้อย ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายโครงไม้ โครงเหล็ก หรือตาข่าย สำหรับเพาะปลูกไม้เลื้อย โดดเด่นด้วยลวดลายที่ประกอบกันอย่างประณีตจากเส้นต่างๆ ลักษณะการสังเกตุจะเป็นลายที่มาจากการสานกันแนวทะแยง ตัดกันเป็นทรงสีเหลี่ยมข้ามหลามตัด ทั้งเส้นตรง และเส้นโค้ง ดูอ่อนช้อยงดงาม
เหมาะสำหรับห้อง : สามารถตกแต่งห้องได้ทุกสไตล์ เพื่อความสวยงามแบบคลาสสิคให้กับห้อง นิยมใช้ตกแต่งห้องแนวหรูหราแบบร่วมสมัย (Contemporary Luxury)

4.6 ลวดลายดอกลิลลี่   (Fleur De Lis Pattern) อ่านออกเสียง เฟลอร์ เดอ ลีส เป็นภาษาฝรั่งเศส เป็นสัญลักษณ์ที่แปลงมาจากดอกลิลลี่หรือดอกไอริสที่ใช้ในการตกแต่ง และอาจจะเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ทางการเมือง ทางการสืบเชื้อสาย ทางศิลปะ ทางการเป็นตรา และโดยเฉพาะในการใช้เป็นตราประจำตระกูล ปัจจุบันมีการนำมาใช้เป็นลวดลายสำหรับผ้ามากมาย โดดเด่นด้วย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่สไตล์คลาสสิค ที่ต้องการให้ดูเป็นห้องชนชั้นสูง และแสดงถึงอำนาจชนชั้นการปกครอง แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะว่าเป็นหนึ่งในลายที่ในยุคล่าอณานิคมของฝรั่งเศสได้ใช้ลายนี้ตีตราลงไปที่ตัวทาสชาวแอฟริกาในสมัยนั้น ฉะนั้นจึงเป็นลายที่ละเอียดอ่อนในความรู้สึกในบางสังคมนั้นเอง

4.7 ลวดลาย ตวล เดอ ฌุย (Toile de Jouy Pattern) หรือที่เรียกว่า ‘Jouy Print’ เป็นภาพสะท้อนเรื่องราวให้เห็นวิถีชีวิตของฝรั่งเศส ในช่วงศตวรรษที่ 18 ออกแบบด้วยการพิมพ์ลวดลายของสถาปัตยกรรม หรือบุคคลในช่วงศตวรรษที่ 18 ลงบนผ้าลินิน หรือผ้าฝ้าย
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ตกแต่งสไตล์วินเทจ ช่วยให้ห้องดูมีเรื่องราว มีชีวิตชีวามากขึ้น


5. ลวดลายแอ็บสแตร็กส์ (Abstract Pattern)

มีที่มาจากศิลปะนามธรรม (Abstract Art) โดดเด่นด้วยลวดลายที่มีความเป็นอิสระทั้งรูปร่าง เส้น และเป็นอิสระจากรูปร่างตามธรรมชาติ ไม่มีรูปร่างตายตัว
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการสื่อถึงรสนิยมทางศิลปะชั้นสูง เข้าถึงยาก น่าค้นหา ให้ความเป็นตัวตนของเจ้าของห้อง ไม่ซ้ำใคร


 6. กลุ่มลวดลายเรขาคณิต (Geometric Pattern)

6.1 ลวดลายเรขาคณิต (Geometric Pattern) เป็นลวดลายแรกๆ ที่มนุษย์ใช้ตกแต่งผ้า โดดเด่นด้วยลวดลายที่เกิดจากประกอบกันของเส้น หรือรูปร่างจนเกิดเป็นลวดลายเรขาคณิต เช่น สามเหลี่ยม หลายเหลี่ยม วงกลม เป็นต้น
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องสไตล์โมเดิร์นที่ต้องการให้ห้องดูสดใสมีชีวิตชีวา ลดทอนความเรียบเกินไปของสไตล์โมเดิร์น

6.2. ลวดลายทาง (Stripe Pattern) เป็นลายที่มีความโดดเด่นด้วยการสลับแถบสีที่ต่างสี หรือต่างโทนกัน โดยแถบสีอาจจะเท่ากัน หรือไม่เท่ากันก็ได้
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องที่ต้องการพรางเตี๊ยของเพดานห้อง ทำให้ห้องดูสูงโปร่งขึ้น สื่อถึงความตรงไปตรงมา เป็นทางการ เป็นระเบียบ และยังทำให้ห้องดูภูมิฐานน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วย

6.3 ลวดลายเชฟรอน (Chevron Pattern) หรือที่เรียกติดปากว่า ลายซิกแซก  จะเรียงลวดลายเหมือนกับลายเฮอร์ริ่งโบน แตกต่างกันบริเวณรอยต่อที่ลายเชฟรอนจะประกบกันพอดี
เหมาะสำหรับห้อง :
ความเหมาะสมของลายเชฟรอนจะเหมือนกับลายเฮอร์ริ่งโบน คือเหมาะกับห้องสมัยใหม่ที่ต้องการกลิ่นอายของความคลาสสิค ไม่เหมือนใคร นอกจากนั้นยังช่วยลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้นอีกด้วย แต่ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่ใหญ่ๆ เพราะจะทำให้ลายตาได้

6.4 ลวดลายเฮอร์ริ่งโบน (Herringbone Pattern) หรือลายก้างปลา โดดเด่นด้วยการจัดเรียงลวดลายอันประณีตสลับทิศทางกันเหมือนก้างปลา มีให้เลือกหลากหลายแบบ อาทิ ลายก้างปลาแบบเดี่ยว (Single Herringbone) ลายก้างปลาแบบเส้นคู่ (Double Herringbone) มีความคล้ายคลึงกับลายเชฟรอน
เหมาะสำหรับห้อง : ห้องสมัยใหม่ที่ต้องการกลิ่นอายของความคลาสสิค ไม่เหมือนใคร นอกจากนั้นยังช่วยลวงตาให้ห้องดูกว้างขึ้นอีกด้วย แต่ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่ใหญ่ๆ เพราะจะทำให้ลายตาได้

6.5 ลวดลายโพลก้าดอท (Polka Dot Pattern) ผู้ให้กำเนิดลายโพลก้าดอทคือ ศิลปินชาวญี่ปุ่น ชื่อยาโยอิ คุซามะ  (Yayoi Kusama)  โดยเธอคิดลายนี้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดดเด่นด้วยลวดลายวงกลมทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ที่เท่ากัน หรือไม่เท่ากัน ซ้ำๆ กันทั้งผืนผ้า
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องทุกสไตล์ ที่ต้องการความสดใส และสนุกสนานให้กับห้อง


7. กลุ่มลวดลายสก็อต (Scottish pattern)

ลายที่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวอย่างผ้าขาวม้า แต่ความจริงแล้วที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบเรียกรวมว่าลายสก็อต มีลายอะไรบ้างมาดูกันเลย
7. 1 ลวดลายตาราง (Check Pattern) เป็นลายที่โดดเด่นด้วยการเรียงช่องสี่เหลี่ยมที่มีสีต่างกัน หรือโทนที่ต่างกัน โดยทุกช่องจะเท่ากัน
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องสไตล์ คลาสิกโมเดิร์น สร้างบรรยากาศแบบยุคกลาง เข็มแข็ง น่าเชื่อถือ แต่แฝงไปด้วยความหรูหรา

7.2 ลวดลายกิงแฮม (Gingham Pattern) เป็นลวดลายที่เป็นที่นิยมมากในอังกฤษ ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 คนส่วนมากจะสับสนระหว่างลายตาราง (Check Pattern) และลายกิงแฮม โดยความแตกต่างของทั้งสองลายนี้ ที่เห็นได้ชัดคือลายกิงแฮมจะมีบางช่องที่เกิดการผสมกันระหว่างสีของด้ายทั้งสองจากกระบวนการทอ
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องทุกสไตล์การตกแต่ง ทำให้ห้องมีกลิ่นอายของอังกฤษ สก็อตแลนด์

7.3 ลวดลายทาร์ทัน (Tartan Pattern) หรือที่คนไทยก็เรียกว่าลายสก็อตต์ (Scott Pattern) ชาวอเมริกันเรียกว่า ลายแพลด (Plaid) เป็นลายผ้าที่โด่งดังมาก จนไม่มีใครไม่รู้จัก เกิดขึ้นตั้งแต่สองพันปีก่อน โดยชนเผ่าทาร์ทัน โดดเด่นด้วยเส้นด้ายสีสันต่างๆ สานไขว้ไปมา ลวดลายคล้ายกับตารางหมากรุก
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องทุกสไตล์การตกแต่ง ทำให้ห้องมีกลิ่นอายของอังกฤษ สก็อตแลนด์

7.4 ลวดลายสาน (Basketweave Pattern) เป็นลวดลายที่คุ้นเคยกันดี ในงานหัตถกรรมจักสาน โดดเด่นด้วยลวดลายแถบสองสี หรือสองโทน สานสลับไขว้กันทำให้เกิดลวดลายสานที่หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับกระบวนการในการสาน เช่น  ลายขัด ลายทแยง ลายขด หรือลายอิสระ เป็นต้น
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องทุกสไตล์ ที่ต้องการกลิ่นอายความเป็นพื้นถิ่น (Traditional)

7.5 ลวดลายมาดาส (Madras Pattern) หรือที่คนไทยรู้จักว่า ‘ลายผ้าขาวม้า’ มีต้นกำเนิดที่เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย โดยชื่อดั้งเดิมมีชื่อว่าลายเจนไน ตามชื่อเมืองกำเนิด เป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากโดดเด่นด้วยสีสันสดใส ส่วนมากจะปรากฏสีโทนสว่าง เช่น สีส้ม สีชม หรือสีเหลือง ทำให้นึกถึงฤดูร้อน
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น

7.6 ลวดลายเกลน (Glen) หรือลายตารางของเจ้าชายเวลส์ (Prince of Wales Check) ที่มาของลวดลายนี้เกิดมาจากความนิยมของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งเวลส์ โดดเด่นด้วยการใช้ลวดลายที่ต่างๆ เช่นลายฮาวด์ทูธ ใส่ไว้ในช่องสี่เหลี่ยมของลายตารางหมากรุก (Check Pattern) จึงเรียกว่า ลายตารางของเจ้าชายเวลส์
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสบาย และผ่อนคลายแก่ผู้อยู่อาศัย มีกลิ่มอายของความเป็นอังกฤษ

7.7 ลวดลายวินโดวเพลน (Windowpane) เป็นลวดลายที่โดดเด่นด้วยการคาดเส้นทำให้เกิดช่องสีเหลี่ยมเหมือนช่องหน้าต่าง
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสบาย และผ่อนคลายแก่ผู้อยู่อาศัย

7.8 ลวดลายแท็ทเทอร์ซอล  (Tattersall Pattern) มีต้นกำเนิดมาจากลอนดอน ลายนี้คือการนำลายวินโดว์เพลนสองลายมาประกบกัน ทำให้เกิดเส้นสองสีที่ซ้อนกันอยู่
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสบาย และผ่อนคลายแก่ผู้อยู่อาศัย

7.9 ลวดลายฮาวส์ทูธ (Houndstooth Pattern) เป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงเกิดจากการคิดค้นการให้ลายอย่างไรไม่ให้น่าเบื่อในรูปแบบสก็อตแบบตั้งเดิมจึงเกิดการพัฒนาขึ้น ต้นกำเนิดมาจากชาวพื้นเมืองของสก็อตแลนด์ โดดเด่นด้วยลักษณะเป็นแฉกสี่เหลี่ยมคล้ายกับดาวกระจายสลับกัน 2 สี คล้ายฟันของสุนัข สีที่เป็นสีที่นิยมนำมาทำแพทเทิร์นได้หลากหลายคือ สีขาวสลับดำ และเป็นลายหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ แต่ยังคงความร่วมสมัย ซึ่งในวงการแฟชั่นลายยฮาวส์ทูธนี้ ก็เป็นลายที่ได้รับนิยมสูงสุดลายหนึ่งเช่นกัน
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะกับห้องโมเดิร์น คลาสสิค เปรี๊ยว ใช้เป็นผ้าบุอาร?มแชร์ตัวโปรด หรือหมอนตกแต่ง เพื่อต้องการเรียกร้องความน่าสนใจให้กับห้องได้ดีมากลายหนึ่ง ทำให้มีกลิ่นอายของนำสมัยป่นด้วยความคลาสิค แสดงรสนิยมอันมีระดับของผู้อยู่อาศัยได้ดีเลยที่เดียว

7.10  ลวดลายอาร์ไจล์ (Argyle Pattern) มีต้นกำเนิดจากเมืองอาไจล์ ทางตะวันตกของประเทศสก็อตแลนด์ ในช่วงศตวรรษที่ 17 โดดเด่นด้วยลวดลายที่มีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เรียงซ้อนกันในแนวเฉียงเพื่อให้เกิดมิติของการเคลื่อนไหว โดยอาจจะเป็นแถวยาว หรือตลอดทั้งผืนผ้าก็ได้ ลายนี้กำเนิดมาจากลายจากการถัก (Knitting) ไม่ใช่การทอ (Weaving) เพราะการทอจะมีชุดได้เพียงได้พุ่ง แนวตั้ง และได้ยื่นแนวนอน เท่านั้น การจะทอเป็นลายสี่เหลี่ยมทะแยง หรือสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัดแบบนี้ค่อยข้างยากมากในตอนนั้น และลายนี้ที่เราเห็นกันอย่างคุ้นเคยคือลายที่อยู่ในเสื้อเสื้อ Sweater และเสื้อกัก ที่ส่วมทับเสื้อเชิ๊ตตามหนังฝรั่งนั้นเอง
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะสำหรับห้องทุกคลาสสิก ส่วนใหญ่นิยมนำมาเป็นลายตกแต่ง เช่น หมอนต่างๆ เพื่อเพิ่มความคลาสิก การตกแต่งที่ให้อารมณ์บ้านอยู่ในเขตประเทศอบอุ่น ให้กลิ่นอายความเป็นผู้ดีอังกฤษแบบวินเทจให้กับห้องนั้นๆ


8. ลวดลายพราง (Camouflage Pattern)

 มีต้นกำเนิดมาจากลายบนเครื่องแบบของทหาร ที่ใช้เพื่ออำพรางสายตาเมื่ออยู่ในที่มืด หรืออยู่ในป่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดดเด่นด้วยลวดลายอิสระลักษณะคล้ายใบไม้ที่ทับถมกัน โดยมากจะใช้สีในธรรมชาติ อย่างสีเขียว สีน้ำตาล หรือสีดำ
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องต้องการแนว Adventure ทำให้ห้องเหมือนอยู่ในป่า ออกแคมป์ เสริมความเป็นธรรมชาติ และความดูเป็น Masculine ดูเข้มแข็ง


9. ลวดลายมัดหมี่ (Ikat Pattern)

ลายมัดหมี่เป็นลวดลายที่ไม่มีรูปแบบตายตัว โดยลวดลายจะเป็นลายเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น ความโดดเด่นของลายมัดหมี่คือการขึ้นลวดลายด้วยการมันและย้อมสีลงไปที่เส้นด้ายก่อนการนำไปทอเมื่อมีการสืบด้ายยืนอีกครั้ง ลวยลายที่สร้างขึ้นแต่แรกนั้นก็จะมีความเคลื่อนไม่เท่ากันเป็นเส้นๆ จึงเกิดลักษณะเฉพาะของผ้าชนิดนี้ขึ้นมา กล่าวคือใช้การมัดเป็นช่วงลายเพื่อกันสีที่ไม่ต้องการ ส่วนใหญ่จะย้อมสีอ่อนก่อน แล้วรอบถัดๆ ไปจึงยอมสีเข้มขึ้น ในปัจจุบันบางท้องถิ่นใช้วิธีการเต้มสีวาดลายลงไปเป็นลวดลายเลยโดยไม่ต้องผ่านการมัดและย้อมหลายๆ รอบเพื่อให้เกิดลวดลายขึ้นมา คนแถบอุษาคเนย์ นิยมใช้เทคนิคนี้ที่ ด้ายพุ่ง ส่วนชาวตะวันตกเรียกใช้เทคนิคนี้กับ ด้ายพุ่ง ทำให้เกิดลักษณะที่ต่างกันของลวดลาย และจึงนำไปทอตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง
เหมาะสำหรับห้อง : เป็นลายที่เหมาะกับห้องทุกสไตล์การตกแต่งที่ต้องการกลิ่นอายในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้น เช่น หากอยากได้ห้องสไตล์ไทยโมเดิร์น อาจจะใช้ผ้าลายมัดหมี่ของไทยเข้าไปเข้าผสมกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เป็นต้น


10. ลวดลายการ์ตูน และลายกราฟิก (Cartoon/Gaphic Pattern)

ลายการ์ตูนเป็นลายที่นำคาแรคเตอร์จากการ์ตูนที่โด่งดัง หรือการ์ตูนรูปคน สัตว์ สิ่งของ ลวยกราฟิกที่ตัดทอนจากสิ่งต่างๆรอบๆตัว ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นทั้งลายทอ และการพิมพ์ลงบนผ้าที่เป็นที่นิยมมากกว่าเพราะให้สีสันได้มากกว่า โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูนต่างๆ ให้สนุกไปกับจินตนาการตามช่วงวัย
เหมาะสำหรับห้อง : เหมาะกับห้องเด็ก หรือห้องของผู้ใหญ่ที่ต้องการสร้างบรรยากาศความสนุกสนานก็ได้เช่นกัน


ผ้าที่ใช้ได้ทั้งหน้า และหลังมีด้วยเหรอ ?

ผ้าที่ใช้ได้ทั้งหน้า และหลัง Revers-able fabric  ในกระบวนการทอผ้าทั้งในแบบ Dobby และ Jacquard ที่ทำเทคนิคให้เกิดลวดลายที่สวยงามกับผืนผ้า บางครั้งสามารถสร้างสรรค์ลวดลายทั้ง 2 ด้านสลับกัน สามารถเลือกได้ทั้ง 2 ด้านว่าชอบน้ำหนักของด้านใดมากกว่ากัน เช่น ถ้าเราใช้เส้นด้ายสองชนิด ด้านหนึ่งเป็นพื้นผิวด้านตัวลายเป็นมันเงา กลับอีกด้านก็จะเป็นพื้นผิวมันเงาและตัวลายด้าน เป็นต้น โดยความสวยงามทั้งสองด้านขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าชอบด้านใดมากกว่ากัน หรือเป็นผ้าที่มีการทอแบบพิเศษที่หน้าผ้าและหลังผ้าให้บุคคลิกที่แตกต่างกันออกไป เหมือนซื้อผ้า 1 ครั้งได้ผ้าถึง 2 ผืนเลยที่เดียว

สำหรับเราแล้ว คุณสามารถสังเกตสัญลักษณ์ง่ายๆ เมื่อคุณเลือกซื้อผ้าม่าน กับเรา
บริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด ตามตัวอย่างข้างล่างนี้