ผ้าม่านสีอะไร? ส่งเสริมธาตุปีเกิดของคุณ

การหาธาตุของคนตามหลักฮวงจุ้ยหรือศาสตร์จีน โดยใช้ปีเกิดเป็นหลักนั้นสามารถทำได้โดยอิงจากปฏิทินจีนและระบบธาตุทั้งห้า โดยแต่ละปีในปฏิทินจีนจะถูกกำหนดด้วยธาตุ

หาปีเกิดในปฏิทินจีน: ปีเกิดตามปฏิทินจีนมักเริ่มช่วงปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากปีใหม่จีนไม่ได้เริ่มในวันที่ 1 มกราคมเหมือนปฏิทินสากล ถ้าเกิดช่วงก่อนปีใหม่จีน ต้องตรวจสอบว่าตกปีไหนในปฏิทินจีน

  • ปี พุทธศักราช ลงท้ายด้วย 9 หรือ 0: ธาตุ ไฟ
  • ปี พุทธศักราช ลงท้ายด้วย 1 หรือ 2: ธาตุ ดิน
  • ปี พุทธศักราช ลงท้ายด้วย 3 หรือ 4: ธาตุ โลหะ
  • ปี พุทธศักราช ลงท้ายด้วย 5 หรือ 6: ธาตุ น้ำ
  • ปี พุทธศักราช ลงท้ายด้วย 7 หรือ 8: ธาตุ ไม้

ในหลักฮวงจุ้ยและธาตุทั้งห้า มีความสัมพันธ์แบบส่งเสริมกัน ซึ่งเรียกว่า “วัฏจักรการส่งเสริม” (Cycle of Generation) หรือ “วัฏจักรการเจริญเติบโต” การที่ธาตุหนึ่งส่งเสริมธาตุอีกธาตุหนึ่งนั้นสร้างสมดุลและพลังบวกในธรรมชาติ ความสัมพันธ์นี้อธิบายได้ดังนี้:

  • ไฟส่งเสริมดิน เมื่อไฟเผาผลาญสิ่งต่าง ๆ จะทิ้งขี้เถ้าหรือสิ่งตกค้าง ซึ่งกลายเป็นดิน ดังนั้นไฟจึงสร้างดิน
  • ดินส่งเสริมโลหะ โลหะและแร่ธาตุต่าง ๆ เกิดขึ้นจากในดิน ดินเป็นแหล่งกำเนิดโลหะ
  • โลหะส่งเสริมน้ำ โลหะมีคุณสมบัติในการควบแน่นหรือเป็นแหล่งที่มาของน้ำในทางธรรมชาติ เช่น น้ำค้างบนพื้นผิวโลหะ
  • น้ำส่งเสริมไม้ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ต้นไม้เติบโตและงอกงาม
  • ไม้ส่งเสริมไฟ ไม้เป็นเชื้อเพลิงให้ไฟลุกไหม้ได้ เมื่อมีไม้มาก ไฟจะลุกโชนมากขึ้น

วัฏจักรนี้แสดงถึงการหมุนเวียนของพลังงานในลักษณะที่ส่งเสริมกัน ช่วยสร้างสมดุลและความเจริญเติบโตของพลังงานในธรรมชาติ

ในหลักฮวงจุ้ยและธาตุทั้งห้า นอกจากความสัมพันธ์แบบส่งเสริมกันแล้ว ยังมีความสัมพันธ์แบบทำลายกันด้วย ซึ่งเรียกว่า “วัฏจักรการทำลาย” (หรือ “Cycle of Destruction”) ความสัมพันธ์นี้อธิบายถึงการที่ธาตุหนึ่งสามารถข่มหรือทำลายอีกธาตุหนึ่งได้ มีรายละเอียดดังนี้:

  • ไฟทำลายโลหะ ไฟสามารถหลอมโลหะให้ละลายหรือเปลี่ยนรูปได้ จึงถือว่าไฟทำลายโลหะ
  • โลหะทำลายไม้ เครื่องมือโลหะ เช่น ขวานหรือเลื่อย สามารถตัดไม้ได้ จึงถือว่าโลหะทำลายไม้
  • ไม้ทำลายดิน รากของต้นไม้สามารถชอนไชและดูดซับธาตุอาหารจากดิน ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ จึงถือว่าไม้ทำลายดิน
  • ดินทำลายน้ำ ดินสามารถกักเก็บน้ำหรือดูดซับน้ำ ทำให้น้ำไหลไปได้ช้าลงหรือหายไป จึงถือว่าดินทำลายน้ำ
  • น้ำทำลายไฟ น้ำสามารถดับไฟได้ จึงถือว่าเป็นธาตุที่ข่มหรือทำลายไฟ

ความสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยสร้างสมดุลในธรรมชาติและในศาสตร์ฮวงจุ้ย โดยแสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนของพลังงานในลักษณะของการข่มกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการวางแผนและปรับสมดุลในสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับพลังงานของธาตุต่าง ๆ

ในหลักฮวงจุ้ย ธาตุทั้งห้ามีสีประจำตัวที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังงานธาตุนั้น ๆ โดยสีเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การตกแต่ง หรือการเลือกสีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานธาตุในชีวิตประจำวัน ดังนี้:

  • ธาตุไฟ (火 – Huǒ) สี: สีแดง, สีส้ม, สีม่วง, และ สีชมพู สื่อถึงความอบอุ่น ความกระตือรือร้น ความร้อนแรง และความมีพลัง
  • ธาตุดิน (土 – Tǔ) สี: สีเหลือง, สีครีม, และ สีน้ำตาลอ่อน สื่อถึงความมั่นคง ความหนักแน่น และความอุดมสมบูรณ์
  • ธาตุโลหะ (金 – Jīn) สี: สีขาว, สีเทา, และ สีเงิน สื่อถึงความแข็งแกร่ง ความชัดเจน ความบริสุทธิ์ และความสง่างาม
  • ธาตุน้ำ (水 – Shuǐ) สี: สีน้ำเงิน และ สีดำ สื่อถึงความลึกลับ ความสงบ ความคล่องตัว และการไหลเวียน
  • ธาตุไม้ (木 – Mù) สี: สีเขียว และ สีน้ำตาล สื่อถึงการเจริญเติบโต ความมีชีวิตชีวา และการงอกงาม

ไขความลับซินแส ตลับเมตรฮวงจุ้ย

เราเคยสงสัยกันไหมว่า เจ้าของบ้าน หรือเจ้าของกิจการใหญ่ รวมถึงซินแส มีตลับเมตรแปลกๆ ที่มีภาษาจีนเยอะๆ อะไรไม่รู้ ตัวสีแดงๆ ดำๆ เอามาวัดโน้นวัดนี้แล้วก็บอกว่า นั้นดี นี้ร้าย และบอกให้เราช่วยแก้หรือปรับขนาด และตัวเลขนั้นก็แปลกๆ ไม่ลงตัวบ้าง เป็นเศษบ้าง

แล้วตลับเมตรนี้ มันคืออะไร?

วันนี้นิทัสเรามีคำตอบมาไขข้อสงสัยให้กับทุกท่าน
เรามาดูกันดีกว่าว่ามันคืออะไร

โดยที่เราคุ้นเคยก็จะมีด้านที่บอกหน่วยในการวัด ด้านบนเป็นหน่วย นิ้ว และทางด้านล่างสุด จะบอกหน่วย เซนติเมตร ซึ่งตลับเมตรแบบนี้ถ้าเราไม่มีความเข้าใจในภาษาจีนตรงกลางนั้น ก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ

สำหรับจุดที่พาให้ทุกคนงงงวย ก็คำภาษาจีนตรงกลาง ที่จะแบ่งออกเป็น สองแถวบนล่าง และมีตัวภาษาจีนทั้งสีแดง และสีดำ ก่อนอื่นเราต้องแยก ก่อนว่า

สำหรับวัดขนาด (โลกมนุษย์) ฮะ อะไรนะ วัดโลกมนุษย์คืออะไร คือสิ่งของต่างๆ ที่คนเราใช้นั้นเอง เช่น บ้านพักอาศัย, ออฟฟิศ, โรงแรม, เฟอร์นิเจอร์, โต๊ะ, เตียง, ประตู, หน้าต่าง เป็นต้น

สำหรับวัดขนาด (โลกสวรรค์) ฮะ เอาอีกแล้ว วัดโลกสวรร์คืออะไร คือสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยงข้องกับ ความเชื่อ ที่สถิตของสิ่งศักสิทธิ์ รวมไปถึงที่เกี่ยวข้องกับคนตายด้วยเช่นกัน เช่น สร้างศาลเจ้า ศาลเจ้าที่, ฮวงจุ้ยบรรพบุรุษ เป็นต้น

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้

และเราไม่ได้ขายตลับเมตรน่าาาาา หาซื้อได้ทั่วไปเลยจ้า


ผ้ากัน UV ได้จริงเหรอ

ปัจจัยที่ทำให้ผ้ามีความสามารถกัน UV ได้มีอยู่ 3 อย่าหลัก

  1. ความหนา (Thickness) แน่นอนว่าผ้ายิ่งหนา ยิ่งมีความสามารถในการกัน UV ได้ดี ความหนาของผ้าที่จะสามารถกันแสงได้ 100% คือประมาณ 8-10 มม ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า ผ้าม่านโดยทั่วไปมีความหนาไม่ถึง 1 มม. ด้วยซ้ำ
  2. เส้นใย (Fibers)ที่นำมาผลิต ซึ่งที่รู้ๆ กันว่าผ้าม่านโดยส่วนใหญ่มีตัวเลือกไม่มากนัก
  3. สีของผ้า (Color) สีผ้ามีผลต่อการกัน UV ได้ เป็นปัจจัย ที่เราสามารถจัดการ และเลือกได้ง่ายที่สุด

เส้นใยผ้ากับความสามารถในการป้องการ UV

ผ้าเส้นใยสังเคราะห์ กับ เส้นใยธรรมชาติ ผ้าใดกันรังสี UV ได้ดีกว่ากัน เปรียบเทียบผ้าทุกชนิด เป็นตาราง
โดย 5 คือดีที่สุด และ 1 คือ แย่ที่สุด

  • ใยสังเคราะห์: ส่วนใหญ่กกิดจากกระบวนการผลิตจาก โพลิเมอร์ ซึ่งเป็นผลผลิตการผลิตน้ำมัน หรือพูดง่ายๆ คือเป็นเส้นใยจากพลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งในกระบวนการผลิตมักจะใส่สารเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกัน UV ตั้งแต่ต้นบ้างแล้ว จึงทำให้มีผลในการกัน UV
  • ใยธรรมชาติ: ผ้าฝ้ายและผ้าลินินซึ่งเป็นเส้นใยจากเซลลูโลสมีความสามารถในการป้องกัน UV น้อยกว่าผ้าใยสังเคราะห์ แต่

สีผ้ากับความสามารถในการป้องการ UV

มีคำถามขึ้นในใจ แล้วสีอะไร “กัน UV” ได้มากที่สุด มาถึงจุดนี้ ความสามารถในการกันรังสี UV ไม่ให้มาถึงเรานั้น จริงแล้วมีอยู่สองปัจจัยด้วยกันคือ UV Reflection และ UV Absorption

UV Reflection (การสะท้อน UV) – หมายถึงการสะท้อนรังสี UV ออกไปจากพื้นผิวของวัตถุ ซึ่งช่วยลดการดูดซึมของรังสี UV เข้าสู่ร่างกายหรือวัตถุอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้าที่มีสีขาวหรือสีอ่อนมักจะสะท้อนแสง UV ได้ดีกว่าสีเข้ม

UV Absorption (การดูดซึม UV) – หมายถึงการดูดซึมรังสี UV โดยวัสดุหรือพื้นผิว ซึ่งหมายความว่ารังสี UV ถูกดูดซึมเข้าไปและไม่สามารถทะลุผ่านได้ ตัวอย่างเช่น สารเคมีในครีมกันแดดที่ดูดซึมรังสี UV เพื่อป้องกันไม่ให้แสงเหล่านี้เข้าสู่ผิว

ตัวอย่างสีของผ้าม่านทั้งหมด 22 สี เรามาดูกันว่า สีไหน สะท้อน และดูดซับ UV ได้ดีกว่ากัน

จากภาพ 22 สีด้านบนเมื่อเราปรับค่าให้เหลือแค่ความสว่างของสี (Color value) จะเห็นว่าในแต่ละสีมีความสว่าง และความมืดของสีไม่เท่ากัน

นำสีทั้งหมดมาเรียงใหม่ โดยจะเห็นว่า ค่าการสะท้อนแสง กันค่าดูดซับแสงมีค่าแปลผกผันกันคือ ผ้าสีอ่อนมีค่าการสะท้อนแสงสูง และสะท้อน UV สูงด้วย แต่จะมีค่าการดูดซับ UV ต่ำ กลับกัน ผ้าที่สีสีเข้ม ค่ากันสะท้อนแสงจะต่ำ แต่ค่าการดูดซับ UV สูง

เรียงใหม่โดยเรียงจากสีที่มีค่าการส้อน UV จากมากไปน้อย

จากรูปที่แสดงด้านบน จะแบ่งผ้าออกเป็นผ้าที่อ่อน สีกลาง สีเข้ม โดยจะเป็นคุณลักษณะดังนี้

ผ้าม่านสีอ่อนผ้าม่านสีกลางผ้าม่านสีเข้ม
การสะท้อนแสงและ UV
UV Reflection
มากปานกลางน้อย
การสะสมอุณภูมิบนผิวผ้า
Thermal Absorption
ร้อนน้อยปานกลางร้อนมาก
การดูดซับ UV
UV Absorption
น้อยปานกลางมาก

อีกเรื่องที่สีของผ้ามีผล นอกจากการสะท้อนแสง การดูดซับแสงแล้ว สีของผ้าส่งผลต่อการสะสมอุณหภูมิบนพื้นผิว ซึ่งเรียกกันว่า “Thermal absorption” ซึ่งหมายถึงการดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนในปัจจุบันบ้านเราที่มีแดดร้อนมาก ที่รถสีดำดูดซับความร้อนมากกว่าสีขาว เพราะว่าสีดำมีการดูดซับแสง (และพลังงานความร้อน) มากกว่า ในขณะที่สีขาวสะท้อนแสงมากกว่าทำให้อุณหภูมิที่สะสมบนผิวน้อยกว่า นั่นเอง

  • ผ้าสีขาว: สะท้อนแสง UV ได้มากที่สุดและดูดซับ UV ได้น้อยที่สุด และมีอุณภูมิสะสมบนผิวผ้าต่ำ
  • ผ้าสีเทา: มีการสะท้อนและการดูดซับ UV ในระดับปานกลาง และมีอุณภูมิสะสมบนผิวผ้าปานกลาง
  • ผ้าสีดำ: ดูดซับแสง UV ได้มากที่สุดและสะท้อน UV ได้น้อยที่สุด และมีอุณภูมิสะสมบนผิวผ้าสูง

รูปตัวอย่างการทดลอง การสะสมอุณหภูมิบนพื้นผิว (Thermal absorption) โดยคนญี่ปุ่น โดยการนำเสื้อหลากสีไปทิ้งไว้กลางแดดในระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นจึงใช้ กล้องถ่ายภาพความร้อน หรือ Thermal Camera หรือบางครั้งอาจเรียกว่า Infrared Camera ทำงานโดยตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่ปล่อยออกมาจากวัตถุหรือพื้นผิวต่าง ๆ และแปลงรังสีนั้นเป็นภาพที่แสดงระดับอุณหภูมิที่แตกต่างกัน โดยปกติจะมีการใช้สีเพื่อแสดงความแตกต่างของอุณหภูมิ

  • สีแดงหรือสีส้มมักแสดงถึงอุณหภูมิที่สูงกว่า
  • สีน้ำเงินหรือสีม่วงมักแสดงถึงอุณหภูมิที่ต่ำกว่า

จากรูปตัวอย่างการทดลอง ก็จะเห็นว่า ค่าการสะท้อนแสง ผ้าสีขาวหรือสีอ่อนมีการสะท้อนแสงสูง และ สะสมอุหภูมิบนผิวผ้าต่ำ ฉนั้นเราก็ควรเลือกใช้ผ้าม่านสีอ่อน เพื่อการสะท้อน UV ได้ดี และผ้าสะสมความร้อนได้น้อย ส่งผลให้เครื่องรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟไปด้วยเช่นกัน

แต่อย่างที่รู้กันเมืองไทยเป็นเมืองร้อน แสงแดดมีความสว่างสูงมาก ผ้าม่านสีอ่อนมีค่าการสะท้อนแสงสูงก็จริง แต่ผ้านั้นก็ไม่ได้มีความหนาพอจะสะท้อนแสงได้ทั้งหมด แสงแดดก็จะรอดผ่านทำให้ห้องไม่มืดเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการความมืดในการนอนหลับ ยิ่งในบางอาชีพ ที่นอนไม่ตรงกับเวลาปกติ เช่น ศิลปิน ลูกเรือที่บริการในธุรกิจสายการบิน คนที่ทำงานเป็นกะ เป็นต้น

ปัญหาห้องที่มืดไม่มากพอ ถูกแก้ไขด้วยนวัตกรรมผ้าม่าชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าผ้าม่านกันแสง หรือผ้าม่าน UV หรือในภาษาอังกฤษเรียก Dim-out curtain เป็นผ้าม่านที่มีคุณสมบัติที่ออกแบบมาเพื่อการกันแสงโดยเฉพาะ และมันทำได้อย่างไรนั้น ไปดูต่อกันเลย

ปจากรูปจะเห็นว่าด้านหน้าผ้า คือผ้าเป็นสีอ่อน หลังผ้าที่เห็นเป็นสีน้ำตาล จะเห็นว่าทั้งสองด้านของผ้าไม่มีส่วนใดเลยเป็นสีดำ แต่ภาพที่เราตั้งใจโชว์ให้เห็นเส้นด้ายสีดำ (Dope Dyed) ที่ทอแทรกลงไปในระหว่างชั้นผ้า เส้นด้ายสีดำที่ทอแทรกระหว่างชั้นนี้เอง จึงทำให้ม่านมีคุณสมบัติสามารถกันแสงได้ถึง 80-100% ขึ้นอยู่กับความหนาผ้า, ความหนาแน่นของเส้นด้ายสีดำที่ทอแทรกลงไป และสุดท้ายคือสีของตัวผ้าเอง

ดังนั้นจากทั้งหมดที่กล่าวมา ควรเลือกผ้าม่านกันแสง หรือ Dim-out ที่ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์ ที่มีสีอ่อนเพื่อการสะท้อน UV ได้ดี และเป็นผ้าที่มีความหนามากกว่าผ้าปกติ ทั้งยังมีเส้นด้ายสีดำที่ทอแทรกอยู่ระว่างชั้นผ้าช่วยดูดซับ UV ได้อีกชั้นนึง


กันน้ำของแทร่ Water Resistant & Water Repellent & Waterproof

บางทีเราก็งงๆ กับคำภาษาอังกฤษ หลายคำที่เป็นความหมายว่า กันน้ำ Water Resistant & Water Repellent & Waterproof แล้วมันมีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้นิทัส จะมาเล่าให้ฟังเอง

คำแปลภาษาไทย ทนน้ำ หรือ กันน้ำ

กล่าวคือ สามารถทนต่อการเปียกน้ำในระดับหนึ่ง แต่ไม่ป้องกันการซึมของน้ำทั้งหมด เหมาะกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น นาฬิกา เสื้อกันลม แต่ไม่สามารถจุ่มน้ำหรืออยู่ในสภาพเปียกนานๆ ได้

แล้วกันน้ำที่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า การกันน้ำโอเค เราจึงควรมารู้จักกับระดับการกันน้ำตามมาตรฐาน IPXX (Ingress Protection) จะแบ่งออกเป็นสองตัวเลข โดยตัวเลขแรกบ่งบอกถึงการป้องกันของแข็ง (เช่น ฝุ่น) และตัวเลขที่สองบ่งบอกถึงการป้องกันของเหลว (เช่น น้ำ) สำหรับระดับการกันน้ำ (ตัวเลขที่สอง) มีรายละเอียดดังนี้:

ระดับ IPการป้องกันน้ำ (Water Resistant)
IPX0ไม่มีการป้องกันน้ำ
IPX1ป้องกันน้ำหยดในแนวดิ่ง
IPX2ป้องกันน้ำหยดในแนวดิ่งเมื่อเครื่องเอียงไม่เกิน 15°
IPX3ป้องกันน้ำพ่นเป็นละอองมุมไม่เกิน 60° จากแนวดิ่ง
IPX4ป้องกันน้ำกระเซ็นจากทุกทิศทาง
IPX5ป้องกันน้ำฉีดพ่นแรงต่ำจากทุกทิศทาง
IPX6ป้องกันน้ำฉีดพ่นแรงสูงจากทุกทิศทาง
IPX7ป้องกันการแช่น้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ได้นานไม่เกิน 30 นาที
IPX8ป้องกันการแช่น้ำลึกมากกว่า 1 เมตรตามที่กำหนดโดยผู้ผลิต

อ่านบทความเรื่อง มาตรฐาน IPXX เพิ่มเติม


คำแปลภาษาไทย สะท้อนน้ำ

กล่าวคือ มีสารเคลือบ Hydrophobic coatings ที่ทำให้น้ำกลิ้งหลุดออกไป แต่ไม่ได้ป้องกันน้ำอย่างสมบูรณ์ น้ำจะเป็นหยดและกลิ้งออกจากผิววัสดุ ไม่ซึมเข้าไปในวัสดุ แต่ถ้าอยู่ในน้ำหรือความชื้นสูงนานๆ น้ำก็อาจซึมเข้าไปได้

คุณสมบัติและประโยชน์ของการเคลือบแบบไฮโดรโฟบิกมีดังนี้:

  • สะท้อนน้ำ: ทำให้น้ำไม่สามารถซึมเข้าสู่พื้นผิวได้ ทำให้พื้นผิวแห้งเร็ว
  • การป้องกันสิ่งสกปรก: ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรกและคราบน้ำ
  • การเพิ่มความทนทาน: ช่วยยืดอายุการใช้งานของวัสดุที่ถูกเคลือบ

การเคลือบไฮโดรโฟบิกสามารถใช้กับวัสดุต่าง ๆ เช่น กระจก, โลหะ, พลาสติก, และผ้า มักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์เช่น เสื้อผ้ากันน้ำ, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, และวัสดุก่อสร้าง

ผ้าที่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำแล้ว จะรู้ได้อย่างไงว่ามันดีระดับไหน โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการทดสอบ ISO 4920:2022 Textiles — Determination of resistance to surface wetting (spray test) มาตรฐานนี้กำหนดวิธีการทดสอบเพื่อประเมินความสามารถของพื้นผิวผ้าในการต้านทานการซึมของน้ำเมื่อถูกฉีดพ่นเป็นละอองน้ำ (Spray Test)

เกรดระดับการกันน้ำ
0ผิวผ้าเปียกน้ำเต็มที่
1ผิวผ้าเปียกน้ำ 50%
2ผิวผ้าเปียกน้ำ 30%
3ผิวผ้าเปียกน้ำเล็กน้อย 10%
4ผิวผ้ามีการเปียกน้ำเล็กน้อยมาก (เกือบแห้ง)
5ผิวผ้าไม่เปียกน้ำ (แห้งสนิท)

อ่านบทความเรื่อง WATER REPELLENT ผ้าสะท้อนน้ำเพิ่มเติม


คำแปลภาษาไทย กันน้ำ

ป้องกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ให้น้ำซึมเข้าไปในวัสดุได้เลย สามารถใช้ในสภาพที่มีน้ำหรือเปียกได้เต็มที่ เช่น ดำน้ำ เสื้อกันฝนที่สามารถกันน้ำได้ 100%

ซึ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว ส่วนใหญ่จะมีการกระบวนการทำให้ผ้าสะท้อนน้ำ Water Repellent เพื่อช่วยลดสิ่งสกปรกที่จะมาติดที่ผ้า และช่วยให้สามารถเช็ดทำความสะอาดผ้าได้ทันเวลาเมื่อมีเหตุการ์ณเกิดขึ้น โดยการเคลือบนี้ จะเป็นผลดีกับของเหลวประเภทน้ำ เช่น น้ำดื่ม น้ำอัดลม ไวน์ แต่จะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสิ่งสกรกประเภทน้ำมัน เช่น ซอส เศษอาหาร เป็นต้น



เรียงลำดับเล่มรวมผ้าตัวอย่าง

SHEER CURTAINS

ผ้าม่านโปร่ง หรือที่เรียกว่าผ้าม่านบาง (Sheer Curtains) ทำจากผ้าฝ้าย และโพลีเอสเตอร์ มีความบางและโปร่งแสง ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวโดยไม่บังแสงแดด ทำให้ห้องสว่างและเปิดกว้างยิ่งขึ้น มีคุณสมบัติเด่นในการให้แสงธรรมชาติเข้ามา เพิ่มความหรูหราและเรียบง่าย ระบายอากาศได้ดี และปกป้องความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง มักใช้คู่กับผ้าม่านหนาหรือม่านทึบเพื่อปรับระดับความสว่างและความเป็นส่วนตัวตามต้องการได้ง่ายขึ้น

Sheer Curtains Collection E-Catalog


BLACKOUT CURTAINS

ผ้าม่านทึบแสง (Blackout Curtains) คือผ้าม่านที่ทำจากผ้าที่หนาและมีการเคลือบหรือซับในเพื่อป้องกันแสงแดดและแสงอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว ควบคุมอุณหภูมิ ลดเสียงรบกวน และเหมาะสำหรับห้องนอนที่ต้องการความมืดสนิทเพื่อการนอนหลับที่สบายยิ่งขึ้น

Blackout Collection E-Catalog


DIM-OUT CURTAINS

ผ้าม่านกันแสง (Dim-out Curtains) คือผ้าม่านที่ออกแบบมาเพื่อบังแสงส่วนใหญ่ประมาณ 70-85% โดยไม่ทำให้ห้องมืดสนิท ช่วยลดความสว่างจากแสงแดดภายนอกและให้ความเป็นส่วนตัวดีพอสมควร เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน หรือห้องรับประทานอาหาร ที่ต้องการการควบคุมแสงและความสว่างในระดับปานกลาง พร้อมทั้งสามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในห้องได้บ้าง

Dim-out หน้าแคบ

Dim-out หน้ากว้าง

แผ่นพับรวม Dim-out


UPHOLSTERY

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (upholstery) คือวัสดุที่ใช้สำหรับหุ้มเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ หรือเบาะนั่ง เพื่อเพิ่มความสวยงามและความสะดวกสบาย ป้องกันการสึกหรอ โดยมีหลายประเภท เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ และหนัง ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น ความทนทาน การดูแลรักษา ความสวยงาม และความสบายในการใช้งาน

UPHOLSTERY COLLECTION E-CATALOG

เล่มรวมผ้าบุเฟอร์นิเจอร์

เล่มรวมผ้าบุสะท้อนน้ำ
Water Repellent Upholstery Collection

เล่มรวมผ้าบุเนื้อชานิวส์ และเวลเวด
CHENILLE, VELVET Upholstery
Collection

เล่มรวมผ้าบุแบ่งตามสี
Upholstery collection books divided by color

เล่มรวมผ้าบุแบ่งตามช่วงราคาโปร
Upholstery collection divided by promotional price range

เล่มรวมผ้าบุสำหรับคนรักศัตว์เลี้ยง

PET-LOBER Upholstery collection


แผ่นผับรวม ผ้าบุ แบ่งช่วงราคาโปร
Upholstery Brochure divided by promotional price range

แผ่นผับผ้าบุเดี่ยวๆ
Upholstery Brochure


OUTDOOR FABRICS

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งเป็นวัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศและการใช้งานหนัก โดยมีคุณสมบัติกันน้ำ ป้องกันรังสียูวี ทนทานต่อการขัดถู และทำความสะอาดง่าย เหมาะสำหรับการใช้ในสวน ริมสระว่ายน้ำ ระเบียง หรือพื้นที่กลางแจ้งอื่น ๆ ทำจากวัสดุเช่น อะคริลิก โพลีเอสเตอร์ โพลีโพรพิลีน และผ้าเคลือบสารกันน้ำ ซึ่งใช้ในการหุ้มชุดเฟอร์นิเจอร์สนาม เตียงนอนริมสระว่ายน้ำ ร่มกันแดด และผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยการดูแลรักษาเช่น การทำความสะอาดประจำ การเก็บรักษาในฤดูฝนหรือฤดูหนาว และการป้องกันแสงแดด

Outdoor Fabrics Collection E-Catalog


CURTAIN

ผ้าม่านหรือวัสดุที่ใช้ปิดหน้าต่างหรือประตูเพื่อความเป็นส่วนตัวหรือป้องกันแสงแดดจากเข้ามาในห้อง มันมักจะถูกใช้ในบ้านหรือสถานที่ที่ต้องการควบคุมแสงและการเข้าถึงจากภายนอก เช่น ในห้องนอนหรือห้องพักอื่นๆ มันมีลักษณะเป็นแผ่นผ้ายาวติดอยู่ด้านบนของหน้าต่างหรือประตูและสามารถถูกเปิดหรือปิดได้ตามความเหมาะสมของการใช้งาน

Curtain Collection E-Catalog

เล่มรวมผ้าม่านเรียบหรูดูดี

เล่มรวมผ้าลุดเหมือนผ้าไหม

เล่มรวมตัวอย่างผ้าม่านมีลวดลาย


DUAL PURPOSE FABRICS

ผ้าบุฟอร์นิเจอร์ก็ได้ ผ้าม่านก็ดี เป็นผ้าที่มีความแข็งแรง ทนทานมากกว่าผ้าม่านปกติ ซึ่งสามารถนำไปบุ ฟอร์นิเจอร์ได้โดยผ่านตามมาตรฐานการทดสอบความทดทานต่อการเสียดสีและยังสามรถนำมาตัดเย็บเป็นผ้าม่าน ทิ้งตัวสวยเข้าลอนได้ดี และมีน้ำหนักไม่มากเกินไปที่จะทำเป็นผ้าม่าน

Dual Purpose Fabrics Collection E-Catalog

เล่มรวม OEKO-TEX ผ้้าม่าน,ผ้าบุ

เล่มรวมพิเศษรวมเรื่องสี

เล่มรวม Best Seller ผ้าม่าน,ผ้าบุ

เล่มรวมผ้าเนเชอร์รัลลุค

เล่มรวมผ้ากันฝุ่น และไรฝุ่น


Synthetic Leather Fabric

หนังสังเคราะห์หรือที่เรียกกันว่า หนังเทียมวัสดุทนแทนหนังสัตว์แท้ มีความทนทานสูงอายุการใช้งานยืนยาว ผิวสัมผัสดีที่ดี ทนต่อรอยขีดข่วน ทำความสะอาดง่าย มีคุณสมบัติกันไฟในตัวอีกด้วย ทำมาจากคุณภาพสูงเกรดพรีเมี่ยมที่โรงแรม 5 ดาว เลือกใช้เพราะ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีสารระเหยเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เหมือน pvc เกรดท้องตลาดทั่วไป

Synthetic Leather Fabric Collection E-Catalog


SPECIAL Collection E-Catalog

เล่มรวมตัวอย่างผ้ากันไฟลาม

เล่มรวมหน้ากว้างพิเศษ


Showroom Nitas Sukhumvit 89

โชว์ผ้าม่านเรียบ
Plain Curtain Display
Curtain: 10529 NEAT -124/1 LINEN
Curtain: 10759 SILKLOOK -104 SAND
Dual Purpose: 30065 CABRERA -101 CREAM
Dual Purpose: 30066 PARADISO -101 CREAM
Dual Purpose: 30067 ORDESA -101 CREAM
Dual Purpose: 30068 BASILICA -101 CREAM
Dual Purpose: 30069 PERITO -101 CREAM
Curtain: 40003 DOMACE -104 OXFORD TAN
Curtain: 40008 LHASA -102 LINEN
Curtain: 40021 TIMELESS -103 BROWN
Curtain: 40022 SUPER RICH -103 BEIGE
Curtain: 40023 COCOON -101 CREAM
Curtain: 40030 CREEK -101 LINEN
Dual Purpose: 40042 CHARLOTTE -102 YELLOW
Curtain: 40043 TIMOTHY -102 BROWN
Curtain: 40044 LILIBET -102 BEIGE
โชว์ผ้าม่านมีลวดลาย
Design Curtain Display
Curtain: 10485 KENSINGTON -104 BROWN
Curtain: 10487 KNIGHTSBRIDGE -102 BEIGE
Curtain: 10489 KNIGHTSBRIDGE -101 WHITE
Curtain: 40010 CHARM -101 WHITE
Curtain: 40012 PEONE -101 CREAM
Curtain: 40020 BAROQUE -104 GREY
Curtain: 40024 CATHERINE -102 CREAM
Curtain: 40032 ANTOINE -101 CREAM
Curtain: 40033 CHRISTIAN -101 CREAM
Curtain: 40034 PHILIP -101 LIGHT GREY
Curtain: 40035 ANDREW -101 WHITE
Curtain: 40038 BEATRICE -101 BROWN
Curtain: 40039 SARAH -101 BROWN
Curtain: 40040 SALOLA -101 LIGHT GREY
โชว์ผ้าม่านกันแสง
Dim-out Display
Dim-out: 10816 MUNOZ -103 BEIGE
Dim-out: 80036 LUKE -101 LIGHT BROWN
Dim-out: 80037 JEDI -101 LIGHT BROWN
Dim-out: 80038 ANAKIN -101 BROWN
Dim-out: 80039 SKYWALKER -106 BROWN
Dim-out: 80040 OBIWAN -101 LIGHT BROWN
Dim-out: 80041 KENOBI -103 GREY
Dim-out: 80048 PALPATINE -101 TAN
Dim-out: 80051 THE MOON FALL -103 BEIGE
โชว์ผ้าม่านกันแสงหน้ากว้าง
Wide width Dim-out Display
Wide width Dim-out: 80008 BUIO -101/1 BEIGE
Wide width Dim-out: 80010 RAPHAEL -105 GREY
Wide width Dim-out: 80018 ANGELO -106 LIGHT GREY
Wide width Dim-out: 80019 LEONARDO -106/1 LIGHT GREY
Wide width Dim-out: 80020 DONATELLO -104 SILVER
Wide width Dim-out: 80021 PICASSO -103/1 BROWN
Wide width Dim-out: 80025 ROBERTO -101 LIGHT GREY
Wide width Dim-out: 80026 BERNADI -101 BEIGE
Wide width Dim-out: 80043 ORDER -106 DARK GREY
Wide width Dim-out: 80044 AMIDALA -102 LIGHT GREY
Wide width Dim-out: 80045 KYLOREN -104 GREY
Wide width Dim-out: 80050 PLEASURE -108 GREY
โชว์ผ้าม่านโปร่ง
Sheer Display
Sheer: 90007 CASTLE -101 CREAM
Sheer: 90015 WINERY -101 CREAM
Sheer: 90024 CABERNET -101 WHITE
Sheer: 90025 SPARKLING WINE -101 WHITE
Sheer: 90026 CHAMPAGNE -101 WHITE
Sheer: 90029 PORT WINE -101 WHITE
Sheer: 90030 GRANMONTE -101 WHITE
Sheer: 90031 GRAPES HOUSE -101 WHITE
Sheer: 90032 SILVERLAKE -101 WHITE
Sheer: 90033 BRANDY -101 LIGHT BEIGE
Sheer: 90034 BRUNELLO -101 WHITE
Sheer: 90038 RAINA -102 OFF-WHITE
Sheer: 90042 MARTINI -101 LIGHT GREY
Sheer: 90043 MAITAI -101 CREAM
Sheer: 90044 MOCKTAILS -101 WHITE
Sheer: 90045 MOJITO -101 OFF-WHITE
โชว์ผ้าเอาท์ดอร์
Outdoor Fabrics Display
Outdoor: 30070 ISTANBUL -101 WHITE
Outdoor: 30070 ISTANBUL -109 DARK BLUE
Outdoor: 30071 GALATA -101 LIGHT GREY
Outdoor: 30071 GALATA -106 DARK BLUE
Outdoor: 30072 TOPKAPI -101 LIGHT GREY
Outdoor: 30072 TOPKAPI -106 DARK BLUE
Outdoor: 30073 BOSPHORUS -103 DARK BLUE
โชว์ผ้าม่านระบายอากาศ
Air flow Curtain Display
Curtain: 10529 NEAT -125/1 WHITE
Sheer: 90019 BRICKWORK -101 WHITE
Sheer: 90039 HOSPITAL SPA -101 CREAM
ดิสเพย์ 1
Display 1
Sheer: 90027 SHIRAZ -103 LINEN
Dual Purpose: 40048 LIVE STREAM -101
Dual Purpose: 40047 WONDER FRUIT -101
ดิสเพย์ 2
Display 2
Wide Width Dim-out: 80042 FORCE -102 LIGHT BROWN
Sheer: 90023 CHARDONNAY -102 CREAM
ดิสเพย์ 3
Display 3
Sheer: 90028 VIN SANTO -102 BEIGE
Sheer: 90006 CHATEAU -101 WHITE
Blackout: 80049 DARTH VADER -103
Blackout: 80031 STARLESS -101
ดิสเพย์ 4
Display 4
Dual Purpose: 40042 CHARLOTTE -102 YELLOW
ดิสเพย์ 5
Display 5
Dual Purpose: 30030 NOUVEAU -110 BLACK

Inherent FR เกิดมาก็กันไฟเลย

Flame Retardant Fabrics หรือผ้ากันไฟลาม คือผ้าที่มีการปรับปรุงเพื่อให้มีคุณสมบัติที่สามารถต้านทานการลุกลามของไฟได้ โดยในเชิงเคมีและกระบวนการผลิต ผ้ากันไฟลามสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ

  • Inherent Flame Retardant (Inherent FR) Fibers
  • Treated Flame Retardant (Treated FR) Fabrics

1. Inherent Flame Retardant (Inherent FR) Fibers

เส้นใยที่มีคุณสมบัติกันไฟตั้งแต่ต้น หรือที่เรียกว่า Inherent FR Fiber เป็นเส้นใยที่มีความต้านทานต่อเปลวไฟภายในโครงสร้างของมันเอง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเคลือบสารเพิ่มเติม สารต้านไฟลามจะถูกผสมกับเมล็ดพลาสติกหรือโพลีเมอร์ก่อนจะหลอมละลายและฉีดออกมาเป็นเส้นใย ทำให้เส้นใยเหล่านี้มีคุณสมบัติกันไฟตั้งแต่การผลิต ตัวอย่างเส้นใยที่มีคุณสมบัติ Inherent FR เช่น อะรามิด (Aramid) และโมดาคริลิก (Modacrylic) ซึ่งมีประสิทธิภาพการกันไฟที่ดีกว่าเส้นใย FR ทั่วไป

ผ้าที่มีคุณสมบัติกันไฟลามโดยทั่วไปมักจะมีประสิทธิภาพคงอยู่ไม่เกิน 5 ครั้งในการซัก เมื่อซักมากกว่า 5 ครั้ง ประสิทธิภาพการกันไฟจะลดลงเรื่อย ๆ แต่สำหรับผ้าที่ผลิตจากเส้นใย Inherent FR Fiber จะคงคุณสมบัติกันไฟไม่ลดลงแม้จะผ่านการซักหลายครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติการกันไฟฝังอยู่ในตัวเส้นใยเองตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

ข้อดี: คุณสมบัติการกันไฟคงที่และไม่ลดประสิทธิภาพลง แม้จะผ่านการซักหรือใช้งานหลายครั้ง, ปลอดภัยกว่าเนื่องจากไม่มีสารเคลือบเพิ่มเติมที่อาจหลุดออกมาได้

สามารถสังเกตุว่าผ้าตัวใดของนิทัสมีคุณสมบัติ Inherent Flame Retardant จาก


2. Treated Flame Retardant (Treated FR) Fabrics

ผ้าที่มีคุณสมบัติ FR fiber หรือ “Flame Retardant fiber” เป็นเส้นใยที่มีความต้านทานต่อเปลวไฟ โดยทั่วไปผลิตจากวัสดุต่างๆ เช่น พอลีเอสเตอร์ (Polyester) และอะรามิด (Aramid) ผ้ากันไฟลามหมายถึงเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟแล้ว ผ้าจะไม่ลุกลามต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าไฟที่ลุกลามจากแหล่งอื่นจะไม่ทำให้ผ้าติดไฟ เพียงแค่เมื่อมีจุดกำเนิดไฟมาสัมผัส ผ้าจะไม่เป็นต้นเหตุให้ไฟลุกลามต่อไป

ผ้าที่ทำจากเส้นใยทั่วไป เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน สามารถผ่านการเคลือบสารกันไฟ (flame retardant chemicals) ในขั้นตอนการทำสำเร็จผ้า (finishing process) กระบวนการผลิตนี้จะทำโดยการชุบหรือพ่นสารเคมีที่มีคุณสมบัติการกันไฟ จากนั้นผ้าจะถูกอบหรือทำให้แห้งเพื่อให้สารเคลือบติดกับเส้นใย สารเคมีที่ใช้ เช่น สารฟอสเฟต (Phosphate) หรือสารโบรมีน (Bromine) ซึ่งสามารถลดการลุกลามของไฟได้

  • ข้อดี: สามารถผลิตผ้ากันไฟจากเส้นใยสังเคราะห์ได้หลากหลายชนิด, กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนเท่าเส้นใย Inherent FR
  • ข้อเสีย: คุณสมบัติการกันไฟอาจลดลงหลังการซักหลายครั้ง หรือการใช้งานเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากสารเคลือบอาจหลุดลอกออก

สามารถสังเกตุว่าผ้าตัวใดของนิทัสมีคุณสมบัติ Flame Retardant จาก


อย่างไรก็ตามผ้าที่มีคุณสมบัติกันไฟลาม เราก็สามารถเชื่อมั่นในคุณสมบัตินั้นได้ พร้อมผลการทดสอบ อันเป็นที่หน้าเชื่อถือในระดับสากล เช่น NFPA 701, EN 13773 เป็นต้น

NFPA 701

NFPA 701 คือมาตรฐานการทดสอบการลามไฟของสิ่งทอที่ใช้ในอาคารที่ออกโดย National Fire Protection Association (NFPA) หรือสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา มาตรฐานนี้กำหนดวิธีการทดสอบและเกณฑ์การยอมรับสำหรับวัสดุสิ่งทอที่ใช้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น ผ้าม่าน, ผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์, และสิ่งทออื่นๆ ที่อาจมีการติดตั้งหรือใช้งานในอาคาร

NFPA 701 มีสองวิธีการทดสอบหลัก:

  1. Test Method 1 (Method 1): ใช้สำหรับการทดสอบวัสดุสิ่งทอที่มีน้ำหนักเบาและวัสดุที่ใช้ในสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ผ้าบาง ๆ และวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งงานแสดงสินค้าหรืออีเวนท์
  2. Test Method 2 (Method 2): ใช้สำหรับการทดสอบวัสดุสิ่งทอที่มีน้ำหนักมากกว่าและวัสดุที่ใช้ในภายในอาคาร เช่น ผ้าม่านหนา ๆ และวัสดุที่ใช้ในโรงแรมหรือโรงละคร

ผลการทดสอบตามมาตรฐาน NFPA 701 จะระบุว่าวัสดุสิ่งทอนั้นผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์การลามไฟที่กำหนด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการเลือกใช้งานวัสดุในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความปลอดภัยจากอัคคีภัย


EN 13773

EN 13773 “Textiles and textile products – Curtains and drapes – Flammability classification” มาตรฐานยุโรปกำหนดวิธีการทดสอบและการจัดประเภทความสามารถในการต้านทานการลามไฟของผ้าม่านและผ้าที่ใช้ในงานตกแต่งภายในอาคาร เช่น ผ้าม่านและผ้าคลุมต่าง ๆ

วิธีการทดสอบ: มาตรฐานนี้กำหนดวิธีการทดสอบความสามารถในการต้านทานไฟของวัสดุอยู่ในท่าตั้งฉาก หลังจากการสัมผัสกับแหล่งไฟ


NF P92-507

NF P92-507 “Fire classification of construction products and building elements – Part 5: Classification using data from external fire exposure to roofs tests” เป็นมาตรฐานของฝรั่งเศสที่กำหนดวิธีการทดสอบความสามารถในการต้านทานไฟของวัสดุสิ่งทอที่ใช้ในการตกแต่งภายในอาคาร มาตรฐานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดระบบการทดสอบและการจัดประเภทวัสดุต้านทานไฟในฝรั่งเศส โดยมีการจัดระดับจาก M0 – M4 ซึ่ง M0 หมายถึงวัสดุที่ไม่ติดไฟ และ M4 หมายถึงวัสดุที่ติดไฟได้ง่ายที่สุด

วิธีการทดสอบ: มาตรฐานนี้กำหนดวิธีการทดสอบความสามารถในการต้านทานไฟของวัสดุโดยใช้เปลวไฟขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ และวัดการลามไฟ ความสามารถในการติดไฟ และการเกิดควัน

การจัดอันดับ: การทดสอบจะให้คะแนนวัสดุตามระดับการลามไฟ โดยใช้ระบบการจัดระดับ M ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • M0: วัสดุไม่ติดไฟ
  • M1: วัสดุติดไฟได้ยาก
  • M2: วัสดุติดไฟได้ปานกลาง
  • M3: วัสดุติดไฟได้ง่าย
  • M4: วัสดุติดไฟได้ง่ายมาก

มาตรฐาน NF P92-507 เป็นการรับรองว่าวัสดุที่ใช้มีความปลอดภัยต่อการลามไฟ ซึ่งมีความสำคัญในการป้องกันอัคคีภัยในอาคารและพื้นที่สาธารณะ


ผ้าหน้ากว้าง 320 เซนติเมตร ดีกว่าอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วความสูงของแต่ละห้องมีความสูงไม่เท่ากัน โดยทั่วไป คอนโดมิเนียมความสูงจะประมาณ 240 – 270 เซนติเมตร ส่วนบ้านพักอาศัย ประมาณ 260 – 330 เซนติเมตร ความสูงสำหรับห้องต่างๆ ดังนี้

  • ห้องนอน: ประมาณ 250 – 270 เซนติเมตร
  • ห้องน้ำ: ประมาณ 230 – 240 เซนติเมตร
  • ห้องครัว: ประมาณ 250 – 270 เซนติเมตร
  • ห้องรับแขก: ประมาณ 260 – 330 เซนติเมตร
  • ห้องรับประทานอาหาร: ประมาณ 260 – 300 เซนติเมตร
  • ห้องทำงาน: ประมาณ 260 – 300 เซนติเมตร

ซึ่งความสูงดังกล่าวก็มีผลกับความสูงของหน้าต่างและประตูด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนในการจัดการเรื่องผ้าม่านเช่นเดียวกัน

ความสูงห้องโดยปกติ ที่ไม่ให้ให้รู้สึกอึดอัด อยู่ที่ 240 ซม เป็นอย่างน้อย

การเย็บม่านในแบบผ้าหน้ากว้างปกติ

ผ้าม่านหน้ากว้างปกติ จะมีขนาดวัดจากริมผ้าด้านหนึ่งถึงอีกด้านอยู่ที่ 135-150 เซนติเมตร จะเย็บโดย ให้ริมผ้าอยู่ทางซ้ายและขวา โดยความสูงของม่านไม่กำจัด แต่จะมีการต่อผ้าในแนวตั้ง เป็นช่วงๆ ไปตลอดทั้งผืน

การเย็บม่านในแบบผ้าหน้ากว้าง

ผ้าม่านหน้ากว้าง จะมีขนาดวัดจากริมผ้าด้านหนึ่งถึงอีกด้านอยู่ที่ 280-350 เซนติเมตร จะเย็บโดย ให้ริมผ้าอยู่ทางบนและล่าง โดยความยาวของม่านไม่จำกัด แต่จะมีการต่อผ้า ถ้าห้องมีความสูงเป็นพิเศษ


ห้องที่เพดานสูง

เป็นที่รู้กันดีว่าผ้าหน้ากว้างประหยัดกว่า ผ้าม่านหน้าปกติถึง 30% โดยการหมุนให้ริมผ้าอยู่ในทิศบน-ล่างทำให้เราสามารถเย็บม่านได้ยาวต่อเนื่องโดยไม่มีรอยต่อ ซึ่งปกติห้องทั่วไป จะสูงจากพื้นถึงฝ้า 2.5 เมตร ดังนั้นการที่เราเลือกใช้ผ้าหน้ากว้าง 320 ซม. จึงทำให้สามารถเย็บม่านได้ตลอดความสูงห้อง เพดานสูง 240-285 เซนติเมตร ได้สบายๆ ไร้รอยต่อ สวยงามเต็มผืน

ในทางกลับกัน ถ้าห้องของคุณมีความสูงมากกว่า 285 เซนติเมตร ก็ต้องมีการพิจารณากันว่า จะให้ผ้าม่านมีรอยต่อในแนวตั้ง เป็นช่วงๆ หรือจะต่อในแนวนอน เป็นแนวยาวตลอดทั้งผืน ซึ่งในบางครั้ง จากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็อาจจะแก้ให้เป็นข้อดีโดยใช้การแบ่งเป็นลูกเล่นในการให้สีผ้าม่านมีน้ำหนักอ่อนเข้ม หรือสลับสีให้เกิดบรรยากาศที่สนุกสนานขึ้นอีกด้วย


เข้าใจเรื่องสไตล์การตกแต่ง

Understanding the style of home decoration

สไตล์การตกแต่งบ้านยอดนิยมในปัจจุบันมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของผู้อยู่อาศัย โดยแต่ละสไตล์จะมีเอกลักษณ์และจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  1. แบ่งตามลักษณะทางวัฒนธรรม (Culture) และลักษณะทางภูมิประเทศ (Topography)
    • โลกฝั่งตะวันตก (ยุโรป อเมริกา แอฟริกา)
    • โลกฝั่งตะวันออก (เอเชีย) และการปรับตัวในเขตร้อน
  2. แบ่งตามลักษณะแนวความคิดทางอุดมคติ (Ideal) และปรัชญา (Philosophy) ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)
  3. แบ่งตามยุคสมัย ตามกาลเวลา (Era and Time period)

เป็นลักษณะเฉพาะตัวของสไตล์การออกแบบตกแต่งที่ได้รับอิทธิผลจาก วัฒนะธรรมพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ รูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และลักษณะทางภูมิประเทศที่หลากหลาย เช่น เขตอบอุ่น, ร้อนชื้น เหล่านี้ก็จะส่งผลต่อแนวคิด การเลือกใช้วัสดุ ฟังชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์ตามลักษณะภูมิประเทศนั้นๆ

การตกแต่งภายในของโลกตะวันตกมักให้ความสำคัญกับความถาวรของโครงสร้าง ความสมมาตรแบบทวิภาค (Bilateral symmetry) และวิวัฒนาการจากการประดับประดาที่หรูหราไปสู่ประสิทธิภาพด้านฟังก์ชันการใช้งาน ภูมิภาคนี้ครอบคลุมอิทธิพลทางภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่ฤดูหนาวที่รุนแรงของยุโรปเหนือไปจนถึงสภาพอากาศแห้งแล้งของแอฟริกาเหนือ

สไตล์ลักษณะเด่นจุดสังเกตุสีและวัสดุที่มา
สแกนดิเนเวียน Scandinavianอบอุ่น เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติผสมผสานสีขาว เฟอร์นิเจอร์ไม้ แสงธรรมชาติขาว ครีม เทา น้ำตาล อ่อน ไม้ ผ้าขนสัตว์สแกนดิเนเวีย
นอร์ดิก
Nordic
เรียบง่าย โปร่งโล่ง เน้นฟังก์ชันการใช้งานเฟอร์นิเจอร์เส้นสายสะอาดตา โครงสร้างหลังคาจั่ว หน้าต่างบานใหญ่ดำ ขาว เทา เอิร์ธโทน ไม้ โลหะยุโรปเหนือ
เมดิเตอร์เรเนียน
Mediterranean
ผ่อนคลาย สดชื่น ได้กลิ่นอายทะเลและแสงแดดซุ้มโค้ง (Arch) ผนังปูนปั้น ระเบียงเปิดกว้างรับลมขาว ฟ้า น้ำเงิน เอิร์ธโทน กระเบื้องดินเผา หินธรรมชาติชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (อิตาลี, สเปน, กรีซ)
โมร็อกกัน Moroccanสีสันสดใส ลวดลายซับซ้อนโมเสก กระเบื้องลายดอกไม้ โคมไฟระย้าแดง ส้ม เขียว ชมพู น้ำเงิน โมเสก กระเบื้อง ผ้าขนสัตว์โมร็อกโก
ยุโรป
European
หรูหรา คลาสสิก ประณีตเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก โคมไฟระย้า สีทอง ครีมทอง ครีม ขาว เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก โคมไฟระย้ายุโรป
โบฮีเมียน
Bohemian
อิสระ เต็มไปด้วยสีสัน ลวดลายผสมผสานหลายสไตล์ เน้นของตกแต่งหลากหลาย ขึ้นอยู่กับดีไซน์ยุโรปตะวันออกกลาง
ชนบทของฝรั่งเศส
French Countries
อบอุ่น อ่อนหวาน เรียบง่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผ้าลินิน ตะกร้าหวายครีม น้ำตาล เขียว โทนธรรมชาติ ชนบทใน
ฝรั่งเศส
คฤหาสน์อังกฤษ
British Manor
โอ่อ่า คลาสสิก อบอุ่นและมีกลิ่นอายประวัติศาสตร์ผนังกรุไม้ (Wood Paneling) เตาผิง เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ดั้งเดิมโทนสีเข้มรุ่มรวย (แดงเบอร์กันดี, เขียวเข้ม) ไม้โอ๊ค หนัง ผ้ากำมะหยี่ชนบทอังกฤษ
Italian Renaissance
อิตาเลียนเรอเนสซองส์
ยิ่งใหญ่ หรูหรา เน้นความสมมาตรและสัดส่วนคลาสสิกภาพวาดฝาผนัง/เพดาน (Fresco) เสาโรมัน ซุ้มโค้งสีทอง แดง น้ำเงิน หินอ่อน ปูนปั้น ไม้เนื้อแข็ง ผ้าทอ (Tapestry)อิตาลี
Scandinavian Style สไตล์สแกนดิเนเวียน

เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อเป็นการตอบสนองโดยตรงต่อฤดูหนาวที่ยาวนาน มืดมิด และหนาวเหน็บของยุโรปเหนือ ภูมิประเทศได้กำหนดปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มแสงธรรมชาติให้ได้มากที่สุดและสร้างความอบอุ่นทางจิตวิทยา ซึ่งเป็นแนวคิดที่รวบรวมไว้ในคำศัพท์ภาษาเดนมาร์กที่เรียกว่า “ฮุกกะ” (Hygge) สไตล์นี้ถูกกำหนดโดยความเรียบง่ายสุดขีด ฟังก์ชันการใช้งาน และมินิมัลลิสต์ โดยใช้เส้นสายที่สะอาดตาและเฉียบคมซึ่งปราศจากความรก โทนสีมีความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด โดยอาศัยสีขาว สีเทา และสีเบจเพื่อสะท้อนแสงที่มีอยู่ ในขณะที่วัสดุธรรมชาติเช่นไม้เนื้ออ่อนและหินช่วยฉีดความอบอุ่นแบบออร์แกนิกเข้าไปในพื้นที่ การผสมผสานของพืชในร่มและงานผ้าทอที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทำหน้าที่รักษาการเชื่อมต่อกับธรรมชาติและมอบความผ่อนคลายในช่วงหลายเดือนที่สภาพแวดล้อมกลางแจ้งไม่เอื้ออำนวย

Nordic Style สไตล์นอร์ดิก

ครอบคลุมภูมิภาคที่กว้างกว่าสแกนดิเนเวียโดยรวมเอาประเทศอย่างไอซ์แลนด์และฟินแลนด์เข้ามาด้วย ซึ่งมีภูมิประเทศป่าเขาและธรรมชาติที่สมบุกสมบันกว่า ปรัชญาของสไตล์นี้จึงเน้นการเคารพและเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และดิบเถื่อน แม้จะมีรากฐานความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานที่คล้ายคลึงกัน แต่นอร์ดิกจะมีความขรึมและลึกซึ้งกว่า โทนสีหลักมักจะเริ่มต้นด้วยพื้นสว่างแต่กล้าที่จะตัดด้วยเฉดสีเข้มลึก เช่น สีดำขลับ สีน้ำเงินเข้ม หรือสีเขียวป่าไม้ เพื่อสร้างมิติและความรู้สึกดูลึกลับน่าค้นหา วัสดุที่ใช้จะเน้นโชว์พื้นผิวที่หยาบและตรงไปตรงมามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหินธรรมชาติที่ไม่ผ่านการขัดมัน โลหะสีเข้ม หนังแท้ที่ดูมีอายุการใช้งาน และไม้ที่มองเห็นตาไม้ได้อย่างชัดเจน การตกแต่งสไตล์นี้จึงมอบอารมณ์ที่อบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความเท่ ความสง่างามแบบดิบๆ และบรรยากาศที่เชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยเข้ากับความเงียบสงบของผืนป่าทึบ

Mediterranean Style สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน

ถือกำเนิดขึ้นบริเวณดินแดนชายฝั่งทะเลตอนใต้ของทวีปยุโรป เช่น สเปน อิตาลี และกรีซ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นด้วยแสงแดดจัดจ้าน ท้องทะเลที่งดงาม และสภาพอากาศที่อบอุ่น ปรัชญาการออกแบบจึงมุ่งเน้นไปที่การเฉลิมฉลองวิถีชีวิตกลางแจ้งและการลบเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ภายในบ้านกับธรรมชาติภายนอก สไตล์นี้มีลักษณะเด่นคือการใช้สีสันที่สะท้อนถึงภูมิทัศน์อันร้อนแรง เช่น สีส้มดินเผา สีเหลืองมัสตาร์ด และสีฟ้าน้ำทะเล ที่ตัดกับพื้นหลังของผนังปูนฉาบหยาบสีขาวสว่างจ้า ในด้านสถาปัตยกรรมมักปรากฏซุ้มประตูแบบโค้ง หลังคากระเบื้องดินเผา และลานระเบียงเปิดโล่ง วัสดุหลักที่ใช้ตกแต่งประกอบไปด้วยกระเบื้องเทอร์ราคอตตาปูพื้น งานเหล็กดัดลวดลายโค้งมน เซรามิกทาสีสดใส และเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นใหญ่ที่สลักลวดลายอย่างหนักแน่น ซึ่งทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเพื่อสร้างบรรยากาศที่คึกคัก มีชีวิตชีวา และให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกำลังพักผ่อนตากอากาศอยู่ริมชายฝั่งทะเลตลอดทั้งปี

หัวข้อเปรียบเทียบScandinavian
สไตล์สแกนดิเนเวียน
Nordic
สไตล์นอร์ดิก
Mediterranean
สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน
ภูมิภาคและต้นกำเนิดประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย (สวีเดน, นอร์เวย์, เดนมาร์ก)ครอบคลุมกลุ่มนอร์ดิกทั้งหมด (เพิ่ม ฟินแลนด์ และ ไอซ์แลนด์ เข้ามา)แถบชายฝั่งทะเลตอนใต้ของยุโรป (สเปน, อิตาลี, กรีซ)
แนวคิดหลัก (Core Concept)“เรียบง่าย สว่าง และ Hygge”เน้นฟังก์ชัน มินิมอล และการสร้างความอบอุ่นในบ้านเพื่อสู้กับความหนาว“ดิบเท่และกลมกลืนกับธรรมชาติ”คล้ายสแกนดิเนเวียนแต่มีความดิบ ความขรึม และเชื่อมโยงกับธรรมชาติป่าเขามากกว่า“อบอุ่น มีชีวิตชีวา และเปิดรับแสงแดด” การเบลอเส้นแบ่งระหว่างในบ้านและนอกบ้าน (Indoor-Outdoor living)
โทนสีหลัก (Color Palette)ขาวสว่าง, เทาอ่อน, ครีม และสีพาสเทลอ่อนๆคล้ายสแกนดิเนเวียน แต่จะกล้าใช้สีเข้มตัด เช่น ดำ, น้ำเงินเข้ม (Navy), เขียวป่าไม้ (Forest Green) เพื่อความลึกสีเอิร์ธโทนอุ่นๆ (เหลืองมัสตาร์ด, ส้มดินเผา), สีฟ้า/น้ำเงินทะเล และพื้นหลังสีขาวสะท้อนแสงแดด
วัสดุที่โดดเด่นไม้สีอ่อน (เช่น สน, แอช), ผ้าขนแกะ, ผ้าลินิน, พรมทอหนาๆไม้สีดิบๆ (มีตาไม้ชัดเจน), หินธรรมชาติ, หนังแท้, เหล็กสีดำขลับกระเบื้องดินเผา (Terracotta), เหล็กดัด (Wrought iron), งานเซรามิกมีลวดลาย, ปูนปั้นหยาบๆ (Stucco)
เฟอร์นิเจอร์และเส้นสายเส้นสายสะอาดตา (Clean lines) ขาเฟอร์นิเจอร์เรียวเล็ก ดูเบาบางและมินิมอลเฟอร์นิเจอร์อาจจะดูมีน้ำหนัก หนักแน่น และมีรูปทรงที่ดูเป็นออร์แกนิกแบบธรรมชาติมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ไม้สลักลายหนักแน่น, ขาเหล็กดัดโค้งมน, มีซุ้มประตูโค้ง (Arch) เป็นเอกลักษณ์
แสงและบรรยากาศโปร่ง โล่ง สว่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ (Maximize light) นุ่มนวล ละมุนตาอบอุ่น แต่อาจมีความขรึมและลึกลับเบาๆ (Moody) เหมือนแสงแดดรำไรในป่าสว่างจ้า รับลมทะเล รู้สึกถึงความคึกคัก สนุกสนาน ผ่อนคลายแบบพักร้อน
  • Scandinavian (สแกนดิเนเวียน): คือความมินิมอลแบบ นุ่มนวล นึกถึงบ้านสีขาว เฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนๆ ดูสว่างตา และมีหมอนอิงนุ่มๆ เต็มโซฟา
  • Nordic (นอร์ดิก): คือพี่น้องของสแกนดิเนเวียนที่ เข้มและดิบกว่า นึกถึงบ้านบนภูเขาหิมะที่มีหน้าต่างกรอบสีดำ มีเก้าอี้หนังแท้สีน้ำตาลเข้ม และโชว์พื้นผิวหินหรือไม้ที่ไม่ได้ขัดเนียน
  • Mediterranean (เมดิเตอร์เรเนียน): คือบ้านพักตากอากาศริมทะเล รับแดดจัดๆ นึกถึงหลังคากระเบื้องดินเผาสีส้ม ซุ้มประตูโค้ง ผนังปูนสีฉาบไม่เรียบ และกระเบื้องพื้นลายดอกไม้สีฟ้า-เหลือง
Moroccan Style สไตล์โมร็อกกัน

สไตล์โมร็อกกันถือกำเนิดขึ้นจากจุดตัดระหว่างทวีปยุโรปและแอฟริกา เป็นการตกแต่งภายในที่ถักทอจากอิทธิพลของชาวอาหรับ เบอร์เบอร์ เมดิเตอร์เรเนียน และมัวร์ เนื่องจากโมร็อกโกได้เห็นผู้รุกรานและผู้ตั้งถิ่นฐานจำนวนมากมาอย่างยาวนาน รวมถึงชาวโรมัน ไบแซนไทน์ ออตโตมัน สเปน และฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมของประเทศจึงเป็นลูกผสมระหว่างป้อมปราการดินเหนียวแบบเบอร์เบอร์โบราณ โดมกระเบื้องแบบอิสลาม และองค์ประกอบสไตล์อาร์ตเดโคแบบฝรั่งเศส สไตล์นี้มีลักษณะเด่นคือสีสันที่ลึกและสดใส เช่น สีน้ำเงินโคบอลต์ สีเหลืองหญ้าฝรั่น และสีเขียวมรกต ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์แอฟริกาเหนือที่หลากหลายตั้งแต่ทะเลทรายซาฮาราไปจนถึงเทือกเขาแอตลาส ในด้านพื้นผิว สไตล์นี้ใช้ปูนปั้น Tadelakt กระเบื้องโมเสค Zellige และงานโลหะที่ตีด้วยมือ ซุ้มโค้งแบบมัวร์อันเป็นเอกลักษณ์และที่นั่งบุนวมที่อยู่ต่ำติดพื้น เน้นย้ำถึงแนวทางการใช้ชีวิตแบบไม่เป็นทางการและเน้นความเป็นชุมชน ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ที่หลบภัยและการต้อนรับในสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรุนแรง

European Style สไตล์ยุโรป

การตกแต่งภายในสไตล์ยุโรปเป็นการจัดหมวดหมู่แบบกว้างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะคือความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ งานฝีมือแบบดั้งเดิม และรายละเอียดที่วิจิตรบรรจง โดยมีรากฐานมาจากคฤหาสน์ยุโรปคลาสสิก วิลล่าในอิตาลี และปราสาทขนาดใหญ่ สไตล์นี้อาศัยพื้นผิวที่หรูหราและสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่า การตกแต่งภายในแบบยุโรปดั้งเดิมเน้นความรู้สึกเป็นทางการและความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ผ่านการใช้งานไม้แกะสลัก เพดานแบบคอฟเฟอร์ (Coffered ceilings) การทาสีด้วยมือ และหินธรรมชาติ เช่น หินอ่อน สุนทรียศาสตร์ของสไตล์นี้อาศัยวัสดุที่มีน้ำหนัก โทนสีเข้ม และรูปแบบที่สมมาตรซึ่งสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และความคงทนถาวร การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่าการออกแบบของยุโรปทำหน้าที่เป็นไวยากรณ์พื้นฐานสำหรับสไตล์ตะวันตกที่แตกแขนงออกไปอีกมากมาย วิวัฒนาการไปสู่ “ยุโรปสมัยใหม่” (Modern European) หรือ “ยุโรปแบบเปลี่ยนผ่าน” (Transitional European) แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปสู่สภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายและน่าอยู่มากขึ้น ซึ่งยังคงรักษาความสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ประณีตไว้ได้โดยปราศจากน้ำหนักที่กดทับของความเป็นทางการในยุคเก่า

French Countries Style สไตล์ชนบทของฝรั่งเศส

สไตล์ชนบทของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอเมริกาเหนือในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสและพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส เป็นตัวแทนของการผสมผสานระหว่างความสง่างามที่เป็นทางการและการใช้ชีวิตในชนบทที่เรียบง่าย แตกต่างจากการออกแบบสไตล์ French Chateauesque ที่มีความสมมาตรสูง บ้านสไตล์ French Country ยอมรับรูปแบบการจัดวางพื้นที่ที่ลื่นไหลไม่ตายตัวและเส้นหลังคาที่ไม่สมมาตร โดยใช้หลังคาที่ลาดชันมากและมีชายคาที่ยื่นออกมาเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ชุดวัสดุที่ใช้มักพึ่งพาหินและปูนปั้นที่ผสมผสานอย่างกลมกลืนกับภูมิประเทศในชนบท หน้าต่างทรงโค้งและหิ้งผิงที่ตกแต่งอย่างมีรายละเอียดให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และผ่อนคลาย ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างความประณีตแบบทางการและความเรียบง่ายที่ไม่โอ้อวด สไตล์นี้บ่งบอกถึงความปรารถนาในอดีตของชนชั้นกลางในชนบทที่ต้องการเลียนแบบความยิ่งใหญ่ของชนชั้นสูง ในขณะที่ยังคงถูกจำกัดด้วยความใช้งานได้จริงและวัสดุที่มีอยู่ในวิถีชีวิตชนบท

British Manor Style สไตล์คฤหาสน์อังกฤษ

คือการออกแบบที่จำลองบรรยากาศบ้านพักตากอากาศในชนบทของขุนนางอังกฤษยุคก่อน โดดเด่นด้วยการผสมผสานความหรูหราโอ่อ่าเข้ากับความอบอุ่นแบบคลาสสิก ภายนอกตัวอาคารมักใช้วัสดุหินหรืออิฐพร้อมหน้าต่างบานใหญ่ ส่วนภายในจะเน้นการใช้ผนังกรุไม้โอ๊ค โทนสีเข้มที่ดูรุ่มรวย เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่แบบดั้งเดิม (เช่น โซฟาเชสเตอร์ฟิลด์) และประดับประดาด้วยของที่สะท้อนประวัติศาสตร์และรสนิยม เช่น ภาพวาดสีน้ำมัน หนังสือเก่า และงานสตาฟฟ์สัตว์

Italian Renaissance Style สไตล์อิตาเลียนเรอเนสซองส์

คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและปัญญาที่เริ่มต้นในอิตาลีช่วงศตวรรษที่ 14 เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหันกลับไปรื้อฟื้นศิลปะวิทยาการของกรีกและโรมันโบราณมาใช้อีกครั้ง เกิดแนวคิด “มนุษยนิยม” (Humanism) ที่ให้คุณค่ากับความสามารถและสติปัญญาของมนุษย์ งานศิลปะมีความสมจริงมากขึ้น มีการนำเทคนิคแสงเงาและกฎทัศนียภาพมาใช้อย่างถูกต้อง งานสถาปัตยกรรมเน้นความสมมาตร สัดส่วนคลาสสิกที่งดงาม เช่น การใช้เสา ซุ้มโค้ง และโดม เป็นยุคที่ให้กำเนิดอัจฉริยะและศิลปินระดับโลกมากมาย เช่น เลโอนาร์โด ดา วินชี และ ไมเคิลแองเจโล ถือเป็นยุคทองที่เป็นรากฐานสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากยุคกลางก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่สมัยรุ่งเรือง

หัวข้อเปรียบเทียบClassic
คลาสสิก
Italian Renaissance
อิตาเลียนเรอเนสซองส์
British Manor
คฤหาสน์อังกฤษ
French Country
ชนบทฝรั่งเศส
European
ยุโรป
ขอบเขตและนิยามสไตล์ที่ยึดระเบียบความงามตามแบบอารยธรรมกรีกและโรมันโบราณยุคฟื้นฟูศิลปะที่เน้นความสมบูรณ์แบบตามหลักคณิตศาสตร์และศิลปะมนุษยนิยมการจำลองบ้านพักขุนนางอังกฤษ เน้นประวัติศาสตร์และความโอ่อ่าสไตล์ชนบทแถบโพรวองซ์ที่ผสมความหรูหราเข้ากับความดิบของฟาร์มเฮาส์คำกว้างๆ ที่รวมสไตล์จากหลายประเทศในยุโรปไว้ด้วยกัน (ประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน)
แนวคิดหลักเน้นความสมมาตร (Symmetry) และสมดุลของสัดส่วนอาคารความสมมาตร สัดส่วนทางคณิตศาสตร์ และการให้คุณค่ากับศิลปะความขรึมขลังที่ผสมความอบอุ่นแบบบ้านพักในชนบทความงามแบบ “Rustic Chic” ที่เน้นความสบายและดูอ่อนหวานเน้นกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่น มีความหลากหลายสูง
ลักษณะเด่นสง่างาม ภูมิฐาน มีกฎเกณฑ์การจัดวางที่เคร่งครัดความยิ่งใหญ่ตระการตา การใช้ภาพวาดฝาผนัง (Fresco) และลวดลายที่วิจิตรบรรยากาศแบบดั้งเดิม มีความเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนชั้นสูงเส้นสายโค้งมน ความงามแบบไม่สมบูรณ์แบบ (Distressed Look)ยืดหยุ่นได้มาก ตั้งแต่หรูหราจนถึงดิบเท่แบบคันทรี
การตกแต่งและดีเทลงานปูนปั้นซับซ้อน (Molding), หัวเสาโรมัน, แชนเดอเลียร์เสาโรมัน, โดม, ซุ้มโค้ง, งานปูนปั้นประณีตวิจิตรผนังกรุไม้โอ๊ค, หน้าต่างมัลเลียน, เตาผิงขนาดใหญ่คานไม้เปลือย, งานเหล็กดัด, ตะกร้าหวาย, แจกันดอกไม้สดซุ้มโค้ง (Arch), งานหินธรรมชาติ, ฝ้าเล่นระดับ
งานผ้าและวัสดุหรูหราขั้นสุด เช่น ผ้าไหม, ผ้ากำมะหยี่, ผ้าปักดิ้นทองสีทอง แดง น้ำเงิน ผ้าทอทิวทัศน์ (Tapestry), ผ้าไหมเนื้อหนา, หินอ่อนหนัง, กำมะหยี่, ผ้าทอลายสก็อต (Tartan), ลายดอกวินเทจผ้าลินินธรรมชาติ, ผ้าลาย Toile de Jouy, ลายดอกไม้เล็กๆหลากหลายตามพื้นที่ ตั้งแต่ลินินหยาบจนถึงผ้าพิมพ์ลาย
เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งชิ้นใหญ่ แกะสลักอ่อนช้อย บุหนังหรือผ้าชั้นดีเฟอร์นิเจอร์สลักลายหนักแน่น ตกแต่งด้วยแผ่นทองคำเปลวเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่แบบดั้งเดิม เช่น โซฟาเชสเตอร์ฟิลด์ไม้โอ๊คหรือไม้สนทำสีขัดจาง (Whitewashed), ขาโค้งมนไม้สีธรรมชาติขัดหยาบ หรือเฟอร์นิเจอร์ทำสีอ่อน
อารมณ์และบรรยากาศหรูหรา, อลังการ, เป็นทางการ, ไร้กาลเวลายิ่งใหญ่, ศักดิ์สิทธิ์, ตระการตาเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นทางการแต่นุ่มนวล อบอุ่น และดูทรงเกียรติโรแมนติก, อ่อนหวาน, เชื้อเชิญ และดูผ่อนคลายอบอุ่น, มีรสนิยม, ดูมีเรื่องราวทางวัฒนธรรม
  • สไตล์คลาสสิก: มีรากฐานเก่าแก่ที่สุดจากยุคกรีก-โรมันโบราณ
  • สไตล์อิตาเลียนเรอเนสซองส์: ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (ศตวรรษที่ 14-17) ที่นำความคลาสสิกกลับมาตีความใหม่
  • สไตล์คฤหาสน์อังกฤษ: พัฒนาการต่อเนื่องจากยุคกลางสู่ยุคทิวดอร์และวิกตอเรียน (ศตวรรษที่ 15-19)
  • สไตล์ชนบทฝรั่งเศส: ได้รับความนิยมในแถบชนบทที่ดัดแปลงมาจากความหรูหราของราชสำนักฝรั่งเศส (ศตวรรษที่ 17-18)
  • สไตล์ยุโรป: เป็นคำรวม (Umbrella Term) ที่นำมาใช้ในยุคปัจจุบันเพื่ออธิบายความหลากหลายที่ผสมผสานกันของยุโรป
Bohemian Style สไตล์โบฮีเมียน

การออกแบบสไตล์โบฮีเมียน (หรือ Boho-chic) เป็นขั้วตรงข้ามทางอุดมคติของมินิมัลลิสต์และลัทธิอนุรักษ์นิยมที่เคร่งครัด โดยมีจุดกำเนิดมาจากวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับศิลปินพเนจรและขบวนการต่อต้านวัฒนธรรม (Counterculture) ในช่วงทศวรรษที่ 1960 การออกแบบโบฮีเมียนเฉลิมฉลองการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ลัทธิสูงสุดนิยม (Maximalism) และการแสดงออกถึงตัวตนที่มีอิสระเสรี ปรัชญาของสไตล์นี้กำหนดว่าไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ สไตล์นี้โดดเด่นด้วยการปะทะกันของสีสันที่สดใส การซ้อนทับของพื้นผิว และอิทธิพลระดับโลก พื้นที่ถูกปรับแต่งให้เป็นส่วนตัวอย่างเข้มข้น โดดเด่นด้วยงานแขวนผนังมาคราเม่ เฟอร์นิเจอร์หวายสาน ป่าในร่มที่เขียวชอุ่มของพืชพรรณ และสิ่งประดิษฐ์วินเทจ มือสอง หรือทำด้วยมือ มันคือสุนทรียศาสตร์ที่สะสมมา ซึ่งแสดงถึงชีวิตของการเดินทาง รสนิยมที่หลากหลาย และการปฏิเสธความปลอดเชื้อที่ผลิตในปริมาณมาก


สไตล์การตกแต่งภายในของตะวันออกมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับปรัชญาทางจิตวิญญาณ ลำดับชั้นทางสังคม และความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ซึ่งแตกต่างจากการออกแบบทางตะวันตกที่มีประวัติศาสตร์ในการพยายามเอาชนะสภาพแวดล้อม การออกแบบของตะวันออกและเขตร้อนให้ความสำคัญกับความกลมกลืน การซึมผ่านได้ และการปรับตัวให้เข้ากับโลกธรรมชาติ

สไตล์ลักษณะเด่นจุดสังเกตุสีและวัสดุที่มา
บาหลี
Balinese
เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติผสมผสานไม้ หิน สวน โทนสีอบอุ่นน้ำตาล เขียว เฟอร์นิเจอร์ไม้ หิน ไม้ไผ่อินโดนีเซีย
จีน
Chinese
แดง โบราณ เรียบหรูสีแดง เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก มังกรโทนสีแดง ทอง ดำ เน้นวัสดุไม้ ผ้าไหม หยกจีน
ญี่ปุ่น
Japanese
เรียบง่าย อบอุ่น ธรรมชาติบ้านไม้ เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ประตูบานเลื่อน
เสื่อทาตามิ
ไม้ธรรมชาติ โทนสีอบอุ่น มินิมอลญี่ปุ่น
ไทย
Thai
เรือนไทย โบราณ วัฒนธรรมบ้านไม้หลังคาจั่ว หน้าจั่ว ประตูไม้แกะสลักโทนสีน้ำตาล ครีม ส้ม เน้นวัสดุไม้ ผ้าปูพื้นไทย
ทรอปิคัล
Tropical
ใช้สีสันสดใสและลวดลายที่สะท้อนถึงธรรมชาติในเขตร้อนระบายอากาศดี
ต้นไม้ในบ้าน
หน้าต่างใหญ่
ไม้, หญ้าคา,
สีเขียว, น้ำเงิน,
สีเกี่ยวกับธรรมชาติ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Balinese Style สไตล์บาหลี

สไตล์บาหลีมีรากฐานมาจากศาสนาฮินดูในอินโดนีเซีย โดยกำหนดว่ามนุษยชาติต้องใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างไร้รอยต่อ สถาปัตยกรรมนี้ในอดีตมีพื้นฐานมาจากศาลา โดยมีหน่วยพื้นฐานที่เรียกว่า “bale” ซึ่งมีหลังคามุงจากที่ยกระดับสูงชัน และทำหน้าที่เฉพาะ เช่น การนอนหลับ หรือการรับแขก รูปแบบของบริเวณบ้านแบบบาหลีถูกกำหนดโดยพิธีกรรมทางศาสนาและภูมิประเทศของผืนดิน การตกแต่งภายในพึ่งพาไม้สักเนื้อแข็ง หินธรรมชาติ ไม้ไผ่ และหวายอย่างมาก พื้นที่มีความเปิดกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ โดยขาดขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่ใช้สอยในร่มและสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่เขียวชอุ่ม สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดและเหมือนรีสอร์ท ซึ่งต้องการการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากวัสดุอินทรีย์ดิบที่ใช้

Chinese Style สไตล์จีน

การตกแต่งภายในแบบจีนโบราณมีลักษณะเด่นคือความโอ่อ่าตระการตา ความยิ่งใหญ่ และการปฏิบัติตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งกำหนดความสมดุลของพื้นที่และการไหลเวียนของพลังงาน ในอดีต บ้านของชนชั้นสูงจะโดดเด่นด้วยงานไม้แกะสลักที่สลับซับซ้อน ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ประณีต และการเน้นที่ความสมมาตรอย่างลึกซึ้งเพื่อสะท้อนถึงระเบียบทางสังคมและความเชื่อทางศาสนา การใช้สัญลักษณ์และลวดลายที่เป็นมงคลมีอยู่อย่างแพร่หลาย ซึ่งทำหน้าที่ดึงดูดโชคลาภและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย การรวมลานภายใน (Courtyards) มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่เปิดโล่งเพื่อนำทางแสงธรรมชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลที่กลมกลืนกันระหว่างโลกและสวรรค์

Japanese Style สไตล์ญี่ปุ่น

การตกแต่งภายในสไตล์ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนิกายเซนของศาสนาพุทธและแนวคิดของ Wabi-sabi ซึ่งก็คือการยอมรับความไม่จีรังยั่งยืนและความไม่สมบูรณ์แบบ แตกต่างจากธรรมชาติที่วิจิตรบรรจงของการออกแบบจีนโบราณ การตกแต่งภายในแบบญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับมินิมัลลิสต์แบบสุดโต่ง แสงธรรมชาติ และการไหลเวียนของพื้นที่ที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง การออกแบบใช้สีที่เป็นกลางและผ้าธรรมชาติ โดยหลีกเลี่ยงการประดับประดาที่ไม่จำเป็นใดๆ องค์ประกอบแบบดั้งเดิม เช่น เสื่อทาทามิ ฉากโชจิ (Shoji screens) และสวนหิน ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการทำสมาธิและความเงียบสงบ ในอดีตสถาปัตยกรรมมีน้ำหนักเบาเพื่อลดความเสียหายจากกิจกรรมแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางภูมิประเทศที่ลึกซึ้ง

Thai Sty สไตล์ไทย

การออกแบบตกแต่งภายในและสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมต่อสภาพอากาศเขตร้อนและภูมิประเทศที่มักเกิดน้ำท่วมของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมประจำปีและสัตว์ป่าที่เป็นอันตราย บ้านทรงไทยแบบดั้งเดิมในสมัยอยุธยาถูกสร้างขึ้นบนเสาค้ำถ่ออันเป็นเอกลักษณ์ โครงสร้างเหล่านี้สร้างจากไม้สักและไม้เนื้อแข็งที่ทนทาน โดยให้ความสำคัญกับห้องส่วนตัวที่เข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์มเปิดโล่งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ชาน” ซึ่งอาจกินพื้นที่ถึง 60% ของพื้นที่พื้นทั้งหมด รูปแบบนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศและการระบายอากาศข้ามทิศทางสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดในความร้อนของเขตร้อน หลังคาที่ลาดชันสูงถูกออกแบบมาเพื่อระบายน้ำฝนจากมรสุมที่ตกหนักอย่างรวดเร็ว ในกรุงเทพมหานครยุคปัจจุบัน การออกแบบไทยสมัยใหม่ได้ผสมผสานองค์ประกอบดั้งเดิมเหล่านี้ เช่น งานไม้แกะสลักที่ประณีตและผ้าไหมสีสันสดใส เข้ากับเส้นสายที่สะอาดตาแบบตะวันตกและมินิมัลลิสต์แบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของสังคมที่สร้างสมดุลระหว่างการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วกับการอนุรักษ์วัฒนธรรม

Tropical Style สไตล์ทรอปิคอล

แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงทางภูมิอากาศกับการออกแบบสไตล์บาหลี แต่สไตล์ทรอปิคัลสมัยใหม่ (Modern Tropical) เป็นตัวแทนของแนวทางร่วมสมัยที่คล่องตัวยิ่งขึ้นในการใช้ชีวิตในแถบเส้นศูนย์สูตร บ้านสไตล์ทรอปิคัลให้ความสำคัญกับการตกแต่งภายในแบบเปิดโล่งขนาดใหญ่ภายใต้หลังคาเดียว โดยผสมผสานพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และห้องครัวเข้าด้วยกันเพื่ออำนวยความสะดวกในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ในขณะที่การออกแบบสไตล์บาหลีอาศัยวัสดุอินทรีย์แบบดั้งเดิมโดยเฉพาะ Tropical Modernism มักผสมผสานคอนกรีต เหล็ก และกระจกเข้ากับไม้เชิงวิศวกรรม แนวทางโครงสร้างนี้มีความสะอาดตากว่า ดูแลรักษาง่ายกว่าในสภาพแวดล้อมที่ชื้น และพึ่งพาส่วนยื่นของหลังคาเชิงกลยุทธ์และเส้นทางการระบายอากาศแบบข้ามทิศทางอย่างมากเพื่อบรรเทาความร้อนจัด แทนที่จะเป็นการกำหนดทิศทางทางจิตวิญญาณ


นอกเหนือจากภูมิศาสตร์แล้ว การตกแต่งภายในยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการเคลื่อนไหวทางอุดมคติและกระบวนทัศน์ทางปรัชญา สไตล์เหล่านี้ให้ความสำคัญกับสภาวะของจิตใจ ทางเลือกในการดำเนินชีวิต หรือกรอบแนวคิดเฉพาะ มากกว่าการจำลองแบบทางประวัติศาสตร์หรือความสอดคล้องของภูมิภาค

สไตล์ลักษณะเด่นจุดสังเกตุสีและวัสดุที่มา
มินิมอล Minimalistเรียบง่าย เน้นพื้นที่ โล่ง โปร่งเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น เน้นเส้นตรง เรียบง่ายโทนสีขาว เทา ครีม เน้นวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หินญี่ปุ่น
ลอฟต์
Loft
ดิบเท่ โปร่ง โล่งโครงสร้างเปลือย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นสีเข้ม อิฐ ปูนเปลือย โลหะอเมริกา
อินดัสเทรียล Industrialดิบ เท่ เน้นโลหะ โครงสร้างเฟอร์นิเจอร์โลหะ อิฐ ปูนเปลือยดำ เทา น้ำตาล อิฐ โลหะอเมริกา
รัสติก
Rustic
เน้นวัสดุไม้, หิน และความเป็นธรรมชาติไม้เก่า, อิฐเปลือย ,ตกแต่งด้วยของโบราณ สีเอิร์ธโทน, ไม้, หิน, ผ้าลินิน, หนังยุโรป
เซน
Zen
เน้นความสงบและสมดุล, ใช้วัสดุธรรมชาติความสงบและสมดุล, พื้นที่เปิด,
มีระเบียบ
ไม้, หิน, กระเบื้อง
สีขาว, เทา,
สีธรรมชาติ
ญี่ปุ่น
เจแปนดิ
Japandi
มินิมอลแต่อบอุ่น ผสมผสานความเรียบง่ายกับฟังก์ชันเฟอร์นิเจอร์เส้นสายโค้งมน โปร่งตา ของตกแต่งน้อยชิ้นแต่ใช้งานได้จริงเอิร์ธโทนสว่าง (เบจ, ครีม), ไม้สีอ่อน, ผ้าลินิน, งานเซรามิกดิบๆญี่ปุ่น และ ยุโรปเหนือ (สแกนดิเนเวีย)
ฮอลลีวูดรีเจนซี่
Hollywood Regency
หรูหราและอลังการ เน้นความเป็นทางการสีสันสดใส, เฟอร์นิเจอร์โค้ง,
ใช้ของตกแต่งชื้นใหญ่
สีทอง, ดำ, ขาว, ชมพูสด, กำมะหยี่,
วัสดุมันวาว
อเมริกา
นอทิคัล
Nautical
โทนสีน้ำเงินและขาว, ลวดลายที่สะท้อนถึงทะเลสมอเรือ, พังงา, ลวดลายทางเรือสีขาว, น้ำเงิน. แดง, ไม้สัก, เชือกป่าน, ผ้าลินินอเมริกา, ยุโรป
บีชคอทเทจ
Beach Cottage
ผ่อนคลาย, กลิ่นอายชายหาด, เรียบง่ายสีโทนอ่อน, เฟอร์นิเจอร์เก่า,
งานหัตถกรรม
สีฟ้า, ขาว, ทราย, ผ้าลินิน, ไม้หวายอเมริกา, ออสเตรเลีย
โคสทัล
Coastal
หรูหรา ผ่อนคลาย โปร่งโล่ง สว่างไสว รับแสงและลมธรรมชาติผ้าม่านเนื้อโปร่งพริ้วไหว บรรยากาศเหมือนรีสอร์ต (ไม่เน้นสัญลักษณ์รูปสมอหรือปลา)สีขาวสว่าง, สีทราย, สีฟ้าอ่อน, ผ้าลินินธรรมชาติ, กระจก, หวายเส้นเล็กอเมริกา (แถบชายฝั่ง)
ฟาร์มเฮ้าส์
Farmhouse
เรียบง่าย,
อบอุ่น,
อิงธรรมชาติ
เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ,การใช้ลายตารางสีขาว, เทา, เขียวอ่อน, ไม้อิฐ, ผ้าฝ้าย, ผ้าลินินอเมริกา, ยุโรป
ชิโนโปรตุเกส
Sino-Portuguese
ผสมผสานศิลปะจีนและโปรตุเกสประตูโค้ง, ลวดลายปูนปั้น , กระเบื้องสีสันสดใสสีขาว, ฟ้า, แดง, ไม้, กระเบื้อง, หินไทย, มาเลเซีย
โคโลเนียล
Colonial
หรุหรา, เรียบง่าย, คลาสสิคเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ, การใช้ลายเส้นชัดเจน, ผ้าม่านลายดอกไม้สีครีม, ทอง, ไม้ หวาย, ผ้าฝ้าย, ผ้าลินินยุโรป อเมริกา เอเชีย
Minimalist Style มินิมอลสไตล์

ปรัชญามินิมัลลิสต์สรุปได้ด้วยมนต์ขลังที่ว่า “น้อยแต่มาก” (Less is more) โดยมีแนวคิดมาจากทั้งนิกายเซนของญี่ปุ่นและขบวนการออกแบบเบาเฮาส์ (Bauhaus) สมัยใหม่ มินิมัลลิสต์คือการตัดทอนสิ่งที่เกินจำเป็นออกไปอย่างจริงจังเพื่อมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่จำเป็นอย่างแท้จริง ในพื้นที่แบบมินิมัลลิสต์ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีวัตถุประสงค์และหน้าที่การทำงานที่เจตนาไว้ สุนทรียศาสตร์ถูกกำหนดโดยเส้นสายที่คมกริบเป็นพิเศษ โทนสีที่เรียบเนียนและเป็นกลาง และพื้นที่จัดเก็บที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิด มินิมัลลิสต์ไม่ใช่แค่การอยู่กับสิ่งของที่น้อยลงเท่านั้น แต่เป็นการปฏิเสธลัทธิบริโภคนิยมและความรกรุงรังในเชิงอุดมคติ โดยส่งเสริมความตั้งใจในการดำเนินชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่วุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ

Zen Style สไตล์เซน

สไตล์เซนมีรากฐานมาจากประเพณีทางจิตวิญญาณของเอเชียในศตวรรษที่ 6 การออกแบบตกแต่งภายในสไตล์เซนคือการแสดงออกทางกายภาพของความสมดุล ความกลมกลืน และความเงียบสงบ มันก้าวข้ามเพียงสุนทรียศาสตร์เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิทยา พื้นที่แบบเซนพึ่งพาปรัชญาของ Wabi-sabi อย่างมาก โดยค้นพบความงามในธรรมชาติ ความไม่สมบูรณ์ และความไม่เที่ยงแท้ การออกแบบนี้บังคับให้กำจัดความรก เพื่อให้จิตใจได้พักผ่อน มีการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีลักษณะเตี้ย ผ้าธรรมชาติ และโทนสีที่เป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นทางสายตามากเกินไป โดยผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ เช่น สวนหินและอ่างอาบน้ำ เพื่อส่งเสริมกิจวัตรประจำวันที่เน้นการทำสมาธิ

Japandi Style สไตล์เจแปนดิ

ปรัชญาเจแปนดิสามารถสรุปได้ด้วยการบรรจบกันของสองแนวคิด คือ “ความสงบงามในความไม่สมบูรณ์แบบ” (Wabi-Sabi) ของญี่ปุ่น ผสมผสานกับ “ความอบอุ่นผ่อนคลายและเป็นมิตร” (Hygge) ของสแกนดิเนเวีย เจแปนดิคือการนำความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานของยุโรปเหนือ มาลดทอนความแข็งกระด้างด้วยความเคารพในธรรมชาติและงานคราฟต์แบบเอเชีย ในพื้นที่แบบเจแปนดิ สุนทรียศาสตร์จะถูกกำหนดโดยโทนสีเอิร์ธโทนสว่าง (เบจ ครีม เทาอ่อน) การโชว์พื้นผิวสัมผัสที่แท้จริงของวัสดุธรรมชาติอย่างไม้เนื้ออ่อน งานเซรามิกปั้นมือ และการใช้เส้นสายที่โค้งมนนุ่มนวล (Organic shapes) เจแปนดิไม่ใช่แค่การตกแต่งที่ดูสวยงามสะอาตตา แต่เป็นการสร้าง “หลุมหลบภัย” (Sanctuary) ในเชิงอุดมคติ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน การใช้ของที่ทนทานเหนือกาลเวลา และการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ช่วยเยียวยาจิตใจให้สงบและเนิบช้าลง

Hollywood Regency Style สไตล์ฮอลลีวูดรีเจนซี่

เจริญรุ่งเรืองควบคู่ไปกับ Modernism ในยุคแรกระหว่างทศวรรษ 1930 ถึง 1950 สไตล์ฮอลลีวูดรีเจนซี่เป็นปฏิกิริยาหลบหนีความจริงต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สะท้อนให้เห็นถึงความระยิบระยับ ความเย้ายวนใจ และความหรูหราแบบ Maximalism ของยุคทองแห่งภาพยนตร์ สไตล์นี้ให้ความสำคัญกับความหรูหราและการแสดงละคร มันถูกกำหนดโดยการใช้กระจกเงา พื้นผิวแลคเกอร์ที่มีความมันวาวสูง และฮาร์ดแวร์โลหะที่แวววาว (โดยเฉพาะทองและทองเหลือง) อย่างกว้างขวาง จานสีประกอบด้วยสีอัญมณี (Jewel tones) ที่โดดเด่น และการออกแบบให้ความสำคัญกับการตกแต่งเครื่องประดับที่หรูหรา โคมไฟระย้าที่ส่องประกาย และเบาะกำมะหยี่ที่หรูหรา มากกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้เพียงอย่างเดียว

Nautical Style สไตล์นักเดินเรือ
Beach Cottage Style สไตล์บ้านพักริมทะเล
Coastal Style สไตล์โคสทัล

นอทิคัล (Nautical), บีชคอทเทจ (Beach Cottage) และ โคสทัล (Coastal)

แม้ว่าทั้ง 3 สไตล์นี้จะได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมชายฝั่ง แต่ทั้งสามสไตล์เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์และบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับทะเลและชายหาด

1. สไตล์นอทิคัล (Nautical Style): มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์การเดินเรือ การนำทาง และชีวิตที่มีโครงสร้างบนเรือสไตล์นี้ใช้ชุดสีที่มีคอนทราสต์สูงและโดดเด่น เช่น สีน้ำเงินเนวี่ สีขาวบริสุทธิ์ และสีแดงเข้ม โดยมีไม้สีเข้ม ส่วนเน้นทองเหลือง และสิ่งประดิษฐ์ทางทะเลที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เข็มทิศและพวงมาลัยเรือ มันสะท้อนถึงการครอบงำของมนุษย์เหนือมหาสมุทรและการผจญภัยในทะเลลึก

2. สไตล์บีชคอทเทจ (Beach Cottage Style): แสดงถึงความผ่อนคลายและบรรยากาศที่เป็นกันเองแบบบ้านพักตากอากาศริมทะเลสมัยก่อน โดดเด่นด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบมีตำหนิหรือทำสีลอก (distressed wood) งานหัตถกรรม ผ้าลินินทอหยาบ และของตกแต่งชวนให้นึกถึงอดีต บรรยากาศจะอบอุ่น นุ่มนวล และสะดวกสบาย เหมือนได้รับแรงบันดาลใจจาก “การใช้ชีวิตริมชายหาดแบบคลาสสิก”

3. สไตล์โคสทัล (Coastal Style): เป็นตัวแทนของการยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมชายฝั่งอย่างสมบูรณ์ โดดเด่นด้วยการใช้สีขาวสว่าง สีเบจทรายที่อ่อนนุ่ม และสีน้ำเงินฟ้าอ่อน ไม้สีอ่อนหรือล้างสีขาว ผ้าลินินที่ระบายอากาศได้ดี และของตกแต่งแบบออร์แกนิก เช่น เปลือกหอย บรรยากาศจะผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่รก โดยพยายามลบขอบเขตระหว่างพื้นที่ภายในและหาดทรายภายนอก

ลักษณะเด่นNautical
นักเดินเรือ
(วิถีชีวิตแห่งการเดินเรือ)
Beach Cottage
บ้านพักริมทะเล
(กลิ่นอายหมู่บ้านชาวประมง)
Coastal
โคสทัล
(มนตร์เสน่ห์แห่งชายหาด)
แรงบันดาลใจหลักเรือ กะลาสี ประวัติศาสตร์การเดินเรือ การผจญภัยบ้านพักตากอากาศริมหาดสมัยเก่า ความทรงจำในวัยเยาว์การใช้ชีวิตริมชายหาดที่ทันสมัย สภาพแวดล้อมมหาสมุทรโดยรวม
โทนสี (Color Palette)สีน้ำเงินเนวี่ สีขาวบริสุทธิ์ สีแดงเข้ม ทองเหลืองสีขาวนวล สีเทาหม่น สีฟ้าน้ำทะเลอ่อนๆ สีพาสเทลสีขาวสว่าง สีเบจทราย สีฟ้าน้ำทะเลอ่อน สีเขียวโฟมทะเล
การใช้วัสดุไม้สีเข้ม ผ้าแคนวาสหนา เชือกเส้นใหญ่ ทองเหลืองไม้ทำสีลอก (Distressed) ผ้าคอตตอน/ฝ้าย งานหัตถกรรมไม้สีอ่อน/ล้างสีขาว (Whitewash) ผ้าลินินระบายอากาศ ปอ หวาย
ของตกแต่งลักษณะเด่นเข็มทิศ, พวงมาลัยเรือ, แผนที่โบราณ, ลายทางเข้มกรอบรูปเก่า, เปลือกหอยในโหล, ตะเกียงเจ้าพายุ, วินเทจDriftwood (ไม้ลอยน้ำ), ปะการัง, รูปภาพวิวทะเลกว้าง, โมเดิร์น
เป้าหมายของบรรยากาศโดดเด่น มีโครงสร้าง อิงประวัติศาสตร์ ผจญภัยอบอุ่น เป็นกันเอง ชวนให้นึกถึงอดีต สะดวกสบายสงบ ผ่อนคลาย โปร่งสบาย สบายๆ เป็นธรรมชาติ
Farmhouse Style สไตล์ฟาร์มเฮ้าส์

สไตล์ฟาร์มเฮ้าส์มีรากฐานมาจากการขยายตัวทางการเกษตรในมิดเวสต์ของอเมริกา เป็นแบบอย่างของการใช้งานจริงและการใช้ชีวิตที่ไม่เสแสร้ง ในอดีต บ้านเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ง่าย เช่น ไม้แปรรูปและหิน การทำซ้ำสมัยใหม่ของสไตล์นี้ หรือที่เรียกว่า Modern Farmhouse เป็นการผสมผสานมรดกทางชนบทนี้เข้ากับความรู้สึกร่วมสมัยที่ประณีต สไตล์นี้โดดเด่นด้วยห้องครัวที่เปิดโล่งและใช้งานได้จริง พื้นที่รวมตัวขนาดใหญ่ และการผสมผสานของโบราณวัตถุในชนบทเข้ากับเส้นสายที่สะอาดตาและทันสมัย ธีมพื้นฐานคือการเฉลิมฉลองการพึ่งพาตนเอง การวางแผนพื้นที่โดยเน้นครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และความปรารถนาอันคิดถึงอดีตที่เรียบง่ายก่อนยุคอุตสาหกรรม 

Sino Portuguese Style สไตล์ชิโนโปรตุเกส

สไตล์ชิโนโปรตุเกสเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางประวัติศาสตร์และสังคมที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกและการค้าของโลกตะวันออก สไตล์นี้ปรากฏขึ้นอย่างโดดเด่นหลังปี ค.ศ. 1511 เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวโปรตุเกสเดินทางมาถึงคาบสมุทรมลายูและภูเก็ต สไตล์นี้คือการหลอมรวมทางกายภาพของวิศวกรรมโครงสร้างแบบโปรตุเกสและศิลปะการตกแต่งแบบจีน เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปจ้างผู้อพยพชาวจีนให้สร้างอาคารของพวกเขา สไตล์เปอรานากัน (Peranakan) ที่เป็นเอกลักษณ์ก็ถือกำเนิดขึ้น สถาปัตยกรรมโดดเด่นด้วยตึกแถว (Shophouses) สูงหนึ่งหรือสองชั้นที่มีซุ้มโค้งสไตล์ยุโรปและระเบียบแบบคลาสสิก จับคู่กับกระเบื้องหลังคาโค้งแบบจีน ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นมงคล และงานขัดแตะไม้ โครงสร้างผนังมีความแข็งแกร่งมากเพื่อรองรับกระเบื้องที่หนัก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโปรตุเกส ในขณะที่ลานภายในที่เปิดโล่ง (Courtyards) ถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดทิศทางแสงธรรมชาติตามหลักฮวงจุ้ยของจีน สไตล์นี้กลายเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงยุคตื่นเหมืองดีบุกในศตวรรษที่ 19 เมื่อพ่อค้าชาวจีนที่ร่ำรวยได้นำสุนทรียภาพนี้มาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ

Colonial Style สไตล์โคโลเนียล

การออกแบบสไตล์โคโลเนียลเป็นการแสดงออกทางสถาปัตยกรรมโดยตรงของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปปรับเปลี่ยนความรู้สึกทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของตนให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศและวัสดุของดินแดนใหม่ โดยเฉพาะในทวีปอเมริกา สไตล์นี้เป็นที่รู้จักในระดับสากลจากความสมมาตรที่เคร่งครัด ส่วนหน้าของอาคารที่สมดุล หน้าต่างที่มีบานเกล็ด และการใช้เสาอย่างโดดเด่น ธีมพื้นฐานของสถาปัตยกรรมโคโลเนียลคือการกำหนดระเบียบแบบยุโรปลงบนภูมิทัศน์ที่ไม่คุ้นเคย มักมีหลังคาที่ลาดชันเพื่อระบายหิมะในภูมิอากาศทางเหนือ หรือมีระเบียงกว้างขวางในภูมิประเทศทางใต้เพื่ออำนวยความสะดวกในการระบายอากาศแบบข้ามทิศทาง (Cross-ventilation)

Sino Portuguese Style สไตล์ชิโนโปรตุเกส vs Colonial Style สไตล์โคโลเนียล

หัวข้อเปรียบเทียบSino-Portuguese
ชิโน-โปรตุเกส
Colonial
โคโลเนียล
จุดกำเนิดและแนวคิดชาวจีนโพ้นทะเล ที่นำดีเทลตะวันตกมาตกแต่งบ้านให้ดูหรูหราชาวตะวันตก (เจ้าอาณานิคม) ที่นำสถาปัตยกรรมตะวันตกมาปรับให้เข้ากับเขตร้อน
ลักษณะอาคารหลักตึกแถวพาณิชย์ (Shophouse) สร้างติดกันเป็นแนวยาวบ้านเดี่ยวหรืออาคารราชการ โดดเดี่ยว มีพื้นที่รอบตัวบ้าน
เอกลักษณ์โครงสร้างมี “หง่อกากี่” (ระเบียงทางเดินหน้าตึกที่เจาะทะลุถึงกัน)มี “ระเบียงกว้างล้อมรอบ” (Veranda) ฝ้าเพดานสูงลิ่ว
จุดสังเกตการตกแต่งซุ้มโค้ง (Arch), ลวดลายปูนปั้นมงคลแบบจีน (ค้างคาว, กิเลน)ความสมมาตร (Symmetry), หลังคาทรงปั้นหยาชายคายื่นยาว
ประตูและหน้าต่างบานพับไม้เนื้อแข็ง แกะสลักลวดลายแบบจีนหน้าต่างบานเกล็ด (Louvered), บานกระทุ้ง เน้นการระบายอากาศ
วัสดุและพื้นผิวที่โดดเด่นโครงสร้างอิฐฉาบปูนหนา, กระเบื้องปูพื้นลายยุโรป (Encaustic tiles)กปๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆปูนผสมไม้พื้นถิ่น (เช่น ไม้สัก), เฟอร์นิเจอร์ไม้กลึง, หวายสาน
โทนสีหลักโทนสีพาสเทลสดใส สดชื่นโทนสีนุ่มนวล ขาว ครีม เหลืองอ่อน สีไม้ธรรมชาติ
งานผ้า (Textiles)ลวดลายอ้างอิงจากกระเบื้องเรขาคณิตหรือลายดอกไม้ยุโรปเน้นผ้าเส้นใยธรรมชาติระบายอากาศดี เช่น ลินิน ฝ้ายเนื้อเบา
แหล่งที่พบมากในไทยภูเก็ต (เด่นชัดที่สุดในยุคเหมืองดีบุก)ทั่วประเทศ (รับอิทธิพลมากในช่วงรัชกาลที่ 5-6)
  • Sino-Portuguese: โครงสร้างจีนประยุกต์ + ลวดลายและวัสดุฝรั่ง (เน้นการค้าขายและโชว์ฐานะ)
  • Colonial: โครงสร้างฝรั่งประยุกต์ + วัสดุและช่างพื้นถิ่น (เน้นรับมือกับอากาศร้อนชื้น)
Rustic Style สไตล์รัสติก

ปรัชญาแบบรัสติกคือการเฉลิมฉลองสิ่งที่ดิบ สิ่งที่ไม่ได้รับการขัดเกลา และสิ่งที่เป็นออร์แกนิก มันพยายามที่จะนำความขรุขระของพื้นที่กลางแจ้งเข้ามาข้างใน ทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลทางจิตวิทยากับธรรมชาติที่ขัดเงาและเป็นดิจิทัลอย่างสูงของชีวิตในเมืองสมัยใหม่ การออกแบบแบบรัสติกเน้นวัสดุในสถานะที่เป็นธรรมชาติที่สุด เช่น ไม้ที่ยังไม่ขัดสี หินที่เปิดเผย และโลหะที่มีร่องรอยการสึกหรอ แม้ว่าสไตล์นี้จะมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติเช่นเดียวกับสไตล์เซนและสแกนดิเนเวียน แต่การออกแบบสไตล์รัสติกไม่พยายามที่จะขัดเกลาหรือทำให้องค์ประกอบเหล่านี้เพรียวบางลง แต่กลับเน้นย้ำถึงคุณสมบัติที่หนักแน่น แข็งแรง และทนทานต่อสภาพอากาศของวัสดุ โดยค้นหาความอบอุ่นในความแท้จริงที่ขรุขระของมัน

Loft Style สไตล์ลอฟ
Industrial Style สไตล์อินดัสเทรียล

ลอฟต์ (Loft) และ อินดัสเทรียล (Industrial) สไตล์อินดัสเทรียลและคู่หูเชิงพื้นที่อย่างสไตล์ลอฟต์ เป็นตัวแทนของปรัชญาที่ค้นพบความงามในการทำงานดิบๆ และกลไกของการก่อสร้าง สไตล์นี้เกิดขึ้นจากการนำโรงงานเก่า โกดัง และสถานีดับเพลิงมาปรับปรุงใหม่ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย โดยปฏิเสธที่จะปกปิดกายวิภาคทางโครงสร้างของอาคาร ท่อระบายอากาศ ท่อประปา คานเหล็ก และงานก่ออิฐที่ไม่ได้ฉาบปูนจะถูกเปิดเผยและเฉลิมฉลองอย่างตั้งใจ สุนทรียศาสตร์อาศัยเฉดสีเข้ม (ดำ เทา น้ำตาล) พื้นคอนกรีต และโลหะที่นำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะที่อุตสาหกรรม (Industrial) หมายถึงสุนทรียภาพเฉพาะของวัสดุดิบ ลอฟต์ (Loft) หมายถึงปรัชญาเชิงพื้นที่ ได้แก่ การใช้ชีวิตแบบเปิดโล่งที่กว้างขวาง โดยมีหน้าต่างกระจกกรอบเหล็กขนาดใหญ่และเพดานสูง อุดมคติพื้นฐานคือความแท้จริงที่ขรุขระและไม่มีสิ่งปรุงแต่ง ซึ่งสนับสนุนประวัติศาสตร์ของยุคอุตสาหกรรมเหนือความประณีตที่ละเอียดอ่อน

หัวข้อเปรียบเทียบLoft
ลอฟต์
Industrial
อินดัสเทรียล
จุดเน้นหลัก (Core Concept)ปรัชญาเชิงพื้นที่ (Spatial) เน้นการใช้ชีวิตแบบเปิดโล่ง โปร่งสบาย ผสมผสานความเก่าและใหม่สุนทรียภาพของวัสดุ (Aesthetic) เน้นความดิบ เท่ สมบุกสมบัน เชิดชูประวัติศาสตร์ยุคอุตสาหกรรม
ลักษณะพื้นที่ (Space)ผังห้องแบบเปิดโล่ง (Open Plan), เพดานสูงลิ่ว, หน้าต่างกระจกกรอบเหล็กบานใหญ่ไม่จำกัดรูปแบบพื้นที่ (ห้องเล็กก็ทำได้) แต่จัดบรรยากาศให้คล้ายโรงงานหรือโกดัง
การโชว์โครงสร้างโชว์กายวิภาคของอาคาร (เช่น ผนังปูนเปลือย, อิฐเปลือยที่ไม่ได้ฉาบ, คานเหล็ก)โชว์กลไกและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม (เช่น ท่อแอร์, ท่อประปา, เฟือง, โซ่)
วัสดุที่โดดเด่นเน้นวัสดุธรรมชาติที่ดูโปร่งขึ้นมาหน่อย เช่น ไม้ ปูน อิฐ เหล็กเน้นวัสดุที่ดูทนทานและหนักแน่น เช่น โลหะนำกลับมาใช้ใหม่ เหล็กดำ ไม้เก่า
โทนสีหลักโทนสีธรรมชาติ (Earth/Neutral tones) เช่น ขาว เทา น้ำตาล ดำโทนสีเข้มและดุดันกว่า เช่น ดำ เทาเข้ม น้ำตาลเข้ม
เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เรียบง่าย เน้นฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลักดีไซน์ดิบๆ เท่ๆ อาจนำชิ้นส่วนเครื่องจักรเก่าหรือท่อเหล็กมาดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์
  • Loft คือ “โครงสร้างและพื้นที่”: พูดถึงความกว้างขวาง เพดานสูง การทุบกำแพงทิ้งให้ห้องเชื่อมต่อถึงกัน
  • Industrial คือ “ผิวสัมผัสและของตกแต่ง”: พูดถึงความดิบของเหล็ก สนิม ท่อ คราบปูน และเครื่องจักร

กล่าวคือ ถ้าเรานับว่าการตกแต่งที่เข้ากับยุคสมัยและดูเหมาะสมกับปัจจุบันคือ สไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Style) เป็นจุดตรงกลางที่เราอยู่ ณ ขณะนี้

เมื่อมองย้อนไปทางซ้ายคืออดีต ได้แก่ สไตล์วินเทจ (Vintage Style) หากเป็นอดีตที่มีช่วงเวลาชัดเจนในฝั่งยุโรปราว ค.ศ. 1950-1970 ก็คือ สไตล์เรโทร (Retro Style) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในฝั่งอเมริการาว ค.ศ. 1950-1960 จะเรียกว่า สไตล์มิดเซนจูรีโมเดิร์น (Mid-century Modern Style) และหากย้อนยุคไปลึกกว่านั้น การตกแต่งที่เน้นความหรูหรา โอ่อ่า และประณีตอย่างลงตัวจะเรียกว่า สไตล์คลาสสิก (Classic Style)

สำหรับ สไตล์โมเดิร์น (Modern Style) นั้นเกิดขึ้นราว ค.ศ. 1920-1950 แม้คำว่า Modern จะแปลว่า ‘สิ่งใหม่’ แต่แท้จริงแล้วมันคือความทันสมัยในมุมมองของคนในอดีต ซึ่งอนาคตที่ว่านั้นได้ผ่านพ้นมาแล้ว คล้ายกับคำว่า Neo ที่แปลว่าใหม่ (เช่น Neo-Classic ที่นำศิลปะคลาสสิกมาตีความใหม่ให้เรียบง่ายขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18-19) และ Nouveau ที่แปลว่าใหม่ (เช่น Art Nouveau หรือ ‘ศิลปะยุคใหม่’ ที่โดดเด่นในช่วง ค.ศ. 1890-1910) ซึ่งล้วนเป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งใหม่ในยุคสมัยนั้นๆ

แต่ในปัจจุบัน คนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะมักจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า สไตล์โมเดิร์น มีทิศทางไปทางขวาหรือล้ำหน้ากว่า สไตล์ร่วมสมัย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะในยุคปัจจุบัน เรายังไม่ได้ก้าวออกห่างจากรากฐานแนวคิดของสไตล์โมเดิร์นที่ยึดหลักว่า ‘รูปแบบต้องเป็นไปตามฟังก์ชัน’ (Form follows function) มากนัก ความเรียบง่ายและเน้นประโยชน์ใช้สอยที่ถูกคิดค้นไว้เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ยังคงกลมกลืนและตอบโจทย์วิถีชีวิตปัจจุบัน ทำให้เรายังคงรู้สึกว่ามันดู ‘ใหม่’ อยู่เสมอ

ในทางกลับกัน สไตล์ที่มองทะลุปัจจุบันไปทางขวาหรือมองไปสู่อนาคตอย่างแท้จริง ล้ำสมัย เน้นรูปทรงแปลกตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมกับการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้งาน จะถูกเรียกว่า สไตล์ล้ำยุค (Futuristic Style)

สไตล์ลักษณะเด่นจุดสังเกตุสีและวัสดุที่มา
ล้ำยุค
Futuristic
ดูล้ำสมัย ไม่เคยเห็น เหมือนอยู่ในหนังไซไฟ อนาตครูปทรงแปลกตา เหมือนมาจากอนาตคขาว โลหะ เรืองแสง มันวาวนิยายวิทยาศาสตร์ ไซไฟ
โมเดิร์น
Modern
เรียบง่าย เน้นฟังก์ชั่น โปร่ง โล่งเส้นตรง รูปทรงเรขาคณิต หน้าต่างบานใหญ่ขาว ครีม เทา ดำ ไม้ โลหะ กระจกยุโรป
ร่วมสมัย
Contemporary
ทันสมัย ผสมผสานหลายสไตล์เน้นฟังก์ชั่น ผสมผสานวัสดุ ลวดลายหลากหลาย ขึ้นอยู่กับดีไซน์อเมริกา
คลาสสิก
Classic
หรูหรา อลังการ เน้นความประณีตรายละเอียดปูนปั้น เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก โคมระย้าสีทอง ครีม น้ำตาล ไม้แกะสลัก หินอ่อน ผ้ากำมะหยี่ยุโรป ยุคเรเนซองส์
ศตวรรษที่ 14-17
วินเทจ
Vintage
ย้อนยุค โบราณ คลาสสิกเฟอร์นิเจอร์เก่า ของตกแต่งโบราณโทนสีอบอุ่น ครีม น้ำตาล เน้นวัสดุไม้ ผ้า หนังยุโรป
เรโทร
Retro
ย้อนยุค เน้นความสนุกสนานสีสันสดใส ลวดลายกราฟิกโทนสีส้ม เหลือง เขียว เน้นวัสดุพลาสติก โลหะ ผ้าลายกราฟิกอเมริกา
ยุค 50s – 70s
มิดเซนจูรี
Mid-century
เรียบง่าย อบอุ่น เน้นธรรมชาติเฟอร์นิเจอร์ไม้ ขาเรียว โซฟาหนัง โคมไฟตั้งพื้นสีเอิร์ธโทน น้ำตาล เขียว ส้ม ไม้ หนัง ผ้าขนสัตว์อเมริกา
ยุค 50s-60s
Futuristic Style สไตล์ล้ำยุค

สไตล์ล้ำยุคมีต้นกำเนิดมาจากขบวนการ Futurism ของอิตาลีในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งนำโดยบุคคลสำคัญอย่าง Filippo Tommaso Marinetti การออกแบบตกแต่งภายในสไตล์ล้ำยุคคือการกบฏล้ำยุคที่ต่อต้านธรรมเนียมปฏิบัติ โดยหลงใหลในความเร็ว เทคโนโลยี และยุคอุตสาหกรรม ด้วยการมองไปยังวันพรุ่งนี้อย่างไม่หยุดหย่อน สไตล์นี้ให้ความสำคัญกับเส้นสายที่กวาดไปมาแบบไดนามิกซึ่งสื่อถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่มีที่สิ้นสุด ควบคู่ไปกับความไม่สมมาตรโดยเจตนา จานวัสดุหลีกเลี่ยงความเป็นธรรมชาติเพื่อให้เข้ากับอุตสาหกรรมขั้นสูง ได้แก่ อะคริลิก ไฟเบอร์กลาส นีออน โลหะ และพื้นผิวที่ขัดเงาและสะท้อนแสง โทนสียังมักชวนให้นึกถึงอวกาศหรือโลกไซเบอร์ เช่น สีขาวโพลน สีดำ และสีเงินเมทัลลิกที่ตัดด้วยสีเขียวนีออนหรือสีม่วงสดใส ลักษณะเฉพาะและใช้งานได้จริงของการออกแบบ Futuristic สมัยใหม่คือการบูรณาการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะแบบไร้รอยต่อและมองไม่เห็น ระบบอัตโนมัติ และการฝังไฟ LED เข้าด้วยกัน ซึ่งมีผลในการเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นเครื่องจักรไฮเทคที่ทำงานสอดประสานกัน

Modern Style สไตล์โมเดิร์น

การตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์นไม่ใช่คำพ้องความหมายของคำว่า “ร่วมสมัย” (Contemporary) แต่มันหมายถึงขบวนการออกแบบทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงซึ่งพุ่งสูงสุดระหว่างทศวรรษ 1920 ถึง 1950 สไตล์นี้ถือกำเนิดขึ้นส่วนใหญ่จากโรงเรียนเบาเฮาส์ (Bauhaus) ในเยอรมนี (ค.ศ. 1919–1933) ซึ่งก่อตั้งโดย Walter Gropius โดยมุ่งหวังที่จะรวมศิลปะเข้ากับการผลิตจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modernism) เป็นการปฏิเสธการประดับประดาแบบคลาสสิกอย่างรุนแรง ปรัชญาที่เคร่งครัดของสไตล์นี้คือ รูปแบบต้องเป็นไปตามฟังก์ชัน (Form follows function) สุนทรียศาสตร์โดดเด่นด้วยเส้นเรขาคณิตที่สะอาดตาและเฉียบคม โทนสีที่ปิดทึบ และการบุกเบิกใช้วัสดุอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น เหล็กรูปพรรณ กระจก และไม้อัดขึ้นรูป พื้นที่แบบโมเดิร์นจะไม่มีความรก มีเหตุผล และมีระเบียบวินัยสูง

Contemporary Style สไตล์ร่วมสมัย

การออกแบบร่วมสมัยมักถูกสับสนกับการออกแบบโมเดิร์น (Modern) แต่ความแตกต่างนั้นมีความสำคัญมาก: โมเดิร์นเป็นยุคประวัติศาสตร์ที่ตายตัว ในขณะที่คำว่าร่วมสมัยอ้างอิงอย่างลื่นไหลถึงสิ่งที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากมันเป็นตัวแทนของ “ปัจจุบัน” การออกแบบร่วมสมัยจึงมีความหลากหลายผสมผสานโดยธรรมชาติ โดยมักจะยืมองค์ประกอบจาก Modernism, Minimalism และ Art Deco ความแตกต่างที่สำคัญคือพื้นที่ร่วมสมัยยินดีที่จะแหกกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น การตกแต่งภายในแบบร่วมสมัยมักจะใช้เส้นโค้งและกวาด ในขณะที่การออกแบบโมเดิร์นที่แท้จริงอาศัยรูปทรงเรขาคณิตที่เข้มงวดอย่างเคร่งครัด

Classic Style สไตล์คลาสสิก

การออกแบบตกแต่งภายในแบบคลาสสิกครอบคลุมการเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป ย้อนหลังไปถึงยุคโบราณ (กรีซและโรม) และทอดยาวผ่านยุคบาโรก (ค.ศ. 1600–1750) โรโกโก (ค.ศ. 1730–1780) และนีโอคลาสสิก (ค.ศ. 1760–1830) ชาวกรีกและโรมันได้แนะนำ “สัดส่วนทองคำ” (Golden Ratio) ซึ่งเน้นความสมมาตร สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ และการใช้หินอ่อน ยุคบาโรกนำเสนอความโอ่อ่า หรูหราและพื้นผิวเคลือบทอง เปล่งประกายอำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์ โรโกโกทำให้ความแข็งกร้าวนี้อ่อนลงด้วยเส้นโค้งที่ขี้เล่นและไม่สมมาตร ในขณะที่นีโอคลาสสิกกลับไปสู่เส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่ประณีต การออกแบบคลาสสิกมีความสำคัญพื้นฐานเกี่ยวกับการแสดงความมั่งคั่ง การปฏิบัติตามกฎของสัดส่วนอย่างเคร่งครัด และการเฉลิมฉลองช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ก่อนยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

Vintage Style สไตล์วินเทจ
Retro Style สไตล์เรโทร

วินเทจ (Vintage) และ เรโทร (Retro) แม้ว่าทั้งสองสไตล์จะกระตุ้นความรู้สึกคิดถึงอดีต (Nostalgia) แต่มันก็แสดงถึงแนวทางตามลำดับเวลาที่แตกต่างกัน การออกแบบวินเทจมักจะรวมเอาสิ่งของของแท้ สิ่งของที่นำมาใช้ใหม่ หรือสิ่งของที่ได้รับการอนุรักษ์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 โดยปล่อยให้ร่องรอยของกาลเวลาบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มันให้คุณค่ากับความเป็นของแท้จากอดีต ในทางกลับกัน การออกแบบแบบเรโทร (Retro) เป็นการฟื้นฟูหรือการจำลองความสวยงามที่โดดเด่นและท้าทายซึ่งครอบคลุมช่วงทศวรรษ 1950 ถึง 1980 สไตล์เรโทรในยุค 60s เปิดรับลายพิมพ์ไซเคเดลิก รูปทรงกลม และลวดลายป๊อปอาร์ต การวนซ้ำในยุค 70s ได้แนะนำโทนสีเอิร์ธโทน พรมขนยาว (Shag rugs) มาคราเม่ และเฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายหนาแน่นซึ่งจัดวางไว้ต่ำติดพื้น สไตล์เรโทรตั้งใจให้มีความขี้เล่น สดใส และแฝงความไร้สาระเล็กน้อย (Kitsch) โดยเจตนาที่จะต่อต้านมินิมัลลิสต์ที่โฉบเฉี่ยวด้วยการยอมรับช่วงเวลาทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของอดีตที่ผ่านมา 

Mid-Century Style สไตล์มิดเซนจูรี

มิดเซนจูรีคือกลุ่มย่อยของการเคลื่อนไหวสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ครอบคลุมช่วงทศวรรษที่ 1930 ถึง 1960 แม้ว่าจะยังคงรักษาความมุ่งมั่นของ Bauhaus ในเรื่องฟังก์ชันการใช้งานและเส้นสายที่สะอาดตา แต่การออกแบบ Mid-century ได้นำเสนอความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น สไตล์นี้มีลักษณะเด่นคือการใช้ไม้ธรรมชาติอย่างกว้างขวาง เช่น ไม้สักและไม้วอลนัท เฟอร์นิเจอร์จากยุคนี้มักจะมีขาเรียวเล็กหรือบานออกที่เป็นเอกลักษณ์ และมีรูปทรงโค้งมนแบบออร์แกนิกที่หลุดพ้นจากความแข็งทื่อแบบ Bauhaus อย่างเคร่งครัด ยุคนี้ยังนำเสนอสีสันที่โดดเด่นและสดใส รวมถึงลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากอะตอมและนามธรรม สะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และความหลงใหลที่เพิ่มขึ้นในการสำรวจอวกาศ

หัวข้อเปรียบเทียบClassic
คลาสสิก
Vintage
วินเทจ
Mid-Century
มิดเซนจูรี
Retro
สไตล์เรโทร
ยุคสมัยที่อ้างอิงเก่าที่สุด: ยุคกรีก-โรมัน จนถึงศตวรรษที่ 18-19 (เช่น เรเนซองส์, วิกตอเรียน)เก่า: ปลายศตวรรษที่ 19 ถึง กลางศตวรรษที่ 20กลางเก่ากลางใหม่: ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ช่วงปี 1945 – 1969)ใหม่ที่สุด (ในกลุ่ม):ทศวรรษ 1950 ถึง 1980 (ยุคป๊อปคัลเจอร์ / ดิสโก้)
แนวคิดหลัก (Core Concept)“ความหรูหราและสมมาตร” ยึดถือความงามตามแบบแผนยุโรปดั้งเดิม เน้นความอลังการและประณีต“ความเป็นของแท้จากอดีต”(Authenticity) ให้คุณค่ากับร่องรอยของกาลเวลา“ฟังก์ชันนำหน้าดีไซน์”(Form follows function) เชื่อมต่อธรรมชาติเข้ากับยุคอุตสาหกรรมใหม่“จำลองความสนุกของอดีต” (Revival) นำสไตล์ยุคเก่ามาทำใหม่เพื่อต่อต้านความเรียบง่าย
วัสดุและที่มาของสิ่งของหินอ่อน, ไม้เนื้อแข็งแกะสลัก, ผ้าไหม, กำมะหยี่, คริสตัล, ทองเหลืองของแท้ดั้งเดิม(Authentic) ที่ถูกเก็บรักษาไว้ หรือของมือสองที่นำมาใช้ใหม่วัสดุธรรมชาติ (ไม้สัก) ผสมกับวัสดุยุคใหม่ (พลาสติกขึ้นรูป, ไฟเบอร์กลาส, เหล็ก)ของสร้างใหม่(Reproduction) ที่เลียนแบบดีไซน์เก่า หรือของแท้ที่สีสันจัดจ้าน
อารมณ์และบรรยากาศหรูหรา, เป็นทางการ, ภูมิฐาน, ไร้กาลเวลา (Timeless)คลาสสิก, มีเรื่องราว (Nostalgic), อบอุ่นลึกซึ้งโปร่งโล่ง, ทันสมัย, ใช้งานได้จริง, อบอุ่นแบบมีคลาสขี้เล่น, สดใส, ฉูดฉาด, แฝงความไร้สาระเล็กน้อย (Kitsch)
ลักษณะเด่น / ดีเทลตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่บุนวม, แชนเดอเลียร์, คิ้วบัวผนัง, การจัดวางแบบสมมาตรเน้นโชว์รอยถลอกหรือความเก่าแท้จริง (Patina), ของสะสมโบราณเฟอร์นิเจอร์ขาเรียวแหลม (Tapered legs), รูปทรงเรขาคณิตผสมเส้นโค้ง (Organic shape)ลายไซเคเดลิก, ป๊อปอาร์ต, พรมขนยาว, สีสดตัดกัน, เฟอร์นิเจอร์เตี้ย
  • Classic (หรูหราแบบวัง): นึกถึงคฤหาสน์ยุโรป มีเสาโรมัน งานปูนปั้น คิ้วบัว แชนเดอเลียร์คริสตัลระย้า
  • Vintage (ขลังและมีเรื่องราว): นึกถึงร้านขายของเก่า นาฬิกาคุณปู่ หีบไม้เก่าๆ โซฟาหนังที่ถลอกจากการใช้งานจริง
  • Mid-Century (เรียบเท่แบบยุค 50s-60s): นึกถึงซีรีส์ Mad Men หรือเก้าอี้ไม้ขาแหลมๆ ดีไซน์โปร่งๆ ใช้ไม้สักตัดกับเบาะหนังสีเรียบๆ ดูโมเดิร์นแต่มีความอบอุ่น
  • Retro (จี๊ดจ๊าดและขี้เล่น): นึกถึงร้านไดเนอร์สไตล์อเมริกัน ตู้เพลง Jukebox วอลเปเปอร์ลายดอกไม้สีส้ม-น้ำตาล หรือไฟนีออนสีสดๆ

สไตล์การตกแต่งบ้านไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรม เทคโนโลยี และค่านิยมทางสังคม โดยเกิดจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน คือ:

  1. ภูมิประเทศและวัฒนธรรม: สถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการเอาตัวรอดและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น 
  2. ปรัชญา: การใช้พื้นที่บ้านเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยา เพื่อตอบสนองวิถีชีวิต แนวคิด และความสงบในจิตใจ 
  3. ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์: การออกแบบที่บอกเล่าเรื่องราว อิทธิพล และบริบททางสังคมการเมืองในแต่ละช่วงเวลา 

ในปัจจุบัน สไตล์ต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดความแบบตายตัวอีกต่อไป แต่เน้นการนำจุดเด่นของแต่ละหมวดหมู่มาผสมผสานกัน (Mix and Match) เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่ใช้งานได้จริงและสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด 



บทความโดย อ.ทายาท เตชะสุวรรณ์, บริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด

แบบประตู หน้าต่าง สัญลักษณ์แบบนี้มันคืออะไรนะ


ในการเขียนแบบเชิงสถาปัตยกรรม สัญลักษณ์ที่ใช้เพื่อแสดงหน้าต่างและประตูในแบบแปลน และรายละเอียดอื่นๆ มีความสำคัญในการสื่อสารกับผู้รับเหมาและผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการก่อสร้าง นี่คือสัญลักษณ์และหลักการทั่วไปที่ใช้ในการแสดงหน้าต่างและประตู

หน้าต่างบานฟิกซ์ Fixed Window: ใน แบบผังพื้น (Plan) สัญลักษญ์จะเป็นลักษณะ สี่เหลี่ยม ซ้ายขวาแทนเฟรม และเส้นขีดยาวหนึ่งเส้นแทนกระจก ในภาพด้าน Ellevation จะมีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม และถ้าวัสดุนั้นเป็นกระจกใส ก็จะมีการเขียนเส้นเป็นขีดๆ แนวทะแยงมุมสั้นๆ สองสามขีด

หน้าต่างบานเปิด, หน้าต่างบานกระทุ้ง และหน้าต่างบานทิวแอนด์เทิร์น: ในแบบผังพื้น สัญลักษญ์จะเป็นลักษณะ สี่เหลี่ยม ซ้ายขวาแทนเฟรมวงกบ และมีการเขียนเหมือนลักษณะการเปิด และมีเส้นโค้งรัศมี นการเปิด ในภาพด้าน Ellevation จะมีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม แต่จะมีเส้นเป็นลักษณะเหมือน < หรือ > โดยให้สังเกตุมุมหันไปทางใด แปลว่าเป็นจุดหมุนของตัวบานเปิด

หน้าต่างบานสไลด์ และบานยก ในแบบผังพื้น สัญลักษญ์จะเป็นลักษณะ สี่เหลี่ยม ซ้ายขวาแทนเฟรมวงกบ และมีสี่เหลี่ยม ซ้ายขวาเฟรมบานกระจกและเส้นขีดยาวหนึ่งเส้นแทนกระจก โดยจพสังเกตว่าตัวบานเฟรมกระจก ในภาพด้าน Ellevation จะมีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม แต่จะมีเส้นเป็นลักษณะเป็นลูกศรบอกทิศทางการเปิด

หน้าต่างบานเฟี้ยม ในแบบผังพื้น สัญลักษญ์จะเป็นลักษณะ แสดงให้เห็นการพับของบานที่ชัดเจน โดยจะเป็นสี่เหลี่ยมวางในแนวเอียง 45 องศา สลับกันไปมาในภาพด้าน Ellevation จะแสดงทั้งมุมในการเปิดแบบหน้าต่างบานเปิด และลูกศรแบบหน้าต่างบานสไลด์ และจะมีวิธรการนับชุดบานตัวชุดตัวเลข เช่น 6:3:3 แปลว่ามีทั้งหมด 6 บาน โดยเปิดแยกกลางไปทางซ้าย 3 ขวา 3 อีกตัวอย่างคือ 4:1:3 แปลว่ามีทั้งหมด 4 บาน โดยเปิดแยกกลางไปทางซ้าย 1 ขวา 3 อีกตัวอย่างคือ 5:0:5 แปลว่ามีทั้งหมด 5 บาน โดยเปิดแยกกลางไปทางขวาทั้งหมดเป็นต้น

ท้ายนี้บทความรู้จะช่วยให้ ร้านคู่ค้าของเรา ร้านขายผ้าม่านต่างๆ ดูแบบบ้านลูกค้าได้ง่าย และมีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อง่ายต่อการคิดแบบคำนวนราคา นิทัสเราเป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ นะจ๊ะ ไม่ต้องทักมาถามหาซื้อประตู วงกบ หน้าต่าง งานเฟรมอลูมิเนียม น่าาาาาา 55555