NFPA

NFPA ย่อมาจาก National Fire Protection Association (สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

องค์กรนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ลดการเสียชีวิต การบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากไฟไหม้ ไฟฟ้า และอันตรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

NFPA 701

NFPA 701 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่กำหนดขึ้นโดย National Fire Protection Association (NFPA) ในสหรัฐอเมริกา ใช้เฉพาะกับผ้าม่าน ผ้าม่าน และการรักษาหน้าต่างอื่นๆ ที่ใช้ในอาคารสาธารณะ และอาคารพาณิชย์ มาตรฐานกำหนดข้อกำหนดสำหรับการติดไฟของวัสดุเหล่านี้และมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ และจำกัดการแพร่กระจายของเปลวไฟและควัน

การทดสอบ NFPA 701 เกี่ยวข้องกับการนำวัสดุไปสัมผัสกับเปลวไฟตามระยะเวลาที่กำหนด และสังเกตว่าวัสดุมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเปลวไฟ การทดสอบวัดปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราการแพร่กระจายของเปลวไฟ ปริมาณควันที่เกิดขึ้น และดูว่าเศษที่ติดไฟตกจากวัสดุหรือไม่

วัสดุที่ผ่านการทดสอบ NFPA 701 ถือว่ามีคุณสมบัติทนไฟที่ยอมรับได้ และสามารถใช้ได้ในอาคารสาธารณะและอาคารพาณิชย์ การทดสอบ NFPA 701 ใช้ไม่ได้กับ วัสดุและผ้าทุกประเภท และวัสดุบางชนิดอาจต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับกฎความปลอดภัยจากอัคคีภัย

นอกจาก NFPA 701 แล้ว ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยอื่น ๆ ที่ใช้กับวัสดุและผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคาร สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ และผู้ผลิตจะต้องตระหนักถึงมาตรฐานเหล่านี้ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของตนเป็นไปตามข้อกำหนดที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยและปกป้องความปลอดภัยสาธารณะ


NFPA 260

NFPA 260 เป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดย National Fire Protection Association (NFPA) ซึ่งกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับเฟอร์นิเจอร์บุนวม มันมีชื่อว่า “วิธีมาตรฐานของการทดสอบและระบบการจำแนกประเภทสำหรับการต้านทานการติดไฟของบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง”

วัตถุประสงค์ของ NFPA 260 คือเพื่อให้มีวิธีทดสอบและจำแนกความต้านทานของวัสดุหุ้มเบาะต่อการติดไฟของบุหรี่ มาตรฐานนี้รวมถึงการทดสอบเพื่อหาค่าการต้านทานการติดไฟของวัสดุที่ใช้ในเฟอร์นิเจอร์บุนวม เช่น ผ้า โฟม

การทดสอบที่ระบุใน NFPA 260 จำลองผลกระทบของบุหรี่ที่จุดแล้วตกลงบนวัสดุเฟอร์นิเจอร์ มาตรฐานระบุขั้นตอนการดำเนินการทดสอบเหล่านี้และจัดเตรียมระบบการจำแนกสำหรับผลลัพธ์ วัสดุที่ผ่านการทดสอบจัดอยู่ในประเภทที่ 1 ในขณะที่วัสดุที่ไม่ผ่านการจัดประเภทเป็นประเภทที่ 2

NFPA 260 มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ในเฟอร์นิเจอร์บุนวม เฟอร์นิเจอร์บุนวมเป็นแหล่งกำเนิดไฟทั่วไปในบ้านและอาคารอื่นๆ และวัสดุที่ตรงตามข้อกำหนดของมาตรฐานนี้มีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดไฟไหม้ การปฏิบัติตาม NFPA 260 อาจกำหนดโดยรหัสอาคาร บริษัทประกันภัย และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ


ความแตกต่างระหว่าง NFPA 701 และ NFPA 260

NFPA 701: วิธีมาตรฐานในการทดสอบไฟสำหรับการแพร่กระจายเปลวไฟของสิ่งทอและฟิล์ม
มาตรฐานนี้ใช้เพื่อวัดความสามารถในการติดไฟของสิ่งทอและฟิล์มเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟ การทดสอบเกี่ยวข้องกับการให้ชิ้นงานในแนวตั้งสัมผัสกับเปลวไฟขนาดเล็กเป็นเวลา 12 วินาที และวัดอัตราการแพร่กระจายของเปลวไฟและเวลาหลังเกิดเปลวไฟ NFPA 701 มีไว้สำหรับวัสดุที่ใช้ในผ้าม่าน ผ้าม่าน และงานตกแต่งอื่นๆ

NFPA 260: วิธีมาตรฐานของการทดสอบและระบบการจำแนกประเภทสำหรับการต้านทานการติดไฟของบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง
มาตรฐานนี้ใช้เพื่อวัดความต้านทานการติดไฟจากบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ เช่น ฟองน้ำ เบาะ ผ้าหุ้มเบาะ และแผงกั้น การทดสอบเกี่ยวข้องกับการให้ชิ้นงานทดสอบในแนวตั้งสัมผัสกับบุหรี่ที่จุดไฟเป็นเวลา 5 นาที และวัดเวลาในการติดไฟ และระยะเวลาการเผาไหม้ NFPA 260 มีไว้สำหรับส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์บุนวมและผ้าหุ้มเบาะ

โดยสรุป NFPA 701 วัดการแพร่กระจายเปลวไฟของสิ่งทอและฟิล์ม ในขณะที่ NFPA 260 วัดความต้านทานการติดไฟจากบุหรี่ของส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์บุนวม เป็นวิธีการทดสอบเฉพาะที่ใช้ทดสอบเรื่องการติดไฟ ลามไฟเหมือนกันแต่แตกต่างกันของวัสดุที่นำนำมาทดสอบนั้นแตกต่างกันระหว่างสองมาตรฐานนี้


CA TB 117

California Technical Bulletin 117 (CA TB 117) คือมาตรฐานการติดไฟของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 1975 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุบุภายในจะไม่ติดไฟได้ง่ายจากแหล่งกำเนิดประกายไฟ และชะลอการลุกลามของเปลวไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

Bulletin” แปลว่า แถลงการณ์, ประกาศ, สาร, หรือจดหมายข่าว ในบริบทของ California Technical Bulletin 117 (CA TB 117) คำว่า “Bulletin” ในที่นี้หมายถึง แถลงการณ์ทางเทคนิคหรือ ประกาศทางเทคนิค ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในกรณีนี้คือ Bureau of Electronic and Appliance Repair, Home Furnishings and Thermal Insulation (BARHFT) เพื่อกำหนดข้อกำหนดและวิธีการทดสอบเฉพาะสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ในที่นี้คือเรื่องการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์)

  1. วัตถุประสงค์: มาตรฐานนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อ ลดความเสี่ยงของการติดไฟจากบุหรี่ที่ลุกไหม้ ที่ตกลงบนเฟอร์นิเจอร์บุผ้า และทำให้เกิดการลุกไหม้ของวัสดุบุภายใน เช่น โฟม หรือฟองน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของเพลิงไหม้ที่เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์
  2. การทดสอบ: CA TB 117 จะทำการทดสอบโดยการนำชิ้นส่วนของวัสดุบุภายใน (เช่น โฟม) ที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุหุ้มเบาะ (เช่น ผ้า) ไปสัมผัสกับแหล่งกำเนิดประกายไฟขนาดเล็ก (จำลองบุหรี่ที่ลุกไหม้) เพื่อดูว่าวัสดุนั้นจะลุกไหม้และลามไปในอัตราที่รวดเร็วหรือไม่
  3. การบังคับใช้: แม้จะเป็นมาตรฐานของแคลิฟอร์เนีย แต่เนื่องจากแคลิฟอร์เนียเป็นตลาดขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากจึงเลือกที่จะผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านมาตรฐาน CA TB 117 เพื่อให้สามารถวางจำหน่ายในแคลิฟอร์เนียได้ ทำให้มาตรฐานนี้กลายเป็น มาตรฐานอุตสาหกรรมโดยพฤตินัย (De Facto Standard) สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้าในสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของโลก
  4. ความสำคัญ: การที่วัสดุบุภายในผ่านการทดสอบ CA TB 117 หมายความว่าวัสดุนั้นมีคุณสมบัติ หน่วงการติดไฟ (Flame Retardant) หรือ ทนไฟ (Fire Resistant) ในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของไฟและเพิ่มเวลาให้ผู้ที่อยู่ในอาคารสามารถอพยพหนีไฟได้

CA TB 117 ได้ถูกแทนที่ด้วย CA TB 117-2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ปรับปรุงใหม่

  • CA TB 117 (ดั้งเดิม): มุ่งเน้นไปที่การทดสอบการติดไฟแบบ “open flame” หรือเปลวไฟโดยตรง (จากแหล่งกำเนิดประกายไฟขนาดเล็ก เช่น บุหรี่) โดยเฉพาะกับ วัสดุบุภายใน (เช่น โฟม)
  • CA TB 117-2013: เปลี่ยนแนวทางการทดสอบ โดยมุ่งเน้นไปที่ ผ้าหุ้มเบาะ (Upholstery Fabric) มากขึ้น และใช้การทดสอบแบบ smolder test (ทดสอบการคุกรุ่น) ซึ่งจำลองการติดไฟจากบุหรี่ที่ตกลงบนผ้า และเน้นที่การป้องกันการคุกรุ่นที่อาจลุกลามไปสู่วัสดุบุภายใน มาตรฐานใหม่นี้ยังลดความจำเป็นในการใช้สารหน่วงการติดไฟ (flame retardants) บางชนิดในโฟมบุที่นอน/เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

CA TB 117-2013 เป็นมาตรฐานที่สำคัญมากในการกำหนดคุณสมบัติการทนไฟของเฟอร์นิเจอร์บุผ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคจากอันตรายจากอัคคีภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดจากการจุดติดด้วยบุหรี่ที่คุกรุ่น


ISO 20743 Determination of antibacterial activity of textile products

ISO 20743Textiles – Determination of antibacterial activity of textile products
ISO 20743: สิ่งทอ – การหาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

วัตถุประสงค์

ใช้สำหรับประเมิน การยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บนสิ่งทอ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใย, ผ้า, หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นิยมใช้ในการทดสอบ ผ้าต้านแบคทีเรีย เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ต้องการคุณสมบัติ Hygienic / Easy Care, ผ้าโรงพยาบาล (Hospital textiles), Uniform / ชุดกีฬา (Sportswear), ผ้าม่าน, Upholstery ในพื้นที่สาธารณะ

วิธีการทดสอบ ISO 20743 Absorption Method

  1. Prepare Sample — เตรียมตัวอย่างผ้า
    ขนาดตัวอย่าง: 4 × 4 cm หรือ น้ำหนัก 0.40 ± 0.05 g ต่อชิ้น
    อบฆ่าเชื้อด้วย Autoclave 121 °C นาน 15 นาที เพื่อกำจัดจุลินทรีย์เดิมบนผ้า ไม่ให้รบกวนผลการทดสอบ (ในกรณีทดสอบหลังซัก) ให้ซักเครื่อง 5 รอบที่ 30 °C โปรแกรมปกติ ตากลมให้แห้งก่อนนำมาทดสอบ
  2. Sterilisation — การฆ่าเชื้อ
    นำผ้าทดสอบ (Treated Sample) และผ้าควบคุม (Reference) ใส่หลอดทดลอง ทำการอบฆ่าเชื้อที่ 121 °C นาน 15 นาที (Autoclave) เพื่อให้แน่ใจว่าผ้าและอุปกรณ์ปลอดเชื้อก่อนเริ่มขั้นตอนการหยอดเชื้อ
  3. Inoculation — การหยอดเชื้อ
    ใช้เชื้อแบคทีเรียมาตรฐาน 2 ชนิด ตามกลุ่มแกรมหลักทั้งสอง ได้แก่ Staphylococcus aureus (ATCC 6538) → แกรมบวก (Gram +) ทำให้เกิดสิว แผลติดเชื้อ และผิวหนังอักเสบ, Klebsiella pneumoniae (ATCC 4352) → แกรมลบ (Gram –) ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือติดเชื้อในโรงพยาบาล
    ความเข้มข้นของเชื้อ: ประมาณ 1–3 × 10⁵ CFU/mL
    ปริมาตรที่หยอด: 0.2 mL ต่อแผ่นผ้า
    หยดเชื้อลงบนแผ่นผ้าให้ซึมเข้าเส้นใย (Absorption method)
  4. Incubation — การบ่มเชื้อ
    บ่มตัวอย่างที่อุณหภูมิ 37 ± 2 °C
    ระยะเวลา 18 – 24 ชั่วโมง (Contact time)
    เพื่อให้เชื้อสัมผัสและทำปฏิกิริยากับพื้นผิวผ้าอย่างเต็มที่
  5. Wash and Shake — การชะล้างและเขย่า
    หลังบ่มครบเวลา เติม 20 mL ของสารละลาย SCDLP (Soybean-Casein Digest + Lecithin + Polysorbate Broth) เขย่าหลอดประมาณ 1 นาทีที่อุณหภูมิห้อง เพื่อสกัดเชื้อแบคทีเรียที่หลงเหลืออยู่บนผ้าออกมาลงในน้ำยา
  6. Serial Dilution — เจือจางแบบอนุกรม
    นำน้ำยาที่สกัดเชื้อออกมา ทำการเจือจางแบบอนุกรม (10⁻¹ – 10⁻⁵)
    หยดลงบน Agar plate เพื่อเพาะเลี้ยงเชื้อ ใช้วิธี Plate Count Method ในการนับจำนวนโคโลนี (หน่วย CFU)
  7. Count — การนับค่าและคำนวณผล
    ทำการนับจำนวนเชื้อในแต่ละช่วงเวลา เพื่อคำนวณ “ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (A)”
    โดยใช้ค่าลอการิทึม (log₁₀) ดังนี้:
    F=logCt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าควบคุม (Control Growth Value)
    G=logTt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าทดสอบ (Treated Growth Value)
    A=F−G→ ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value)

    เกณฑ์การแปลผล (Judgement Criteria)
    ระดับประสิทธิภาพ ค่า A (Antibacterial Value) ความหมาย
    Low = A < 2 ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อต่ำหรือไม่มีผล
    Significant = 2 ≤ A < 3 ยับยั้งเชื้อได้ระดับปานกลาง
    Strong A ≥ 3 ยับยั้งเชื้อได้สูงมาก (ลดจำนวนเชื้อ ≥ 10³ เท่า)

ผลทดสอบคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย (ISO 20743:2021) ตัวอย่างผ้า รหัสผ้า 90039 ผลการทดสอบก่อนซัก และ หลังซัก 5 ครั้ง

รายการทดสอบเชื้อแบคทีเรียAntibacterial Value (A)ระดับประสิทธิภาพ
ก่อนซักStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.6Strong
หลังซัก 5 ครั้งStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.5Strong

ค่า A ≥ 3 = Strong แสดงว่าผ้ามีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อได้ดีมาก ทั้งก่อนและหลังซัก ค่า A ยังคงสูงกว่า 6.5  หมายความว่า ประสิทธิภาพต้านแบคทีเรียแทบไม่ลดลงหลังซัก ผ้าสามารถ ยับยั้งการเจริญของเชื้อได้มากกว่า 99% ทั้งสองชนิดเชื้อ (S. aureus และ K. pneumoniae)

สรุปผ้า 90039-106 เป็นผ้าสำหรับม่าน

  • มี คุณสมบัติต้านแบคทีเรียระดับสูงมาก
  • ซักแล้วก็ยังคงคุณสมบัติเดิม
  • เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการสุขอนามัย เช่น บ้าน โรงแรม โรงพยาบาล หรือพื้นที่สาธารณะ

BS 5852 คืออะไร

BS 5852: Methods of test for assessment of the ignitability of upholstered seating by smouldering and flaming ignition sources. คือมาตรฐานของอังกฤษ (British Standard) สำหรับการทดสอบความสามารถในการลุกไหม้และการติดไฟของวัสดุหุ้มเฟอร์นิเจอร์ (Upholstered furniture) โดยเฉพาะผ้าหุ้มและโฟม/ฟองน้ำ (composite) เพื่อดูว่าสามารถทนต่อแหล่งกำเนิดไฟ (Ignition Sources) ต่าง ๆ ได้หรือไม่

  1. BS 5852 Part 1:1979 — ทดสอบวัสดุหุ้มนั่ง-นอนที่มี composite ด้วยแหล่งไฟจากการสูบบุหรี่ (Source 0: บุหรี่คุกรุ่น) และเปลวไฟเล็ก (Source 1: เปลวไฟจากไม้ขีดไฟจำลอง) — เหมาะสำหรับการใช้งานในที่พักอาศัย
  2. BS 5852 Part 2:1982 — ทดสอบวัสดุหุ้มนั่ง-นอนโดยใช้แหล่งไฟ Crib Ignition Sources (เช่น Crib 4–7) — เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในอาคารสาธารณะ โรงแรม โรงพยาบาล ฯลฯ ซึ่งต้องการความปลอดภัยสูงขึ้น

Ignition Sources (ตัวกำหนดระดับการทดสอบ)

  • Source 0 – Smouldering cigarette = บุหรี่คุกรุ่น (ไม่เกิดเปลวไฟ แต่มีการคุกรุ่นและความร้อน)
  • Source 1 – Simulated match flame test = เปลวไฟจำลองจากไม้ขีดไฟ (ใช้หัวพ่นก๊าซบิวเทน ขนาดเปลวไฟ ~35 mm)
  • Source 2 – Butane flame, 40 mm flame height = เปลวไฟบิวเทน ความสูง ~40 มม.
  • Source 3 – Butane flame, 70 mm flame height = เปลวไฟบิวเทน ความสูง ~70 มม.
  • Source 4 – Wooden crib 4 = กองไม้เล็ก (ไม้ยาว 40 mm, 10 sticks, 5 layers)
  • Source 5 – Wooden crib 5 = กองไม้ขนาดกลาง (ไม้ยาว 40 mm, 20 sticks, 10 layers)
  • Source 6 – Wooden crib 6 = กองไม้ใหญ่ (ไม้ยาว 80 mm, 10 sticks, 5 layers)
  • Source 7 – Wooden crib 7 = กองไม้ใหญ่มาก (ไม้ยาว 80 mm, 20 sticks, 10 layers)

Source 0–3 = ใช้ไฟเล็ก ๆ (cigarette / butane flame)

Source 4–7 = ใช้กองไม้ (cribs) ซึ่งไฟแรงและควบคุมได้แม่นยำ

หน้าตัดไม้ทุก crib = ~6.5 × 6.5 mm (เท่ากัน) สิ่งที่ต่างคือ ความยาวไม้ (40 หรือ 80 mm) และ จำนวนแท่ง/ชั้น

Source ที่เป็นที่นิยมนำมาทดสอบ Source 0, Source 1 และ Source 5

Source 0 Smouldering cigarette (บุหรี่)

  • ความหมาย: การวางบุหรี่ที่ติดไฟไว้ในร่องเบาะเพื่อดูว่าผ้า/ฟองน้ำจะติดไฟหรือคุกรุ่นต่อหรือไม่
  • ใช้ทดสอบ: ความปลอดภัยจาก บุหรี่ที่ดับไม่สนิท

Source 1 Simulated match flame test (เปลวไฟจากไม้ขีดไฟจำลอง)

  • ความหมาย: ใช้หัวพ่นก๊าซบิวเทน (butane gas burner) สร้างเปลวไฟสูงประมาณ 35–50 มม. นำไปจี้ที่รอยต่อหรือร่องเบาะเป็นเวลา 20 ± 1 วินาที เพื่อจำลองไฟจากไม้ขีดไฟ
  • ใช้ทดสอบ: ความปลอดภัยของวัสดุจากการสัมผัสกับเปลวไฟขนาดเล็ก เช่น ไม้ขีดไฟหรือไฟแช็ก

Source 5 Crib 5 test wooden crib (กองไม้เล็กจุดไฟ)

  • ความหมาย: ใช้ไม้เล็ก ๆ มาประกอบเป็นกอง (wooden crib no.5) ตามขนาดมาตรฐาน จากนั้นหยดด้วย propane-1,3-diol (สารเร่งไฟ) แล้วจุดไฟ วางลงบนเบาะหรือวัสดุทดสอบ
  • ใช้ทดสอบ: ความปลอดภัยต่อแหล่งกำเนิดไฟที่รุนแรงกว่าบุหรี่ (Source 0) หรือไฟไม้ขีด (Source 1) โดยจำลองสถานการณ์ที่มีไฟจากกองไม้เล็ก ๆ ตกลงบนเฟอร์นิเจอร์
  • มักใช้ใน: เฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่สาธารณะ (contract use) เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ผับ บาร์ โรงภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งกฎหมายและมาตรการด้านความปลอดภัยมักกำหนดให้ต้องผ่านการทดสอบนี้
ตัวอย่าง Crib 5: 20 แท่ง สูง 10 ชั้น

Textiles Standards Testing มาตรฐานการทดสอบสิ่งทอ

มาตรฐานการทดสอบสิ่งทอ

มาตรฐานการทดสอบสิ่งทอเป็นชุดของขั้นตอน วิธีการ และเกณฑ์ที่กำหนดไว้ซึ่งใช้ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของสิ่งทอ มาตรฐานเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยองค์กรต่างๆ เช่น ASTM, ISO, JIS เป็นต้น

จุดประสงค์ของมาตรฐานเหล่านี้คือเพื่อให้แนวทางที่สอดคล้องและเป็นกลางในการวัดและเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และการทำงานของสิ่งทอ ซึ่งครอบคลุมพารามิเตอร์ที่หลากหลาย เช่น ปริมาณเส้นใย ความแข็งแรงของเส้นด้าย น้ำหนักผ้า ความคงทนของสี ความทนทาน และอื่นๆ อีกมากมาย

คุณภาพของผลิตภัณฑ์ของเราเป็นสิ่งสำคัญ การทดสอบมาตรฐานเป็นการรับรองเพื่อแสดงคุณสมบัติด้านต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ให้ออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นที่ไว้วางใจ และสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือในระดับสากล มีหลากหลายมาตรฐาน เช่น 

มาตรฐานสากล

สำหรับในประเทศไทย ก็มีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือ THTI ซึ่งให้บริการการทดสอบสิ่งทอในหลายอย่างเช่น ความคงทนของสี, การทดสอบการติดไฟ, ความสะท้อนน้ำ เป็นต้น

สำหรับเราบริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด บริษัทชั้นนำของประเทศที่นำเข้าผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เพื่อการจัดจำหน่ายในประเทศ ใส่ใจในการเลือกหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานต่างๆ ในเบื่องต้นเรามาทำความรู้จักกับมาตรฐานต่างๆ ที่เราใช้อ้างอิง และปรากฎอยู่ในตัวอย่างผ้าของบริษัทกันดีกว่า


และการทดสอบมาตรฐานอื่นๆ เช่น

  • การทดสอบทางด้านจุลชีววิทยา (Microbiology Tests) – Antibacterial, Antifungal, Photocatalytic Tests, Other (Biodegradable Test (for Chemical (OECD 301D), for Plastic)
  • การทดสอบสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Textile Tests) – สีเอโซ, ความเป็นกรด-ด่าง, ปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์, โลหะหนัก, PCP, TeCP, AP, APEO,…
  • การวัดค่าสี (Colour Measurement)
  • การทดสอบความแข็งแรง (Strength Tests) – แรงดึงขาด, ความต้านแรงฉีกขาด, ความต้านแรงดันทะลุ, …
  • การทดสอบสมรรถนะของผ้า (Performance Tests) – การขึ้นเม็ดหรือขน, ความคงทนต่อการขัดถู, การซึมผ่านของอากาศ,…
  • การเปลี่ยนแปลงขนาด (Dimensional Stability Tests)
  • การทดสอบเส้นใย (Fiber Tests)
  • การทดสอบโครงสร้างผ้า (Fabric Construction)
  • การทดสอบเส้นด้าย (Yarn Tests)

สัญลักษณ์ Oeko-Tex Standard 100

Oeko-Tex Standard 100
การรับรองคุณภาพมาตรฐาน

สัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 คือ สัญลักษณ์ที่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ระดับสากล จากสถาบันทดสอบสิ่งทอ (The International Association for Research and Testing in the Field of Textile Ecology : OEKO) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเชื่อมั่น และไว้วางใจ โดยเป็นที่ยอมรับกันระดับสากลว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย สารตกค้างในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น เส้นด้าย หรือผ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์สิ่งทอต่างๆ โดยใช้การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์สิ่งทอซึ่งรับประกันว่าปราศจากสารที่เป็นอันตราย เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 และตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นหนึ่งในใบรับรองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การรับรองแบ่งออกเป็นสี่ประเภทผลิตภัณฑ์ ตามวัตถุประสงค์การใช้งานของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และแต่ละประเภทมีเกณฑ์การทดสอบเฉพาะ สี่ประเภทผลิตภัณฑ์คือ

  • Product Class I: ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสำหรับทารกและเด็กเล็กอายุไม่เกิน 36 เดือน เช่น เสื้อผ้า เครื่องนอน และของเล่น
  • Product Class II: ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง เช่น ชุดชั้นใน เสื้อยืด และถุงเท้า
  • Product Class III: ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ไม่สัมผัสผิวหนังโดยตรง เช่น แจ็กเก็ต เสื้อโค้ท และเสื้อผ้าชั้นนอกอื่นๆ
  • Product Class IV: วัสดุตกแต่ง เช่น ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ และผ้าบุนวม

การได้รับการรับรอง OEKO-TEX Standard 100 ผลิตภัณฑ์สิ่งทอต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดโดยห้องปฏิบัติการอิสระที่ได้รับการรับรองโดย OEKO-TEX เกณฑ์การทดสอบได้รับการปรับปรุงทุกปีเพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

การรับรอง OEKO-TEX Standard 100 ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ซื้อนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ผลิตสิ่งทอมีความได้เปรียบในการแข่งขันโดยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนและแนวทางปฏิบัติในการผลิตที่มีความรับผิดชอบ

ผลิตภัณฑ์จากผืนผ้าในกลุ่มสำหรับตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น พรม, ผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์, ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกจัดอยู่ใน Product Class IV : Decoration Material โดยโรงงานผู้ผลิตที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 บนผลิตภัณฑ์ได้ ต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านกระบวนการผลิต และทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ปรากฎสัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับทุกชีวิตที่คุณรัก

คุณสามารถหาผ้าดังกล่าวจากผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกต
สัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 ดังรูปด้านล่างนี้




ผ้าที่ได้รับมาตรฐาน OEKO-TEX คลิก!!!

เล่มตัวอย่างที่ผ่านมาตรฐาน OEKO-TEX คลิก!!!