ISO 105: Colour Fastness to…

 BS EN ISO 105 ชุดมาตรฐานสำหรับทดสอบความคงทนของสี (Colour Fastness) จะถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ย่อยด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ (A ถึง X) ตามประเภทและสภาพแวดล้อมในการทดสอบ โดยพาร์ทหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “Colour Fastness to…” ที่นิยมใช้กันในอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีดังนี้:

1. หมวด A: หลักการทั่วไปและเกณฑ์การประเมิน
General Principles & Scales

แม้จะไม่ใช่ตัวทดสอบการกระทำโดยตรง แต่เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ร่วมกับการทดสอบทุกหมวด:

  • BS EN ISO 105-A02: Grey Scale for assessing change in colour
    เกณฑ์เทียบสีสำหรับประเมินความเปลี่ยนแปลงของสีผ้า)
  • BS EN ISO 105-A03: Grey Scale for assessing staining
    เกณฑ์เทียบสีสำหรับประเมินการเปื้อนสีบนผ้าประกบ)

หมวด B: ความคงทนต่อแสงและสภาพอากาศ
Light and Weather

  • BS EN ISO 105-B01: Colour fastness to daylight
    ทดสอบความคงทนของสีต่อแสงแดดธรรมชาติ โดยนำผ้าไปตากรับแสงแดดกลางแจ้งตามมาตรฐาน เพื่อดูอัตราการซีดจาง
  • BS EN ISO 105-B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test
    ทดสอบความคงทนของสีต่อแสงเทียมด้วยโคมไฟซีนอนอาร์ค ซึ่งสำคัญมากสำหรับกลุ่มผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องโดนแดดเลีย
  • BS EN ISO 105-B03: Colour fastness to outdoor weathering
    ทดสอบความคงทนของสีต่อสภาพอากาศกลางแจ้ง โดยติดตั้งตัวอย่างผ้าตากไว้กลางแจ้งจริงเพื่อประเมินผลกระทบจากแสงแดด ความชื้น และสิ่งแวดล้อมภายนอก
  • BS EN ISO 105-B04: Colour fastness to artificial weathering: Xenon arc fading lamp
    ทดสอบความคงทนของสีต่อสภาพภูมิอากาศเทียม: การทดสอบด้วยโคมไฟซีนอนอาร์กเพื่อดูการซีดจาง
  • BS EN ISO 105-B05: Detection and assessment of photochromism
    ทดสอบการเปลี่ยนสีชั่วคราวเมื่อโดนแสงและสามารถกลับคืนสภาพเดิมได้เมื่อเก็บในที่มืด เพื่อแยกแยะอาการสีเปลี่ยนจากแสงออกจากความเสียหายถาวร
  • BS EN ISO 105-B06: Colour fastness and ageing to artificial light at high temperatures: Xenon arc fading lamp
    ทดสอบความคงทนของสีและการเสื่อมสภาพต่อแสงเทียมจากหลอดซีนอนอาร์คภายใต้อุณหภูมิสูง เหมาะสำหรับชิ้นงานที่ต้องรับความร้อนสูง เช่น ผ้าตกแต่งภายในรถยนต์
  • BS EN ISO 105-B07: Colour fastness to light of textiles wetted with artificial perspiration (ทดสอบความคงทนของสีต่อแสงร่วมกับเหงื่อเทียม เหมาะสำหรับสิ่งทอที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดดและความชื้นจากเหงื่อพร้อมๆ กัน
  • BS EN ISO 105-B08: Quality control of blue wool reference materials (1 to 9)
    มาตรฐานการควบคุมคุณภาพสำหรับแผ่นผ้าขนสัตว์สีน้ำเงินมาตรฐาน – Blue Wool Standards ตั้งแต่เบอร์ 1 ถึง 9 ที่ใช้เป็นเกณฑ์เทียบวัดระดับการรับแสงในการทดสอบพาร์ทอื่นๆ

หมวด C: ความคงทนต่อการซักฟอกและการซักแห้ง
Laundering and Washing

  • BS EN ISO 105-C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักฟอกในครัวเรือนและการซักเชิงพาณิชย์ เป็นมาตรฐานหลักที่ใช้ตรวจสอบว่าสีของผ้าจะตกหรือซีดจางหรือไม่เมื่อผ่านการซักด้วยเครื่องซักผ้าทั่วไปหรือร้านซักรีด
  • BS EN ISO 105-C08: Colour fastness to domestic and commercial laundering using a reference detergent incorporating a low-temperature bleach activator
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักฟอกในครัวเรือนและการซักเชิงพาณิชย์ โดยใช้ผงซักฟอกมาตรฐานที่มีส่วนผสมของสารกระตุ้นการฟอกขาวในอุณหภูมิต่ำ)
  • BS EN ISO 105-C09: Colour fastness to domestic and commercial laundering — Oxidative bleach response using a reference detergent incorporating a tetrabedron / tetraacetylethylenediamine activator
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักฟอกโดยเน้นปฏิกิริยาการฟอกขาวแบบออกซิเดชัน ด้วยผงซักฟอกมาตรฐานที่ใส่สารกระตุ้น TAED เพื่อประเมินผลกระทบจากสารซักฟอกที่มีฤทธิ์ฟอกขาวแรง
  • BS EN ISO 105-C10: Colour fastness to washing with soap or soap and soda
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักด้วยสบู่ หรือสบู่ผสมโซดา เหมาะสำหรับสิ่งทอดั้งเดิมหรือสิ่งทอบางประเภทที่ใช้กระบวนการซักล้างแบบโบราณหรือสูตรเฉพาะ)
  • BS EN ISO 105-C12: Colour fastness to industrial laundering
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักล้างในระดับอุตสาหกรรมหรือโรงซักรีดขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ที่ใช้อุณหภูมิสูงและรอบการซักที่รุนแรงกว่าปกติ
  • BS EN ISO 105-D01: Colour fastness to dry cleaning using perchloroethylene solvent
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักแห้งโดยใช้ตัวทำละลายเปอร์คลอโรเอทิลีน ซึ่งเป็นตัวทำละลายหลักในอุตสาหกรรมการซักแห้งทั่วไป
  • BS EN ISO 105-D02: Colour fastness to dry cleaning using hydrocarbon solvent
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักแห้งโดยใช้ตัวทำละลายไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนกว่าสำหรับผ้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ)

หมวด E: ความคงทนต่อน้ำและของเหลวจากร่างกาย
Aqueous & Body Fluids

  • BS EN ISO 105-E01: Colour fastness to water
    ทดสอบความคงทนของสีต่อน้ำ โดยนำผ้าไปแช่น้ำตามระยะเวลาและอุณหภูมิที่กำหนด เพื่อดูว่าสีละลายน้ำหรือเปื้อนผ้าส่วนอื่นหรือไม่
  • BS EN ISO 105-E02: Colour fastness to sea water
    ทดสอบความคงทนของสีต่อน้ำทะเล เพื่อประเมินความทนทานของสีเมื่อสัมผัสกับเกลือและแร่ธาตุในน้ำทะเล)
  • BS EN ISO 105-E03: Colour fastness to chlorinated water
    ทดสอบความคงทนของสีต่อน้ำที่มีคลอรีนผสมอยู่ เช่น น้ำในสระว่ายน้ำ เพื่อดูว่าคลอรีนทำให้สีผ้าซีดจางหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิมหรือไม่
  • BS EN ISO 105-E04: Colour fastness to perspiration
    ทดสอบความคงทนของสีต่อเหงื่อ โดยจำลองสภาวะทั้งแบบที่เป็นกรดและด่าง เพื่อดูว่าเหงื่อจากร่างกายทำให้สีผ้าตกหรือเปลี่ยนไปหรือไม่

หมวด X: การทดสอบพิเศษและการขัดถูอื่นๆ
Miscellaneous Tests

  • BS EN ISO 105-X11: Colour fastness to hot pressing
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการรีดร้อน โดยใช้ความร้อนและแรงกดจากเตารีดเพื่อดูว่าสีของผ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเสียหายหรือไม่)
  • BS EN ISO 105-X12: Colour fastness to rubbing / Crocking
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูหรือเสียดสี ทั้งในสภาวะแห้งและเปียก เป็นมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุดเพื่อตรวจว่าสีผ้าจะหลุดลอกหรือติดผิวหนังและเสื้อผ้าอื่นหรือไม่เมื่อเกิดการเสียดสี)
  • BS EN ISO 105-X16: Colour fastness to rubbing — Small areas
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูในพื้นที่ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับลวดลายพิมพ์ขนาดเล็ก ขอบผ้า หรือชิ้นงานที่มีพื้นที่จำกัดซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องทดสอบขนาดมาตรฐานตามพาร์ท X12 ได้)
  • BS EN ISO 105-X18: Colour fastness to assessing the potential of phenolic yellowing of white and light-coloured materials
    ทดสอบแนวโน้มการเกิดคราบเหลืองจากสารประกอบฟีนอล สำหรับผ้าสีขาวและสีอ่อน ซึ่งมักเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารเคมีในบรรจุภัณฑ์หรือพลาสติกห่อหุ้มกับความร้อนในระหว่างการขนส่งและจัดเก็บ)

จากมาตรฐานชุด ISO 105 พาร์ทที่นิยมนำมาใช้กำหนดสเปกและทดสอบสำหรับ 
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ มีดังนี้

ผ้าเอาต์ดอร์ใช้งานกลางแจ้ง ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรง ทั้งแสงแดดจัด ฝน ความชื้น และน้ำในสระ:

  • BS EN ISO 105-B04 (ความคงทนต่อสภาพอากาศเทียม: หลอดซีนอนอาร์ก + ความชื้น/ละอองน้ำ)
    ต่างจาก B02 ตรงที่พาร์ทนี้จำลองทั้งแสงแดดและความชื้น/น้ำร่วมด้วย จึงเหมาะที่สุดสำหรับผ้ากลางแจ้งที่ต้องโดนทั้งแดดและฝน
  • BS EN ISO 105-E02 (ความคงทนต่อน้ำทะเล) และ BS EN ISO 105-E03 (ความคงทนต่อน้ำที่มีคลอรีน)
     หากเป็นผ้าสำหรับเตียงริมสระว่ายน้ำ รีสอร์ทริมทะเล หรือเก้าอี้ชายหาด จำเป็นต้องทดสอบความทนทานต่อเกลือและคลอรีน
  • BS EN ISO 105-X12 (ความคงทนต่อการขัดถู/เสียดสี)
    ใช้ทดสอบความทนทานต่อการเสียดสีเวลานั่งใช้งานจริงบนเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง

สำหรับผ้านิทัสที่มีการทดสอบกลุ่ม ทดสอบความคงทนของสี Colour Fastness to… มักจะจะเป็นผ้ากลุ่มเอาท์ดอร์ โดยสามารถสังเกตุได้จากสัญลักษณ์นี้


ISO 20645 Determination of antibacterial activity

ISO 20645 Textile fabrics — Determination of antibacterial activity — Agar diffusion plate test
ISO 20645มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรีย – วิธีทดสอบการแพร่กระจายบนแผ่นวุ้น

วิธีการทดสอบ (Methodology)

ISO 20645 เป็นการทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Test) ที่ใช้วิธี Agar diffusion plate test หรือการดูระยะการยับยั้งเชื้อบนแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจายออกมาจากตัวเนื้อผ้าได้ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  1. การเตรียมเชื้อแบคทีเรีย: ห้องปฏิบัติการจะเตรียมสายพันธุ์แบคทีเรียมาตรฐานที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น Staphylococcus aureus (แบคทีเรียแกรมบวกที่มักพบบนผิวหนัง) และ Klebsiella pneumoniae หรือ Escherichia coli (แบคทีเรียแกรมลบ) นำมาผสมลงในวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar)
  2. การวางชิ้นงาน: นำผ้าตัวอย่างที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ไปวางแนบสนิทลงบนแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
  3. การบ่มเชื้อ (Incubation): นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อจำลองอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ที่เชื้อเจริญเติบโตได้ดีที่สุด
  4. การสังเกตผล: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำแผ่นวุ้นออกมาตรวจดูบริเวณรอบๆ ชิ้นผ้า และบริเวณใต้ชิ้นผ้า ว่ามีการเจริญเติบโตของโคโลนีแบคทีเรียหรือไม่

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

หัวใจสำคัญของการอ่านผล ISO 20645 คือการมองหา Clear Zone หรือ Inhibition Zone (โซนยับยั้ง) ซึ่งจะปรากฏเป็นวงแหวนใสๆ รอบชิ้นผ้า (บริเวณที่สารต้านแบคทีเรียแพร่ออกมาและฆ่าเชื้อจนวุ้นใส) และต้องตรวจสอบการเติบโตของเชื้อใต้ผืนผ้าด้วย

เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพจะแบ่งออกเป็นระดับ ดังนี้:

  • ระดับดี (Good antibacterial activity): เกิดวงแหวนยับยั้ง (Clear Zone) รอบชิ้นผ้าขนาดมากกว่า 1 มิลลิเมตรขึ้นไป และ ไม่มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้าเลย
  • ระดับพอใช้ / ขอบเขตจำกัด (Limit of efficacy): ไม่มีวงแหวนยับยั้ง (Clear Zone = 0 มิลลิเมตร) แต่ ไม่มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้า (แปลว่าเชื้อไม่สามารถโตบนตัวผ้าได้ แม้สารจะไม่แพร่ออกมาฆ่าเชื้อรอบๆ)
  • ระดับไม่ผ่าน (Insufficient activity): ไม่มีวงแหวนยับยั้ง และ พบการเจริญเติบโตของโคโลนีแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้าอย่างชัดเจน (แปลว่าผ้าไม่สามารถต้านทานแบคทีเรียได้)

ข้อสังเกตสำหรับการสเปกงาน: การมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่ผ่านเกณฑ์ ISO 20645 จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคอลเล็กชันผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนำไปเสนอในโปรเจกต์ที่ต้องการสุขอนามัยขั้นสูง เช่น โรงพยาบาล คลินิก คาเฟ่ หรือแม้แต่ที่พักอาศัยสไตล์ Japandi หรือ Modern ที่เน้นความสะอาดและความเรียบง่ายแบบมีฟังก์ชัน


ISO 12947 Determination of the abrasion resistance of fabrics

ISO 12947: Textiles — Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method
ISO 12947: มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาความต้านทานต่อการขัดถูของผ้าโดยวิธีมาร์ตินเดล

วิธีการทดสอบ (Methodology)

การทดสอบมาตรฐาน ISO 12947 จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า เครื่องมาร์ตินเดล (Martindale Abrasion Tester) เพื่อจำลองแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง (เช่น การนั่งและขยับตัวบนโซฟา) โดยมีกระบวนการทดสอบหลักๆ ดังนี้:

  • การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่างเป็นรูปวงกลมตามขนาดที่กำหนด แล้วนำไปติดตั้งบนหัวจับยึด (Specimen holder)
  • วัสดุขัดถู (Abradant): เครื่องจะใช้ผ้าขนสัตว์มาตรฐาน (Standard Worsted Wool) ขึงตึงไว้ที่ฐานด้านล่างเพื่อใช้เป็นตัวขัดถูผ้าตัวอย่าง
  • แรงกดทับ (Pressure): เครื่องจะกำหนดน้ำหนักกดทับลงบนชิ้นงาน โดยสำหรับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จะใช้แรงกดที่ 9 kPa (กิโลปาสกาล) ซึ่งเป็นน้ำหนักที่จำลองแรงกดทับจากการนั่งของมนุษย์
  • รูปแบบการเคลื่อนที่: นี่คือหัวใจสำคัญของวิธีมาร์ตินเดล หัวขัดจะไม่ได้ถูไป-กลับเป็นเส้นตรง แต่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งวนสลับไปมาลักษณะคล้าย “รูปเลข 8” (Lissajous figure) เพื่อให้ผ้าถูกเสียดสีจากทุกทิศทาง จำลองพฤติกรรมการใช้งานจริงได้แม่นยำที่สุด

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

ในการทดสอบผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ นิยมอ้างอิงจาก ISO 12947-2 (การหาจุดขาดของชิ้นงาน) เป็นหลัก โดยเครื่องจะนับจำนวน “รอบ” (Cycles หรือ Rubs) ไปเรื่อยๆ จนกว่าชิ้นงานจะเกิดความเสียหายตามเกณฑ์ ดังนี้:

เมื่อได้ตัวเลขจำนวนรอบ (Cycles) สูงสุดที่ผ้าทนได้ก่อนขาด เราสามารถนำตัวเลขนั้นมาประเมินระดับความเหมาะสมในการใช้งานตามมาตรฐานสากล ได้ดังตารางด้านล่างนี้:

จำนวนรอบ (Martindale Cycles)ระดับการใช้งาน (Usage Category)ความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน
10,000 – 15,000Light Domestic (ใช้งานเบาบาง)เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย เช่น เก้าอี้ในห้องนอน หรืองานบุหัวเตียง
15,000 – 25,000General Domestic (ใช้งานทั่วไป)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน เช่น โซฟาในห้องนั่งเล่นหลัก
25,000 – 30,000Heavy Domestic (ใช้งานหนัก)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่มีการใช้งานหนักมาก หรือบ้านที่มีเด็กและสัตว์เลี้ยง
30,000 – 40,000General Commercial (งานพาณิชย์ทั่วไป)พื้นที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ล็อบบี้โรงแรม ออฟฟิศ หรือร้านอาหาร
40,000 รอบขึ้นไปHeavy Commercial (งานพาณิชย์งานหนัก)พื้นที่ที่มีการใช้งานหมุนเวียนตลอดเวลา เช่น เก้าอี้โรงภาพยนตร์, เทอร์มินอลสนามบิน หรือระบบขนส่งสาธารณะ

ข้อสังเกตสำหรับนักออกแบบ: สำหรับงานสเปกโปรเจกต์ระดับ Commercial มักจะกำหนดค่ามาตรฐานเริ่มต้นไว้ที่ 30,000 Cycles ขึ้นไป เพื่อรับประกันอายุการใช้งานและความคุ้มค่าในการลงทุน


สำหรับนิทัสเองมีการแบ่งของระดับของการขัดถุ ในจพจำนวบเท่าไหร่เหมาะกับการใช้งานแบบใด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ https://www.nitas-tessile.com/abrasion-resistant/


AATCC 22 Water Repellency: Spray Test

AATCC Test Method 22: Water Repellency: Spray Test คือมาตรฐานการทดสอบคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ (Water Repellency) ของพื้นผิวผ้า ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดย AATCC (American Association of Textile Chemists and Colorists) หรือสมาคมนักเคมีและนักทำสีสิ่งทอแห่งอเมริกา ทดสอบ “ประสิทธิภาพการสะท้อนน้ำบนพื้นผิวผ้า” (Resistance to wetting) เพื่อประเมินว่าเมื่อมีน้ำสเปรย์หรือตกลงมาปะทะผิวผ้า น้ำจะเกาะติดหรือซึมลงไปในเนื้อผ้ามากน้อยเพียงใด มักใช้ประเมินคุณภาพของผ้าที่ผ่านการเคลือบสารสะท้อนน้ำ (Water-repellent finish)

วิธีการทดสอบ (Methodology)

หลักการทำงานคือการจำลองสภาวะที่ผ้าโดนละอองน้ำหรือฝนตกใส่ตามมาตรฐานที่ควบคุมไว้:

  1. เตรียมตัวอย่าง: นำตัวอย่างผ้ามาขึงให้ตึงบนสะดึงเหล็ก (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว)
  2. ตั้งองศา: นำสะดึงไปวางยึดบนแท่นทดสอบที่ทำมุมเอียง 45 องศา
  3. ปล่อยน้ำ: เทน้ำกลั่นปริมาตร 250 มิลลิลิตร ลงในกรวยที่มีหัวฉีดสเปรย์มาตรฐาน ซึ่งต้องตั้งอยู่สูงจากจุดศูนย์กลางของสะดึง 6 นิ้ว (150 มม.) พอดี
  4. เคาะน้ำออก: ปล่อยให้น้ำสเปรย์ลงมาปะทะผิวผ้าจนหมดกรวย จากนั้นนำสะดึงออกมาถือแล้วเคาะเบาๆ 1-2 ครั้ง เพื่อสลัดหยดน้ำที่กลิ้งไปมาหรือเกาะหลวมๆ ออก

การอ่านและประเมินผล (Rating)

การอ่านผลจะใช้วิธี การตรวจพินิจด้วยสายตา (Visual Assessment) โดยนำลักษณะรอยคราบน้ำหรือการเปียกที่เหลืออยู่บนผิวผ้า ไปเทียบกับรูปภาพมาตรฐาน (Standard Spray Test Rating Chart) ของ AATCC ซึ่งจะแบ่งระดับคะแนน (Grade) ดังนี้:

  • 100 (ISO 5): ไม่มีน้ำเกาะติด หรือไม่มีรอยเปียกบนผิวผ้าเลย (ดีเยี่ยม)
  • 90 (ISO 4): ผิวผ้าเปียกหรือมีหยดน้ำเกาะติดเพียงเล็กน้อยแบบสุ่ม
  • 80 (ISO 3): ผิวผ้าเปียกเฉพาะจุดที่หยดน้ำตกกระทบโดยตรง
  • 70 (ISO 2): ผิวผ้าเปียกเป็นบริเวณกว้าง แต่ยังไม่เปียกทั่วทั้งแผ่น
  • 50 (ISO 1): ผิวผ้าด้านบนเปียกชุ่มทั้งหมด
  • 0: ผิวผ้าเปียกชุ่มทะลุไปจนถึงด้านหลังของผ้า (ไม่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำเลย)

ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐาน AATCC 22
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การสะท้อนน้ำ ได้ในสัญลักษณ์นี้


JIS L 1902 Testing for antibacterial activity

JIS L 1902 Testing for antibacterial activity and efficacy on textile products การทดสอบฤทธิ์และประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรียบนผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดย คณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standards Committee – JISC) เทียบเท่าได้กับมาตรฐาน ISO 20743 ในระดับสากล ทดสอบ “ความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ผ่านการเคลือบหรือตกแต่งด้วยสารต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial finish) เช่น เสื้อผ้า, ผ้าปูที่นอน, หน้ากากผ้า, เส้นด้าย และสิ่งทอทางการแพทย์

แบคทีเรียสายพันธุ์มาตรฐานที่บังคับใช้ในการทดสอบ มักประกอบด้วย:

  • Staphylococcus aureus แบคทีเรียแกรมบวก มักพบบนผิวหนัง
  • Klebsiella pneumoniae แบคทีเรียแกรมลบ สาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจมีการใช้เชื้อ E. coli หรือ Pseudomonas aeruginosa เพิ่มเติมตามความต้องการของผู้ทดสอบ

วิธีการทดสอบ

มาตรฐาน JIS L 1902 แบ่งวิธีการทดสอบออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่


1. การทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Method): วิธี Halo Method

เป็นวิธีการทดสอบที่เน้นการสังเกตด้วยตาเปล่า เหมาะสำหรับประเมินผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจาย (Diffusing agent) ออกมาจากเนื้อผ้าได้

ขั้นตอนการทดสอบ:

  1. เตรียมสภาพแวดล้อม: เตรียมแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar) และทำการเกลี่ยหรือเพาะสารละลายแบคทีเรียทดสอบลงบนพื้นผิววุ้นให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
  2. เตรียมชิ้นงาน: ตัดตัวอย่างผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย (มักใช้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 มิลลิเมตร)
  3. การวางชิ้นงาน: นำชิ้นผ้าตัวอย่างไปวางแนบสนิทลงบนกึ่งกลางของแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
  4. การบ่มเชื้อ: นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มควบคุมอุณหภูมิ (มักบ่มที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง)

การอ่านผล

ดูว่าสารต้านแบคทีเรียบนผ้าสามารถแพร่กระจายออกมาฆ่าเชื้อบริเวณรอบๆ ได้หรือไม่ เมื่อครบเวลาบ่ม จะทำการประเมินโดยการสังเกตหา “วงแหวนยับยั้งเชื้อ” (Halo หรือ Clear Zone) บริเวณรอบขอบผ้า หากปรากฏพื้นที่วงใสที่ไม่มีเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่เลย แสดงว่าสารบนผ้ามีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายเพื่อต้านแบคทีเรีย

เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)

  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ > 0 มิลลิเมตร (มีวงแหวนใสรอบชิ้นผ้า): การแปลผล: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย แสดงว่าสารเคลือบสามารถแพร่กระจายออกจากตัวเนื้อผ้า และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจน
  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร แต่ไม่มีเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: มีประสิทธิภาพเฉพาะบนผิวสัมผัส (ขอบเขตจำกัด) แสดงว่าสารเคลือบไม่ได้แพร่กระจายออกมาภายนอก แต่ยังคงความสามารถในการยับยั้งเชื้อที่มาสัมผัสลงบนผืนผ้าโดยตรงได้
  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร และพบเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย

ข้อสังเกตเพิ่มเติมเชิงเทคนิคสำหรับการประเมินสเปกผ้า: ผ้านวัตกรรมความปลอดภัยสูงบางตัว ใช้เทคโนโลยีสารต้านแบคทีเรียแบบยึดติดแน่นกับโครงสร้างเส้นใย (Non-diffusing/Non-leaching) เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีหลุดลอกออกมาปนเปื้อน เมื่อนำผ้าในกลุ่มนี้ไปทดสอบด้วยวิธี Halo Method อาจพบว่า ไม่เกิดวงแหวนยับยั้งเชื้อ (Halo = 0) ซึ่งไม่ได้แปลว่าผ้าไร้ประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะสารไม่แพร่กระจายออกมาบนแผ่นวุ้น ดังนั้น การอ้างอิงใบรับรองที่วัดผลด้วย วิธีเชิงปริมาณ (Absorption Method) จึงเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของเนื้อผ้าได้ครอบคลุมและแม่นยำกว่า


2. การทดสอบเชิงปริมาณ (Quantitative Method): วิธี Absorption Method

เป็นวิธีการทดสอบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถวัดผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับสารเคลือบทุกประเภท รวมถึงสารที่ไม่แพร่กระจายออกจากเนื้อผ้า

ขั้นตอนการทดสอบ:

  1. เตรียมชิ้นงานเปรียบเทียบ: เตรียมตัวอย่างผ้า 2 ชนิด ได้แก่ ผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรีย (Treated) และผ้าที่ไม่ได้เคลือบสาร (Untreated หรือ Control)
  2. การทำให้ปลอดเชื้อ: ทำการฆ่าเชื้อแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งหมดก่อนเริ่มกระบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแบคทีเรียหรือเชื้อราอื่นปนเปื้อน
  3. การหยดเชื้อ: หยดสารละลายแบคทีเรีย (ซึ่งมีการคำนวณและนับจำนวนเชื้อตั้งต้นไว้แล้วอย่างแน่ชัด) ลงบนแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งสองชนิดโดยตรง
  4. การบ่มเชื้อ: นำผ้าที่หยดเชื้อแล้วไปบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิ (มักใช้เวลา 18-24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส)
  5. การสกัดและชะล้าง: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำผ้ามาล้างในน้ำยาสกัดเฉพาะ เพื่อหยุดปฏิกิริยาและชะล้างเซลล์แบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลือหรือรอดชีวิตอยู่ออกมา

การอ่านผล

การอ่านผลจะพิจารณาจากวิธีเชิงปริมาณเป็นหลัก โดยเปรียบเทียบ “อัตราการเติบโตของเชื้อบนผ้าควบคุม (ผ้าธรรมดา)” กับ “ผ้าที่เคลือบสารต้านเชื้อ” นำมาคำนวณเป็นค่าความแตกต่างในรูปแบบ Log Reduction ออกมาเป็น ค่าประสิทธิภาพการต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value: ค่า A หรือ R)

เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)

  • ค่า A < 2.0: แทบไม่มี หรือ ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • ค่า 2.0 ≤ A < 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ยอมรับได้ (เชื้อลดลงอย่างน้อย 99%)
  • ค่า A ≥ 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียในระดับที่สูงมาก (เชื้อลดลงมากกว่า 99.9%)

หากผลิตภัณฑ์ต้องการเคลมว่า “Anti-bacterial” ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปจะต้องได้ค่า A ตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป


ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐานJIS L 1902
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การยับยั่งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ในสัญลักษณ์นี้
30035 CRUISES
30070 ISTANBUL
30071 GALATA
30072 TOPKAPI
30073 BOSPHORUS
30097 WINDMILL
30098 OMBRELLO


ทดสอบครั้งเดี่ยวได้ครบ BS + EN + ISO เลยเหรอ

มาตรฐานสากล: BS, EN, ISO ตัวเลขไหนที่วงการผ้าตกแต่งภายในต้องรู้

เวลาเปิดแคตตาล็อกสเปกผ้าสำหรับงานโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์หรือผ้าม่าน นักออกแบบและฝ่ายจัดซื้อมักจะเจอตัวอักษรย่ออย่าง BS, EN, ISO ก็ชวนสับสน ทำไมบางมาตรฐานถึงยาวเป็นหางว่าวอย่าง BS EN ISO แต่บางอันก็มีแค่ BS EN หรือ EN ISO? เรานี้จะพาไปไขความลับของหลักการเรียงลำดับตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมยกตัวอย่างมาตรฐานจริงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอตกแต่งภายใน เพื่อให้การอ่านสเปกนำเสนองาน B2B เป็นเรื่องง่ายและดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

โครงสร้างของชื่อมาตรฐาน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด เราต้องแยกส่วนประกอบของรหัสมาตรฐานออกเป็น 2 ส่วน คือ “ตัวอักษรนำหน้า” (Prefix) และ “ตัวเลขรหัสมาตรฐาน” (XXXX)

1. EN XXXX (European Norm): “มาตรฐานระดับทวีป” คำว่า EN ย่อมาจาก European Norm ซึ่งหมายถึงมาตรฐานกลางที่ถูกร่างและกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการมาตรฐานแห่งยุโรป (CEN) ตัวเลข XXXX ที่ตามหลังคือรหัสของวิธีการทดสอบสินค้านั้นๆ (Test Method) ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบการลามไฟ ความทนทานต่อการขัดถู หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านสารเคมี นี่คือ “มาตรฐานแม่” ที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มประเทศยุโรป

2. BS EN XXXX / DIN EN XXXX: “มาตรฐานระดับประเทศที่รับเอาไปใช้” เมื่อประเทศสมาชิกในยุโรปนำมาตรฐานกลาง (EN) ไปบังคับใช้เป็นมาตรฐานในประเทศของตนเอง โดยไม่มีการดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการทดสอบใดๆ ทั้งสิ้นสถาบันมาตรฐานของประเทศนั้นๆ จะนำตัวย่อของตนเองไปแปะไว้ข้างหน้าคำว่า EN เช่น:

  • BS EN XXXX: British Standard (สหราชอาณาจักร) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • DIN EN XXXX: Deutsches Institut für Normung (เยอรมนี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • NF EN XXXX: Norme Française (ฝรั่งเศส) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • UNI EN XXXX: Ente Nazionale Italiano di Unificazione (อิตาลี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้

3. BS EN ISO XXXX มาตรฐานระดับโลก (ISO) ที่สหภาพยุโรปนำมาใช้เป็นมาตรฐานกลาง (EN) และสถาบันมาตรฐานอังกฤษได้รับรองมาใช้ในประเทศตัวเอง (BS) โดยไม่มีการเปลี่ยนเนื้อหาการทดสอบแม้แต่ตัวอักษรเดียว!

การเรียงลำดับ: ทำไมต้อง “BS + EN + ISO”

หลักการตั้งชื่อมาตรฐานเมื่อมีการใช้งานข้ามภูมิภาค จะเรียงลำดับจาก

 “ระดับประเทศ ➔ ระดับภูมิภาค ➔ ระดับโลก”

เสมอ เพื่อบอกที่มาที่ไปว่าใครเป็นผู้นำมาตรฐานนี้มาบังคับใช้

  1. ระดับประเทศ (National): เช่น BS British Standard – อังกฤษ, DIN เยอรมนี
  2. ระดับภูมิภาค (Regional): EN European Norm – สหภาพยุโรป
  3. ระดับโลก (International): ISO International Organization for Standardization

ตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่ใช้จริงในสเปกผ้าของ Nitas Tessile

ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน การคัดเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานรองรับคือหัวใจสำคัญในการทำงานร่วมกับมัณฑนากรและร้านผ้าม่าน นี่คือตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่พบได้บ่อยในแคตตาล็อกและสเปกชีต:

1. แบบครบชุด: BS EN ISO XXXX

ทำไมถึงเขียนครบ: มาตรฐานการทดสอบบางอย่างมีลักษณะ ระเบียบวิธีการทดสอบ และเครื่องมือการทดสอบ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (ISO) ยุโรปรับไปใช้เป็นส่วนกลาง (EN) และฝั่งอังกฤษก็นำไปใช้บังคับ (BS) ในงานโปรเจกต์ระดับสากล การระบุ BS EN ISO xxxxจึงเป็นเหมือนพาสปอร์ตที่การันตี นำไปยื่นเสนองานได้ทุกที่ทั่วโลก

  • การทดสอบความทนทานต่อการขัดถู (Martindale Abrasion) BS EN ISO 12947-2:2016 Textiles – Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method – Part 2: Determination of specimen breakdown. หาจุดที่เส้นด้ายขาดเพื่อดูว่าผ้าบุเฟอร์นิเจอร์รับการเสียดสีได้กี่รอบ
  • การทดสอบการเกิดขุยบนผิวผ้า (Pilling Resistance) BS EN ISO 12945-2:2020 Textiles – Determination of fabric propensity to surface pilling, fuzzing or matting – Part 2: Modified Martindale method. ทดสอบว่าเมื่อใช้งานไปนานๆ ผิวผ้าบุจะเกิดขุยหรือเม็ดผ้าขึ้นมาหรือไม่
  • การทดสอบความคงทนของสีต่อแสง (Colour Fastness to Light) BS EN ISO 105-B02:2014 Textiles – Tests for colour fastness – Part B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test. สำคัญมากสำหรับเอาท์ดอล์ เพื่อทดสอบว่าเมื่อโดนแดดเลียนแบบจากหลอด Xenon สีผ้าจะซีดจางในระดับใด
  • การทดสอบการปริแตกของตะเข็บ (Seam Slippage) BS EN ISO 13936-2:2004 Textiles – Determination of the slippage resistance of yarns at a seam in woven fabrics – Part 2: Fixed load method. ทดสอบว่าเมื่อนำผ้าไปเย็บตะเข็บ รอยเย็บจะปริหรือแยกออกจากกันง่ายหรือไม่ สำคัญสำหรับงานบุโซฟา
  • การทดสอบความทนทานต่อการฉีกขาด (Tear Strength) BS EN ISO 13937-1:2000 Textiles – Tear properties of fabrics – Part 1: Determination of tear force using ballistic pendulum method (Elmendorf). ทดสอบแรงดึงฉีกว่าผ้ามีความเหนียวทนทานต่อการถูกเกี่ยวหรือกระชากแค่ไหน)

2. การจับคู่ระดับภูมิภาคและประเทศ: BS EN XXXX

ทำไมถึงไม่มี ISO รวมอยู่ด้วย?  ไม่ใช่ว่ามาตรฐานระดับโลก (ISO) ไม่มีการทดสอบแบบเดียวกัน แต่สาเหตุที่ไม่สามารถเขียนรวมชื่อกันได้ เป็นเพราะ “ISO ใช้รหัสมาตรฐานคนละเลขหมายกัน” ซึ่งแม้ระเบียบวิธีการทดสอบจะมีความคล้ายคลึงและใช้เทียบเคียงกันได้ แต่เมื่อรหัสตัวเลขไม่ตรงกัน ประกอบกับอาจมีรายละเอียดเงื่อนไขย่อยบางประการที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำตัวย่อมารวมร่างกันได้ ในอุตสาหกรรมผ้าตกแต่งภายใน สถาบันทางยุโรปและอังกฤษจึงเลือกใช้รหัสมาตรฐาน BS EN ของตนเองเป็นหลัก ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานอ้างอิงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และครอบคลุมข้อกำหนดงานโปรเจกต์ทั้งในไทยและระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างการทดสอบที่เลขต่างกัน เช่น

  • การทดสอบการลามไฟของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (จากบุหรี่) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1021-1:2014 (Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette) ฝั่งโลก (ISO): ISO 8191-1:1987 (Furniture – Assessment of ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความไวต่อการติดไฟ) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1101:1996 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the ignitability of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6940:2004 (Textile fabrics – Burning behaviour – Determination of ease of ignition of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความเร็วในการลามไฟหลังจากติดไฟแล้ว) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1102:2016 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the flame spread of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6941:2003 (Textile fabrics – Burning behaviour – Measurement of flame spread properties of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบน้ำหนักผ้า (น้ำหนักต่อตารางเมตร / GSM) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 12127:1998 (Textiles – Fabrics – Determination of mass per unit area using small samples) ฝั่งโลก (ISO): ISO 3801:1977 (Textiles – Woven fabrics – Determination of mass per unit length and mass per unit area)
  • การทดสอบความหนาแน่นของเส้นด้าย (Thread Count / จำนวนเส้นด้ายต่อนิ้วหรือเซนติเมตร) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1049-2:1994 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Determination of number of threads per unit length) ฝั่งโลก (ISO): ISO 7211-2:1984 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Part 2: Determination of number of threads per unit length)

3. การจับคู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก: EN ISO XXXX

ทำไมไม่มีตัวย่อประเทศนำหน้า: ในหลายกรณี สเปกชีตที่เป็นภาษากลางจะเลือกตัดตัวย่อระดับประเทศ (เช่น BS, DIN) ออกไป เพื่อลดความเยิ่นเย้อ และสื่อสารตรงๆ ว่านี่คือมาตรฐานระดับยุโรป (EN) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก (ISO) ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะสร้างความมั่นใจให้กับดีไซเนอร์ในเรื่องความปลอดภัยไร้สารตกค้าง


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับงานออกแบบ?

การเข้าใจที่มาและการเรียงลำดับของ BSEN, และ ISO ช่วยให้นักออกแบบและนักจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบสเปกวัสดุได้อย่างแม่นยำ การที่วัสดุอ้างอิงรหัสตัวเลขเดียวกัน (เช่น 12947 สำหรับ Martindale) ไม่ว่าจะมีตัวย่อประเทศใดนำหน้า ก็หมายถึงระเบียบวิธีการทดสอบเดียวกัน

การเลือกใช้แคตตาล็อกผ้าที่มีการระบุรหัสมาตรฐานเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การเขียน TOR หรือสเปกงานโปรเจกต์ผ่านฉลุย แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของตัวแทนจำหน่ายที่คัดสรรคุณภาพระดับสากลมาเพื่องานออกแบบของคุณอย่างแท้จริง


UFAC Upholstered Furniture Action Council

มาตรฐานการทดสอบการลามไฟของวัสดุหุ้มเบาะตามเกณฑ์ UFAC

UFAC ย่อมาจาก Upholstered Furniture Action Council เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่เริ่มต้นจากการตกหล่นของวัสดุที่กำลังคุกรุ่น ไฟที่เกิดจากแหล่งความร้อนแบบ Smouldering Ignition เช่น บุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ ที่เผลอวางทิ้งไว้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ และเบาะ

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบมาตรฐาน UFAC เป็นการจำลองสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย โดยมีขั้นตอนที่ตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • นำตัวอย่างวัสดุ (Sample) ที่ต้องการทดสอบ ไปวางทับลงบนชั้นโฟมมาตรฐาน (Standard foam substrate)
  • นำ บุหรี่ที่กำลังติดไฟ (Burning cigarette) ไปวางสัมผัสลงบนตัวอย่างวัสดุนั้น
  • ปล่อยทิ้งไว้และทำการวัด “ความยาวของรอยไหม้เกรียม” (Char length) ที่เกิดขึ้นบนตัวอย่างวัสดุหลังจากที่ทดสอบเสร็จสิ้น

เกณฑ์การจัดระดับคลาส (Classification & Standard to Pass)

ผลจากการวัดความยาวของรอยไหม้ จะถูกนำมาจัดระดับแบ่งออกเป็น 2 คลาส (Class) เพื่อบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการต้านทานการลามไฟ ได้แก่:

UFAC Class I

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุจะต้องมีความยาว น้อยกว่า 1 3/4 นิ้ว (1.75 นิ้ว)
  • ความหมาย: วัสดุที่จัดอยู่ในคลาสนี้คือวัสดุที่ “สอบผ่าน” (Standard to Pass) เกณฑ์ความปลอดภัยขั้นสูง มีคุณสมบัติต้านทานการติดไฟแบบคุกรุ่นจากบุหรี่ได้ดีมาก หากมีบุหรี่ตกใส่ โอกาสที่ไฟจะลามจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่นั้นมีน้อยมาก จึงมีความปลอดภัยสูงที่สุดในการนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์

UFAC Class II

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุมีความยาว มากกว่า 1 3/4 นิ้ว
  • ความหมาย: วัสดุในคลาสนี้มีการลามไฟที่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐานขั้นสูงสุด (Class 1) ของ UFAC วัสดุกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงมากกว่าหากเกิดเหตุการณ์บุหรี่ตกใส่ และอาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำมาใช้งาน

Class I กับ Class II ต่างกันอย่างไร?

ให้จำง่าย ๆ ว่า

  • UFAC Class I = ผ้าหยุดความเสียหายจากบุหรี่ไว้ได้ในพื้นที่เล็กกว่า
  • UFAC Class II = ความเสียหายลามออกไปมากกว่า จึงต้องพึ่งระบบ Barrier เพิ่มเติม
  • ดังนั้น Class I ถือว่ามีประสิทธิภาพด้าน Smouldering Ignition Resistance สูงกว่า Class II

บทสรุป

การแบ่งระดับ UFAC Class ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถประเมินความปลอดภัยของเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างชัดเจน หากคุณกำลังมองหาวัสดุหุ้มโซฟาที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อการเกิดอัคคีภัย (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือมีผู้สูบบุหรี่) การเลือกใช้วัสดุที่ระบุว่าเป็น UFAC Class 1 จะเป็นตัวเลือกที่มั่นใจได้มากที่สุด


GB 8624 Classification for burning behaviour

GB Standards เรียกว่า Guojia Biaozhun “กั๋ว-เจีย-เปียว-จุ่น” (国标) ซึ่งมีความหมายว่า “มาตรฐานแห่งชาติ” และมีรหัสย่อว่า GB


GB 8624 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สำคัญของประเทศจีน (Chinese National Standard) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และข้อกำหนดสำหรับการจำแนกประเภทพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่ง เช่น ผนัง เพดาน พื้น และวัสดุฉนวน มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความสามารถในการติดไฟ การลามไฟ และการผลิตควัน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้งาน

การจำแนกประเภทและการทดสอบหลัก

GB 8624-2012 มีการจัดหมวดหมู่และเกณฑ์การทดสอบที่ครอบคลุมสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการแบ่งระดับประสิทธิภาพการทนไฟเป็นเกรดหลัก ได้แก่ A, B1, B2, และ B3 โดย A คือเกรดที่ทนไฟได้ดีที่สุด

เกรดหลักระดับประสิทธิภาพคำอธิบายโดยย่อ
Aวัสดุไม่ติดไฟ
(Non-combustible)
ทนไฟได้มากที่สุด, ไม่มีการติดไฟหรือลามไฟอย่างต่อเนื่อง
B1วัสดุทนไฟ
(Difficult-to-burn)
ลามไฟได้จำกัดและมีคุณสมบัติในการดับไฟเอง (Self-extinguishing)
B2วัสดุติดไฟได้
(Combustible)
มีคุณสมบัติการติดไฟที่ชัดเจน สามารถเผาไหม้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
B3วัสดุไวไฟ
(Flammable)
ติดไฟได้ง่ายและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว (เป็นเกรดที่ต่ำที่สุด)

การทดสอบ: การจำแนกเกรดต้องผ่านชุดการทดสอบหลายอย่างที่กำหนดในมาตรฐานอ้างอิงอื่น ๆ (เช่น GB/T 5464, GB/T 8626, GB/T 20284) ซึ่งจะวัดปัจจัยต่าง ๆ เช่นอัตราการปลดปล่อยความร้อน (Heat Release Rate) การผลิตควัน Smoke Production) และการคงสภาพการเผาไหม้ (Sustained Burning)

การประยุกต์ใช้กับผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น ผ้าม่าน (Curtain) และ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (Textile for Furniture)มาตรฐาน GB 8624 ก็ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เช่นกัน โดยเน้นที่การทดสอบเพื่อให้ได้ระดับ Class B1 หรือ Class B2


ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐาน GB 8624
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การหน่วงการลามไฟได้ในสัญลักษณ์นี้
90039 HOSPITAL SPA


BS EN 1021 Assessment of the ignitability of upholstered furniture

BS EN 1021: Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture.
BS EN 1021: เฟอร์นิเจอร์ – การประเมินความสามารถในการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ

มาตรฐานนี้แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 พาร์ทหลัก ตามประเภทของแหล่งกำเนิดประกายไฟ ได้แก่:

  • BS EN 1021-1: Ignition source smouldering cigarette
    แหล่งกำเนิดประกายไฟจำลองจากก้นบุหรี่ที่กำลังคุไหม้
  • BS EN 1021-2: Ignition source match flame equivalent
    แหล่งกำเนิดประกายไฟจำลองจากเปลวไฟเทียบเท่าไม้ขีดไฟ

วิธีการทดสอบ (Testing Method)

  • การเตรียมชิ้นงานทดสอบ: ใช้แท่นทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองลักษณะของเก้าอี้ โดยมีแผ่นที่นั่งและแผ่นพนักพิงทำมุมฉากต่อกัน (90 องศา) นำ ผ้าที่จะใช้ทดสอบ หุ้มทับลงบน ฟองน้ำมาตรฐาน (Standard Polyurethane Foam) ตามที่มาตรฐานกำหนด
  • วิธีทดสอบ Part 1 (Cigarette): นำก้นบุหรี่ที่ถูกจุดจนคุไฟ วางลงตรงบริเวณร่องซอกมุม (รอยต่อระหว่างพนักพิงและเบาะนั่ง) ปล่อยทิ้งไว้จนกว่าบุหรี่จะไหม้หมด
  • วิธีทดสอบ Part 2 (Match Equivalent): ใช้ท่อพ่นก๊าซบิวเทนที่ตั้งค่าความสูงเปลวไฟไว้ที่ 35 มิลลิเมตร (จำลองเปลวไฟจากไม้ขีด) จ่อเข้าไปที่บริเวณร่องซอกมุมของเบาะเป็นระยะเวลา 15 วินาที จากนั้นจึงดึงเปลวไฟออก

การอ่านผล (Interpretation of Results)

การอ่านผลจะพิจารณาจากพฤติกรรมการลามไฟของวัสดุ (ผ้าหุ้ม + ฟองน้ำ) หลังจากได้รับแหล่งกำเนิดไฟ:

  • การอ่านผล Part 1: สังเกตการณ์เป็นเวลา 60 นาที หากผ้าหรือฟองน้ำไม่มีการคุไหม้ลุกลาม (Progressive smouldering) หรือไม่มีการลุกเป็นเปลวไฟ (Flaming) ออกจากจุดที่วางบุหรี่ ถือว่า ผ่าน
  • การอ่านผล Part 2: หลังจากดึงท่อพ่นก๊าซบิวเทนออก (หลังจ่อครบ 15 วินาที) หากเปลวไฟที่ติดบนผ้าดับลงได้เองภายใน 120 วินาที (2 นาที) และไม่มีพฤติกรรมการคุไหม้ลุกลามต่อ ถือว่า ผ่าน

การให้คะแนน (Scoring / Rating)

มาตรฐาน BS EN 1021 ไม่มีการให้คะแนนเป็นตัวเลขหรือระดับ (เช่น Class A, B หรือ 1-10) แต่จะใช้เกณฑ์การตัดสินแบบ ผ่าน (Pass) หรือ ไม่ผ่าน (Fail) เท่านั้น

ในใบรับรองผลการทดสอบ (Test Report) จากห้องแล็บ มักจะระบุผลลัพธ์ด้วยตัวย่อ ดังนี้:


BS EN 1021 คือ มาตรฐานยุโรป (EN – European Standard) ที่ถูกนำมาใช้เป็น มาตรฐานแห่งชาติอังกฤษ (BS – British Standard) ซึ่งเป็นชุดของมาตรฐาน


CHINESE STANDARD

มาตรฐานแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน (GB Standards) ถูกเรียกว่า Guojia Biaozhun “กั๋ว-เจีย-เปียว-จุ่น” (国标) ซึ่งมีความหมายว่า “มาตรฐานแห่งชาติ” และมีรหัสย่อว่า GB

  • Guójiā (国 家): กั๋ว-เจีย (หมายถึง ประเทศ/แห่งชาติ)
  • Biāozhǔn (标 准): เปียว-จุ่น (หมายถึง มาตรฐาน)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า GB และ GB/T ต่างกันอย่างไร

1. GB (Guobiao) “กั๋ว-เปียว” – มาตรฐานบังคับ (Mandatory National Standard)

  • GB (ตามด้วยตัวเลข: เช่น GB 18401) หมายถึง “มาตรฐานแห่งชาติที่เป็นข้อบังคับ” หรือ มาตรฐานภาคบังคับ (Mandatory)
  • ความหมาย: เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพของประชาชน ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการบริหารเศรษฐกิจและสังคม
  • การบังคับใช้: ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่วางขายหรือนำเข้าสู่ตลาดจีนจะต้องผ่านการทดสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐาน GB ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ถือเป็นกฎหมายที่ต้องทำตาม

2. GB/T (Guobiao Tuijian) “กั๋ว-เปียว-ทุย-เจี้ยน” – มาตรฐานแนะนำ (Recommended National Standard)

  • GB/T (ตามด้วยตัวเลข: เช่น GB/T 5296.4) หมายถึง “มาตรฐานแห่งชาติที่เป็นข้อแนะนำ” หรือ มาตรฐานภาคสมัครใจ (Voluntary/Recommended)
  • ความหมาย: เป็นมาตรฐานที่ส่งเสริมหรือแนะนำให้ใช้ โดยส่วนใหญ่จะกำหนดในเรื่องที่นอกเหนือจากความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น คุณภาพ ประสิทธิภาพ วิธีการทดสอบ และข้อกำหนดทางเทคนิคทั่วไป
  • การบังคับใช้: แม้จะเป็น “ข้อแนะนำ” แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรหรืออุตสาหกรรมมักจะนำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการของตน โดยเฉพาะในสัญญาซื้อขายหรือการประมูล มักจะมีการอ้างอิงถึงมาตรฐาน GB/T ต่างๆ นอกจากนี้ มาตรฐาน GB/T บางตัวอาจถูกนำมาใช้เป็น วิธีการทดสอบ ที่อ้างอิงโดยมาตรฐาน GB ภาคบังคับ

GB 8624-2012

  • Classification for burning behaviour of building materials and products
  • การจัดจำแนกพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

GB 8624 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สำคัญของประเทศจีน (Chinese National Standard) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และข้อกำหนดสำหรับการจำแนกประเภทพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่ง เช่น ผนัง เพดาน พื้น และวัสดุฉนวน มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความสามารถในการติดไฟ การลามไฟ และการผลิตควัน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้งาน

การจำแนกประเภทและการทดสอบหลัก

GB 8624-2012 มีการจัดหมวดหมู่และเกณฑ์การทดสอบที่ครอบคลุมสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการแบ่งระดับประสิทธิภาพการทนไฟเป็นเกรดหลัก ได้แก่ A, B1, B2, และ B3 (โดย A คือเกรดที่ทนไฟได้ดีที่สุด)

เกรดหลักระดับประสิทธิภาพคำอธิบายโดยย่อ
Aวัสดุไม่ติดไฟ
(Non-combustible)
ทนไฟได้มากที่สุด, ไม่มีการติดไฟหรือลามไฟอย่างต่อเนื่อง
B1วัสดุทนไฟ
(Difficult-to-burn)
ลามไฟได้จำกัดและมีคุณสมบัติในการดับไฟเอง (Self-extinguishing)
B2วัสดุติดไฟได้
(Combustible)
มีคุณสมบัติการติดไฟที่ชัดเจน สามารถเผาไหม้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
B3วัสดุไวไฟ
(Flammable)
ติดไฟได้ง่ายและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว (เป็นเกรดที่ต่ำที่สุด)

การทดสอบ: การจำแนกเกรดต้องผ่านชุดการทดสอบหลายอย่างที่กำหนดในมาตรฐานอ้างอิงอื่น ๆ (เช่น GB/T 5464, GB/T 8626, GB/T 20284) ซึ่งจะวัดปัจจัยต่าง ๆ เช่นอัตราการปลดปล่อยความร้อน (Heat Release Rate) การผลิตควัน Smoke Production) และการคงสภาพการเผาไหม้ (Sustained Burning)

การประยุกต์ใช้กับผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น ผ้าม่าน (Curtain) และ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (Textile for Furniture)มาตรฐาน GB 8624 ก็ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เช่นกัน โดยเน้นที่การทดสอบเพื่อให้ได้ระดับ Class B1 หรือ Class B2


GB/T 17593.2-2007

  • Textiles—Determination of heavy metals—Part 2: Inductively coupled plasma atomic emission spectrometry
  • สิ่งทอ—การหาปริมาณโลหะหนัก—ส่วนที่ 2: วิธีสเปกโทรเมตรีการปล่อยอะตอมด้วยพลาสมาแบบเหนี่ยวนำ (ICP-AES)

มาตรฐานนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐาน GB/T 17593 ที่กำหนด วิธีการทดสอบและวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่สามารถสกัดออกมาได้ (Extractable Heavy Metals) ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

  • วัตถุประสงค์: เพื่อควบคุมและรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยการวัดปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
  • วิธีการทดสอบหลัก: ใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Atomic Emission Spectrometry (ICP-AES)หรือที่เรียกว่า ICP-OES เพื่อวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักหลายชนิดได้พร้อมกันในสารสกัด
  • โลหะหนักที่ถูกทดสอบ: มาตรฐานนี้ระบุวิธีการสำหรับตรวจหาโลหะหนักหลัก ๆ ที่เป็นอันตราย 8 ชนิด ได้แก่
    • As (สารหนู – Arsenic)
    • Cd (แคดเมียม – Cadmium)
    • Co (โคบอลต์ – Cobalt)
    • Cr (โครเมียม – Chromium)
    • Cu (ทองแดง – Copper)
    • Ni (นิกเกิล – Nickel)
    • Pb (ตะกั่ว – Lead)
    • Sb (พลวง – Antimony)
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้า/ส่งออกไปยังประเทศจีน เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคในระดับสากลและระดับประเทศ (เช่น ข้อกำหนดที่คล้ายกับ Oeko-Tex หรือ REACH)