ISO 8191 Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture.

ISO 8191: Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture.
ISO 8191:
เฟอร์นิเจอร์ – การประเมินความสามารถในการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ

แบ่งออกเป็น 2 พาร์ทหลักเช่นเดียวกัน โดยแยกตามประเภทของแหล่งกำเนิดประกายไฟ:

กระบวนการจำลองเหตุการณ์อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้จริงบนโซฟาหรือเก้าอี้หุ้มเบาะ:

  • การเตรียมชิ้นงาน: ใช้แท่นทดสอบจำลอง (Test Rig) ที่ทำมุม 90 องศา (พนักพิงและเบาะนั่ง) จากนั้นนำผ้าที่จะทดสอบมาหุ้มลงบนฟองน้ำโพลียูรีเทนมาตรฐาน (Standard Polyurethane Foam)
  • วิธีทดสอบ Part 1 (Cigarette): นำก้นบุหรี่ที่จุดจนคุไฟ วางลงตรงบริเวณรอยต่อ (ซอกมุม) ระหว่างพนักพิงและเบาะนั่ง ปล่อยทิ้งไว้ให้ไหม้จนหมด
  • วิธีทดสอบ Part 2 (Match Equivalent): ใช้เปลวไฟจากท่อพ่นก๊าซบิวเทน (ตั้งความสูงเปลวไฟที่ 35 มิลลิเมตร) จ่อเข้าไปที่บริเวณซอกมุมของเบาะเป็นระยะเวลา 15 วินาที จากนั้นดึงแหล่งกำเนิดไฟออก

ประเมินพฤติกรรมของวัสดุ (ผ้าและฟองน้ำ) ว่าลุกลามหรือไม่:

  • การอ่านผล Part 1: สังเกตการณ์ต่อเนื่อง (ปกติคือ 60 นาที) หากไม่มีไฟลุกเป็นเปลว (Flaming) และไม่มีการคุไหม้ที่ลุกลามกินพื้นที่กว้างออกไปจากจุดที่วางก้นบุหรี่ (Progressive smouldering) ถือว่าวัสดุนั้นผ่านการทดสอบ
  • การอ่านผล Part 2: หลังจากดึงท่อก๊าซออกไปแล้ว เปลวไฟบนชิ้นงานทดสอบจะต้องดับลงได้เองภายใน 120 วินาที และจะต้องไม่เกิดการคุไหม้หรือควันลุกลามต่อจากนั้น

ไม่มีการให้คะแนนเป็นระดับ (ไม่มี Class หรือ Grade) แต่จะตัดสินเพียงแค่ ผ่าน (Pass) หรือ ไม่ผ่าน (Fail)

ในรายงานผลการทดสอบ (Test Report) จากห้องปฏิบัติการ จะระบุด้วยคำศัพท์ทางเทคนิคคือ:

มาตรฐานที่เทียบเคียงกับ ISO 8191 ใช้วิธีการและเกณฑ์เดียวกัน คือ BS EN 1021


ISO 105-B04 Colour fastness to artificial weathering

ISO 105-B04: Textiles – Tests for colour fastness – Part B04: Colour fastness to artificial weathering: Xenon arc fading lamp test
ISO 105-B04: สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วน B04: ความคงทนของสีต่อสภาพอากาศเทียม: การทดสอบด้วยหลอดไฟซีนอนอาร์ก

วิธีการทดสอบ (Test Method)

มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมกลางแจ้งจริง (แสงแดด ความร้อน และความชื้น/น้ำฝน) เพื่อดูความทนทานของสีผ้า

  • นำตัวอย่างผ้าไปติดตั้งในเครื่องทดสอบที่ใช้หลอดไฟ Xenon Arc ซึ่งจำลองสเปกตรัมของแสงแดดธรรมชาติ
  • ตัวอย่างผ้าจะต้องเผชิญกับวัฏจักร (Cycle) ที่ผสมผสานระหว่าง แสงสว่าง ความร้อน และการพ่นน้ำ (Water Spray) สลับกันไป เช่น รอบการพ่นน้ำ 1 นาที สลับกับช่วงที่ได้รับแสงและความร้อนแห้ง 29 นาที เพื่อจำลองสภาพฝนตกและแดดออก
  • ในขณะเดียวกัน แผ่นมาตรฐานขนสัตว์ย้อมสีน้ำเงิน (Blue Wool References, เกรด 1 ถึง 8) จะถูกนำมาทดสอบร่วมในเครื่องเดียวกัน แต่จะถูกป้องกันไม่ให้โดนน้ำสเปรย์ (มีกระจกกรองแสงปิดไว้) เพื่อใช้เป็นตัวเทียบวัดพลังงานแสงที่ได้รับ

การประเมินผลทำโดยการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวอย่างผ้า:

  • นำชิ้นผ้าที่ผ่านการทดสอบมาเทียบเคียงความแตกต่างของสี (Change in Colour) กับผ้าชิ้นต้นแบบที่เก็บไว้ (Original Fabric)
  • เปรียบเทียบระดับความซีดจางหรือการเปลี่ยนไปของสีกับ แผ่นมาตรฐาน Blue Wool ที่วางทดสอบร่วมกัน
  • หากชิ้นงานมีการเปลี่ยนเฉดสี (Hue) หรือความสว่าง (Lightness) ร่วมด้วย สามารถใส่ตัวอักษรย่อกำกับท้ายระดับคะแนนเพื่อระบุลักษณะการเปลี่ยนของสีได้ เช่น:
    • Bl = Bluer (อมสีน้ำเงินมากขึ้น)
    • Y = Yellower (อมสีเหลืองมากขึ้น)
    • G = Greener (อมสีเขียวมากขึ้น)
    • R = Redder (อมสีแดงมากขึ้น)
    • D = Duller (สีหม่นลง)
    • Br = Brighter (สีสดขึ้น)

การให้คะแนนจะอ้างอิงตาม Blue Wool Scale ซึ่งมีทั้งหมด 8 ระดับ (ประเมินโดยเทียบกับแผ่น Blue Wool เบอร์ 1 ถึง 8):

  • เกรด 1: ความคงทนของสีต่ำที่สุด (ซีดจางง่ายและรวดเร็วมาก)
  • เกรด 2: ความคงทนต่ำ
  • เกรด 3: ความคงทนค่อนข้างต่ำ
  • เกรด 4: ความคงทนระดับปานกลาง
  • เกรด 5: ความคงทนค่อนข้างดี
  • เกรด 6: ความคงทนดี
  • เกรด 7: ความคงทนดีเยี่ยม
  • เกรด 8: ความคงทนสูงสุด (แทบไม่พบการเปลี่ยนแปลงหรือซีดจางเลย)

การให้คะแนนเป็นค่าครึ่งระดับได้ เช่น 5-6 หากผลลัพธ์อยู่กึ่งกลางระหว่าง Blue Wool สองเบอร์ สำหรับผ้าตกแต่งหรือสิ่งทอกลางแจ้ง (Outdoor/Awning/Upholstery) ทั่วไป มักกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำไว้ที่ระดับ 5 หรือ 6 ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าทนทานต่อแสงแดดและสภาพอากาศได้ดีในระยะยาว)


บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ISO 105: Colour Fastness to…
Blue Wool Standards
ISO 105-B02
ISO 105-B04
ISO 105-C06
ISO 105-E02
ISO 105-E03
ISO 105-X12
Colorfastness ผ้าสีซีด ผ้าสีจาง


ISO 105-C06 Colour fastness to domestic and commercial laundering

ISO 105-C06: Textiles — Tests for colour fastness — Part C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering
ISO 105-C06: สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ C06: ความคงทนของสีต่อการซักในครัวเรือนและการซักเพื่อการพาณิชย์ (การซักด้วยเครื่อง)

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้เป็นการจำลองสภาวะการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า ทั้งการซักตามบ้านและการซักในระดับอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าสีของผ้าจะซีดจางหรือตกใส่ผ้าชิ้นอื่นระหว่างการซักหรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่าง (ขนาดมักจะอยู่ที่ 10 × 4 ซม.) นำไปเย็บประกบติดกับผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ (Multi-fiber test fabric) เพื่อใช้ดูการตกสีใส่เส้นใยชนิดต่างๆ

ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ (Multi-fiber test fabric) มีสองแบบคือ

  • Type DW ส่วนประกอบเส้นใย: ไดอะซิเตท (Diacetate), คอตตอน (Cotton), ไนลอน (Nylon), โพลีเอสเตอร์ (Polyester), อะคริลิก (Acrylic) และ ขนสัตว์ (Wool) สำหรับทดสอบซักในน้ำอุ่น
  • Type TV ส่วนประกอบเส้นใย: ไตรอะซิเตท (Triacetate), คอตตอน (Cotton), ไนลอน (Nylon), โพลีเอสเตอร์ (Polyester), อะคริลิก (Acrylic) และ วิสโคส (Viscose) สำหรับทดสอบซักในน้ำอร้อน

การเตรียมสภาวะการซัก: นำชิ้นงานใส่ลงในกระบอกสแตนเลสของเครื่องทดสอบการซัก (Launder-Ometer หรือ Wash Wheel)

การเติมสารละลายและลูกเหล็ก: เติมสารละลายผงซักฟอกมาตรฐาน (Standard Reference Detergent) ตามสูตรที่กำหนด และจะมีการใส่ ลูกเหล็กสแตนเลส (Steel balls) ลงไปในกระบอกด้วย เพื่อจำลองแรงเหวี่ยง แรงขัดถู และแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจริงในถังซักผ้า

การซัก: เครื่องจะหมุนปั่นตามอุณหภูมิตามโปรแกรม และใช้เวลาซักประมาณ 45 นาที

ผ้าทดสอบ Type DW

  • โปรแกรม A (อุณหภูมิ 40°C): การซักด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำ หรือน้ำอุ่นเล็กน้อย เหมาะสำหรับผ้าทั่วไปที่สีอาจตกง่าย หรือผ้าเนื้อละเอียด
  • โปรแกรม B (อุณหภูมิ 50°C): การซักด้วยน้ำอุ่นปานกลาง
  • โปรแกรม C (อุณหภูมิ 60°C): การซักมาตรฐานทั่วไปที่ใช้ในบ้านหรือการซักแห้งบางประเภท เหมาะสำหรับผ้าคอตตอน, ชุดทำงาน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป

ผ้าทดสอบ Type TV

  • โปรแกรม D (อุณหภูมิ 70°C): การซักระดับอุตสาหกรรมหรือโรงซักรีด เหมาะสำหรับผ้าปูที่นอน หรือผ้าที่ต้องทนการซักล้างสูง
  • โปรแกรม E (อุณหภูมิ 95°C): การซักด้วยน้ำเดือด เหมาะสำหรับผ้าที่ต้องการการฆ่าเชื้อ เช่น ผ้าในโรงพยาบาล

การล้างและทำแห้ง: เมื่อครบเวลา นำชิ้นงานออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด แกะรอยเย็บออกให้ผ้าติดกันแค่ด้านเดียว แล้วนำไปอบแห้งในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

การอ่านผลการทดสอบ (Result Evaluation)

การประเมินผลจะใช้วิธีการและอุปกรณ์เดียวกับมาตรฐาน ISO 105-E02 (น้ำทะเล) คือประเมินภายใต้ตู้ควบคุมแสง (Color matching cabinet) และแบ่งการให้คะแนนเป็น 2 ส่วน:

  • Color Change (การเปลี่ยนสี): ประเมินความซีดจางของผ้าตัวอย่าง โดยใช้ Grey Scale for Color Change (ISO 105-A02) วางเทียบระหว่างผ้าที่ผ่านการซักแล้วกับผ้าต้นฉบับ
  • Color Staining (การเปื้อนสี): ประเมินการตกสีใส่เส้นใยชนิดอื่น โดยใช้ Grey Scale for Color Staining (ISO 105-A03) ประเมินรอยเปื้อนบนผ้ามัลติไฟเบอร์แต่ละแถบเส้นใย

เกณฑ์การให้คะแนน:

แบ่งเป็น Grade 1 ถึง 5 (มีระดับครึ่งคะแนน)

  • Grade 5: ดีเลิศ (สีไม่เปลี่ยน / สีไม่ตกใส่ผ้าอื่นเลย)
  • Grade 4: ดี (ยอมรับได้ในมาตรฐานสินค้าคุณภาพสูง)
  • Grade 3: ปานกลาง
  • Grade 2: แย่
  • Grade 1: แย่มาก (สีซีดจางอย่างหนัก / สีตกใส่ผ้าอื่นอย่างรุนแรง)

ทำไมต้องทดสอบกับผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์?

เพราะ “เส้นใยแต่ละชนิดรับสีตก (กินสี) ได้ไม่เท่ากัน” เกณฑ์การตกสีไม่ได้แบ่งตามแหล่งกำเนิดว่า ธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์ แต่แท้จริงแล้วมันทำงานด้วยกฎของ โครงสร้างทางเคมีของสีย้อม ที่ต้องเข้ากันได้เหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ดังนี้

1. สีย้อมธรรมชาติ (Natural Dyes) สีย้อมที่สกัดจากธรรมชาติ (เช่น เปลือกไม้ ใบไม้) จะมีโครงสร้างทางเคมีที่ถูกโฉลกกับเส้นใยธรรมชาติ (เช่น คอตตอน ลินิน ขนสัตว์) เมื่อสีเหล่านี้หลุดลอกออกมา มันจึงวิ่งไปเกาะติดกับเส้นใยธรรมชาติด้วยกันอย่างง่ายดาย แต่จะไม่ค่อยติดเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์มีลักษณะคล้ายพลาสติกที่ไม่มีจุดรับสีให้เกาะ

2. สีย้อมสังเคราะห์ (Synthetic Dyes) สีสังเคราะห์ไม่ได้จับคู่แค่กับเส้นใยสังเคราะห์เท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สีสังเคราะห์ถูกพัฒนาและแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท เพื่อให้เจาะจงกับเส้นใยแต่ละชนิดโดยเฉพาะ เช่น:

  • สีรีแอกทีฟ (Reactive Dyes): เป็นสีเคมีสังเคราะห์ที่สร้างมาเพื่อย้อม “เส้นใยธรรมชาติ” (คอตตอน/เรยอน) โดยเฉพาะ ถ้าผ้าที่ย้อมด้วยสีนี้สีตก มันก็จะไปเปื้อนเฉพาะเส้นใยธรรมชาติด้วยกัน แต่จะไม่ตกใส่โพลีเอสเตอร์
  • สีดิสเพิร์ส (Disperse Dyes): เป็นสีสังเคราะห์ที่สร้างมาเพื่อย้อม “เส้นใยสังเคราะห์” (โพลีเอสเตอร์) โดยเฉพาะ เมื่อเจอความร้อน สีถึงจะละลายเข้าไปในโครงสร้างพลาสติกได้ ถ้าสีนี้ตก มันก็จะวิ่งไปเปื้อนเฉพาะโพลีเอสเตอร์ และแทบไม่ติดคอตตอนเลย

การที่สีจะตกใส่ผ้าชนิดไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่าสีนั้นมาจากธรรมชาติหรือห้องแล็บ แต่อยู่ที่ “ประเภทของสีย้อม” ว่ามีเคมีตรงกับเส้นใยชนิดใด ผ้ามัลติไฟเบอร์ทั้ง 6 แถบจึงเปรียบเสมือน “ตัวดักจับ” ที่ทำหน้าที่ฟ้องให้เราเห็นชัดเจนว่า สีที่หลุดออกมาจากผ้าตัวอย่างนั้นมีโครงสร้างเคมีตรงกับเส้นใยประเภทไหน เพื่อป้องกันปัญหาเวลาผู้ใช้งานนำผ้าต่างชนิดไปซักรวมกันนั่นเอง

ปัญหาการตกสีจะเกิดขึ้นน้อยมาก หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย หากกระบวนการผลิตมีความสมบูรณ์ใน 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. การเลือกชนิดสีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเส้นใย (Right Dye for the Right Fiber): หากเริ่มต้นด้วยการเลือกประเภทของสีย้อมที่มีโครงสร้างเคมีตรงกับชนิดของเส้นใย (เช่น ใช้สี Reactive ย้อมคอตตอน หรือใช้สี Disperse ย้อมโพลีเอสเตอร์) โมเลกุลของสีจะสามารถสร้างพันธะยึดเกาะกับโครงสร้างเส้นใยได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น
  2. กระบวนการย้อมที่ได้มาตรฐาน (Optimized Dyeing Process): การควบคุมสภาวะในการย้อม ทั้งอุณหภูมิ เวลา สารเคมีช่วยย้อม และค่า pH ที่ถูกต้อง จะช่วยผลักดันให้โมเลกุลของสีแทรกซึมลึกเข้าไปถึงแกนกลางของเส้นใยได้อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะเป็นเพียงการเคลือบเกาะอยู่แค่ผิวชั้นนอก
  3. กระบวนการผนึกสีและล้างสีส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพ (Effective Fixing & Washing-off): นี่คือขั้นตอนชี้วัดความสำเร็จอย่างแท้จริง เมื่อย้อมเสร็จแล้ว จะต้องมีการใช้สารช่วยติดสี (Fixing Agent) หรือการอบด้วยความร้อนเพื่อ “ล็อค” โมเลกุลสีให้ติดถาวร ควบคู่ไปกับกระบวนการซักล้าง (Washing-off) ที่ดี เพื่อขจัดเม็ดสีส่วนเกินที่เกาะหลวมๆ และไม่ยอมสร้างพันธะออกไปให้หมดจด

เมื่อโรงงานผู้ผลิตสามารถจัดการองค์ประกอบทั้งสามนี้ได้อย่างสมบูรณ์ โมเลกุลของสีจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับเส้นใยอย่างแข็งแรง ส่งผลให้เมื่อนำผ้าไปเผชิญกับความร้อน แรงเหวี่ยง หรือสารเคมีในเครื่องซักผ้าตามมาตรฐานทดสอบ ISO 105-C06 เม็ดสีก็จะไม่หลุดลอกออกมาเปื้อนผ้าทดสอบชนิดอื่นๆ ทำให้ได้ผลการประเมินในเกณฑ์ดีเลิศ (Grade 4 ถึง 5) ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพระดับสูงของผ้านั่นเอง


ISO 105-E02 Colour fastness to sea water

ISO 105-E02: Textiles – Tests for colour fastness – Part E02: Colour fastness to sea water
ISO 105-E02: สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ E02: ความคงทนของสีต่อน้ำทะเล

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้เป็นการจำลองสภาวะที่สิ่งทอต้องสัมผัสกับน้ำทะเล เพื่อดูว่าสีของผ้าจะซีดจางหรือตกใส่ผ้าชนิดอื่นหรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • การเตรียมสารละลาย (Artificial Sea Water): เตรียมน้ำทะเลเทียมโดยการผสมโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) 30 กรัม และแมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl2) 5 กรัม ต่อน้ำกลั่นหรือน้ำปราศจากไอออน 1 ลิตร
  • การเตรียมชิ้นงาน (Sample Preparation): ตัดชิ้นผ้าตัวอย่างขนาด 10 × 4 ซม. แล้วนำไปเย็บประกบติดกับ “ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์” (Multi-fiber test fabric – ผ้ามาตรฐานที่ทอจากเส้นใยหลายชนิดรวมกัน)
  • การแช่ (Immersion): นำชิ้นงานที่เย็บติดกันแล้วไปแช่ในสารละลายน้ำทะเลเทียมที่อุณหภูมิห้อง พร้อมกับกวนหรือนวดเบาๆ เพื่อให้น้ำซึมเข้าสู่เนื้อผ้าอย่างทั่วถึง
  • การจำลองสภาวะด้วยแรงกด (Pressuring): นำผ้าออกจากน้ำทะเลเทียม วางระหว่างแผ่นกระจกหรือแผ่นอะคริลิกใส แล้วนำเข้าเครื่อง Perspiration Tester โดยตั้งค่าน้ำหนักกดทับให้เกิดแรงดันที่ 12.5 kPa (หรือใช้น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม)
  • การอบ (Incubation): นำเครื่องทดสอบที่มีผ้าตัวอย่างถูกกดทับอยู่ เข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 37±2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  • การทำให้แห้ง (Drying): นำออกจากตู้อบ แกะด้ายที่เย็บร้อยออกให้เหลือผ้าติดกันเพียงด้านเดียว แล้วนำไปอบแห้งในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

การอ่านผลการทดสอบ (Result Evaluation)

การประเมินผลจะใช้ Grey Scale (แผ่นสเกลสีเทามาตรฐาน) เทียบด้วยสายตาภายใต้ตู้ควบคุมแสง (Color matching cabinet) โดยจะประเมินผลแยกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

  • Color Change (การเปลี่ยนสีของผ้าตัวอย่าง): ดูว่าผ้าทดสอบหลักมีสีซีดจางหรือสีเพี้ยนไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด เทียบกับ Grey Scale for Color Change (มาตรฐาน ISO 105-A02)
  • Color Staining (การเปื้อนสี): ดูว่าสีจากผ้าทดสอบหลัก ตกใส่ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ที่นำมาประกบกันมากน้อยเพียงใด (เพื่อดูว่าสีจะตกใส่เส้นใยชนิดอื่นหรือไม่) เทียบกับ Grey Scale for Color Staining (มาตรฐาน ISO 105-A03)

ผลการทดสอบจะถูกแบ่งเป็นระดับคะแนน (Grade) ตั้งแต่ 1 ถึง 5 โดยมีระดับครึ่งคะแนนด้วย (เช่น 4-5 หรือ 4.5)

ระดับคะแนน (Grade)ความหมายและผลลัพธ์ที่ได้
Grade 5ดีเลิศ – ไม่มีการเปลี่ยนสีเลย หรือแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง / สีไม่ตกใส่ผ้าอื่น
Grade 4ดี – สีมีการเปลี่ยนแปลงหรือตกใส่ผ้าอื่นเล็กน้อย
Grade 3ปานกลาง – สีเปลี่ยนหรือตกใส่ผ้าอื่นในระดับที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน
Grade 2แย่ – สีเปลี่ยนหรือตกใส่ผ้าอื่นค่อนข้างมาก
Grade 1แย่มาก – สีเปลี่ยนอย่างรุนแรง หรือสีตกใส่ผ้าอื่นอย่างหนัก

สำหรับผ้าที่ต้องการความปลอดภัยและคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล ผลการทดสอบที่ยอมรับได้มักจะต้องอยู่ในเกณฑ์ Grade 4 ขึ้นไป


ISO 105-E03 Colour fastness to chlorinated water

ISO 105-E03: Textiles – Tests for colour fastness – Part E03: Colour fastness to chlorinated water (swimming-pool water)
ISO 105-E03: มาตรฐานสิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ E03: ความคงทนของสีต่อคลอรีนในน้ำ (น้ำในสระว่ายน้ำ)

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้ใช้วิธีจำลองสภาวะที่สิ่งทอต้องสัมผัสกับสารคลอรีนที่ใช้ฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ เพื่อดูว่าสารคลอรีนทำปฏิกิริยาให้สีของผ้าซีดจางหรือเปลี่ยนไปหรือไม่ มีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้

  • การเตรียมสารละลาย: เตรียมสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium Hypochlorite – NaOCl) ให้มีค่า pH ควบคุมอยู่ที่ 7.50 ± 0.05 โดยปรับความเข้มข้นของแอคทีฟคลอรีนตามประเภทการใช้งานของผ้า 20 mg/l สำหรับผ้าบุริมสระว่ายน้ำ
  • การแช่ชิ้นงาน: นำชิ้นงานทดสอบ (ขนาดมาตรฐาน 40 x 100 มิลลิเมตร) แช่ลงในสารละลายที่เตรียมไว้ โดยใช้อัตราส่วนปริมาณน้ำต่อน้ำหนักผ้า (Liquor ratio) ที่ 100:1 เพื่อให้ผ้าเปียกชุ่มอย่างทั่วถึง
  • การควบคุมอุณหภูมิและเวลา: ปิดภาชนะและนำไปใส่ในเครื่องปั่นทดสอบ เครื่อง Gyrowash ควบคุมอุณหภูมิที่ 27 ± 2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มในสภาวะที่ไม่มีแสง
  • การทำให้แห้ง: นำชิ้นงานออกมาบีบน้ำออก (ห้ามล้างน้ำเปล่าซ้ำ) แล้วนำไปแขวนตากให้แห้งในอากาศที่อุณหภูมิห้อง โดยหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง

การอ่านและประเมินผลการทดสอบ (Result Evaluation)

เมื่อชิ้นงานแห้งสนิท จะนำมาประเมินผลภายใต้ตู้เทียบสี (Color Matching Cabinet) เพื่อให้ได้แสงสว่างที่ได้มาตรฐาน โดยนำผ้าที่ผ่านการทดสอบมาวางเทียบกับผ้าชิ้นต้นฉบับที่ยังไม่ผ่านการทดสอบ

การให้คะแนนจะประเมินด้วยตาเปล่าโดยใช้ Grey Scale for Color Change ISO 105-A02 แถบสีเทามาตรฐานสำหรับประเมินการเปลี่ยนสี ซึ่งมีระดับคะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดังนี้:

  • ระดับ 5: สีไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย (ความคงทนดีเยี่ยม)
  • ระดับ 4: สีเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย (มักเป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่ผ่านการยอมรับทางการค้า)
  • ระดับ 3: สีเปลี่ยนแปลงปานกลาง
  • ระดับ 2: สีเปลี่ยนแปลงมาก
  • ระดับ 1: สีซีดจางหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง (ความคงทนต่ำที่สุด)

ISO 105-X12 Colour fastness to rubbing

BS EN ISO 105-X12: Textiles — Tests for colour fastness — Part X12: Colour fastness to rubbing
BS EN ISO 105-X12: การทดสอบความคงทนของสีของสิ่งทอ ส่วน X12: ความคงทนของสีต่อการขัดถู หรือการเสียดสี

มาตรฐานนี้ออกแบบมาเพื่อจำลองและประเมินว่า เมื่อสิ่งทอเกิดการเสียดสีกับพื้นผิวอื่น ๆ เช่น การนั่งถูบนโซฟา การที่ผ้าม่านเสียดสีกับขอบหน้าต่าง หรือเสื้อผ้าเสียดสีกับผิวหนัง สีจากตัวผ้าจะหลุดลอกไปติดพื้นผิวเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด

วิธีการทดสอบ (Test Method)

กระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการ (โดยใช้เครื่อง Crockmeter) จะดำเนินตามขั้นตอนหลัก ดังนี้:

  1. การเตรียมตัวอย่างผ้า: นำตัวอย่างผ้าที่ต้องการทดสอบมาวางยึดไว้บนเครื่องทดสอบ
  2. การเตรียมผ้าทดสอบการเปื้อน: ใช้ ผ้าฝ้ายขาวมาตรฐาน (Standard Cotton Rubbing Cloth) สีขาวบริสุทธิ์ มาหุ้มไว้ที่หัวกระทุ้งของเครื่องทดสอบ
  3. การแบ่งสภาวะการทดสอบ (ทำ 2 แบบ):
    • สภาวะแห้ง (Dry Rubbing): ใช้ผ้าขาวแห้งขัดถูไปบนตัวอย่างผ้า
    • สภาวะเปียก (Wet Rubbing): นำผ้าขาวไปชุบน้ำกลั่นตามปริมาณเปอร์เซ็นต์ที่มาตรฐานกำหนด (มักจะควบคุมความชื้นให้อยู่ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นราว 95-100%) แล้วนำมาขัดถู
  4. การขัดถู: เครื่องจะทำการกดหัวทดสอบน้ำหนักตามกำหนด และถูไป-มา (Straight line) บนผืนผ้าในจำนวนรอบที่แน่นอน (โดยทั่วไปคือ 10 รอบ ถูไปกลับในแนวเดียวกัน)
  5. การนำไปประเมินผล: นำผ้าฝ้ายขาวที่ใช้ถู (ซึ่งอาจจะมีคราบสีติดมา) ออกมาผึ่งให้แห้ง เพื่อเตรียมนำไปเทียบวัดระดับความเปื้อนต่อไป

การอ่านผลการทดสอบ (Evaluation & Grading)

การอ่านผลหรือการประเมินคะแนนความคงทนของสีต่อการขัดถู จะไม่ใช้ Grey Scale ฝั่งเปลี่ยนสี (A02) แต่จะใช้ Grey Scale สำหรับประเมินการเปื้อนสี (ISO 105-A03: Staining) ในการเทียบระดับ โดยมีเกณฑ์ดังนี้:

ระบบคะแนน (Scale 1 ถึง 5)

  • เกรด 5: ไม่มีรอยเปื้อนสีติดบนผ้าขาวเลย (ยอดเยี่ยม สีไม่ตกจากการเสียดสีเลย)
  • เกรด 4 – 4.5: มีคราบสีติดเล็กน้อย (ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากสำหรับผ้าทั่วไป)
  • เกรด 3: มีคราบสีติดปานกลาง
  • เกรด 1 – 2: มีคราบสีติดรุนแรงมาก (สีหลุดลอกง่ายเมื่อเกิดการเสียดสี ไม่ผ่านมาตรฐานเชิงพาณิชย์)

การรายงานผล: ในใบรายงานผลการทดสอบ (Test Report) จะต้องระบุแยกชัดเจนเสมอว่าเป็นผลจากการทดสอบใน สภาวะแห้ง (Dry) หรือ สภาวะเปียก (Wet) เช่น Dry: Grade 4-5 / Wet: Grade 3 (โดยปกติสภาวะเปียกสีจะมีโอกาสหลุดลอกและได้คะแนนต่ำกว่าสภาวะแห้งเสมอ)


ISO 105-B02 Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test

 BS EN ISO 105-B02: Textiles — Tests for colour fastness — Part B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test
BS EN ISO 105-B02: การทดสอบความคงทนของสีของสิ่งทอ ส่วน B02: ความคงทนของสีต่อแสงเทียม: การทดสอบด้วยโคมไฟซีนอนอาร์ก

มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองและเร่งสภาพการโดนแสงแดดในห้องปฏิบัติการ โดยใช้หลอดไฟซีนอนอาร์ก (Xenon Arc Lamp) ซึ่งให้สเปกตรัมของแสงใกล้เคียงกับแสงแดดธรรมชาติมากที่สุด เพื่อประเมินว่าสีของผ้าจะทนทานต่อการถูกแสงแดดเลียได้มากน้อยเพียงใด

วิธีการทดสอบ (Test Method)

กระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการจะดำเนินตามขั้นตอนหลัก ดังนี้:

  • การเตรียมตัวอย่างผ้า: ตัดตัวอย่างผ้าที่จะทดสอบขนาดตามกำหนด และนำไปติดไว้บนแผ่นรองรับ (Cardboard) พร้อมกับ แผ่นผ้ามาตรฐาน (Blue Wool Standards) ซึ่งมีทั้งหมด 8 ระดับ (ตั้งแต่ระดับ 1 ที่ซีดจางง่ายที่สุด ไปจนถึงระดับ 8 ที่ทนทานต่อแสงสูงมาก)
  • การนำเข้าเครื่องทดสอบ (Xenon Arc Chamber): นำตัวอย่างผ้าและแผ่นผ้ามาตรฐานเข้าไปติดตั้งในเครื่องทดสอบที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และความเข้มของแสงให้คงที่
  • การรับแสง: เปิดโคมไฟซีนอนอาร์กให้แสงส่องกระทบตัวอย่างผ้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งแผ่นผ้ามาตรฐานบลูวูลตัวอ้างอิง (มักจะเป็นระดับ 3 หรือ 4 ตามข้อกำหนด) เกิดการซีดจางไปถึงจุดที่กำหนด (Contrast target)
  • การนำมาประเมินผล: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำตัวอย่างผ้าออกมาเพื่อเตรียมเทียบวัดระดับความเปลี่ยนแปลงของสี

การอ่านผลการทดสอบ (Evaluation & Grading)

การอ่านผลหรือการประเมินคะแนนความคงทนของสีต่อแสง (Lightfastness Rating) จะใช้ เกณฑ์มาตรฐานบลูวูล (Blue Wool Standard Scale) ในการเปรียบเทียบ โดยแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • สำหรับผ้าทั่วไป: ใช้เกณฑ์ระดับ 1 ถึง 8
    • ระดับ 1-2: สีซีดจางง่ายมาก (ไม่เหมาะสำหรับงานที่ต้องโดนแดด)
    • ระดับ 3-4: ทานแสงได้ปานกลาง
    • ระดับ 5-6: ทานแสงได้ดี เหมาะสำหรับใช้ทำผ้าม่านหรือเคหะสิ่งทอทั่วไป
    • ระดับ 7-8: ทานแสงได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับงานกลางแจ้งหรือบริเวณที่โดนแดดจัดตลอดเวลา
  • วิธีการเทียบสี: ผู้เชี่ยวชาญจะนำตัวอย่างผ้าที่ผ่านการทดสอบมาเทียบความแตกต่างของสี (Color Change) ร่วมกับ Grey Scale (ISO 105-A02) หรือใช้เครื่องมือวัดแสง (Spectrophotometer) แล้วแปลค่าออกมาเป็นตัวเลขระดับ 1 ถึง 8 (เช่น ผลการทดสอบได้ Grade 6 หมายความว่าผ้าผืนนี้มีความคงทนต่อแสงเทียบเท่ากับแผ่นบลูวูลระดับ 6)

สรุป

การทดสอบ ISO 105-B02 เปรียบเสมือนเครื่องมือวัดอายุขัยทางสีสันของผ้า เมื่อต้องนำไปใช้งานจริงริมหน้าต่างหรือในพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึง การเลือกใช้ผ้าที่ผ่านการทดสอบในพาร์ทนี้ด้วยคะแนนที่สูง จะช่วยลดปัญหาข้อร้องเรียนเรื่องผ้าสีซีดเร็ว และช่วยยกระดับคุณภาพของสินค้าในกลุ่มเคหะสิ่งทอได้อย่างมั่นใจ


ISO 105: Colour Fastness to…

 BS EN ISO 105 ชุดมาตรฐานสำหรับทดสอบความคงทนของสี (Colour Fastness) จะถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ย่อยด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ (A ถึง X) ตามประเภทและสภาพแวดล้อมในการทดสอบ โดยพาร์ทหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “Colour Fastness to…” ที่นิยมใช้กันในอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีดังนี้:

1. หมวด A: หลักการทั่วไปและเกณฑ์การประเมิน
General Principles & Scales

แม้จะไม่ใช่ตัวทดสอบการกระทำโดยตรง แต่เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ร่วมกับการทดสอบทุกหมวด:

  • BS EN ISO 105-A02: Grey Scale for assessing change in colour
    เกณฑ์เทียบสีสำหรับประเมินความเปลี่ยนแปลงของสีผ้า)
  • BS EN ISO 105-A03: Grey Scale for assessing staining
    เกณฑ์เทียบสีสำหรับประเมินการเปื้อนสีบนผ้าประกบ)

หมวด B: ความคงทนต่อแสงและสภาพอากาศ
Light and Weather

  • BS EN ISO 105-B01: Colour fastness to daylight
    ทดสอบความคงทนของสีต่อแสงแดดธรรมชาติ โดยนำผ้าไปตากรับแสงแดดกลางแจ้งตามมาตรฐาน เพื่อดูอัตราการซีดจาง
  • BS EN ISO 105-B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test
    ทดสอบความคงทนของสีต่อแสงเทียมด้วยโคมไฟซีนอนอาร์ค ซึ่งสำคัญมากสำหรับกลุ่มผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องโดนแดดเลีย
  • BS EN ISO 105-B03: Colour fastness to outdoor weathering
    ทดสอบความคงทนของสีต่อสภาพอากาศกลางแจ้ง โดยติดตั้งตัวอย่างผ้าตากไว้กลางแจ้งจริงเพื่อประเมินผลกระทบจากแสงแดด ความชื้น และสิ่งแวดล้อมภายนอก
  • BS EN ISO 105-B04: Colour fastness to artificial weathering: Xenon arc fading lamp
    ทดสอบความคงทนของสีต่อสภาพภูมิอากาศเทียม: การทดสอบด้วยโคมไฟซีนอนอาร์กเพื่อดูการซีดจาง
  • BS EN ISO 105-B05: Detection and assessment of photochromism
    ทดสอบการเปลี่ยนสีชั่วคราวเมื่อโดนแสงและสามารถกลับคืนสภาพเดิมได้เมื่อเก็บในที่มืด เพื่อแยกแยะอาการสีเปลี่ยนจากแสงออกจากความเสียหายถาวร
  • BS EN ISO 105-B06: Colour fastness and ageing to artificial light at high temperatures: Xenon arc fading lamp
    ทดสอบความคงทนของสีและการเสื่อมสภาพต่อแสงเทียมจากหลอดซีนอนอาร์คภายใต้อุณหภูมิสูง เหมาะสำหรับชิ้นงานที่ต้องรับความร้อนสูง เช่น ผ้าตกแต่งภายในรถยนต์
  • BS EN ISO 105-B07: Colour fastness to light of textiles wetted with artificial perspiration (ทดสอบความคงทนของสีต่อแสงร่วมกับเหงื่อเทียม เหมาะสำหรับสิ่งทอที่ต้องเผชิญทั้งแสงแดดและความชื้นจากเหงื่อพร้อมๆ กัน
  • BS EN ISO 105-B08: Quality control of blue wool reference materials (1 to 9)
    มาตรฐานการควบคุมคุณภาพสำหรับแผ่นผ้าขนสัตว์สีน้ำเงินมาตรฐาน – Blue Wool Standards ตั้งแต่เบอร์ 1 ถึง 9 ที่ใช้เป็นเกณฑ์เทียบวัดระดับการรับแสงในการทดสอบพาร์ทอื่นๆ

หมวด C: ความคงทนต่อการซักฟอกและการซักแห้ง
Laundering and Washing

  • BS EN ISO 105-C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักฟอกในครัวเรือนและการซักเชิงพาณิชย์ เป็นมาตรฐานหลักที่ใช้ตรวจสอบว่าสีของผ้าจะตกหรือซีดจางหรือไม่เมื่อผ่านการซักด้วยเครื่องซักผ้าทั่วไปหรือร้านซักรีด
  • BS EN ISO 105-C08: Colour fastness to domestic and commercial laundering using a reference detergent incorporating a low-temperature bleach activator
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักฟอกในครัวเรือนและการซักเชิงพาณิชย์ โดยใช้ผงซักฟอกมาตรฐานที่มีส่วนผสมของสารกระตุ้นการฟอกขาวในอุณหภูมิต่ำ)
  • BS EN ISO 105-C09: Colour fastness to domestic and commercial laundering — Oxidative bleach response using a reference detergent incorporating a tetrabedron / tetraacetylethylenediamine activator
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักฟอกโดยเน้นปฏิกิริยาการฟอกขาวแบบออกซิเดชัน ด้วยผงซักฟอกมาตรฐานที่ใส่สารกระตุ้น TAED เพื่อประเมินผลกระทบจากสารซักฟอกที่มีฤทธิ์ฟอกขาวแรง
  • BS EN ISO 105-C10: Colour fastness to washing with soap or soap and soda
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักด้วยสบู่ หรือสบู่ผสมโซดา เหมาะสำหรับสิ่งทอดั้งเดิมหรือสิ่งทอบางประเภทที่ใช้กระบวนการซักล้างแบบโบราณหรือสูตรเฉพาะ)
  • BS EN ISO 105-C12: Colour fastness to industrial laundering
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักล้างในระดับอุตสาหกรรมหรือโรงซักรีดขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ที่ใช้อุณหภูมิสูงและรอบการซักที่รุนแรงกว่าปกติ
  • BS EN ISO 105-D01: Colour fastness to dry cleaning using perchloroethylene solvent
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักแห้งโดยใช้ตัวทำละลายเปอร์คลอโรเอทิลีน ซึ่งเป็นตัวทำละลายหลักในอุตสาหกรรมการซักแห้งทั่วไป
  • BS EN ISO 105-D02: Colour fastness to dry cleaning using hydrocarbon solvent
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการซักแห้งโดยใช้ตัวทำละลายไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนกว่าสำหรับผ้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ)

หมวด E: ความคงทนต่อน้ำและของเหลวจากร่างกาย
Aqueous & Body Fluids

  • BS EN ISO 105-E01: Colour fastness to water
    ทดสอบความคงทนของสีต่อน้ำ โดยนำผ้าไปแช่น้ำตามระยะเวลาและอุณหภูมิที่กำหนด เพื่อดูว่าสีละลายน้ำหรือเปื้อนผ้าส่วนอื่นหรือไม่
  • BS EN ISO 105-E02: Colour fastness to sea water
    ทดสอบความคงทนของสีต่อน้ำทะเล เพื่อประเมินความทนทานของสีเมื่อสัมผัสกับเกลือและแร่ธาตุในน้ำทะเล)
  • BS EN ISO 105-E03: Colour fastness to chlorinated water
    ทดสอบความคงทนของสีต่อน้ำที่มีคลอรีนผสมอยู่ เช่น น้ำในสระว่ายน้ำ เพื่อดูว่าคลอรีนทำให้สีผ้าซีดจางหรือผิดเพี้ยนไปจากเดิมหรือไม่
  • BS EN ISO 105-E04: Colour fastness to perspiration
    ทดสอบความคงทนของสีต่อเหงื่อ โดยจำลองสภาวะทั้งแบบที่เป็นกรดและด่าง เพื่อดูว่าเหงื่อจากร่างกายทำให้สีผ้าตกหรือเปลี่ยนไปหรือไม่

หมวด X: การทดสอบพิเศษและการขัดถูอื่นๆ
Miscellaneous Tests

  • BS EN ISO 105-X11: Colour fastness to hot pressing
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการรีดร้อน โดยใช้ความร้อนและแรงกดจากเตารีดเพื่อดูว่าสีของผ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเสียหายหรือไม่)
  • BS EN ISO 105-X12: Colour fastness to rubbing / Crocking
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูหรือเสียดสี ทั้งในสภาวะแห้งและเปียก เป็นมาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุดเพื่อตรวจว่าสีผ้าจะหลุดลอกหรือติดผิวหนังและเสื้อผ้าอื่นหรือไม่เมื่อเกิดการเสียดสี)
  • BS EN ISO 105-X16: Colour fastness to rubbing — Small areas
    ทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูในพื้นที่ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับลวดลายพิมพ์ขนาดเล็ก ขอบผ้า หรือชิ้นงานที่มีพื้นที่จำกัดซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องทดสอบขนาดมาตรฐานตามพาร์ท X12 ได้)
  • BS EN ISO 105-X18: Colour fastness to assessing the potential of phenolic yellowing of white and light-coloured materials
    ทดสอบแนวโน้มการเกิดคราบเหลืองจากสารประกอบฟีนอล สำหรับผ้าสีขาวและสีอ่อน ซึ่งมักเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารเคมีในบรรจุภัณฑ์หรือพลาสติกห่อหุ้มกับความร้อนในระหว่างการขนส่งและจัดเก็บ)

จากมาตรฐานชุด ISO 105 พาร์ทที่นิยมนำมาใช้กำหนดสเปกและทดสอบสำหรับ 
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ มีดังนี้

ผ้าเอาต์ดอร์ใช้งานกลางแจ้ง ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรง ทั้งแสงแดดจัด ฝน ความชื้น และน้ำในสระ:

  • BS EN ISO 105-B04 (ความคงทนต่อสภาพอากาศเทียม: หลอดซีนอนอาร์ก + ความชื้น/ละอองน้ำ)
    ต่างจาก B02 ตรงที่พาร์ทนี้จำลองทั้งแสงแดดและความชื้น/น้ำร่วมด้วย จึงเหมาะที่สุดสำหรับผ้ากลางแจ้งที่ต้องโดนทั้งแดดและฝน
  • BS EN ISO 105-E02 (ความคงทนต่อน้ำทะเล) และ BS EN ISO 105-E03 (ความคงทนต่อน้ำที่มีคลอรีน)
     หากเป็นผ้าสำหรับเตียงริมสระว่ายน้ำ รีสอร์ทริมทะเล หรือเก้าอี้ชายหาด จำเป็นต้องทดสอบความทนทานต่อเกลือและคลอรีน
  • BS EN ISO 105-X12 (ความคงทนต่อการขัดถู/เสียดสี)
    ใช้ทดสอบความทนทานต่อการเสียดสีเวลานั่งใช้งานจริงบนเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง

สำหรับผ้านิทัสที่มีการทดสอบกลุ่ม ทดสอบความคงทนของสี Colour Fastness to… มักจะจะเป็นผ้ากลุ่มเอาท์ดอร์ โดยสามารถสังเกตุได้จากสัญลักษณ์นี้


ISO 20645 Determination of antibacterial activity

ISO 20645 Textile fabrics — Determination of antibacterial activity — Agar diffusion plate test
ISO 20645มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรีย – วิธีทดสอบการแพร่กระจายบนแผ่นวุ้น

วิธีการทดสอบ (Methodology)

ISO 20645 เป็นการทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Test) ที่ใช้วิธี Agar diffusion plate test หรือการดูระยะการยับยั้งเชื้อบนแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจายออกมาจากตัวเนื้อผ้าได้ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  1. การเตรียมเชื้อแบคทีเรีย: ห้องปฏิบัติการจะเตรียมสายพันธุ์แบคทีเรียมาตรฐานที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น Staphylococcus aureus (แบคทีเรียแกรมบวกที่มักพบบนผิวหนัง) และ Klebsiella pneumoniae หรือ Escherichia coli (แบคทีเรียแกรมลบ) นำมาผสมลงในวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar)
  2. การวางชิ้นงาน: นำผ้าตัวอย่างที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ไปวางแนบสนิทลงบนแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
  3. การบ่มเชื้อ (Incubation): นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อจำลองอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ที่เชื้อเจริญเติบโตได้ดีที่สุด
  4. การสังเกตผล: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำแผ่นวุ้นออกมาตรวจดูบริเวณรอบๆ ชิ้นผ้า และบริเวณใต้ชิ้นผ้า ว่ามีการเจริญเติบโตของโคโลนีแบคทีเรียหรือไม่

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

หัวใจสำคัญของการอ่านผล ISO 20645 คือการมองหา Clear Zone หรือ Inhibition Zone (โซนยับยั้ง) ซึ่งจะปรากฏเป็นวงแหวนใสๆ รอบชิ้นผ้า (บริเวณที่สารต้านแบคทีเรียแพร่ออกมาและฆ่าเชื้อจนวุ้นใส) และต้องตรวจสอบการเติบโตของเชื้อใต้ผืนผ้าด้วย

เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพจะแบ่งออกเป็นระดับ ดังนี้:

  • ระดับดี (Good antibacterial activity): เกิดวงแหวนยับยั้ง (Clear Zone) รอบชิ้นผ้าขนาดมากกว่า 1 มิลลิเมตรขึ้นไป และ ไม่มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้าเลย
  • ระดับพอใช้ / ขอบเขตจำกัด (Limit of efficacy): ไม่มีวงแหวนยับยั้ง (Clear Zone = 0 มิลลิเมตร) แต่ ไม่มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้า (แปลว่าเชื้อไม่สามารถโตบนตัวผ้าได้ แม้สารจะไม่แพร่ออกมาฆ่าเชื้อรอบๆ)
  • ระดับไม่ผ่าน (Insufficient activity): ไม่มีวงแหวนยับยั้ง และ พบการเจริญเติบโตของโคโลนีแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้าอย่างชัดเจน (แปลว่าผ้าไม่สามารถต้านทานแบคทีเรียได้)

ข้อสังเกตสำหรับการสเปกงาน: การมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่ผ่านเกณฑ์ ISO 20645 จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคอลเล็กชันผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนำไปเสนอในโปรเจกต์ที่ต้องการสุขอนามัยขั้นสูง เช่น โรงพยาบาล คลินิก คาเฟ่ หรือแม้แต่ที่พักอาศัยสไตล์ Japandi หรือ Modern ที่เน้นความสะอาดและความเรียบง่ายแบบมีฟังก์ชัน


ISO 12947 Determination of the abrasion resistance of fabrics

ISO 12947: Textiles — Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method
ISO 12947: มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาความต้านทานต่อการขัดถูของผ้าโดยวิธีมาร์ตินเดล

วิธีการทดสอบ (Methodology)

การทดสอบมาตรฐาน ISO 12947 จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า เครื่องมาร์ตินเดล (Martindale Abrasion Tester) เพื่อจำลองแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง (เช่น การนั่งและขยับตัวบนโซฟา) โดยมีกระบวนการทดสอบหลักๆ ดังนี้:

  • การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่างเป็นรูปวงกลมตามขนาดที่กำหนด แล้วนำไปติดตั้งบนหัวจับยึด (Specimen holder)
  • วัสดุขัดถู (Abradant): เครื่องจะใช้ผ้าขนสัตว์มาตรฐาน (Standard Worsted Wool) ขึงตึงไว้ที่ฐานด้านล่างเพื่อใช้เป็นตัวขัดถูผ้าตัวอย่าง
  • แรงกดทับ (Pressure): เครื่องจะกำหนดน้ำหนักกดทับลงบนชิ้นงาน โดยสำหรับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จะใช้แรงกดที่ 9 kPa (กิโลปาสกาล) ซึ่งเป็นน้ำหนักที่จำลองแรงกดทับจากการนั่งของมนุษย์
  • รูปแบบการเคลื่อนที่: นี่คือหัวใจสำคัญของวิธีมาร์ตินเดล หัวขัดจะไม่ได้ถูไป-กลับเป็นเส้นตรง แต่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งวนสลับไปมาลักษณะคล้าย “รูปเลข 8” (Lissajous figure) เพื่อให้ผ้าถูกเสียดสีจากทุกทิศทาง จำลองพฤติกรรมการใช้งานจริงได้แม่นยำที่สุด

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

ในการทดสอบผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ นิยมอ้างอิงจาก ISO 12947-2 (การหาจุดขาดของชิ้นงาน) เป็นหลัก โดยเครื่องจะนับจำนวน “รอบ” (Cycles หรือ Rubs) ไปเรื่อยๆ จนกว่าชิ้นงานจะเกิดความเสียหายตามเกณฑ์ ดังนี้:

เมื่อได้ตัวเลขจำนวนรอบ (Cycles) สูงสุดที่ผ้าทนได้ก่อนขาด เราสามารถนำตัวเลขนั้นมาประเมินระดับความเหมาะสมในการใช้งานตามมาตรฐานสากล ได้ดังตารางด้านล่างนี้:

จำนวนรอบ (Martindale Cycles)ระดับการใช้งาน (Usage Category)ความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน
10,000 – 15,000Light Domestic (ใช้งานเบาบาง)เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย เช่น เก้าอี้ในห้องนอน หรืองานบุหัวเตียง
15,000 – 25,000General Domestic (ใช้งานทั่วไป)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน เช่น โซฟาในห้องนั่งเล่นหลัก
25,000 – 30,000Heavy Domestic (ใช้งานหนัก)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่มีการใช้งานหนักมาก หรือบ้านที่มีเด็กและสัตว์เลี้ยง
30,000 – 40,000General Commercial (งานพาณิชย์ทั่วไป)พื้นที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ล็อบบี้โรงแรม ออฟฟิศ หรือร้านอาหาร
40,000 รอบขึ้นไปHeavy Commercial (งานพาณิชย์งานหนัก)พื้นที่ที่มีการใช้งานหมุนเวียนตลอดเวลา เช่น เก้าอี้โรงภาพยนตร์, เทอร์มินอลสนามบิน หรือระบบขนส่งสาธารณะ

ข้อสังเกตสำหรับนักออกแบบ: สำหรับงานสเปกโปรเจกต์ระดับ Commercial มักจะกำหนดค่ามาตรฐานเริ่มต้นไว้ที่ 30,000 Cycles ขึ้นไป เพื่อรับประกันอายุการใช้งานและความคุ้มค่าในการลงทุน


สำหรับนิทัสเองมีการแบ่งของระดับของการขัดถุ ในจพจำนวบเท่าไหร่เหมาะกับการใช้งานแบบใด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ https://www.nitas-tessile.com/abrasion-resistant/