ISO 105-C06

ISO 105-C06: Textiles — Tests for colour fastness — Part C06: Colour fastness to domestic and commercial laundering
สิ่งทอ – การทดสอบความคงทนของสี – ส่วนที่ C06: ความคงทนของสีต่อการซักในครัวเรือนและการซักเพื่อการพาณิชย์ (การซักด้วยเครื่อง)

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบนี้เป็นการจำลองสภาวะการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า ทั้งการซักตามบ้านและการซักในระดับอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าสีของผ้าจะซีดจางหรือตกใส่ผ้าชิ้นอื่นระหว่างการซักหรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่าง (ขนาดมักจะอยู่ที่ 10 × 4 ซม.) นำไปเย็บประกบติดกับผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ (Multi-fiber test fabric) เพื่อใช้ดูการตกสีใส่เส้นใยชนิดต่างๆ

ผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์ (Multi-fiber test fabric) มีสองแบบคือ

  • Type DW ส่วนประกอบเส้นใย: ไดอะซิเตท (Diacetate), คอตตอน (Cotton), ไนลอน (Nylon), โพลีเอสเตอร์ (Polyester), อะคริลิก (Acrylic) และ ขนสัตว์ (Wool) สำหรับทดสอบซักในน้ำอุ่น
  • Type TV ส่วนประกอบเส้นใย: ไตรอะซิเตท (Triacetate), คอตตอน (Cotton), ไนลอน (Nylon), โพลีเอสเตอร์ (Polyester), อะคริลิก (Acrylic) และ วิสโคส (Viscose) สำหรับทดสอบซักในน้ำอร้อน

การเตรียมสภาวะการซัก: นำชิ้นงานใส่ลงในกระบอกสแตนเลสของเครื่องทดสอบการซัก (Launder-Ometer หรือ Wash Wheel)

การเติมสารละลายและลูกเหล็ก: เติมสารละลายผงซักฟอกมาตรฐาน (Standard Reference Detergent) ตามสูตรที่กำหนด และจะมีการใส่ ลูกเหล็กสแตนเลส (Steel balls) ลงไปในกระบอกด้วย เพื่อจำลองแรงเหวี่ยง แรงขัดถู และแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจริงในถังซักผ้า

การซัก: เครื่องจะหมุนปั่นตามอุณหภูมิตามโปรแกรม และใช้เวลาซักประมาณ 45 นาที

ผ้าทดสอบ Type DW

  • โปรแกรม A (อุณหภูมิ 40°C): การซักด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำ หรือน้ำอุ่นเล็กน้อย เหมาะสำหรับผ้าทั่วไปที่สีอาจตกง่าย หรือผ้าเนื้อละเอียด
  • โปรแกรม B (อุณหภูมิ 50°C): การซักด้วยน้ำอุ่นปานกลาง
  • โปรแกรม C (อุณหภูมิ 60°C): การซักมาตรฐานทั่วไปที่ใช้ในบ้านหรือการซักแห้งบางประเภท เหมาะสำหรับผ้าคอตตอน, ชุดทำงาน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป

ผ้าทดสอบ Type TV

  • โปรแกรม D (อุณหภูมิ 70°C): การซักระดับอุตสาหกรรมหรือโรงซักรีด เหมาะสำหรับผ้าปูที่นอน หรือผ้าที่ต้องทนการซักล้างสูง
  • โปรแกรม E (อุณหภูมิ 95°C): การซักด้วยน้ำเดือด เหมาะสำหรับผ้าที่ต้องการการฆ่าเชื้อ เช่น ผ้าในโรงพยาบาล

การล้างและทำแห้ง: เมื่อครบเวลา นำชิ้นงานออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด แกะรอยเย็บออกให้ผ้าติดกันแค่ด้านเดียว แล้วนำไปอบแห้งในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

การอ่านผลการทดสอบ (Result Evaluation)

การประเมินผลจะใช้วิธีการและอุปกรณ์เดียวกับมาตรฐาน ISO 105-E02 (น้ำทะเล) คือประเมินภายใต้ตู้ควบคุมแสง (Color matching cabinet) และแบ่งการให้คะแนนเป็น 2 ส่วน:

  • Color Change (การเปลี่ยนสี): ประเมินความซีดจางของผ้าตัวอย่าง โดยใช้ Grey Scale for Color Change (ISO 105-A02) วางเทียบระหว่างผ้าที่ผ่านการซักแล้วกับผ้าต้นฉบับ
  • Color Staining (การเปื้อนสี): ประเมินการตกสีใส่เส้นใยชนิดอื่น โดยใช้ Grey Scale for Color Staining (ISO 105-A03) ประเมินรอยเปื้อนบนผ้ามัลติไฟเบอร์แต่ละแถบเส้นใย

เกณฑ์การให้คะแนน:

แบ่งเป็น Grade 1 ถึง 5 (มีระดับครึ่งคะแนน)

  • Grade 5: ดีเลิศ (สีไม่เปลี่ยน / สีไม่ตกใส่ผ้าอื่นเลย)
  • Grade 4: ดี (ยอมรับได้ในมาตรฐานสินค้าคุณภาพสูง)
  • Grade 3: ปานกลาง
  • Grade 2: แย่
  • Grade 1: แย่มาก (สีซีดจางอย่างหนัก / สีตกใส่ผ้าอื่นอย่างรุนแรง)

ทำไมต้องทดสอบกับผ้าทดสอบมัลติไฟเบอร์?

เพราะ “เส้นใยแต่ละชนิดรับสีตก (กินสี) ได้ไม่เท่ากัน” เกณฑ์การตกสีไม่ได้แบ่งตามแหล่งกำเนิดว่า ธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์ แต่แท้จริงแล้วมันทำงานด้วยกฎของ โครงสร้างทางเคมีของสีย้อม ที่ต้องเข้ากันได้เหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ดังนี้

1. สีย้อมธรรมชาติ (Natural Dyes) สีย้อมที่สกัดจากธรรมชาติ (เช่น เปลือกไม้ ใบไม้) จะมีโครงสร้างทางเคมีที่ถูกโฉลกกับเส้นใยธรรมชาติ (เช่น คอตตอน ลินิน ขนสัตว์) เมื่อสีเหล่านี้หลุดลอกออกมา มันจึงวิ่งไปเกาะติดกับเส้นใยธรรมชาติด้วยกันอย่างง่ายดาย แต่จะไม่ค่อยติดเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์มีลักษณะคล้ายพลาสติกที่ไม่มีจุดรับสีให้เกาะ

2. สีย้อมสังเคราะห์ (Synthetic Dyes) สีสังเคราะห์ไม่ได้จับคู่แค่กับเส้นใยสังเคราะห์เท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สีสังเคราะห์ถูกพัฒนาและแยกย่อยออกเป็นหลายประเภท เพื่อให้เจาะจงกับเส้นใยแต่ละชนิดโดยเฉพาะ เช่น:

  • สีรีแอกทีฟ (Reactive Dyes): เป็นสีเคมีสังเคราะห์ที่สร้างมาเพื่อย้อม “เส้นใยธรรมชาติ” (คอตตอน/เรยอน) โดยเฉพาะ ถ้าผ้าที่ย้อมด้วยสีนี้สีตก มันก็จะไปเปื้อนเฉพาะเส้นใยธรรมชาติด้วยกัน แต่จะไม่ตกใส่โพลีเอสเตอร์
  • สีดิสเพิร์ส (Disperse Dyes): เป็นสีสังเคราะห์ที่สร้างมาเพื่อย้อม “เส้นใยสังเคราะห์” (โพลีเอสเตอร์) โดยเฉพาะ เมื่อเจอความร้อน สีถึงจะละลายเข้าไปในโครงสร้างพลาสติกได้ ถ้าสีนี้ตก มันก็จะวิ่งไปเปื้อนเฉพาะโพลีเอสเตอร์ และแทบไม่ติดคอตตอนเลย

การที่สีจะตกใส่ผ้าชนิดไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่าสีนั้นมาจากธรรมชาติหรือห้องแล็บ แต่อยู่ที่ “ประเภทของสีย้อม” ว่ามีเคมีตรงกับเส้นใยชนิดใด ผ้ามัลติไฟเบอร์ทั้ง 6 แถบจึงเปรียบเสมือน “ตัวดักจับ” ที่ทำหน้าที่ฟ้องให้เราเห็นชัดเจนว่า สีที่หลุดออกมาจากผ้าตัวอย่างนั้นมีโครงสร้างเคมีตรงกับเส้นใยประเภทไหน เพื่อป้องกันปัญหาเวลาผู้ใช้งานนำผ้าต่างชนิดไปซักรวมกันนั่นเอง

ปัญหาการตกสีจะเกิดขึ้นน้อยมาก หรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย หากกระบวนการผลิตมีความสมบูรณ์ใน 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. การเลือกชนิดสีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเส้นใย (Right Dye for the Right Fiber): หากเริ่มต้นด้วยการเลือกประเภทของสีย้อมที่มีโครงสร้างเคมีตรงกับชนิดของเส้นใย (เช่น ใช้สี Reactive ย้อมคอตตอน หรือใช้สี Disperse ย้อมโพลีเอสเตอร์) โมเลกุลของสีจะสามารถสร้างพันธะยึดเกาะกับโครงสร้างเส้นใยได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น
  2. กระบวนการย้อมที่ได้มาตรฐาน (Optimized Dyeing Process): การควบคุมสภาวะในการย้อม ทั้งอุณหภูมิ เวลา สารเคมีช่วยย้อม และค่า pH ที่ถูกต้อง จะช่วยผลักดันให้โมเลกุลของสีแทรกซึมลึกเข้าไปถึงแกนกลางของเส้นใยได้อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะเป็นเพียงการเคลือบเกาะอยู่แค่ผิวชั้นนอก
  3. กระบวนการผนึกสีและล้างสีส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพ (Effective Fixing & Washing-off): นี่คือขั้นตอนชี้วัดความสำเร็จอย่างแท้จริง เมื่อย้อมเสร็จแล้ว จะต้องมีการใช้สารช่วยติดสี (Fixing Agent) หรือการอบด้วยความร้อนเพื่อ “ล็อค” โมเลกุลสีให้ติดถาวร ควบคู่ไปกับกระบวนการซักล้าง (Washing-off) ที่ดี เพื่อขจัดเม็ดสีส่วนเกินที่เกาะหลวมๆ และไม่ยอมสร้างพันธะออกไปให้หมดจด

เมื่อโรงงานผู้ผลิตสามารถจัดการองค์ประกอบทั้งสามนี้ได้อย่างสมบูรณ์ โมเลกุลของสีจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับเส้นใยอย่างแข็งแรง ส่งผลให้เมื่อนำผ้าไปเผชิญกับความร้อน แรงเหวี่ยง หรือสารเคมีในเครื่องซักผ้าตามมาตรฐานทดสอบ ISO 105-C06 เม็ดสีก็จะไม่หลุดลอกออกมาเปื้อนผ้าทดสอบชนิดอื่นๆ ทำให้ได้ผลการประเมินในเกณฑ์ดีเลิศ (Grade 4 ถึง 5) ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพระดับสูงของผ้านั่นเอง