ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต

ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต (Traditional Dyeing Wisdom in the Past) ก่อนที่ความรู้ทางเคมีสมัยใหม่จะเข้ามา มนุษย์ใช้สิ่งของจากธรรมชาติรอบตัวเพื่อการย้อมผ้า โดยอาศัยทั้ง สีจากธรรมชาติและ สารช่วยย้อม (mordant หรือกรด-ด่างธรรมชาติ) ที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

แหล่งสีย้อมธรรมชาติ

  • เปลือกไม้ ใบไม้ และรากไม้ → เช่น เปลือกประดู่ เปลือกมะเกลือ ให้สีน้ำตาล–ดำ
  • พืชให้สีฟ้า–คราม → เช่น คราม (Indigofera tinctoria) ใช้หมักให้เกิดสีน้ำเงินคราม
  • ดอกไม้และผลไม้ → เช่น ดอกคำฝอยให้สีเหลือง–ส้ม เปลือกทับทิมให้สีเหลือง
  • สัตว์บางชนิด → เช่น ครั่ง (lac dye) ที่ได้จากแมลง ให้สีแดงอมม่วง

ในกรณีแบ่งตามสีต่างๆ

  • สีน้ำเงิน/สีคราม → ใบและเถา ของ คราม (Indigofera tinctoria), ฮ่อม
  • สีเหลือง → ขมิ้น, แก่นขนุน, ดอกดาวเรืองดอก, ใบมะม่วง และ เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล
  • สีแดง/สีชมพู → ครั่ง (จากแมลงครั่ง), แก่นฝาง, ดอกคำฝอย, เปลือกรากยอ
  • สีเขียว → ใบหูกวางสด, เปลือกต้นมะริดไม้
  • สีน้ำตาล → เปลือกโกงกาง, เปลือกผลเงาะสด, เมล็ดคั่วบดกาแฟ หรือ ใบชา
  • สีส้ม → ผลและเมล็ดคำแสด, เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล, เปลือกและรากยอ
  • สีดำ/สีเทา → ลูกมะเกลือดิบ, เปลือกสมอ, ดินโคลน (ใช้ในการหมักหรือย้อม)

นอกจากการได้สีตรงๆ แล้วยังมีเทคนิคการย้อมทับอีกด้วย เช่น อยากได้สีเขียว โดยการย้อม คราม แล้วย้อมทับด้วยสีเหลืองจากใบมะม่วง เป็นต้น

สีน้ำเงินจากธรรมชาติ จาก ต้นคราม กับ ต้นฮ่อม เป็นพืชคนละชนิดกัน แต่ถูกใช้เป็นสีย้อมสีน้ำเงิน/ครามเหมือนกัน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่ทับซ้อนกันมาก เป็นพืชที่ให้สีครามที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับย้อมสีในภาคอีสานของไทย

รายละเอียดต้นคราม
(True Indigo)
ต้นฮ่อม
(Strobilanthes/
Baphicacanthus)
ชื่อวิทยาศาสตร์Indigofera tinctoria Linn.Strobilanthes cusia (Nees) Bremek. หรือ ชื่อพ้องคือ Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek.
วงศ์Fabaceae
(วงศ์ถั่ว)
Acanthaceae 
(วงศ์เหงือกปลาหมอ)
ชื่อสามัญ (อังกฤษ)Indigo, True IndigoAssam Indigo, Chinese Rain Bell
ชื่อไทย (ทั่วไป)ครามฮ่อม
ชื่อไทยตามภูมิภาคคาม (ภาคเหนือ, ภาคอีสาน)ครามดอย (แม่ฮ่องสอน) ฮ่อมเมือง, ฮ่อมหลวง, ฮ่อมน้อย (น่าน, เชียงใหม่, แพร่) ครามหลอย
ลักษณะไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาวสีชมพูหรือม่วงแดง ฝักเล็กคล้ายฝักถั่ว มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo)พืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบมีขนาดใหญ่กว่าคราม มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo) เช่นกัน
พื้นที่ปลูกในไทยส่วนใหญ่พบมากใน ภาคอีสาน (เช่น สกลนคร)ส่วนใหญ่พบมากใน ภาคเหนือ (เช่น แพร่, น่าน)

สารช่วยย้อมจากธรรมชาติ

  • ขี้เถ้าไม้ → เมื่อนำมาละลายน้ำได้ น้ำด่างอ่อน (alkaline water) ใช้ช่วยย้อมให้สีติดดีขึ้น
  • น้ำส้มสายชู หรือน้ำหมักผลไม้เปรี้ยว → ให้สภาพเป็น กรดอ่อน ใช้ปรับสมดุลการย้อมบางชนิด
  • สารส้ม (alum) ที่หาได้จากธรรมชาติ ใช้เป็น สารช่วยยึดเกาะ (mordant) ให้สีติดทนนาน
  • เปลือกไม้ฝาด (tannin) → มีรสฝาด ใช้คู่กับสารส้มเพื่อช่วยฟิกซ์สีบนเส้นใยฝ้ายและไหม

เส้นใยที่ย้อมได้ในอดีต เส้นใยธรรมชาติเท่านั้น เช่น ฝ้าย ปอ ป่าน ไหม ขนสัตว์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์, ไนลอน, อะคริลิก) เพิ่งถูกคิดค้นในยุคอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 20 และต้องใช้สีย้อมเฉพาะทางเคมีสูง + อุณหภูมิ/แรงดันเกิน 100 °C ซึ่งชาวบ้านในอดีตไม่สามารถทำได้

  • ฝ้าย / ปอ / ป่าน (เส้นใยพืช – เซลลูโลส) → ย้อมด้วย พืชให้สี + สารฝาด (tannin) + สารส้ม (alum) + น้ำด่างจากขี้เถ้า
  • ไหม / ขนสัตว์ (เส้นใยโปรตีน) → ย้อมด้วย ครั่ง (แมลง), คราม, เปลือกไม้, ดอกไม้/ผลไม้ให้สี และใช้ กรดอ่อน (น้ำส้มสายชู, น้ำหมักผลไม้) ช่วยให้สีติด

พูดง่าย ๆ คือ: เส้นใยพืชใช้ด่าง/สารฝาดช่วยย้อม, เส้นใยสัตว์ใช้กรดอ่อน/สารส้มช่วยฟิกซ์สี


Dye Class vs Dye Method

  • Dye Class (ชนิดสีย้อม): หมายถึง ประเภทของสีย้อม ที่ถูกจัดกลุ่มตามคุณสมบัติทางเคมีของตัวสีย้อมเอง และความเหมาะสมในการย้อมเส้นใยแต่ละชนิด (เช่น Reactive Dye สำหรับผ้าฝ้าย, Disperse Dye สำหรับโพลีเอสเตอร์)
  • Dye Method (วิธีการย้อม): หมายถึง ขั้นตอนหรือช่วงเวลาในกระบวนการผลิต ที่นำเส้นใยหรือผ้าไปย้อมสี (เช่น Yarn Dye ย้อมตอนเป็นเส้นด้าย, Piece Dye ย้อมตอนเป็นผืนผ้า, Garment Dye ย้อมตอนเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

DYE CLASS

ชนิดสีย้อม คือ ประเภทของสีย้อม ที่ใช้ ตามคุณสมบัติทางเคมีของเส้นใย

ชนิดสีย้อม
ปี/ผู้คิดค้น
เส้นใยที่ใช้/ความหมายวิธีการติด/พันธะความคงทน/คุณสมบัติเงื่อนไขในการย้อม / สารที่ช่วย
CATIONIC DYE
(Basic Dye),
1856
William Henry Perkin (อังกฤษ)
เส้นใยประจุลบ (anionic): อะคริลิก, modified polyesterแรงดึงดูดประจุ (+) ของสีย้อม กับประจุ (-) บนเส้นใยสีสด สว่าง ติดทน แต่ความทนแสงต่ำกว่า Disperseย้อมที่อุณหภูมิสูง (80–100 °C) มักเติมเกลือหรือกรดอ่อนช่วยย้อม
ACID DYE,
1870
เส้นใยโปรตีน (ขนสัตว์, ไหม) และไนลอนพันธะไฟฟ้าสถิตระหว่างหมู่ –SO₃⁻ ของสีย้อม กับหมู่ –NH₃⁺ ของเส้นใยความคงทนแสงและซักดีปานกลาง–สูง สีสดใช้กรดอ่อน (pH 4–5) และอุณหภูมิ 80–100 °C
DIRECT DYE,  
1880s
เส้นใยเซลลูโลส (ฝ้าย, เรยอน)ยึดเกาะด้วยพันธะไฮโดรเจน และแรง Van der Waals กับเส้นใยความคงทนต่ำกว่าสี Reactive และ Vat แต่ย้อมง่าย ราคาถูกต้องใช้ เกลือ (NaCl หรือ Na₂SO₄) ช่วยผลักสีย้อมเข้าสู่เส้นใย อุณหภูมิ 80–100 °C
VAT DYE,
1901
Adolf von Baeyer (เยอรมนี)
เส้นใยเซลลูโลส เช่น ฝ้าย และ เดนิม (Indigo)สีย้อมถูกรีดิวซ์เป็น leuco form (ไม่มีสี) ละลายน้ำได้ ซึมเข้าเส้นใย แล้วออกซิไดซ์กลับเป็นสีจริงความคงทนแสงและซักสูงมาก ที่สุดในบรรดาสีย้อมทั้งหมดใช้ สารรีดิวซ์ Na₂S₂O₄ และ ด่าง NaOH ช่วยละลาย ก่อนออกซิไดซ์ด้วยอากาศ
DISPERSE DYE,
1920S
เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ อะซีเตต ไนลอนสีย้อมไม่ละลายน้ำ กระจายตัวด้วย dispersing agent เข้าสู่เส้นใยด้วยการแพร่ให้สีสด ความคงทนแสงดี ใช้ได้ดีที่สุดกับโพลีเอสเตอร์ต้องใช้อุณหภูมิสูง (130 °C ใน หม้อแรงดัน HT dyeing) หรือใช้ Carrier ที่ 100 °C
REACTIVE DYE,
1954
บริษัท ICI (อังกฤษ)
เส้นใยเซลลูโลส (ฝ้าย, เรยอน, ลินิน) และเส้นใยโปรตีน (ขนสัตว์, ไหม)เกิดพันธะโควาเลนต์ (covalent bond) ระหว่างหมู่ –OH หรือ –NH₂ ของเส้นใย กับสีย้อมความคงทนสูง ทั้งแสงและการซัก สีสดมากต้องใช้ ด่าง (เช่น Na₂CO₃ หรือ NaOH) เพื่อเปิดหมู่ –OH ให้เกิดปฏิกิริยา

สรุปหลักการย้อมและคำศัพท์เคมีพื้นฐาน

การย้อมผ้าคือการทำให้สีย้อมเข้าไปยึดติดกับเส้นใยอย่างถาวร ซึ่งอาศัยหลักการทางเคมีที่แตกต่างกันไปตามประเภทสีย้อมและเส้นใย

หลักการ/สภาวะคำอธิบายหลักการย้อม
แรงประจุบวก–ลบ
Cationic Dye (+),
Acid Dye (–)
อาศัยแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าตรงข้ามกัน (Ionic Bond)
ควบคุมสภาวะ กรด/ด่าง
Acid Dye (ต้องใช้กรด), 
Reactive Dye (ต้องใช้ด่าง)
สภาวะ pH ที่เหมาะสมจะช่วยเปิดหมู่ฟังก์ชันในเส้นใยหรือทำให้สีย้อมทำปฏิกิริยาได้
รีดิวซ์ + ออกซิไดซ์
(Vat Dye)
ต้องเปลี่ยนรูปสีย้อมที่ไม่ละลายน้ำให้เป็นรูปละลายน้ำได้ (Leuco form) ก่อน จึงค่อยเปลี่ยนกลับเป็นรูปไม่ละลายน้ำในเส้นใย
พันธะโควาเลนต์
(Reactive Dye)
การสร้างพันธะเคมีถาวรระหว่างสีย้อมกับเส้นใย ทำให้สีติดทนทานที่สุด

คำศัพท์เคมีและสารช่วยย้อมที่สำคัญ (Auxiliary Chemicals)

สารเคมี
ชื่อไทย / ชื่อสามัญ
หน้าที่และการทำงานในการย้อม
NaCl
โซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง)
(Sodium Chloride) 
Electrolyte (อิเล็กโทรไลต์): ลดแรงผลักระหว่างสีย้อมประจุลบ (ส่วนใหญ่) กับเส้นใย → ช่วยดันสีย้อมให้ซึมเข้าเส้นใยฝ้าย
NaOH
โซเดียมไฮดรอกไซด์ (ด่างเข้มข้น)
(Sodium Hydroxide)
ด่างควบคุม pH: ปรับสภาวะให้เป็นด่างเข้มข้น → จำเป็นสำหรับกระบวนการ รีดิวซ์ ของ Vat Dye และใช้ในการย้อม Sulfur Dye
Na₂SO₄ 
โซเดียมซัลเฟต
(Sodium Sulfate)
(Glauber’s salt)
Electrolyte เช่นเดียวกับ NaCl ใช้เพื่อช่วย ดันสีย้อมเข้าเส้นใย มักใช้ใน Reactive Dye และ Direct Dye บนฝ้าย
Na₂S₂O₄ 
โซเดียมไดไธโอไนต์
(Sodium Dithionite)
สารรีดิวซ์ (Reducing agent): ใช้เฉพาะใน Vat Dye → เปลี่ยน Vat Dye ให้เป็น Leuco form (ละลายน้ำได้)
Na₂CO₃
โซดาแอช
(Sodium Carbonate)
สารด่าง (Alkali agent): ปรับ pH ให้เป็นด่าง → เปิดหมู่ −OH บนเส้นใยฝ้าย เพื่อให้ Reactive Dye สร้างพันธะโควาเลนต์ได้

คำศัพท์เฉพาะทางเคมีสิ่งทอ

คำศัพท์ความหมายและบทบาท
LEUCO FORM
ลู-โค ฟอร์ม
รูปที่ถูกรีดิวซ์ของสีย้อม Vat Dye (เช่น คราม) → เป็นรูปที่ ละลายน้ำได้ และ ไม่มีสี/สีจาง → ทำให้สีย้อมสามารถ ซึมเข้าสู่เส้นใย ได้ เมื่อโดนอากาศจะ ถูกออกซิไดซ์ กลับเป็นรูปสีเข้มที่ไม่ละลายน้ำและติดแน่นในเส้นใย
COVALENT BOND
โค-เว-เลินท์ บอนด์
พันธะโควาเลนต์ → พันธะที่เกิดจากการ แชร์อิเล็กตรอนร่วมกัน เป็นพันธะเคมีที่ แข็งแรงและถาวรที่สุด ในการย้อมผ้า →ทำให้ Reactive Dye ติดทนถาวร กับเส้นใยฝ้าย
−SO3−​
(Sulfonate group)
ซัล-โฟ-เนต กรุ๊ป
หมู่ซัลโฟเนต → หมู่เคมีที่มักพบในสีย้อม (เช่น Acid/Direct/Reactive Dye) → มีคุณสมบัติทำให้สีย้อมมี ประจุลบ (–) และ ละลายน้ำได้ดี
−NH3+​
(Protonated amine group)
โพร-โท-เน-เต็ด อะ-มีน กรุ๊ป
หมู่แอมโมเนียม → หมู่ที่เกิดจาก Amine group (–NH2​) บนเส้นใยโปรตีน (Wool, Silk) หรือไนลอน เมื่ออยู่ในสภาวะกรด →ทำให้เส้นใยมี ประจุบวก (+) พร้อมที่จะจับกับ Acid Dye
ELECTROLYTE
อิ-เล็ก-โทร-ไลต์
อิเล็กโทรไลต์ → สารที่แตกตัวเป็นไอออน (Na+,Cl−) เมื่อละลายน้ำ → ในการย้อมผ้าจะใช้เพื่อ ควบคุมความเร็วและปริมาณการย้อม โดยเฉพาะการย้อมฝ้ายด้วยสีย้อมที่มีประจุลบ


DYE METHOD

วิธีการย้อม คือ ขั้นตอน/ช่วงเวลาที่นำเส้นใยหรือผ้าไปย้อม

ประเภทความหมายความคงทนของสี / คุณสมบัติ
SOLUTION DYE
(Dope Dyed)
โซลูชัน-ดาย (โดป-ดายด์)
ผสม pigment ลงใน polymer melt ก่อนปั่นเส้นใย สีฝังในโครงสร้าง ทน UV, ซัก, คลอรีน และสภาพกลางแจ้งสูงสุด ใช้กับ outdoor fabric
FIBRE DYE
ไฟเบอร์-ดาย
ย้อมตั้งแต่ยังเป็นเส้นใยก่อนปั่นได้สีที่แทรกทั่วเส้นใย เฉดสีแบบ Heather look
YARN DYE
ยาร์น-ดาย
ย้อมเป็นเส้นด้ายก่อนทอทำให้ได้ลวดลายทอชัด เช่น Tartan, Gingham, Denim
PIECE DYE
พีซ-ดาย
ย้อมทีหลัง หลังจากทอเป็นผ้าเสร็จ ต้นทุนต่ำ เหมาะกับผ้าสีพื้น แต่ความทนแสงต่ำกว่า Solution Dye
GARMENT DYE
การ์เมนท์-ดาย
ย้อมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้ลุควินเทจ, ซีด, สีไม่สม่ำเสมอ (intended effect)

สรุป

  • Dye Class (Cationic, Reactive, Disperse ฯลฯ) = ชนิดของสีย้อม (ทางเคมี)
  • Dye Method (Solution dye, Yarn dye ฯลฯ) = วิธีการย้อม (ขั้นตอนผลิต)

ISO 20743

ISO 20743:2021 Textiles — Determination of antibacterial activity of textile products
คือ มาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบคุณสมบัติต้านแบคทีเรียของสิ่งทอ

วัตถุประสงค์

ใช้สำหรับประเมิน การยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บนสิ่งทอ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใย, ผ้า, หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นิยมใช้ในการทดสอบ ผ้าต้านแบคทีเรีย เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ต้องการคุณสมบัติ Hygienic / Easy Care, ผ้าโรงพยาบาล (Hospital textiles), Uniform / ชุดกีฬา (Sportswear), ผ้าม่าน, Upholstery ในพื้นที่สาธารณะ

วิธีการทดสอบ ISO 20743:2021 (Absorption Method)

  1. Prepare Sample — เตรียมตัวอย่างผ้า
    ขนาดตัวอย่าง: 4 × 4 cm หรือ น้ำหนัก 0.40 ± 0.05 g ต่อชิ้น
    อบฆ่าเชื้อด้วย Autoclave 121 °C นาน 15 นาที เพื่อกำจัดจุลินทรีย์เดิมบนผ้า ไม่ให้รบกวนผลการทดสอบ (ในกรณีทดสอบหลังซัก) ให้ซักเครื่อง 5 รอบที่ 30 °C โปรแกรมปกติ ตากลมให้แห้งก่อนนำมาทดสอบ
  2. Sterilisation — การฆ่าเชื้อ
    นำผ้าทดสอบ (Treated Sample) และผ้าควบคุม (Reference) ใส่หลอดทดลอง ทำการอบฆ่าเชื้อที่ 121 °C นาน 15 นาที (Autoclave) เพื่อให้แน่ใจว่าผ้าและอุปกรณ์ปลอดเชื้อก่อนเริ่มขั้นตอนการหยอดเชื้อ
  3. Inoculation — การหยอดเชื้อ
    ใช้เชื้อแบคทีเรียมาตรฐาน 2 ชนิด ตามกลุ่มแกรมหลักทั้งสอง ได้แก่ Staphylococcus aureus (ATCC 6538) → แกรมบวก (Gram +) ทำให้เกิดสิว แผลติดเชื้อ และผิวหนังอักเสบ, Klebsiella pneumoniae (ATCC 4352) → แกรมลบ (Gram –) ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือติดเชื้อในโรงพยาบาล
    ความเข้มข้นของเชื้อ: ประมาณ 1–3 × 10⁵ CFU/mL
    ปริมาตรที่หยอด: 0.2 mL ต่อแผ่นผ้า
    หยดเชื้อลงบนแผ่นผ้าให้ซึมเข้าเส้นใย (Absorption method)
  4. Incubation — การบ่มเชื้อ
    บ่มตัวอย่างที่อุณหภูมิ 37 ± 2 °C
    ระยะเวลา 18 – 24 ชั่วโมง (Contact time)
    เพื่อให้เชื้อสัมผัสและทำปฏิกิริยากับพื้นผิวผ้าอย่างเต็มที่
  5. Wash and Shake — การชะล้างและเขย่า
    หลังบ่มครบเวลา เติม 20 mL ของสารละลาย SCDLP (Soybean-Casein Digest + Lecithin + Polysorbate Broth) เขย่าหลอดประมาณ 1 นาทีที่อุณหภูมิห้อง เพื่อสกัดเชื้อแบคทีเรียที่หลงเหลืออยู่บนผ้าออกมาลงในน้ำยา
  6. Serial Dilution — เจือจางแบบอนุกรม
    นำน้ำยาที่สกัดเชื้อออกมา ทำการเจือจางแบบอนุกรม (10⁻¹ – 10⁻⁵)
    หยดลงบน Agar plate เพื่อเพาะเลี้ยงเชื้อ ใช้วิธี Plate Count Method ในการนับจำนวนโคโลนี (หน่วย CFU)
  7. Count — การนับค่าและคำนวณผล
    ทำการนับจำนวนเชื้อในแต่ละช่วงเวลา เพื่อคำนวณ “ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (A)”
    โดยใช้ค่าลอการิทึม (log₁₀) ดังนี้:
    F=logCt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าควบคุม (Control Growth Value)
    G=logTt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าทดสอบ (Treated Growth Value)
    A=F−G→ ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value)

    เกณฑ์การแปลผล (Judgement Criteria)
    ระดับประสิทธิภาพ ค่า A (Antibacterial Value) ความหมาย
    Low = A < 2 ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อต่ำหรือไม่มีผล
    Significant = 2 ≤ A < 3 ยับยั้งเชื้อได้ระดับปานกลาง
    Strong A ≥ 3 ยับยั้งเชื้อได้สูงมาก (ลดจำนวนเชื้อ ≥ 10³ เท่า)

ผลทดสอบคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย (ISO 20743:2021) ตัวอย่างผ้า รหัสผ้า 90039 ผลการทดสอบก่อนซัก และ หลังซัก 5 ครั้ง

รายการทดสอบเชื้อแบคทีเรียAntibacterial Value (A)ระดับประสิทธิภาพ
ก่อนซักStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.6Strong
หลังซัก 5 ครั้งStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.5Strong

ค่า A ≥ 3 = Strong แสดงว่าผ้ามีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อได้ดีมาก ทั้งก่อนและหลังซัก ค่า A ยังคงสูงกว่า 6.5  หมายความว่า ประสิทธิภาพต้านแบคทีเรียแทบไม่ลดลงหลังซัก ผ้าสามารถ ยับยั้งการเจริญของเชื้อได้มากกว่า 99% ทั้งสองชนิดเชื้อ (S. aureus และ K. pneumoniae)

สรุปผ้า 90039-106 เป็นผ้าสำหรับม่าน

  • มี คุณสมบัติต้านแบคทีเรียระดับสูงมาก
  • ซักแล้วก็ยังคงคุณสมบัติเดิม
  • เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการสุขอนามัย เช่น บ้าน โรงแรม โรงพยาบาล หรือพื้นที่สาธารณะ

BS 5852 คืออะไร

BS 5852: Methods of test for assessment of the ignitability of upholstered seating by smouldering and flaming ignition sources. คือมาตรฐานของอังกฤษ (British Standard) สำหรับการทดสอบความสามารถในการลุกไหม้และการติดไฟของวัสดุหุ้มเฟอร์นิเจอร์ (Upholstered furniture) โดยเฉพาะผ้าหุ้มและโฟม/ฟองน้ำ (composite) เพื่อดูว่าสามารถทนต่อแหล่งกำเนิดไฟ (Ignition Sources) ต่าง ๆ ได้หรือไม่

  1. BS 5852 Part 1:1979 — ทดสอบวัสดุหุ้มนั่ง-นอนที่มี composite ด้วยแหล่งไฟจากการสูบบุหรี่ (Source 0: บุหรี่คุกรุ่น) และเปลวไฟเล็ก (Source 1: เปลวไฟจากไม้ขีดไฟจำลอง) — เหมาะสำหรับการใช้งานในที่พักอาศัย
  2. BS 5852 Part 2:1982 — ทดสอบวัสดุหุ้มนั่ง-นอนโดยใช้แหล่งไฟ Crib Ignition Sources (เช่น Crib 4–7) — เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในอาคารสาธารณะ โรงแรม โรงพยาบาล ฯลฯ ซึ่งต้องการความปลอดภัยสูงขึ้น

Ignition Sources (ตัวกำหนดระดับการทดสอบ)

  • Source 0 – Smouldering cigarette = บุหรี่คุกรุ่น (ไม่เกิดเปลวไฟ แต่มีการคุกรุ่นและความร้อน)
  • Source 1 – Simulated match flame test = เปลวไฟจำลองจากไม้ขีดไฟ (ใช้หัวพ่นก๊าซบิวเทน ขนาดเปลวไฟ ~35 mm)
  • Source 2 – Butane flame, 40 mm flame height = เปลวไฟบิวเทน ความสูง ~40 มม.
  • Source 3 – Butane flame, 70 mm flame height = เปลวไฟบิวเทน ความสูง ~70 มม.
  • Source 4 – Wooden crib 4 = กองไม้เล็ก (ไม้ยาว 40 mm, 10 sticks, 5 layers)
  • Source 5 – Wooden crib 5 = กองไม้ขนาดกลาง (ไม้ยาว 40 mm, 20 sticks, 10 layers)
  • Source 6 – Wooden crib 6 = กองไม้ใหญ่ (ไม้ยาว 80 mm, 10 sticks, 5 layers)
  • Source 7 – Wooden crib 7 = กองไม้ใหญ่มาก (ไม้ยาว 80 mm, 20 sticks, 10 layers)

Source 0–3 = ใช้ไฟเล็ก ๆ (cigarette / butane flame)

Source 4–7 = ใช้กองไม้ (cribs) ซึ่งไฟแรงและควบคุมได้แม่นยำ

หน้าตัดไม้ทุก crib = ~6.5 × 6.5 mm (เท่ากัน) สิ่งที่ต่างคือ ความยาวไม้ (40 หรือ 80 mm) และ จำนวนแท่ง/ชั้น

Source ที่เป็นที่นิยมนำมาทดสอบ Source 0, Source 1 และ Source 5

Source 0 Smouldering cigarette (บุหรี่)

  • ความหมาย: การวางบุหรี่ที่ติดไฟไว้ในร่องเบาะเพื่อดูว่าผ้า/ฟองน้ำจะติดไฟหรือคุกรุ่นต่อหรือไม่
  • ใช้ทดสอบ: ความปลอดภัยจาก บุหรี่ที่ดับไม่สนิท

Source 1 Simulated match flame test (เปลวไฟจากไม้ขีดไฟจำลอง)

  • ความหมาย: ใช้หัวพ่นก๊าซบิวเทน (butane gas burner) สร้างเปลวไฟสูงประมาณ 35–50 มม. นำไปจี้ที่รอยต่อหรือร่องเบาะเป็นเวลา 20 ± 1 วินาที เพื่อจำลองไฟจากไม้ขีดไฟ
  • ใช้ทดสอบ: ความปลอดภัยของวัสดุจากการสัมผัสกับเปลวไฟขนาดเล็ก เช่น ไม้ขีดไฟหรือไฟแช็ก

Source 5 Crib 5 test wooden crib (กองไม้เล็กจุดไฟ)

  • ความหมาย: ใช้ไม้เล็ก ๆ มาประกอบเป็นกอง (wooden crib no.5) ตามขนาดมาตรฐาน จากนั้นหยดด้วย propane-1,3-diol (สารเร่งไฟ) แล้วจุดไฟ วางลงบนเบาะหรือวัสดุทดสอบ
  • ใช้ทดสอบ: ความปลอดภัยต่อแหล่งกำเนิดไฟที่รุนแรงกว่าบุหรี่ (Source 0) หรือไฟไม้ขีด (Source 1) โดยจำลองสถานการณ์ที่มีไฟจากกองไม้เล็ก ๆ ตกลงบนเฟอร์นิเจอร์
  • มักใช้ใน: เฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่สาธารณะ (contract use) เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ผับ บาร์ โรงภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งกฎหมายและมาตรการด้านความปลอดภัยมักกำหนดให้ต้องผ่านการทดสอบนี้
ตัวอย่าง Crib 5: 20 แท่ง สูง 10 ชั้น

EPU Easy Clean

Easy Clean synthetic Leather (EPU)

หนังสังเคราะห์ EPU: วัสดุรักษ์โลก ดูแลง่าย ใช้งานคุ้มค่า

EPU (Environmental Polyurethane) คือวัสดุหนังเทียมยุคใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้านความทนทาน ความสวยงาม และการดูแลรักษาที่แสนง่าย

ผลิตจากวัตถุดิบที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

EPU ผลิตจากโพลียูรีเทนที่มีสูตรลดการใช้สารเคมีอันตราย และลดการปล่อยสารระเหย (VOC) จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

เคลือบสาร Easy Clean ทำความสะอาดง่าย

หนังเทียมชนิดนี้มีการเคลือบสารพิเศษ Easy Clean ช่วยให้พื้นผิวป้องกันคราบเปื้อนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคราบอาหาร คราบน้ำ หรือแม้แต่คราบหมึกจากปากกาลูกลื่นหรือปากกาเคมีแบบถาวร (permanent marker) ก็สามารถเช็ดออกได้ หากทำความสะอาดทันทีหลังเปื้อน

ยืดอายุการใช้งาน คงความสวยงาม

การที่คราบสกปรกไม่ฝังลึกลงในเนื้อวัสดุช่วยลดการเสื่อมสภาพของหนังเทียม ทำให้วัสดุมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ไม่หมองเร็ว ไม่ลอกง่าย จึงสามารถคงรูปลักษณ์ที่สวยงามได้ยาวนาน เหมาะกับงานตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน หรือแม้แต่สินค้าสำหรับเด็ก

วิธีทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

กรณีเปื้อนหมึกใหม่ๆ

  • ใช้ ทิชชูแห้งหรือผ้าแห้ง ซับและเช็ดทันที
  • ถ้าไม่หมด ให้ใช้ ยางลบถูเบาๆ จนกว่าคราบจะจางหาย

กรณีคราบฝังแน่น

  • ใช้ ทิชชูหรือผ้าชุบแอลกอฮอล์ เช็ดเบาๆ ไม่ควรถูแรง

ข้อควรระวัง

  • ไม่แนะนำให้ใช้ทิชชู่เปียกหรือผ้าเปียก เพราะอาจทำให้หมึกซึมลงในเนื้อวัสดุและเปรอะเปื้อนได้

EPU จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการวัสดุตกแต่งที่ทั้งสวย ใช้งานง่าย และมีจิตสำนึกรักษ์โลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในบ้าน โรงเรียน โรงแรม หรือออฟฟิศ ก็สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านฟังก์ชันและความสวบงาม

ภาพนี้แสดงโครงสร้างของวัสดุหนังเทียมแบบหลายชั้น (Multilayer synthetic Leather) ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตโดยมีผ้าโพลีเอสเตอร์เป็นฐาน และเสริมชั้นต่าง ๆ เพื่อให้ได้สัมผัสและประสิทธิภาพใกล้เคียงหนังแท้ ดังนี้:

อธิบายการผลิตตามชั้นวัสดุในภาพ

  1. ชั้นล่างสุด: Cowhide (แบล็คกิ้ง)
    • เป็นแผ่นผิวรองหลังที่ใช้ลักษณะและผิวสัมผัสของหนังวัวแท้
    • ขั้นตอนนี้เรียกว่า Backing
  2. ชั้นที่สอง: Polyester Fabric (ฐานผ้าโพลีเอสเตอร์)
    • เป็นโครงสร้างหลักของวัสดุ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน และเป็นฐานสำหรับเคลือบวัสดุต่าง ๆ ด้านบน
  3. ชั้นที่สาม: EPU (Environmental Polyurethane)
    • เป็นวัสดุโพลียูรีเทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความยืดหยุ่นสูง และช่วยสร้างพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มคล้ายหนังแท้
    • ชั้นนี้จะถูกปั๊มลายหนังผ่านแม่พิมพ์ลายให้เสมือนหนังแท้ โดยมีแม่แบบ (mold) เพื่อทำให้หนังเทียมที่ผลิตได้มีลายและฟีลลิ่งใกล้เคียงหนังแท้
  4. ชั้นบนสุด: Easy Clean Coating
    • เป็นสารเคลือบพิเศษที่ช่วยป้องกันคราบสกปรก ฝุ่น และหมึกปากกา
    • สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย แม้เป็นคราบปากกา (ต้องเช็ดทันที)

หนังเทียมของนิทัส 30104 CHEERS Faux Leather

มีหน้าตาและผิวสัมผัสใกล้เคียงหนังแท้  แข็งแรงทนทาน จากโครงสร้างผ้าโพลีเอสเตอร์ และดูแลรักษาง่าย ด้วยสาร Easy Clean Coating ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ EPU นวัตกรรมใหม่ของทางนิทัส เพื่อให้คุณมีโซฟาหนังตัวโปรดได้โดยไม่เบียดเบียนสัตว์อีกด้วย


Drapery Vs Clothing Fabrics

ทำไมต้องเลือกใช้ผ้าสำหรับทำผ้าม่านโดยเฉพาะ? ผ้าทั่วไปใช้แทนกันไม่ได้เหรอ?

ในสายตาของคนทั่วไป ผ้าก็คือผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าหรือผ้าสำหรับทำม่าน แต่ในความเป็นจริง ผ้าสำหรับทำม่านและผ้าตัดเสื้อผ้ามีความแตกต่างกันในหลายมิติ ทั้งเรื่องคุณสมบัติทางเทคนิค ลักษณะโครงสร้างของเนื้อผ้า รวมถึงจุดประสงค์ในการใช้งาน ซึ่งเราจะอธิบายโดยละเอียดในบทความนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่ควรใช้ผ้าตัดเสื้อทั่วไปมาทำม่าน หรือในทางกลับกัน

ความแตกต่างด้าน “น้ำหนักของผ้า”

น้ำหนักของผ้า gsm = grams per square meter อ่านบทความเรื่องนี้

ประเภทผ้าน้ำหนักเฉลี่ย (gsm)คำอธิบาย
ผ้าม่านโปร่ง
Sheer
50–90 gsmเบามาก โปร่งแสง เน้นการกรองแสงและพรางสายตา
ผ้าม่านทึบ (ทั่วไป)
Curtain
150–300 gsmหนากว่าผ้าเสื้อผ้า เพื่อกันแสงและเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ผ้าม่านกันแสง
Dim-out Curtain
250-350 gsmหนากว่าผ้าม่านปกติ มีการทอสอดเส้นได้สีดำเพื่อเพิ่มความสามารถในการกันแสง
ผ้าม่านทึบแสง
Blackout Curtain
300–450 gsmหนาและหนักกว่าผ้าม่านปกติ มีชั้นเคลือบหรือซ้อนหลายชั้นเพื่อกันแสง 100%
ผ้าเสื้อ (ทั่วไป)
Clothing
100–200 gsmน้ำหนักขึ้นอยู่กับชนิดผ้า (เช่น คอตตอน, โพลีเอสเตอร์, ลินินฯลฯ)

ความหนา และหน้าผ้ากว้าง

ผ้าสำหรับทำม่านมักจะมีความหนาและหน้าผ้ากว้าง ตั้งแต่ 135 – 320 ซม. ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างผืนเมื่อเย็บม่าน ทำให้ม่านดูเรียบ สวย และประหยัดแรงในการตัดเย็บ ในขณะที่ผ้าตัดเสื้อส่วนใหญ่มักมีหน้ากว้างแค่ 100-150 ซม. และความหนาก็ไม่มากพอที่จะบังแสงหรือให้ความเป็นส่วนตัว

คุณสมบัติในการกันแสง

ยกตัวอย่าง ผ้า Dimout: สามารถกันแสงได้ประมาณ 80-90% เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการแสงลดน้อยลง แต่ไม่ต้องมืดสนิท เช่น ห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงาน รวมไปถึงผ้า Blackout: กันแสงได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องโฮมเธียเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่มีในผ้าตัดเสื้อทั่วไป

คุณสมบัติของผ้าม่านและเสื้อผ้าทั่วไป

หัวข้อผ้าม่านเสื้อผ้าทั่วไป
วัตถุประสงค์หลักตกแต่ง, กรองแสง, เพิ่มความเป็นส่วนตัว, ควบคุมอุณหภูมิห้องสวมใส่เพื่อความสบาย, ความงาม, การปกป้องร่างกาย
กันแสง / กรองแสง
Light blocking / Light filtering
มีทั้งแบบทึบแสงและโปร่งแสง เพื่อกรองแสงหรือกันแสง UVบางชนิดมีการพัฒนาให้กัน UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
กันความร้อน
Thermal insulation
ผ้าม่านช่วยลดความร้อนจากแสงแดดบางชนิดช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อให้ “ใส่แล้วเย็นสบาย”
กันเสียง
Sound absorption / Acoustic insulation
ผ้าหนาอาจช่วยดูดซับเสียงได้เล็กน้อย
ความปลอดภัย (กันไฟลาม)
Flame retardant 
บางชนิดเคลือบสารกันไฟลาม ใช้ในอาคารสูงหรือสาธารณะ
การระบายอากาศ
Breathability
ม่านโปร่งเพื่อให้แสงและอากาศถ่ายเทเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่น ผ้าตาข่าย ผ้าทอโปร่ง เพื่อระบายอากาศเวลาสวมใส่
การแห้งเร็ว / ซับเหงื่อ
Moisture-wicking / Quick-drying
ผ้าสมัยใหม่พัฒนาให้แห้งเร็ว ซึมซับเหงื่อได้ดี เช่น ผ้า activewear
กันยับ
Wrinkle-resistant
ผ้าหลายแบบกันยับ Wrinkle-free หรือไม่ต้องรีด เช่น ผ้า polyester, spandex
ให้ความอบอุ่น / เย็นสบาย
Thermal comfort / Cooling effect
ช่วยลดอุณหภูมิในห้องจากแสงแดดเสื้อผ้าพัฒนาให้เหมาะกับฤดูกาล เช่น ผ้าใยธรรมชาติในหน้าร้อน หรือผ้าหน้าในฤดูหนาว
ความงาม / ลวดลาย
Aesthetic / Pattern design
ลวดลายเพื่อเสริมบรรยากาศห้อง สื่อรสนิยมของเจ้าของบ้านลวดลาย สี และดีไซน์เพื่อแสดงบุคลิก ความชอบ และแฟชั่น

แล้วใช้ผ้าตัดเสื้อมาทำม่านได้ไหม?

ตอบ: ทำได้ แต่อาจต้องยอมรับว่า:

  • ประสิทธิภาพการกันแสงจะน้อย
  • ต้องเย็บซับหลายชั้นเพื่อให้หนาพอ ซึ่งสิ้นเปลือง
  • อายุการใช้งานสั้น เพราะผ้าตัดเสื้อไม่ทนแดดเท่าผ้าม่าน

แล้วถ้านำ “ผ้าม่านไปตัดเสื้อ” ล่ะ? ได้ไหม?

ตอบ: โดยทั่วไป “ไม่เหมาะสม” เพราะผ้าม่านมีความแข็ง หนา หนัก ระบายอากาศได้น้อย ใส่ไม่สบาย และอาจระคายเคืองผิว โดยเฉพาะผ้า Blackout ที่มีชั้นเคลือบอยู่ด้านหลัง

จากที่กล่าวมาแม้ผ้าจะดูเหมือนกัน แต่เบื้องหลังการออกแบบและวัตถุประสงค์การใช้งานนั้นต่างกันอย่างมาก การเลือกใช้ผ้าสำหรับทำม่านโดยเฉพาะจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านความสวยงาม ฟังก์ชัน และอายุการใช้งาน

หากต้องการผ้าม่านที่ดูดี มีคุณภาพ และใช้งานได้ยาวนาน ควรเลือกใช้แบรนด์ผ้าม่านมีที่คุณภาพอย่าง NITAS TESSILE ที่เราได้คัดสรร นำเข้ามาจากทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสได้ใช้ผ้าม่านที่จะทำให้บ้านของคุณดูสมบูรณ์แบบในทุกมิติ


เตรียมสายไฟอย่างไร ถ้าต้องการติดม่านมอเตอร์

การเตรียมตัวสำหรับการติดตั้ง Motorized Curtain Track และ Motorized Roller Blind

ในการติดตั้งระบบม่านมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น รางม่านไฟฟ้า (Motorized Curtain Track) หรือ ม่านม้วนไฟฟ้า (Motorized Roller Blind) สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเตรียมระบบไฟฟ้าไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการเดินสายไฟใต้ฝ้าเพดาน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

รางม่านไฟฟ้า (Motorized Curtain Track)

สำหรับรางม่านไฟฟ้า (Motorized Curtain Track) มีทั้งแบบเดินสายไฟใต้ฝ้าเพดาน WT (Wired Technology) ระบบเดินสายไฟ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ และแบบ WireFree Somfy เทคโนโลยีมอเตอร์ไร้สาย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 


 ม่านม้วนไฟฟ้า (Motorized Roller Blind)

สำหรับม่านม้วนไฟฟ้า (Motorized Roller Blind) ต้องมีการเดินสายไฟใต้ฝ้าเพดาน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟให้กับมอเตอร์


จุดที่ต้องเตรียม:

  • เดินสายไฟจากจุดจ่ายไฟหลักไปยังตำแหน่งที่จะติดตั้งมอเตอร์ โดยระบุว่า จะอยู่ทางซ้ายหรือขวาของตัวรางม่าน
  • ควรทิ้งสายไฟให้ยาวพอสมควร เผื่อสำหรับการเชื่อมต่อภายหลัง (ประมาณ 30–50 ซม.)
  • ขนาดสายไฟต้องไม่เล็กกว่า 1.5 sq.mm. เพื่อรองรับโหลดของมอเตอร์
  • ควรติดตั้งโดยช่างไฟฟ้าที่ชำนาญ

ย้ำว่านับเป็น ตารางมิลลิเมตรนะ ไม่ได้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของหน้าตัดเส้นทองแดง ฉนั้นมันก็จะวัดยากๆ หน่อย แบบส่วนใหญ่แบบสายที่เป็นแกนเดียวเลยจะมีขนาดเล็กกว่าแบบเกลียวนิดนึงด้วย

แล้วสายไฟแบบไหนแนะนำสำหรับการรอยใต้ฝ้าเพื่อเตรียมสำหรับต่อกับ มอเตอร์?

สายไฟแบบต่าง ๆ ที่ใช้ในงานระบบมอเตอร์ม่าน

สายไฟในท้องตลาดมีหลายชนิด โดยแต่ละชนิดจะเหมาะกับการใช้งานต่างกัน ข้างล่างนี้คือสายไฟที่มักถูกพูดถึงในการติดตั้งระบบภายในอาคาร พร้อมคำอธิบายย่อและคุณสมบัติ

ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
NYYNYLON sheathed with PVC Insulated Wireสายกลม แข็งแรง มีชั้นฉนวนหนา ทนทานต่อการใช้งานกลางแจ้งและใต้ดินเดินสายไฟฟ้าทั่วไปในอาคาร โรงงาน, เดินฝังดิน (ควรร้อยท่อ)
NYY-GNYLON sheathed with PVC Insulated Wire with Groundเหมือน NYY แต่มีสายกราวด์ (Ground) เพิ่มมางานที่ต้องการสายกราวด์เพิ่มความปลอดภัย เช่น ระบบไฟฟ้ากำลัง
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VAFVinyl Insulated Flat Cordสายแบน หุ้มฉนวนพีวีซี 2 ชั้น มีสายทองแดงเส้นเดียวงานเดินสายในอาคารใต้ฝ้าเพดาน หรือร้อยท่อในอาคาร
VAF-GVinyl Insulated Flat Cord with Ground Wireแบบเดียวกับ VAF แต่มีสายดินเพิ่มใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการสายดิน เช่น มอเตอร์
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VFFVinyl Insulated Flexible Cordสายแบนเส้นคู่ แบบอ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทั่วไป เช่น โคมไฟ, พัดลม, หม้อหุงข้าว
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VCTVinyl Insulated Circular Twin Cordสายกลม มี 2-3 แกน แบบอ่อนเครื่องจักร, อุตสาหกรรม
ใช้ภายในและภายนอก
VCT-GVinyl Insulated Circular Twin Cord with Ground Wireแบบเดียวกับ VCT แต่มีสายดินเพิ่มเครื่องจักรที่ต้องการสายดิน, งานไฟฟ้าอุตสาหกรรม
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
VSFVinyl Insulated Single Flexible Cordเส้นเดียว แบบอ่อนงานต่อวงจรเล็ก, ใช้ภายในเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก
ชนิดสายย่อมาจากคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
THWThermoplastic Heat and Water-resistant Wireสายเดี่ยว หุ้ม PVC ทนความร้อนและความชื้นใช้เดินสายภายในผนังหรือท่อร้อยสาย ทนความชื้นสูง

แนะนำสายไฟที่เหมาะกับม่านมอเตอร์

สำหรับงานติดตั้งม่านมอเตอร์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง แนะนำสายไฟดังนี้:

  • ขนาด: อย่างน้อย 1.5 sq.mm. (ถ้าใช้หลายชุด หรือระยะทางไกล อาจพิจารณาใช้ 2.5 sq.mm.) และต้องมีสายกราวด์
  • ชนิดที่แนะนำ: THW: หากต้องการเดินสายผ่านท่อ หรือภายในผนัง 3 เส้น

หลีกเลี่ยงการใช้สาย VFF หรือ VSF สำหรับโหลดมอเตอร์ถาวร เพราะเป็นสายอ่อนที่ไม่รองรับกำลังไฟฟ้าสูงและไม่ทนความร้อนเท่าสายที่ออกแบบมาสำหรับงานติดตั้งถาวร


สายไฟ THW ตาม มาตรฐาน มอก. 11-2553 

ของประเทศไทย มีข้อกำหนดเรื่อง “สีของเปลือกฉนวน” เอาไว้ชัดเจน เพื่อให้สามารถแยกหน้าที่ของสายได้สะดวกและปลอดภัย


สรุปสายไฟที่เหมาะกับม่านมอเตอร์

  • กำหนดตำแหน่ง: เดินสายไฟจากจุดจ่ายไฟหลักไปยังตำแหน่งที่จะติดตั้งมอเตอร์ โดยระบุว่า จะอยู่ทางซ้ายหรือขวาของตัวรางม่าน เพื่อการสั่งผลิตจะได้วางในตำแหน่ง ซ้ายหรือขวา สอดคล้องกัน
  • ขนาดสายไฟ: อย่างน้อย 1.5 sq.mm. (ถ้าใช้หลายชุด หรือระยะทางไกล อาจพิจารณาใช้ 2.5 sq.mm.) และต้องมีสายกราวด์ และควรทิ้งสายไฟให้ยาวพอสมควร เผื่อสำหรับการเชื่อมต่อภายหลัง (ประมาณ 30–50 ซม.)
  • ชนิดสาายไฟที่แนะนำ: THW: สายผ่านท่อ หรือเดินสายใต้ฝ้า 3 เส้น ได้แก่
    • L สีน้ำตาล
    • N สีฟ้า
    • G สีเขียวแถบเหลือง

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รางม่านมอเตอร์ SOMFY กับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในบ้าน

ดูตัวอย่างเล่ม Roller Blinds by Nitas Tessile

ดูเล่มตัวอย่าง Wooden Blinds by Nitas Tessile

Light Block Fabrics

เลือกผ้าม่านให้เหมาะสม: เปรียบเทียบระดับการกันแสงของผ้าแต่ละประเภท

การเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับการใช้งาน ควรพิจารณาความสามารถในการกันแสง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่:

1. ม่านโปร่ง (Sheer Fabric)

  • Light Block 10-30% (ป้องกันแสงน้อยมาก)
  • เนื้อผ้าบาง โปร่งแสง ให้แสงธรรมชาติเข้ามา
  • มองเห็นวิวภายนอกได้บางส่วน มีโครงสร้างผ้าที่ทอหลวมกว่าม่านปกติ
  • นิยมใช้ร่วมกับม่านทึบเพื่อความสวยงามและปรับระดับแสงได้

2. ม่านปกติ (Curtain Fabric)

  • Light Block 40-70% (ป้องกันแสงปานกลาง)
  • บังแสงได้มากกว่าม่านโปร่ง แต่ยังคงให้แสงผ่านได้บางส่วน มีโครงสร้างผ้าที่ทอเน้นกว่าม่านโปร่ง
  • ช่วยลดความร้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัว

3. ม่านกันแสง (Dim-out Fabric)

  • Light Block 60-90% (ป้องกันแสงมาก แต่ยังมีแสงรอดผ่านเล็กน้อย)
  • กันแสงได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นปิดกั้นแสงสนิท โดย การทอเส้นด้ายสีดำ (Dope-Dyed Yarn) แทรกในเนื้อผ้า ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับแสง ช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันแสง ทำให้แสงลอดผ่านน้อยลง
  • เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงานที่ต้องการลดแสงแต่ไม่ให้มืดเกินไป

4. ม่านทึบแสง (Blackout Fabric)

  • Light Block 100% (ปิดกั้นแสงสนิท)
  • การเคลือบกันแสงเพื่อป้องกันแสงลอดผ่าน
    • Foam-white coat – ชั้นเคลือบโฟมสีอ่อนช่วยสะท้อนแสงและความร้อนเป็นชั้นนอกสุด
    • Foam-back coat – ชั้นโฟมสีดำที่ช่วยดูดซับแสง ป้องกันการลอดผ่านของแสงได้ 100%
    • Foam-white coat – ชั้นเคลือบโฟมสีขาวเป็นชั้นในสุดติดกับเนื้อผ้า ที่ใช้สีขาวเพราะจะไม่ทำให้ผ้าที่เพี้ยน สีผ้าหม่นๆ เข้มขั้น ถ้าเคลือชั้นติดกับผ้าเป็นชั้นโฟมสีดำเลย
    • Fabric – นิยมใช้เนื้อผ้าที่เนื้อบางๆ เพื่อเวลาสัมผัสหลังเคลือบชั้นโฟมแล้วจะไม่รู้สึกแข็งกระด้างเกินไปและเพื่อความสวยงาม
  • เหมาะสำหรับห้องนอนและโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการความมืดสนิท

สรุปการเลือกใช้ผ้าม่านตามระดับการกันแสง:

  • ม่านโปร่ง → ปล่อยให้แสงผ่านมากที่สุด (Light Block 10-30%)
  • ม่านปกติ → กรองแสงระดับปานกลาง (Light Block 40-70%)
  • Dim-out → กรองแสงได้มากขึ้น (Light Block 60-90%)
  • Blackout → ปิดกั้นแสงเกือบทั้งหมด (Light Block 100%)

การเลือกผ้าม่านที่เหมาะสมช่วยให้สามารถควบคุมแสงในห้องได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายและบรรยากาศที่ต้องการให้กับพื้นที่ และทิศทางของบ้านของคุณ


Polyester VS PET

Polyester ในเสื้อผ้ากับ Polyethylene Terephthalate (PET) ในขวดพลาสติกคือพลาสติกชนิดเดียวกันหรือไม่?

Polyester และ Polyethylene Terephthalate (PET) เป็นวัสดุที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันในระดับโมเลกุล เนื่องจากทั้งสองเป็นพอลิเมอร์ประเภทเดียวกัน แต่มีการใช้งานและกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

โครงสร้างทางเคมีของ PET และ Polyester

Polyethylene Terephthalate (PET) และ Polyester เป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกันที่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่ใช้ในทางที่ต่างกัน:

  • PET ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น ขวดน้ำและผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ เพราะมันแข็งแรง โปร่งใส และทนทานต่อสารเคมี
  • Polyester ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า พรม และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน โดยเส้นใย Polyester ที่ทำจาก PET มีคุณสมบัติทนทาน ยืดหยุ่น และแห้งเร็ว

กระบวนการผลิตและการใช้งานที่แตกต่างกัน

แม้ว่าทั้ง PET และ Polyester จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่กระบวนการผลิตและลักษณะของผลิตภัณฑ์ปลายทางมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

กระบวนการผลิตขวด PET

Polyethylene Terephthalate (PET) ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการ พอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) โดยการผสม ส่วนผสมอื่นๆ พร้อมด้วย ภายใต้ความร้อนและความดันสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายน้ำผึ้ง ซึ่งจะถูกรีดออก (Extruded) ทำให้แห้ง และตัดเป็น เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก PET เหล่านี้จะถูกนำไปขึ้นรูปเป็นขวดพลาสติกผ่านกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection) ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งพลาสติกใส แข็งแรง และมีเกลียวฝาขวดที่ขึ้นรูปมาเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า พรีฟอร์ม (PET Preform) ก่อนจะถูกนำไปผ่านกระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding) เพื่อขยายให้เป็นขวดพลาสติกขนาดเต็มรูปแบบได้รูปทรงที่แข็งแรง ทนทาน และเหมาะสำหรับการบรรจุของเหลว

พรีฟอร์ม (PET Preform)
กระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding)


การผลิตเส้นใย Polyester

  1. กระบวนการ Melt Spinning – เริ่มจาก เม็ดพลาสติก PET ถูกหลอมที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดหลอมเหลว MP (Melting Point) ของ PET ที่มีจุดหลอมเหลวประมาณ 250-260°C และรีดผ่าน Spinnerets เพื่อสร้างเส้นใย และสามารถปรับรูปร่างและจำนวนรูของ Spinnerets เพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณสมบัติต่างกัน
  2. การทำให้เย็นลง – เส้นใยจะถูกทำให้เย็นลงโดยใช้ อากาศเย็นหรือน้ำ เพื่อให้แข็งตัว
  3. การดึงเส้นใย (Drawing Process) – ก่อนนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย เส้นใยที่แข็งตัวแล้วจะต้องถูกยืด (Drawn) เพื่อให้โมเลกุลเรียงตัวดีขึ้น ทำให้เส้นใยมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
  4. การผลิตเส้นด้าย – เส้นใยที่ผ่านการดึงจะถูกตัดให้ได้ความยาวที่ต้องการ (ถ้าต้องการทำเป็นเส้นใยสั้น หรือ Staple Fiber) หรือปล่อยเป็นเส้นยาวต่อเนื่อง (Filament Fiber) ก่อนถูกปั่นรวมกันเป็นเส้นด้าย
  5. การทอและแปรรูป – เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์จะถูกนำไป ทอ (Weaving) หรือถัก (Knitting) เป็นผืนผ้า และอาจผ่านกระบวนการปรับแต่งพื้นผิวเพื่อเพิ่มคุณสมบัติเช่น ความนุ่ม ความเงางาม หรือคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ

Polyester เป็นชื่อหมวดหมู่ของพลาสติก แต่ PET เป็นชื่อเฉพาะ

เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับ “ผลไม้” และ “แอปเปิล” 

Polyester เปรียบเสมือน “ผลไม้” ซึ่งเป็นหมวดหมู่ของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ ในขณะที่ PET คือ “แอปเปิล” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทของ Polyester ที่มีโครงสร้างเฉพาะเจาะจง PET นิยมใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น ขวดน้ำพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร และฟิล์มพลาสติก

Polyester ในความหมายกว้าง ๆ หมายถึงกลุ่มของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ และอาจรวมถึงพอลิเมอร์ชนิดอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเรียก PET ว่า Polyester อาจทำให้เกิดความสับสนกับ Polyester ชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

ในกลุ่ม Polyester นอกจาก PET (Polyethylene Terephthalate) ยังมีพอลิเมอร์ชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น:

  • Polybutylene Terephthalate (PBT) – มีคุณสมบัติทนความร้อนและทนต่อสารเคมีได้ดี มักใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การผลิตชิ้นส่วนพลาสติกที่ต้องรับแรงดันไฟฟ้าหรือการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง
  • Polytrimethylene Terephthalate (PTT) – มีคุณสมบัติยืดหยุ่นดีและสามารถทนทานต่อการยับยู่ยี่ได้ มักใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เส้นใยที่ใช้ทำผ้าและเสื้อผ้า
  • Polycyclohexylene Dimethylene Terephthalate (PCT) – มีความต้านทานต่อความร้อนสูง เช่นในการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องทนต่ออุณหภูมิสูง
  • Polyethylene Naphthalate (PEN) – เป็นพอลิเมอร์ที่คล้ายกับ PET แต่ทนความร้อนได้ดีกว่า ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความทนทานต่อความร้อนและสารเคมี แต่ต้นทุนสูงกว่ามาก เช่น ฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่

ด้วยความที่ PET และ Polyester มีโครงสร้างทางเคมีที่เหมือนกัน PET จากขวดพลาสติกสามารถนำมารีไซเคิลเป็นเส้นใย Polyester สำหรับใช้ในการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอได้ โดยกระบวนการนี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ใหม่ อย่างไรก็ตาม ขวด PET ที่นำมารีไซเคิลต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดและแปรรูปก่อนเพื่อให้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

  • ทางกายภาพ: PET จะถูกเก็บรวบรวมและทำความสะอาด จากนั้นจะถูกบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือเม็ดพลาสติกที่สามารถนำไปหลอมและขึ้นรูปเป็นเส้นใย Polyester ใหม่ โดยไม่ต้องเติมสารเคมีใด ๆ
  • ทางเคมี: PET จะถูกแปรสภาพด้วยกระบวนการทางเคมี เช่น การสลายตัว (hydrolysis) เพื่อแยกโมเลกุลและนำไปผลิตเป็นสารตั้งต้นในการผลิต Polyester ใหม่

ในทั้งสองกระบวนการนี้ อาจมีการเติมสารปรับปรุงคุณสมบัติ เช่น การเสริมเส้นใยหรือเพิ่มความทนทาน แต่การรีไซเคิล PET เพื่อผลิตเส้นใย Polyester ใหม่ไม่สามารถทำได้ 100% ด้วย PET รีไซเคิลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเส้นใยที่ผลิตจาก PET รีไซเคิลอาจมีคุณสมบัติที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับการใช้ PET ใหม่ ดังนั้น กระบวนการรีไซเคิลมักจะต้องผสมกับ เม็ดพลาสติกใหม่ หรือ PET ใหม่ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติและความทนทานให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้ โดยทั่วไปจะใช้ PET รีไซเคิลประมาณ 30-50% ผสมกับวัสดุใหม่เพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการใช้งานต่าง ๆ และเพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม.

สรุป

แม้จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่ PET และ Polyester ใช้ในทางที่แตกต่างกันตามกระบวนการผลิตและการใช้งาน แต่ PET สามารถนำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใย Polyester ได้ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


6 คำศัทพ์พื้นฐานเกี่ยวกับผ้า

ในการเลือกใช้ผ้าสำหรับงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า งานตกแต่งบ้าน หรือการผลิตเฟอร์นิเจอร์ คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของผ้ามีความสำคัญอย่างมาก การเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกใช้ผ้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งาน บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับผ้า ได้แก่ หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก, และส่วนประกอบของผ้า

1. หน้าผ้า (Right Side)

หน้าผ้าหมายถึงด้านของผ้าที่ถูกออกแบบมาให้เป็นด้านหลักสำหรับใช้งาน เช่น ด้านที่มีลวดลายชัดเจน สีสันสดใส หรือมีพื้นผิวที่สวยงาม หากเป็นผ้าทอ มักเป็นด้านที่มีการจัดเรียงเส้นด้ายให้มีความละเอียดสวยงาม หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย หน้าผ้าจะเป็นด้านที่ลายพิมพ์คมชัดกว่าหลังผ้า การเลือกใช้หน้าผ้าให้ถูกต้องมีผลต่อรูปลักษณ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

2. หลังผ้า (Wrong Side)

หลังผ้าหมายถึงด้านที่ไม่ใช่ด้านหลักของผ้า มักจะมีลักษณะที่ไม่สวยงามเท่าหน้าผ้า อาจเป็นด้านที่มีเส้นด้ายยุ่งเหยิง สีไม่ชัด หรือมีลวดลายที่จางกว่าหน้าผ้า สำหรับผ้าทอบางประเภท หลังผ้าอาจมีผิวสัมผัสที่แตกต่างจากหน้าผ้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผ้ากำมะหยี่ที่ด้านหนึ่งจะมีขนละเอียด ส่วนอีกด้านจะเป็นผิวเรียบ

3. ริมผ้า (Selvage)

ริมผ้าคือขอบของผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอหรือถักทอเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นด้ายลุ่ยออกมา ริมผ้ามักอยู่ที่ขอบด้านยาวของผ้า และอาจมีสีหรือเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากส่วนกลางของผ้า สำหรับผ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่งบ้าน ริมผ้ามักจะถูกตัดออกก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากอาจมีเนื้อผ้าที่หนากว่าหรือมีรอยพิมพ์ข้อมูลของโรงงานผลิต

4. หน้ากว้างของผ้า (Fabric Width)

หน้ากว้างของผ้าหมายถึงความกว้างของผ้าจากริมหนึ่งไปถึงอีกริมหนึ่ง โดยทั่วไป หน้ากว้างของผ้าจะอยู่ระหว่าง 40 นิ้ว (ประมาณ 100 ซม.) และ 60 นิ้ว (ประมาณ 152 ซม.) แต่ในบางประเภทของผ้า เช่น ผ้าสำหรับทำม่านหรือผ้าหุ้มเบาะ อาจมีหน้ากว้างมากกว่านั้น การทราบหน้ากว้างของผ้ามีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณผ้าที่ต้องใช้ในงานตัดเย็บหรือออกแบบผลิตภัณฑ์

5. น้ำหนักของผ้า (Fabric Weight)

น้ำหนักของผ้าเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความหนาหรือความแน่นของเส้นด้ายที่ใช้ทอ โดยทั่วไปจะวัดเป็น กรัมต่อตารางเมตร (GSM – Grams per Square Meter) น้ำหนักของผ้าส่งผลต่อความหนาและการใช้งาน เช่น

  • ผ้าน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 150 GSM) เหมาะสำหรับเสื้อผ้าบางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าคอตตอนบาง
  • ผ้าน้ำหนักปานกลาง (150-300 GSM) ใช้ทำเสื้อผ้าแนวลำลอง ผ้าคอตตอนสำหรับเสื้อเชิ้ต ผ้ายีนส์บาง หรือผ้าโพลีเอสเตอร์สำหรับงานตกแต่ง
  • ผ้าน้ำหนักมาก (มากกว่า 300 GSM) เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ ผ้าหุ้มเบาะ ผ้ายีนส์หนา หรือผ้าสำหรับทำกระเป๋า

6. ส่วนประกอบของผ้า (Fabric Composition)

ส่วนประกอบของผ้าหมายถึงเส้นใยที่ใช้ในการผลิตผ้า ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของผ้า เช่น ความนุ่ม ยืดหยุ่น ระบายอากาศ และความทนทาน ตัวอย่างของเส้นใยที่ใช้ทำผ้ามีดังนี้:

  • เส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) ผ้าลินิน (Linen) ผ้าไหม (Silk) และผ้าขนสัตว์ (Wool) ซึ่งให้สัมผัสที่นุ่มสบายและระบายอากาศได้ดี
  • เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibers) เช่น โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ไนลอน (Nylon) และอะคริลิก (Acrylic) ซึ่งมีความทนทานสูงและดูแลรักษาง่าย
  • เส้นใยผสม (Blended Fibers) เป็นการผสมเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ผ้าคอตตอนผสมโพลีเอสเตอร์ ที่มีทั้งความนุ่มและความทนทานในเวลาเดียวกัน

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์พื้นฐานของผ้า เช่น หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก และส่วนประกอบของผ้า จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกผ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า การตกแต่งภายใน หรือการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การเลือกผ้าให้ถูกต้องนอกจากจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของผ้านั้น ๆ อีกด้วย

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้