ISO 20645 Determination of antibacterial activity

ISO 20645 Textile fabrics — Determination of antibacterial activity — Agar diffusion plate test
ISO 20645มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรีย – วิธีทดสอบการแพร่กระจายบนแผ่นวุ้น

วิธีการทดสอบ (Methodology)

ISO 20645 เป็นการทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Test) ที่ใช้วิธี Agar diffusion plate test หรือการดูระยะการยับยั้งเชื้อบนแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจายออกมาจากตัวเนื้อผ้าได้ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  1. การเตรียมเชื้อแบคทีเรีย: ห้องปฏิบัติการจะเตรียมสายพันธุ์แบคทีเรียมาตรฐานที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น Staphylococcus aureus (แบคทีเรียแกรมบวกที่มักพบบนผิวหนัง) และ Klebsiella pneumoniae หรือ Escherichia coli (แบคทีเรียแกรมลบ) นำมาผสมลงในวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar)
  2. การวางชิ้นงาน: นำผ้าตัวอย่างที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ไปวางแนบสนิทลงบนแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
  3. การบ่มเชื้อ (Incubation): นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อจำลองอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ที่เชื้อเจริญเติบโตได้ดีที่สุด
  4. การสังเกตผล: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำแผ่นวุ้นออกมาตรวจดูบริเวณรอบๆ ชิ้นผ้า และบริเวณใต้ชิ้นผ้า ว่ามีการเจริญเติบโตของโคโลนีแบคทีเรียหรือไม่

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

หัวใจสำคัญของการอ่านผล ISO 20645 คือการมองหา Clear Zone หรือ Inhibition Zone (โซนยับยั้ง) ซึ่งจะปรากฏเป็นวงแหวนใสๆ รอบชิ้นผ้า (บริเวณที่สารต้านแบคทีเรียแพร่ออกมาและฆ่าเชื้อจนวุ้นใส) และต้องตรวจสอบการเติบโตของเชื้อใต้ผืนผ้าด้วย

เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพจะแบ่งออกเป็นระดับ ดังนี้:

  • ระดับดี (Good antibacterial activity): เกิดวงแหวนยับยั้ง (Clear Zone) รอบชิ้นผ้าขนาดมากกว่า 1 มิลลิเมตรขึ้นไป และ ไม่มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้าเลย
  • ระดับพอใช้ / ขอบเขตจำกัด (Limit of efficacy): ไม่มีวงแหวนยับยั้ง (Clear Zone = 0 มิลลิเมตร) แต่ ไม่มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้า (แปลว่าเชื้อไม่สามารถโตบนตัวผ้าได้ แม้สารจะไม่แพร่ออกมาฆ่าเชื้อรอบๆ)
  • ระดับไม่ผ่าน (Insufficient activity): ไม่มีวงแหวนยับยั้ง และ พบการเจริญเติบโตของโคโลนีแบคทีเรียใต้ชิ้นผ้าอย่างชัดเจน (แปลว่าผ้าไม่สามารถต้านทานแบคทีเรียได้)

ข้อสังเกตสำหรับการสเปกงาน: การมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่ผ่านเกณฑ์ ISO 20645 จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคอลเล็กชันผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนำไปเสนอในโปรเจกต์ที่ต้องการสุขอนามัยขั้นสูง เช่น โรงพยาบาล คลินิก คาเฟ่ หรือแม้แต่ที่พักอาศัยสไตล์ Japandi หรือ Modern ที่เน้นความสะอาดและความเรียบง่ายแบบมีฟังก์ชัน


ISO 12947 Determination of the abrasion resistance of fabrics

ISO 12947: Textiles — Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method
ISO 12947: มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาความต้านทานต่อการขัดถูของผ้าโดยวิธีมาร์ตินเดล

วิธีการทดสอบ (Methodology)

การทดสอบมาตรฐาน ISO 12947 จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า เครื่องมาร์ตินเดล (Martindale Abrasion Tester) เพื่อจำลองแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง (เช่น การนั่งและขยับตัวบนโซฟา) โดยมีกระบวนการทดสอบหลักๆ ดังนี้:

  • การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่างเป็นรูปวงกลมตามขนาดที่กำหนด แล้วนำไปติดตั้งบนหัวจับยึด (Specimen holder)
  • วัสดุขัดถู (Abradant): เครื่องจะใช้ผ้าขนสัตว์มาตรฐาน (Standard Worsted Wool) ขึงตึงไว้ที่ฐานด้านล่างเพื่อใช้เป็นตัวขัดถูผ้าตัวอย่าง
  • แรงกดทับ (Pressure): เครื่องจะกำหนดน้ำหนักกดทับลงบนชิ้นงาน โดยสำหรับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จะใช้แรงกดที่ 9 kPa (กิโลปาสกาล) ซึ่งเป็นน้ำหนักที่จำลองแรงกดทับจากการนั่งของมนุษย์
  • รูปแบบการเคลื่อนที่: นี่คือหัวใจสำคัญของวิธีมาร์ตินเดล หัวขัดจะไม่ได้ถูไป-กลับเป็นเส้นตรง แต่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งวนสลับไปมาลักษณะคล้าย “รูปเลข 8” (Lissajous figure) เพื่อให้ผ้าถูกเสียดสีจากทุกทิศทาง จำลองพฤติกรรมการใช้งานจริงได้แม่นยำที่สุด

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

ในการทดสอบผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ นิยมอ้างอิงจาก ISO 12947-2 (การหาจุดขาดของชิ้นงาน) เป็นหลัก โดยเครื่องจะนับจำนวน “รอบ” (Cycles หรือ Rubs) ไปเรื่อยๆ จนกว่าชิ้นงานจะเกิดความเสียหายตามเกณฑ์ ดังนี้:

เมื่อได้ตัวเลขจำนวนรอบ (Cycles) สูงสุดที่ผ้าทนได้ก่อนขาด เราสามารถนำตัวเลขนั้นมาประเมินระดับความเหมาะสมในการใช้งานตามมาตรฐานสากล ได้ดังตารางด้านล่างนี้:

จำนวนรอบ (Martindale Cycles)ระดับการใช้งาน (Usage Category)ความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน
10,000 – 15,000Light Domestic (ใช้งานเบาบาง)เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย เช่น เก้าอี้ในห้องนอน หรืองานบุหัวเตียง
15,000 – 25,000General Domestic (ใช้งานทั่วไป)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน เช่น โซฟาในห้องนั่งเล่นหลัก
25,000 – 30,000Heavy Domestic (ใช้งานหนัก)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่มีการใช้งานหนักมาก หรือบ้านที่มีเด็กและสัตว์เลี้ยง
30,000 – 40,000General Commercial (งานพาณิชย์ทั่วไป)พื้นที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ล็อบบี้โรงแรม ออฟฟิศ หรือร้านอาหาร
40,000 รอบขึ้นไปHeavy Commercial (งานพาณิชย์งานหนัก)พื้นที่ที่มีการใช้งานหมุนเวียนตลอดเวลา เช่น เก้าอี้โรงภาพยนตร์, เทอร์มินอลสนามบิน หรือระบบขนส่งสาธารณะ

ข้อสังเกตสำหรับนักออกแบบ: สำหรับงานสเปกโปรเจกต์ระดับ Commercial มักจะกำหนดค่ามาตรฐานเริ่มต้นไว้ที่ 30,000 Cycles ขึ้นไป เพื่อรับประกันอายุการใช้งานและความคุ้มค่าในการลงทุน


สำหรับนิทัสเองมีการแบ่งของระดับของการขัดถุ ในจพจำนวบเท่าไหร่เหมาะกับการใช้งานแบบใด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ https://www.nitas-tessile.com/abrasion-resistant/


AATCC 22 Water Repellency: Spray Test

AATCC Test Method 22: Water Repellency: Spray Test คือมาตรฐานการทดสอบคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ (Water Repellency) ของพื้นผิวผ้า ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดย AATCC (American Association of Textile Chemists and Colorists) หรือสมาคมนักเคมีและนักทำสีสิ่งทอแห่งอเมริกา ทดสอบ “ประสิทธิภาพการสะท้อนน้ำบนพื้นผิวผ้า” (Resistance to wetting) เพื่อประเมินว่าเมื่อมีน้ำสเปรย์หรือตกลงมาปะทะผิวผ้า น้ำจะเกาะติดหรือซึมลงไปในเนื้อผ้ามากน้อยเพียงใด มักใช้ประเมินคุณภาพของผ้าที่ผ่านการเคลือบสารสะท้อนน้ำ (Water-repellent finish)

วิธีการทดสอบ (Methodology)

หลักการทำงานคือการจำลองสภาวะที่ผ้าโดนละอองน้ำหรือฝนตกใส่ตามมาตรฐานที่ควบคุมไว้:

  1. เตรียมตัวอย่าง: นำตัวอย่างผ้ามาขึงให้ตึงบนสะดึงเหล็ก (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว)
  2. ตั้งองศา: นำสะดึงไปวางยึดบนแท่นทดสอบที่ทำมุมเอียง 45 องศา
  3. ปล่อยน้ำ: เทน้ำกลั่นปริมาตร 250 มิลลิลิตร ลงในกรวยที่มีหัวฉีดสเปรย์มาตรฐาน ซึ่งต้องตั้งอยู่สูงจากจุดศูนย์กลางของสะดึง 6 นิ้ว (150 มม.) พอดี
  4. เคาะน้ำออก: ปล่อยให้น้ำสเปรย์ลงมาปะทะผิวผ้าจนหมดกรวย จากนั้นนำสะดึงออกมาถือแล้วเคาะเบาๆ 1-2 ครั้ง เพื่อสลัดหยดน้ำที่กลิ้งไปมาหรือเกาะหลวมๆ ออก

การอ่านและประเมินผล (Rating)

การอ่านผลจะใช้วิธี การตรวจพินิจด้วยสายตา (Visual Assessment) โดยนำลักษณะรอยคราบน้ำหรือการเปียกที่เหลืออยู่บนผิวผ้า ไปเทียบกับรูปภาพมาตรฐาน (Standard Spray Test Rating Chart) ของ AATCC ซึ่งจะแบ่งระดับคะแนน (Grade) ดังนี้:

  • 100 (ISO 5): ไม่มีน้ำเกาะติด หรือไม่มีรอยเปียกบนผิวผ้าเลย (ดีเยี่ยม)
  • 90 (ISO 4): ผิวผ้าเปียกหรือมีหยดน้ำเกาะติดเพียงเล็กน้อยแบบสุ่ม
  • 80 (ISO 3): ผิวผ้าเปียกเฉพาะจุดที่หยดน้ำตกกระทบโดยตรง
  • 70 (ISO 2): ผิวผ้าเปียกเป็นบริเวณกว้าง แต่ยังไม่เปียกทั่วทั้งแผ่น
  • 50 (ISO 1): ผิวผ้าด้านบนเปียกชุ่มทั้งหมด
  • 0: ผิวผ้าเปียกชุ่มทะลุไปจนถึงด้านหลังของผ้า (ไม่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำเลย)

ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐาน AATCC 22
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การสะท้อนน้ำ ได้ในสัญลักษณ์นี้


JIS L 1902 Testing for antibacterial activity

JIS L 1902 Testing for antibacterial activity and efficacy on textile products การทดสอบฤทธิ์และประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรียบนผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดย คณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standards Committee – JISC) เทียบเท่าได้กับมาตรฐาน ISO 20743 ในระดับสากล ทดสอบ “ความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ผ่านการเคลือบหรือตกแต่งด้วยสารต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial finish) เช่น เสื้อผ้า, ผ้าปูที่นอน, หน้ากากผ้า, เส้นด้าย และสิ่งทอทางการแพทย์

แบคทีเรียสายพันธุ์มาตรฐานที่บังคับใช้ในการทดสอบ มักประกอบด้วย:

  • Staphylococcus aureus แบคทีเรียแกรมบวก มักพบบนผิวหนัง
  • Klebsiella pneumoniae แบคทีเรียแกรมลบ สาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจมีการใช้เชื้อ E. coli หรือ Pseudomonas aeruginosa เพิ่มเติมตามความต้องการของผู้ทดสอบ

วิธีการทดสอบ

มาตรฐาน JIS L 1902 แบ่งวิธีการทดสอบออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่


1. การทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Method): วิธี Halo Method

เป็นวิธีการทดสอบที่เน้นการสังเกตด้วยตาเปล่า เหมาะสำหรับประเมินผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจาย (Diffusing agent) ออกมาจากเนื้อผ้าได้

ขั้นตอนการทดสอบ:

  1. เตรียมสภาพแวดล้อม: เตรียมแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar) และทำการเกลี่ยหรือเพาะสารละลายแบคทีเรียทดสอบลงบนพื้นผิววุ้นให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
  2. เตรียมชิ้นงาน: ตัดตัวอย่างผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย (มักใช้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 มิลลิเมตร)
  3. การวางชิ้นงาน: นำชิ้นผ้าตัวอย่างไปวางแนบสนิทลงบนกึ่งกลางของแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
  4. การบ่มเชื้อ: นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มควบคุมอุณหภูมิ (มักบ่มที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง)

การอ่านผล

ดูว่าสารต้านแบคทีเรียบนผ้าสามารถแพร่กระจายออกมาฆ่าเชื้อบริเวณรอบๆ ได้หรือไม่ เมื่อครบเวลาบ่ม จะทำการประเมินโดยการสังเกตหา “วงแหวนยับยั้งเชื้อ” (Halo หรือ Clear Zone) บริเวณรอบขอบผ้า หากปรากฏพื้นที่วงใสที่ไม่มีเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่เลย แสดงว่าสารบนผ้ามีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายเพื่อต้านแบคทีเรีย

เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)

  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ > 0 มิลลิเมตร (มีวงแหวนใสรอบชิ้นผ้า): การแปลผล: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย แสดงว่าสารเคลือบสามารถแพร่กระจายออกจากตัวเนื้อผ้า และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจน
  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร แต่ไม่มีเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: มีประสิทธิภาพเฉพาะบนผิวสัมผัส (ขอบเขตจำกัด) แสดงว่าสารเคลือบไม่ได้แพร่กระจายออกมาภายนอก แต่ยังคงความสามารถในการยับยั้งเชื้อที่มาสัมผัสลงบนผืนผ้าโดยตรงได้
  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร และพบเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย

ข้อสังเกตเพิ่มเติมเชิงเทคนิคสำหรับการประเมินสเปกผ้า: ผ้านวัตกรรมความปลอดภัยสูงบางตัว ใช้เทคโนโลยีสารต้านแบคทีเรียแบบยึดติดแน่นกับโครงสร้างเส้นใย (Non-diffusing/Non-leaching) เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีหลุดลอกออกมาปนเปื้อน เมื่อนำผ้าในกลุ่มนี้ไปทดสอบด้วยวิธี Halo Method อาจพบว่า ไม่เกิดวงแหวนยับยั้งเชื้อ (Halo = 0) ซึ่งไม่ได้แปลว่าผ้าไร้ประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะสารไม่แพร่กระจายออกมาบนแผ่นวุ้น ดังนั้น การอ้างอิงใบรับรองที่วัดผลด้วย วิธีเชิงปริมาณ (Absorption Method) จึงเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของเนื้อผ้าได้ครอบคลุมและแม่นยำกว่า


2. การทดสอบเชิงปริมาณ (Quantitative Method): วิธี Absorption Method

เป็นวิธีการทดสอบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถวัดผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับสารเคลือบทุกประเภท รวมถึงสารที่ไม่แพร่กระจายออกจากเนื้อผ้า

ขั้นตอนการทดสอบ:

  1. เตรียมชิ้นงานเปรียบเทียบ: เตรียมตัวอย่างผ้า 2 ชนิด ได้แก่ ผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรีย (Treated) และผ้าที่ไม่ได้เคลือบสาร (Untreated หรือ Control)
  2. การทำให้ปลอดเชื้อ: ทำการฆ่าเชื้อแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งหมดก่อนเริ่มกระบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแบคทีเรียหรือเชื้อราอื่นปนเปื้อน
  3. การหยดเชื้อ: หยดสารละลายแบคทีเรีย (ซึ่งมีการคำนวณและนับจำนวนเชื้อตั้งต้นไว้แล้วอย่างแน่ชัด) ลงบนแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งสองชนิดโดยตรง
  4. การบ่มเชื้อ: นำผ้าที่หยดเชื้อแล้วไปบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิ (มักใช้เวลา 18-24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส)
  5. การสกัดและชะล้าง: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำผ้ามาล้างในน้ำยาสกัดเฉพาะ เพื่อหยุดปฏิกิริยาและชะล้างเซลล์แบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลือหรือรอดชีวิตอยู่ออกมา

การอ่านผล

การอ่านผลจะพิจารณาจากวิธีเชิงปริมาณเป็นหลัก โดยเปรียบเทียบ “อัตราการเติบโตของเชื้อบนผ้าควบคุม (ผ้าธรรมดา)” กับ “ผ้าที่เคลือบสารต้านเชื้อ” นำมาคำนวณเป็นค่าความแตกต่างในรูปแบบ Log Reduction ออกมาเป็น ค่าประสิทธิภาพการต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value: ค่า A หรือ R)

เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)

  • ค่า A < 2.0: แทบไม่มี หรือ ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • ค่า 2.0 ≤ A < 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ยอมรับได้ (เชื้อลดลงอย่างน้อย 99%)
  • ค่า A ≥ 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียในระดับที่สูงมาก (เชื้อลดลงมากกว่า 99.9%)

หากผลิตภัณฑ์ต้องการเคลมว่า “Anti-bacterial” ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปจะต้องได้ค่า A ตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป


ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐานJIS L 1902
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การยับยั่งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ในสัญลักษณ์นี้
30035 CRUISES
30070 ISTANBUL
30071 GALATA
30072 TOPKAPI
30073 BOSPHORUS
30097 WINDMILL
30098 OMBRELLO


ทดสอบครั้งเดี่ยวได้ครบ BS + EN + ISO เลยเหรอ

มาตรฐานสากล: BS, EN, ISO ตัวเลขไหนที่วงการผ้าตกแต่งภายในต้องรู้

เวลาเปิดแคตตาล็อกสเปกผ้าสำหรับงานโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์หรือผ้าม่าน นักออกแบบและฝ่ายจัดซื้อมักจะเจอตัวอักษรย่ออย่าง BS, EN, ISO ก็ชวนสับสน ทำไมบางมาตรฐานถึงยาวเป็นหางว่าวอย่าง BS EN ISO แต่บางอันก็มีแค่ BS EN หรือ EN ISO? เรานี้จะพาไปไขความลับของหลักการเรียงลำดับตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมยกตัวอย่างมาตรฐานจริงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอตกแต่งภายใน เพื่อให้การอ่านสเปกนำเสนองาน B2B เป็นเรื่องง่ายและดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

โครงสร้างของชื่อมาตรฐาน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด เราต้องแยกส่วนประกอบของรหัสมาตรฐานออกเป็น 2 ส่วน คือ “ตัวอักษรนำหน้า” (Prefix) และ “ตัวเลขรหัสมาตรฐาน” (XXXX)

1. EN XXXX (European Norm): “มาตรฐานระดับทวีป” คำว่า EN ย่อมาจาก European Norm ซึ่งหมายถึงมาตรฐานกลางที่ถูกร่างและกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการมาตรฐานแห่งยุโรป (CEN) ตัวเลข XXXX ที่ตามหลังคือรหัสของวิธีการทดสอบสินค้านั้นๆ (Test Method) ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบการลามไฟ ความทนทานต่อการขัดถู หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านสารเคมี นี่คือ “มาตรฐานแม่” ที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มประเทศยุโรป

2. BS EN XXXX / DIN EN XXXX: “มาตรฐานระดับประเทศที่รับเอาไปใช้” เมื่อประเทศสมาชิกในยุโรปนำมาตรฐานกลาง (EN) ไปบังคับใช้เป็นมาตรฐานในประเทศของตนเอง โดยไม่มีการดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการทดสอบใดๆ ทั้งสิ้นสถาบันมาตรฐานของประเทศนั้นๆ จะนำตัวย่อของตนเองไปแปะไว้ข้างหน้าคำว่า EN เช่น:

  • BS EN XXXX: British Standard (สหราชอาณาจักร) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • DIN EN XXXX: Deutsches Institut für Normung (เยอรมนี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • NF EN XXXX: Norme Française (ฝรั่งเศส) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • UNI EN XXXX: Ente Nazionale Italiano di Unificazione (อิตาลี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้

3. BS EN ISO XXXX มาตรฐานระดับโลก (ISO) ที่สหภาพยุโรปนำมาใช้เป็นมาตรฐานกลาง (EN) และสถาบันมาตรฐานอังกฤษได้รับรองมาใช้ในประเทศตัวเอง (BS) โดยไม่มีการเปลี่ยนเนื้อหาการทดสอบแม้แต่ตัวอักษรเดียว!

การเรียงลำดับ: ทำไมต้อง “BS + EN + ISO”

หลักการตั้งชื่อมาตรฐานเมื่อมีการใช้งานข้ามภูมิภาค จะเรียงลำดับจาก

 “ระดับประเทศ ➔ ระดับภูมิภาค ➔ ระดับโลก”

เสมอ เพื่อบอกที่มาที่ไปว่าใครเป็นผู้นำมาตรฐานนี้มาบังคับใช้

  1. ระดับประเทศ (National): เช่น BS British Standard – อังกฤษ, DIN เยอรมนี
  2. ระดับภูมิภาค (Regional): EN European Norm – สหภาพยุโรป
  3. ระดับโลก (International): ISO International Organization for Standardization

ตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่ใช้จริงในสเปกผ้าของ Nitas Tessile

ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน การคัดเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานรองรับคือหัวใจสำคัญในการทำงานร่วมกับมัณฑนากรและร้านผ้าม่าน นี่คือตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่พบได้บ่อยในแคตตาล็อกและสเปกชีต:

1. แบบครบชุด: BS EN ISO XXXX

ทำไมถึงเขียนครบ: มาตรฐานการทดสอบบางอย่างมีลักษณะ ระเบียบวิธีการทดสอบ และเครื่องมือการทดสอบ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (ISO) ยุโรปรับไปใช้เป็นส่วนกลาง (EN) และฝั่งอังกฤษก็นำไปใช้บังคับ (BS) ในงานโปรเจกต์ระดับสากล การระบุ BS EN ISO xxxxจึงเป็นเหมือนพาสปอร์ตที่การันตี นำไปยื่นเสนองานได้ทุกที่ทั่วโลก

  • การทดสอบความทนทานต่อการขัดถู (Martindale Abrasion) BS EN ISO 12947-2:2016 Textiles – Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method – Part 2: Determination of specimen breakdown. ก หาจุดที่เส้นด้ายขาดเพื่อดูว่าผ้าบุเฟอร์นิเจอร์รับการเสียดสีได้กี่รอบ
  • การทดสอบการเกิดขุยบนผิวผ้า (Pilling Resistance) BS EN ISO 12945-2:2020 Textiles – Determination of fabric propensity to surface pilling, fuzzing or matting – Part 2: Modified Martindale method. ทดสอบว่าเมื่อใช้งานไปนานๆ ผิวผ้าบุจะเกิดขุยหรือเม็ดผ้าขึ้นมาหรือไม่
  • การทดสอบความคงทนของสีต่อแสง (Colour Fastness to Light) BS EN ISO 105-B02:2014 Textiles – Tests for colour fastness – Part B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test. สำคัญมากสำหรับเอาท์ดอล์ เพื่อทดสอบว่าเมื่อโดนแดดเลียนแบบจากหลอด Xenon สีผ้าจะซีดจางในระดับใด
  • การทดสอบการปริแตกของตะเข็บ (Seam Slippage) BS EN ISO 13936-2:2004 Textiles – Determination of the slippage resistance of yarns at a seam in woven fabrics – Part 2: Fixed load method. ทดสอบว่าเมื่อนำผ้าไปเย็บตะเข็บ รอยเย็บจะปริหรือแยกออกจากกันง่ายหรือไม่ สำคัญสำหรับงานบุโซฟา
  • การทดสอบความทนทานต่อการฉีกขาด (Tear Strength) BS EN ISO 13937-1:2000 Textiles – Tear properties of fabrics – Part 1: Determination of tear force using ballistic pendulum method (Elmendorf). ทดสอบแรงดึงฉีกว่าผ้ามีความเหนียวทนทานต่อการถูกเกี่ยวหรือกระชากแค่ไหน)

2. การจับคู่ระดับภูมิภาคและประเทศ: BS EN XXXX

ทำไมถึงไม่มี ISO รวมอยู่ด้วย?  ไม่ใช่ว่ามาตรฐานระดับโลก (ISO) ไม่มีการทดสอบแบบเดียวกัน แต่สาเหตุที่ไม่สามารถเขียนรวมชื่อกันได้ เป็นเพราะ “ISO ใช้รหัสมาตรฐานคนละเลขหมายกัน” ซึ่งแม้ระเบียบวิธีการทดสอบจะมีความคล้ายคลึงและใช้เทียบเคียงกันได้ แต่เมื่อรหัสตัวเลขไม่ตรงกัน ประกอบกับอาจมีรายละเอียดเงื่อนไขย่อยบางประการที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำตัวย่อมารวมร่างกันได้ ในอุตสาหกรรมผ้าตกแต่งภายใน สถาบันทางยุโรปและอังกฤษจึงเลือกใช้รหัสมาตรฐาน BS EN ของตนเองเป็นหลัก ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานอ้างอิงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และครอบคลุมข้อกำหนดงานโปรเจกต์ทั้งในไทยและระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างการทดสอบที่เลขต่างกัน เช่น

  • การทดสอบการลามไฟของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (จากบุหรี่) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1021-1:2014 (Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette) ฝั่งโลก (ISO): ISO 8191-1:1987 (Furniture – Assessment of ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความไวต่อการติดไฟ) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1101:1996 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the ignitability of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6940:2004 (Textile fabrics – Burning behaviour – Determination of ease of ignition of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความเร็วในการลามไฟหลังจากติดไฟแล้ว) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1102:2016 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the flame spread of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6941:2003 (Textile fabrics – Burning behaviour – Measurement of flame spread properties of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบน้ำหนักผ้า (น้ำหนักต่อตารางเมตร / GSM) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 12127:1998 (Textiles – Fabrics – Determination of mass per unit area using small samples) ฝั่งโลก (ISO): ISO 3801:1977 (Textiles – Woven fabrics – Determination of mass per unit length and mass per unit area)
  • การทดสอบความหนาแน่นของเส้นด้าย (Thread Count / จำนวนเส้นด้ายต่อนิ้วหรือเซนติเมตร) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1049-2:1994 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Determination of number of threads per unit length) ฝั่งโลก (ISO): ISO 7211-2:1984 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Part 2: Determination of number of threads per unit length)

3. การจับคู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก: EN ISO XXXX

ทำไมไม่มีตัวย่อประเทศนำหน้า: ในหลายกรณี สเปกชีตที่เป็นภาษากลางจะเลือกตัดตัวย่อระดับประเทศ (เช่น BS, DIN) ออกไป เพื่อลดความเยิ่นเย้อ และสื่อสารตรงๆ ว่านี่คือมาตรฐานระดับยุโรป (EN) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก (ISO) ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะสร้างความมั่นใจให้กับดีไซเนอร์ในเรื่องความปลอดภัยไร้สารตกค้าง


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับงานออกแบบ?

การเข้าใจที่มาและการเรียงลำดับของ BS, EN, และ ISO ช่วยให้นักออกแบบและนักจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบสเปกวัสดุได้อย่างแม่นยำ การที่วัสดุอ้างอิงรหัสตัวเลขเดียวกัน (เช่น 12947 สำหรับ Martindale) ไม่ว่าจะมีตัวย่อประเทศใดนำหน้า ก็หมายถึงระเบียบวิธีการทดสอบเดียวกัน

การเลือกใช้แคตตาล็อกผ้าที่มีการระบุรหัสมาตรฐานเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การเขียน TOR หรือสเปกงานโปรเจกต์ผ่านฉลุย แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของตัวแทนจำหน่ายที่คัดสรรคุณภาพระดับสากลมาเพื่องานออกแบบของคุณอย่างแท้จริง


UFAC Upholstered Furniture Action Council

มาตรฐานการทดสอบการลามไฟของวัสดุหุ้มเบาะตามเกณฑ์ UFAC

UFAC ย่อมาจาก Upholstered Furniture Action Council เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 1978 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่เริ่มต้นจากการตกหล่นของวัสดุที่กำลังคุกรุ่น ไฟที่เกิดจากแหล่งความร้อนแบบ Smouldering Ignition เช่น บุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ ที่เผลอวางทิ้งไว้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ และเบาะ

วิธีการทดสอบ (Test Method)

การทดสอบมาตรฐาน UFAC เป็นการจำลองสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย โดยมีขั้นตอนที่ตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • นำตัวอย่างวัสดุ (Sample) ที่ต้องการทดสอบ ไปวางทับลงบนชั้นโฟมมาตรฐาน (Standard foam substrate)
  • นำ บุหรี่ที่กำลังติดไฟ (Burning cigarette) ไปวางสัมผัสลงบนตัวอย่างวัสดุนั้น
  • ปล่อยทิ้งไว้และทำการวัด “ความยาวของรอยไหม้เกรียม” (Char length) ที่เกิดขึ้นบนตัวอย่างวัสดุหลังจากที่ทดสอบเสร็จสิ้น

เกณฑ์การจัดระดับคลาส (Classification & Standard to Pass)

ผลจากการวัดความยาวของรอยไหม้ จะถูกนำมาจัดระดับแบ่งออกเป็น 2 คลาส (Class) เพื่อบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการต้านทานการลามไฟ ได้แก่:

UFAC Class I

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุจะต้องมีความยาว น้อยกว่า 1 3/4 นิ้ว (1.75 นิ้ว)
  • ความหมาย: วัสดุที่จัดอยู่ในคลาสนี้คือวัสดุที่ “สอบผ่าน” (Standard to Pass) เกณฑ์ความปลอดภัยขั้นสูง มีคุณสมบัติต้านทานการติดไฟแบบคุกรุ่นจากบุหรี่ได้ดีมาก หากมีบุหรี่ตกใส่ โอกาสที่ไฟจะลามจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่นั้นมีน้อยมาก จึงมีความปลอดภัยสูงที่สุดในการนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์

UFAC Class II

  • เกณฑ์การวัด: รอยไหม้ (Char length) บนวัสดุมีความยาว มากกว่า 1 3/4 นิ้ว
  • ความหมาย: วัสดุในคลาสนี้มีการลามไฟที่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐานขั้นสูงสุด (Class 1) ของ UFAC วัสดุกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงมากกว่าหากเกิดเหตุการณ์บุหรี่ตกใส่ และอาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำมาใช้งาน

Class I กับ Class II ต่างกันอย่างไร?

ให้จำง่าย ๆ ว่า

  • UFAC Class I = ผ้าหยุดความเสียหายจากบุหรี่ไว้ได้ในพื้นที่เล็กกว่า
  • UFAC Class II = ความเสียหายลามออกไปมากกว่า จึงต้องพึ่งระบบ Barrier เพิ่มเติม
  • ดังนั้น Class I ถือว่ามีประสิทธิภาพด้าน Smouldering Ignition Resistance สูงกว่า Class II

บทสรุป

การแบ่งระดับ UFAC Class ช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถประเมินความปลอดภัยของเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างชัดเจน หากคุณกำลังมองหาวัสดุหุ้มโซฟาที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อการเกิดอัคคีภัย (โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือมีผู้สูบบุหรี่) การเลือกใช้วัสดุที่ระบุว่าเป็น UFAC Class 1 จะเป็นตัวเลือกที่มั่นใจได้มากที่สุด


GB 8624 Classification for burning behaviour

GB Standards เรียกว่า Guojia Biaozhun “กั๋ว-เจีย-เปียว-จุ่น” (国标) ซึ่งมีความหมายว่า “มาตรฐานแห่งชาติ” และมีรหัสย่อว่า GB


GB 8624 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สำคัญของประเทศจีน (Chinese National Standard) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และข้อกำหนดสำหรับการจำแนกประเภทพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่ง เช่น ผนัง เพดาน พื้น และวัสดุฉนวน มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความสามารถในการติดไฟ การลามไฟ และการผลิตควัน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้งาน

การจำแนกประเภทและการทดสอบหลัก

GB 8624-2012 มีการจัดหมวดหมู่และเกณฑ์การทดสอบที่ครอบคลุมสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการแบ่งระดับประสิทธิภาพการทนไฟเป็นเกรดหลัก ได้แก่ A, B1, B2, และ B3 โดย A คือเกรดที่ทนไฟได้ดีที่สุด

เกรดหลักระดับประสิทธิภาพคำอธิบายโดยย่อ
Aวัสดุไม่ติดไฟ
(Non-combustible)
ทนไฟได้มากที่สุด, ไม่มีการติดไฟหรือลามไฟอย่างต่อเนื่อง
B1วัสดุทนไฟ
(Difficult-to-burn)
ลามไฟได้จำกัดและมีคุณสมบัติในการดับไฟเอง (Self-extinguishing)
B2วัสดุติดไฟได้
(Combustible)
มีคุณสมบัติการติดไฟที่ชัดเจน สามารถเผาไหม้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
B3วัสดุไวไฟ
(Flammable)
ติดไฟได้ง่ายและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว (เป็นเกรดที่ต่ำที่สุด)

การทดสอบ: การจำแนกเกรดต้องผ่านชุดการทดสอบหลายอย่างที่กำหนดในมาตรฐานอ้างอิงอื่น ๆ (เช่น GB/T 5464, GB/T 8626, GB/T 20284) ซึ่งจะวัดปัจจัยต่าง ๆ เช่นอัตราการปลดปล่อยความร้อน (Heat Release Rate) การผลิตควัน Smoke Production) และการคงสภาพการเผาไหม้ (Sustained Burning)

การประยุกต์ใช้กับผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น ผ้าม่าน (Curtain) และ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (Textile for Furniture)มาตรฐาน GB 8624 ก็ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เช่นกัน โดยเน้นที่การทดสอบเพื่อให้ได้ระดับ Class B1 หรือ Class B2


ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐาน GB 8624
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การหน่วงการลามไฟได้ในสัญลักษณ์นี้
90039 HOSPITAL SPA


คู่มือเตรียมพื้นที่ก่อนจะติด “ร่างม่านมอเตอร์ 2 ชั้น” ต้องเว้นระยะฝ้าเท่าไหร่ถึงจะเพอร์เฟกต์?

ในยุค Smart Home การติดตั้งม่านมอเตอร์กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปรับลุคบ้านให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการติดม่านแบบ 2 ชั้น (ม่านทึบและม่านโปร่ง) ที่ช่วยทั้งบังแสงและพรางตาได้ตามต้องการ

แต่ปัญหาที่เจ้าของบ้านหรือผู้ออกแบบบ่อยครั้งคือ “การลืมเว้นระยะเผื่อติดตั้ง” ทำให้เมื่อทำฝ้าหลุมหรือกล่องบังรางเสร็จแล้ว กลับใส่รางม่านมอเตอร์ไม่ได้ หรือใส่ได้แต่ม่านเบียดกันจนมอเตอร์ทำงานหนักและพังไว

วันนี้เรามีข้อมูลมาตรฐานในการเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้งรางม่านมอเตอร์ 2 ชั้น ทั้งแบบ “ทางตรง” และ “เข้ามุม” มาฝากกันครับ

กรณีที่ 1: ติดตั้งรางม่านมอเตอร์ 2 ชั้น แบบ “ทางตรง”

หากหน้าต่างของคุณเป็นผนังทางตรงปกติ ไม่มีการหักมุม การเตรียมพื้นที่ฝ้าจะง่ายที่สุด โดยมีหลักการดังนี้:

ระยะเคลียร์ในอย่างน้อย: 25 เซนติเมตร

หากต้องการติดรางมอเตอร์ 2 ชั้นแบบทางตรง คุณต้องบอกช่างฝ้าให้ทำกล่องบังรางหรือดรอปฝ้าโดยวัดระยะจาก ผนัง/หน้าต่าง ถึง ขอบกล่องบังรางด้านใน เป็นระยะอย่างน้อย 25 เซนติเมตร

ทำไมต้อง 25 เซนติเมตร? มาดูการแบ่งระยะด้านในกันครับ:

เพื่อให้ม่านทั้ง 2 ชั้น และตัวมอเตอร์มีพื้นที่ทำงานได้อย่างอิสระ ไม่เบียดกัน ระยะ 25 ซม. จะถูกแบ่งดังนี้ (วัดจากฝั่งหน้าต่างออกมา):

  1. ระยะห่างจากผนัง/หน้าต่าง: เว้นไว้ 6 ซม. เพื่อไม่ให้ผ้าม่านโปร่งเสียดสีกับผนังหรือวงกบ
  2. พื้นที่สำหรับรางม่านโปร่ง: เผื่อไว้ 6 ซม. (ตัวรางและจีบผ้าม่าน)
  3. ระยะห่างระหว่างราง: เว้นช่องว่างตรงกลาง 6 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้ม่านทึบและม่านโปร่งเบียดกันเวลาเปิด-ปิด
  4. พื้นที่สำหรับรางม่านทึบ: เผื่อไว้ 7 ซม. (โดยปกติรางม่านทึบจะอยู่ด้านในห้อง และจีบม่านมักจะหนากว่า จึงเผื่อพื้นที่ไว้มากกว่าเล็กน้อย)

สรุป: 6 + 6 + 6 + 7 = 25 เซนติเมตรพอดี นี่คือระยะที่ปลอดภัยและสวยงามที่สุดสำหรับม่านตรง 2 ชั้น

กรณีที่ 2: ติดตั้งรางม่านมอเตอร์ 2 ชั้น แบบ “เข้ามุม”

สำหรับห้องที่มีกระจกเข้ามุม (Corner Window) การเตรียมพื้นที่จำเป็นต้องใช้ระยะที่มากกว่า เนื่องจากตัวรางมอเตอร์ไม่สามารถหักศอก 90 องศาได้ทันที แต่ต้องมี “รัศมีดัดโค้ง” เพื่อให้สายพานและมอเตอร์ทำงานได้ราบรื่น

ระยะเคลียร์ในอย่างน้อย: 30 เซนติเมตร

หากหน้าต่างเป็นแบบเข้ามุม คุณต้องเตรียมพื้นที่กล่องบังรางหรือดรอปฝ้า โดยวัดระยะเคลียร์ในจากผนังทั้งสองด้านเข้ามา 30 เซนติเมตร

หัวใจสำคัญคือ “รัศมีดัดโค้ง”

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับรางเข้ามุมคือ “รัศมีดัดโค้งแคบที่สุด” ซึ่งโดยมาตรฐานจะอยู่ที่ 20 เซนติเมตร

หมายความว่า ตรงบริเวณมุมห้อง ตัวรางม่านจะโค้งกินพื้นที่เข้ามา หากคุณเว้นพื้นที่น้อยกว่า 30 ซม. ตัวรางที่ดัดโค้งอาจจะไปชนขอบกล่องบังราง หรือทำให้การแบ่งระยะห่างระหว่างราง (6 ซม. ในแต่ละช่วง) ทำไม่ได้ตามมาตรฐาน ส่งผลให้ผ้าม่านเบียดกันรุนแรงตรงมุม

การแบ่งระยะสำหรับรางเข้ามุม:

โดยคร่าวๆ ระยะ 30 ซม. จะถูกแบ่งดังนี้ (วัดจากผนังหน้าต่างออกมา):

การเตรียมพื้นที่สำหรับรางม่าน 2 ชั้น แบบรองรับรัศมีโค้ง (Curved Radius)

  1. ระยะห่างจากผนัง/หน้าต่าง: เว้นไว้ 6 ซม. เพื่อไม่ให้ผ้าม่านโปร่งเสียดสีกับผนังหรือวงกบ
  2. พื้นที่สำหรับรางม่านโปร่ง: เผื่อไว้ 6 ซม. (รวมตัวรางและจีบผ้าม่าน)
  3. ระยะห่างระหว่างราง: เว้นช่องว่างตรงกลาง 6 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้ม่านทึบและม่านโปร่งเบียดกันเวลาเปิด-ปิด
  4. พื้นที่สำหรับรางม่านทึบ: เผื่อไว้ 12 ซม. (รวมตัวรางและจีบผ้าม่าน) เพื่อรักษาระยะช่องว่า ให้สมดุลและเพียงพอต่อการรองรับรัศมีโค้ง 20 ซม.

สรุป: 6 + 6 + 6 + 12 = 30 เซนติเมตรพอดี นี่คือระยะที่ปลอดภัยสำหรับการทำงานของรางโค้งครับ

บทสรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม

การเตรียมพื้นที่ฝ้าให้ถูกต้องตั้งแต่วันเริ่มต้นงานโครงสร้าง จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขภายหลังได้มากครับ

  • ม่านตรง: เว้นระยะเคลียร์ในอย่างน้อย 25 ซม.
  • ม่านโค้งเข้ามุม: เว้นระยะเคลียร์ในอย่างน้อย 30 ซม.

และที่สำคัญที่สุด! ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบ หรือร้านม่านที่คุณเลือกใช้ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพื่อความสมบูรณ์แบบในการออกแบบห้องของคุณ


เกิดใหม่ทั้งทีก็เป็น “เรยอน” ไปซะแล้ว

ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าแกนหลักของเส้นใยจากพืช ไม่ว่าจะเป็นฝ้าย หรือ ลินิน ส่วนหลักนั้นคือ Cellulose เซลลูโลส แต่ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้มีการคิดค้นปรับปรุงและพัฒนาเส้นใยชนิดใหม่ขึ้น โดยใช้ Cellulose มากำเนิดใหม่ เรียกว่า เส้นใยประดิษฐ์ Regenerated Fiber (Cellulose) การเกิดใหม่นี้มีเส้นใยอะไรบ้าง และแต่ละตัวผ่านกรรมวิธีเกิดในร่างมาอย่างไร มาดูกัน

1. การเกิดใหม่ที่ยังคงความเป็น Rayon (เรยอน)

กลุ่มนี้คือเส้นใยที่ยังคงโครงสร้างหลักของเซลลูโลสเอาไว้ แต่เปลี่ยนรูปแบบทางกายภาพให้ใช้งานได้ดีขึ้น

Viscose วิสคอส – ร่างแรก

  • ค.ศ. 1892 โดยนักเคมีชาวอังกฤษ (C.F. Cross, E.J. Bevan และ C. Beadle) และผลิตเชิงพาณิชย์สำเร็จโดยบริษัท Courtaulds ประเทศอังกฤษ
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ฉีดลงอ่างของเหลวสารเคมีเพื่อทำปฏิกิริยาให้แข็งตัว)
  • คุณสมบัติ: เกิดจากการนำเยื่อไม้ทั่วไปมาละลายด้วยสารเคมีให้กลายเป็นของเหลวหนืดก่อนฉีดเป็นเส้นใย จุดเด่นคือความนุ่ม ทิ้งตัวสวยงาม และเงางามคล้ายไหม (ในงานผ้าม่าน การทิ้งตัวของเส้นใยกลุ่มนี้สร้างลอนที่สวยงามมาก) แต่มีข้อเสียคือความแข็งแรงจะลดลงฮวบฮาบเมื่อเปียกน้ำ

Modal โมดัล – ร่างอัปเกรดความเหนียว

  • ริเริ่มแนวคิดในญี่ปุ่นช่วงปี ค.ศ. 1951 ก่อนที่บริษัท Lenzing AG (ประเทศออสเตรีย) จะนำมาพัฒนาต่อยอดจนสำเร็จและทำตลาดในปี ค.ศ. 1964
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ใช้กระบวนการคล้ายวิสคอส แต่ปรับสภาพอ่างสารเคมีแบบพิเศษ)
  • คุณสมบัติ: ใช้เยื่อจากไม้ต้นบีช (Beech wood) ปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีให้มีความต้านทานการยืดตัวเมื่อเปียกน้ำ (High Wet Modulus) ซักแล้วไม่ย้วย ทนทานขึ้น แต่ยังคงสัมผัสที่นุ่มละมุน

Lyocell ไลโอเซลล์ – ร่างสมบูรณ์แบบ

  • ค.ศ. 1972 โดยบริษัท American Enka (สหรัฐอเมริกา) และถูกพัฒนาจนสมบูรณ์แบบเชิงพาณิชย์โดยบริษัท Courtaulds (อังกฤษ) ในช่วงปี 1990s
  • การขึ้นรูป: Dry-Jet Wet Spinning (ฉีดเส้นใยผ่านอากาศก่อนลงอ่างของเหลว กระบวนการนี้ช่วยดึงโครงสร้างโมเลกุลให้เรียงตัวแน่น)
  • คุณสมบัติ: นวัตกรรมขั้นสุด ใช้ไม้ต้นยูคาลิปตัส พร้อมระบบการผลิตแบบปิด (Closed-loop) ที่นำตัวทำละลายกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ 100% ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และด้วยการขึ้นรูปผ่านอากาศก่อนลงอ่าง ทำให้เป็นเส้นใยที่แข็งแรงที่สุดในตระกูลนี้ ทนทานต่อการเสียดสีได้ดีเยี่ยม

Cupro คิวโปร (Cuprammonium Rayon) – ร่างชนชั้นสูง

  • ค.ศ. 1890 โดยชาวฝรั่งเศส แต่โด่งดังจากการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี ค.ศ. 1899 โดยบริษัท J.P. Bemberg (เยอรมนี) ปัจจุบันบริษัท Asahi Kasei จากญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ฉีดลงอ่างของเหลว)
  • คุณสมบัติ: เปลี่ยนวัตถุดิบจากเยื่อไม้เป็น Cotton Linter (ปุยฝ้ายเส้นสั้นรอบเมล็ด) ผ่านกระบวนการพิเศษจนได้เส้นใยที่ระบายอากาศและดูดซับความชื้นได้เหนือกว่าคอตตอนทั่วไป มักถูกขนานนามว่าเป็น “ไหมเทียม” ที่แท้จริง ให้สัมผัสเย็นลื่น นิยมใช้ในงานที่ต้องการความหรูหราขั้นสุด

Bamboo Cellulose – ร่างแฝงฟังก์ชันธรรมชาติ

  • นำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างจริงจังช่วงปี ค.ศ. 2002 บุกเบิกโดยมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และบริษัท Jigao Chemical Fibre ประเทศจีน
  • การขึ้นรูป: Wet Spinning (ใช้กระบวนการผลิตเดียวกับ Viscose แต่เปลี่ยนวัตถุดิบตั้งต้น)
  • คุณสมบัติ: การใช้เยื่อไผ่เป็นวัตถุดิบ นอกจากจะได้ความนุ่มลื่นและเย็นสบายแล้ว ยังสามารถดึงคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียตามธรรมชาติของไผ่ มาใช้ประโยชน์ได้

2. การเกิดใหม่ที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นใยสังเคราะห์ (Semi-synthetic)

Cellulose Diacetate ไดอะซิเตท – ร่างมาตรฐาน

มักถูกเรียกสั้นๆ ว่า “Acetate” ในวงการสิ่งทอ เป็นรูปแบบที่แพร่หลายที่สุด

  • พัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยพี่น้องตระกูล Dreyfus ภายใต้บริษัท Celanese เช่นเดียวกับที่ระบุในข้อมูลหลัก โดยเริ่มมีการผลิตเส้นใยสำหรับสิ่งทออย่างจริงจังในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
  • การขึ้นรูป: Dry Spinning ฉีดสารละลายของ cellulose diacetate ในตัวทำละลาย (เช่น acetone) ผ่านอากาศร้อนเพื่อให้ตัวทำละลายระเหยออกและเส้นใยแข็งตัว
  • คุณสมบัติ: มีหมู่ hydroxyl เหลืออยู่มากกว่า Triacetate ทำให้มีความสามารถในการดูดความชื้นได้บ้าง (แม้จะน้อยกว่า Rayon), มีคุณสมบัติ Thermoplasticity (จดจำรูปทรงด้วยความร้อน) แต่ในระดับที่ต่ำกว่า Triacetate, จุดหลอมเหลวต่ำกว่า ทนความร้อนในการรีดได้น้อยกว่า, มีความเงางามคล้ายไหม (silky luster) และทิ้งตัวสวย (good drape) จึงนิยมใช้ทำผ้าซับใน (lining) และชุดราตรี

Cellulose Triacetate ไตรอะซิเตท – ร่างทนร้อนอัดพลีท

มีระดับการทำปฏิกิริยากับกรดอะซิติกที่สูงกว่า (complete acetylation) ทำให้มีหมู่ hydroxyl เหลืออยู่น้อยมาก

  • ค.ศ. 1950 เริ่มมีการผลิตและได้รับความนิยมในชื่อการค้าเช่น Arnel ของ Celanese และ Tricel ของ Courtaulds
  • การขึ้นรูป: Dry Spinning เช่นเดียวกัน แต่ใช้ตัวทำละลายที่แตกต่างและมีความเฉพาะเจาะจงสูง (เช่น methylene chloride mixed with alcohol) เนื่องจากไม่ละลายใน acetone เหมือน Diacetate
  • คุณสมบัติ: มีโครงสร้างเป็นผลึก (crystalline) มากกว่า และมีความเป็นกึ่งสังเคราะห์สูงกว่า, มีความโดดเด่นอย่างยิ่งในเรื่อง “ความสามารถในการจดจำรูปทรงด้วยความร้อน” (Thermoplasticity)สามารถผ่านกระบวนการ Heat-setting เพื่อ อัดพลีทหรือจับจีบถาวร ได้ดีเยี่ยมและคงทนกว่า Diacetate และ Rayon ทุกชนิด, มีจุดหลอมเหลวสูงกว่า ทนความร้อนในการรีดได้ดีกว่า, ดูดความชื้นน้อยมาก แห้งไว และทนต่อการยับได้ดี (easy care/wash-and-wear)

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ การฉีดเส้นใยวิสคอส (Wet Spinning) กับการทำเส้นขนมจีน

การฉีดเส้นใยวิสคอส
Wet Spinning
การทำเส้นขนมจีน
สารละลายพลาสติกหนืด (Viscose Dope)
เนื้อไม้ที่ละลายเคมีแล้ว
แป้งขนมจีนเหลว
แป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมันและน้ำ นวดจนหนืด
หัวปั่น (Spinneret)
หัวโลหะที่มีรูเล็กๆ จำนวนมาก
ที่หยอดขนมจีน/ถุงบีบ
กระป๋องโลหะหรือถุงที่มีรูที่ก้น
ปั๊มสารละลายผ่านรูเล็กๆบีบแป้งผ่านรูเล็กๆ
อ่างสารเคมี (Coagulation Bath)
เกิดปฏิกิริยาเคมีทันทีทำให้พลาสติกแข็งตัวเป็นเส้น
น้ำเดือด
ความร้อนทำความสุกให้แป้ง แป้งจึงจับตัวกันแข็งเป็นเส้น

บทสรุป

การเกิดใหม่นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำเร็จในการแปลงร่าง Regenerated Cellulose ผ่านกระบวนการทางเคมีและวิศวกรรมการปั่นเส้นใยที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์เชิงรูปธรรมว่าเราสามารถนำวัสดุฐานชีวภาพจากธรรมชาติมาทำการวิศวกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยกระบวนการเหล่านี้ได้สร้างสรรค์กลุ่มเส้นใยที่มีชื่อเรียกเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มเติมขึ้นมาจากกลุ่มเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์จากพอลิเมอร์ดั้งเดิมที่คุ้นเคย ในมิติของคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อวัสดุเคหะสิ่งทอนั้น เส้นใยกลุ่ม Regenerated Fiber โดดเด่นอย่างยิ่งในเรื่องความสามารถในการติดสี (Dye Affinity) ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งกินสีได้ดีกว่าเส้นใยธรรมชาติปกติ ส่งผลให้สามารถย้อมสีได้สดใส อิ่มตัว และให้เฉดสีที่หนักแน่นกว่า นอกจากนี้ ด้วยปฏิกิริยาต่อสีย้อมที่แตกต่างกันระหว่างวัสดุ ยังช่วยเปิดกว้างความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์สไตล์ผ้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการย้อมให้เกิดเฉดสีที่แตกต่างกันหลายระดับ หรือการย้อมแยกสี การสร้างมิติ ของความด้าน เงา จากเอกลักษณ์ของชนิดเส้นใยนั้นๆ เช่น การผสม โพลีเอสเตอร์ กับ คอตตอน หรือ เรยอน และเส้นใย Regenerated อื่นๆ ในผืนผ้าเดียวกัน


ผ้าของนิทัสที่มีส่วนผสมของ
Rayon: 30094 BRANDON
Viscose: 30053 ATLANTIS, 30066 PARADISO, 40060 EBRU ART, 10570 LOFT
Bamboo Cellulose: 90056 BAMBAM


เรียงลำดับเล่มรวมผ้าตัวอย่าง

SHEER CURTAINS

ผ้าม่านโปร่ง หรือที่เรียกว่าผ้าม่านบาง (Sheer Curtains) ทำจากผ้าฝ้าย และโพลีเอสเตอร์ มีความบางและโปร่งแสง ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวโดยไม่บังแสงแดด ทำให้ห้องสว่างและเปิดกว้างยิ่งขึ้น มีคุณสมบัติเด่นในการให้แสงธรรมชาติเข้ามา เพิ่มความหรูหราและเรียบง่าย ระบายอากาศได้ดี และปกป้องความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง มักใช้คู่กับผ้าม่านหนาหรือม่านทึบเพื่อปรับระดับความสว่างและความเป็นส่วนตัวตามต้องการได้ง่ายขึ้น

Sheer Curtains Collection E-Catalog

คอลเลกชันผ้าม่านโปร่ง


BLACKOUT CURTAINS

ผ้าม่านทึบแสง (Blackout Curtains) คือผ้าม่านที่ทำจากผ้าที่หนาและมีการเคลือบหรือซับในเพื่อป้องกันแสงแดดและแสงอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว ควบคุมอุณหภูมิ ลดเสียงรบกวน และเหมาะสำหรับห้องนอนที่ต้องการความมืดสนิทเพื่อการนอนหลับที่สบายยิ่งขึ้น

Blackout Collection E-Catalog

คอลเลกชันผ้าม่านโปร่ง


DIM-OUT CURTAINS

ผ้าม่านกันแสง (Dim-out Curtains) คือผ้าม่านที่ออกแบบมาเพื่อบังแสงส่วนใหญ่ประมาณ 70-85% โดยไม่ทำให้ห้องมืดสนิท ช่วยลดความสว่างจากแสงแดดภายนอกและให้ความเป็นส่วนตัวดีพอสมควร เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน หรือห้องรับประทานอาหาร ที่ต้องการการควบคุมแสงและความสว่างในระดับปานกลาง พร้อมทั้งสามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในห้องได้บ้าง

Dim-out Collection E-Book

เล่มตัวอย่างผ้าม่านกันแสงหน้าปกติ 135-150 ซม

Wide Width Dim-out Collection E-Book

เล่มตัวอย่างผ้าม่านกันแสงหน้ากว้าง 280-350 ซม.

Dim-out Collection Folder

แผ่นพับรวมผ้าม่านกันแสง


UPHOLSTERY

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (upholstery) คือวัสดุที่ใช้สำหรับหุ้มเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เก้าอี้ หรือเบาะนั่ง เพื่อเพิ่มความสวยงามและความสะดวกสบาย ป้องกันการสึกหรอ โดยมีหลายประเภท เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าโพลีเอสเตอร์ ผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ และหนัง ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น ความทนทาน การดูแลรักษา ความสวยงาม และความสบายในการใช้งาน

Upholstery Collection

เล่มตัวอย่างรวมผ้าบุเฟอร์นิเจอร์

Water Repellent Upholstery Collection

เล่มตัวอย่างรวมผ้าบุเฟอร์นิเจอร์สะท้อนน้ำ

Chenille & Velvet Upholstery Collection

เล่มตัวอย่างรวมผ้าบุเฟอร์เนื้อชานิวส์ และกำมะหยี่

Upholstery Collection Divided by Color

เล่มตัวอย่างรวมผ้าบุเฟอร์ แบ่งตามสี

Upholstery Collection Divided by Promotional Price Range

เล่มตัวอย่างรวมผ้าบุเฟอร์ แบ่งตามช่วงราคาโปรโมชั่น

Pet-Lover Upholstery Collection
เล่ม
รวมผ้าบุสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง

Upholstery Brochure Divided by Promotional Price Range
แผ่นผับรวม ผ้าบุ แบ่งช่วงราคาโปร

Upholstery Brochure
แผ่นผับผ้าบุเดี่ยวๆ


OUTDOOR FABRICS

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งเป็นวัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศและการใช้งานหนัก โดยมีคุณสมบัติกันน้ำ ป้องกันรังสียูวี ทนทานต่อการขัดถู และทำความสะอาดง่าย เหมาะสำหรับการใช้ในสวน ริมสระว่ายน้ำ ระเบียง หรือพื้นที่กลางแจ้งอื่น ๆ ทำจากวัสดุเช่น อะคริลิก โพลีเอสเตอร์ โพลีโพรพิลีน และผ้าเคลือบสารกันน้ำ ซึ่งใช้ในการหุ้มชุดเฟอร์นิเจอร์สนาม เตียงนอนริมสระว่ายน้ำ ร่มกันแดด และผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยการดูแลรักษาเช่น การทำความสะอาดประจำ การเก็บรักษาในฤดูฝนหรือฤดูหนาว และการป้องกันแสงแดด

Outdoor Fabrics Collection


CURTAIN

ผ้าม่านหรือวัสดุที่ใช้ปิดหน้าต่างหรือประตูเพื่อความเป็นส่วนตัวหรือป้องกันแสงแดดจากเข้ามาในห้อง มันมักจะถูกใช้ในบ้านหรือสถานที่ที่ต้องการควบคุมแสงและการเข้าถึงจากภายนอก เช่น ในห้องนอนหรือห้องพักอื่นๆ มันมีลักษณะเป็นแผ่นผ้ายาวติดอยู่ด้านบนของหน้าต่างหรือประตูและสามารถถูกเปิดหรือปิดได้ตามความเหมาะสมของการใช้งาน

Curtain Collection E-Catalog

เล่มรวมผ้าม่านเรียบหรูดูดี

เล่มรวมผ้าลุดเหมือนผ้าไหม

เล่มรวมตัวอย่างผ้าม่านมีลวดลาย


DUAL PURPOSE FABRICS

ผ้าบุฟอร์นิเจอร์ก็ได้ ผ้าม่านก็ดี เป็นผ้าที่มีความแข็งแรง ทนทานมากกว่าผ้าม่านปกติ ซึ่งสามารถนำไปบุ ฟอร์นิเจอร์ได้โดยผ่านตามมาตรฐานการทดสอบความทดทานต่อการเสียดสีและยังสามรถนำมาตัดเย็บเป็นผ้าม่าน ทิ้งตัวสวยเข้าลอนได้ดี และมีน้ำหนักไม่มากเกินไปที่จะทำเป็นผ้าม่าน

Dual Purpose Fabrics Collection
เล่มรวมตัวอย่างรวมผ้าม่านก็ได้บุก็ดี

OEKO-TEX standards 100Collection
เล่มรวมผ้าม่าน/ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านมาตรฐาน OEKO-TEX standards 100

Fabric Collection Divided by Color
เล่มรวมผ้า แยกตามสี

Best Seller Collection
เล่มรวมผ้าขายดี ผ้าม่าน,ผ้าบุ

Neutral-Look Fabrics Collection
เล่มรวมผ้าเนเชอร์รัลลุค (ฝ้าย, ลินิน)


SYNTHETIC LEATHER FABRIC

หนังสังเคราะห์หรือที่เรียกกันว่า หนังเทียมวัสดุทนแทนหนังสัตว์แท้ มีความทนทานสูงอายุการใช้งานยืนยาว ผิวสัมผัสดีที่ดี ทนต่อรอยขีดข่วน ทำความสะอาดง่าย มีคุณสมบัติกันไฟในตัวอีกด้วย ทำมาจากคุณภาพสูงเกรดพรีเมี่ยมที่โรงแรม 5 ดาว เลือกใช้เพราะ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีสารระเหยเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เหมือน pvc เกรดท้องตลาดทั่วไป

Synthetic Leather Fabric Collection
เล่มรวมตัวอย่างรวมหนังเทียม


SPECIAL COLLECTION E-CATALOG

การรวบรวมผ้าที่ไม่ได้แบ่งตามชนิดขอผ้า แต่เราแบางตามความพิเศษบางอย่าง

Anti Dust Mites Collection
เล่มรวมผ้ากันฝุ่น และไรฝุ่น

Flame-retardant fabrics collection
เล่มรวมตัวอย่างรวมผ้ากันไฟลาม

Extra Wide Width Fabrics Collection
เล่มรวมตัวอย่างรวมผ้าหน้ากว้างพิเศษ 320 ซม. +