ISO 12947 Determination of the abrasion resistance of fabrics

ISO 12947: Textiles — Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method
ISO 12947: มาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอ – การหาความต้านทานต่อการขัดถูของผ้าโดยวิธีมาร์ตินเดล

วิธีการทดสอบ (Methodology)

การทดสอบมาตรฐาน ISO 12947 จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า เครื่องมาร์ตินเดล (Martindale Abrasion Tester) เพื่อจำลองแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริง (เช่น การนั่งและขยับตัวบนโซฟา) โดยมีกระบวนการทดสอบหลักๆ ดังนี้:

  • การเตรียมชิ้นงาน: ตัดผ้าตัวอย่างเป็นรูปวงกลมตามขนาดที่กำหนด แล้วนำไปติดตั้งบนหัวจับยึด (Specimen holder)
  • วัสดุขัดถู (Abradant): เครื่องจะใช้ผ้าขนสัตว์มาตรฐาน (Standard Worsted Wool) ขึงตึงไว้ที่ฐานด้านล่างเพื่อใช้เป็นตัวขัดถูผ้าตัวอย่าง
  • แรงกดทับ (Pressure): เครื่องจะกำหนดน้ำหนักกดทับลงบนชิ้นงาน โดยสำหรับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จะใช้แรงกดที่ 9 kPa (กิโลปาสกาล) ซึ่งเป็นน้ำหนักที่จำลองแรงกดทับจากการนั่งของมนุษย์
  • รูปแบบการเคลื่อนที่: นี่คือหัวใจสำคัญของวิธีมาร์ตินเดล หัวขัดจะไม่ได้ถูไป-กลับเป็นเส้นตรง แต่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งวนสลับไปมาลักษณะคล้าย “รูปเลข 8” (Lissajous figure) เพื่อให้ผ้าถูกเสียดสีจากทุกทิศทาง จำลองพฤติกรรมการใช้งานจริงได้แม่นยำที่สุด

การอ่านผลและเกณฑ์การประเมิน (Result Interpretation)

ในการทดสอบผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ นิยมอ้างอิงจาก ISO 12947-2 (การหาจุดขาดของชิ้นงาน) เป็นหลัก โดยเครื่องจะนับจำนวน “รอบ” (Cycles หรือ Rubs) ไปเรื่อยๆ จนกว่าชิ้นงานจะเกิดความเสียหายตามเกณฑ์ ดังนี้:

เมื่อได้ตัวเลขจำนวนรอบ (Cycles) สูงสุดที่ผ้าทนได้ก่อนขาด เราสามารถนำตัวเลขนั้นมาประเมินระดับความเหมาะสมในการใช้งานตามมาตรฐานสากล ได้ดังตารางด้านล่างนี้:

จำนวนรอบ (Martindale Cycles)ระดับการใช้งาน (Usage Category)ความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน
10,000 – 15,000Light Domestic (ใช้งานเบาบาง)เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย เช่น เก้าอี้ในห้องนอน หรืองานบุหัวเตียง
15,000 – 25,000General Domestic (ใช้งานทั่วไป)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน เช่น โซฟาในห้องนั่งเล่นหลัก
25,000 – 30,000Heavy Domestic (ใช้งานหนัก)เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่มีการใช้งานหนักมาก หรือบ้านที่มีเด็กและสัตว์เลี้ยง
30,000 – 40,000General Commercial (งานพาณิชย์ทั่วไป)พื้นที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ล็อบบี้โรงแรม ออฟฟิศ หรือร้านอาหาร
40,000 รอบขึ้นไปHeavy Commercial (งานพาณิชย์งานหนัก)พื้นที่ที่มีการใช้งานหมุนเวียนตลอดเวลา เช่น เก้าอี้โรงภาพยนตร์, เทอร์มินอลสนามบิน หรือระบบขนส่งสาธารณะ

ข้อสังเกตสำหรับนักออกแบบ: สำหรับงานสเปกโปรเจกต์ระดับ Commercial มักจะกำหนดค่ามาตรฐานเริ่มต้นไว้ที่ 30,000 Cycles ขึ้นไป เพื่อรับประกันอายุการใช้งานและความคุ้มค่าในการลงทุน


สำหรับนิทัสเองมีการแบ่งของระดับของการขัดถุ ในจพจำนวบเท่าไหร่เหมาะกับการใช้งานแบบใด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ https://www.nitas-tessile.com/abrasion-resistant/


ทดสอบครั้งเดี่ยวได้ครบ BS + EN + ISO เลยเหรอ

มาตรฐานสากล: BS, EN, ISO ตัวเลขไหนที่วงการผ้าตกแต่งภายในต้องรู้

เวลาเปิดแคตตาล็อกสเปกผ้าสำหรับงานโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์หรือผ้าม่าน นักออกแบบและฝ่ายจัดซื้อมักจะเจอตัวอักษรย่ออย่าง BS, EN, ISO ก็ชวนสับสน ทำไมบางมาตรฐานถึงยาวเป็นหางว่าวอย่าง BS EN ISO แต่บางอันก็มีแค่ BS EN หรือ EN ISO? เรานี้จะพาไปไขความลับของหลักการเรียงลำดับตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมยกตัวอย่างมาตรฐานจริงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอตกแต่งภายใน เพื่อให้การอ่านสเปกนำเสนองาน B2B เป็นเรื่องง่ายและดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

โครงสร้างของชื่อมาตรฐาน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด เราต้องแยกส่วนประกอบของรหัสมาตรฐานออกเป็น 2 ส่วน คือ “ตัวอักษรนำหน้า” (Prefix) และ “ตัวเลขรหัสมาตรฐาน” (XXXX)

1. EN XXXX (European Norm): “มาตรฐานระดับทวีป” คำว่า EN ย่อมาจาก European Norm ซึ่งหมายถึงมาตรฐานกลางที่ถูกร่างและกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการมาตรฐานแห่งยุโรป (CEN) ตัวเลข XXXX ที่ตามหลังคือรหัสของวิธีการทดสอบสินค้านั้นๆ (Test Method) ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบการลามไฟ ความทนทานต่อการขัดถู หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านสารเคมี นี่คือ “มาตรฐานแม่” ที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มประเทศยุโรป

2. BS EN XXXX / DIN EN XXXX: “มาตรฐานระดับประเทศที่รับเอาไปใช้” เมื่อประเทศสมาชิกในยุโรปนำมาตรฐานกลาง (EN) ไปบังคับใช้เป็นมาตรฐานในประเทศของตนเอง โดยไม่มีการดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการทดสอบใดๆ ทั้งสิ้นสถาบันมาตรฐานของประเทศนั้นๆ จะนำตัวย่อของตนเองไปแปะไว้ข้างหน้าคำว่า EN เช่น:

  • BS EN XXXX: British Standard (สหราชอาณาจักร) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • DIN EN XXXX: Deutsches Institut für Normung (เยอรมนี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • NF EN XXXX: Norme Française (ฝรั่งเศส) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • UNI EN XXXX: Ente Nazionale Italiano di Unificazione (อิตาลี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้

3. BS EN ISO XXXX มาตรฐานระดับโลก (ISO) ที่สหภาพยุโรปนำมาใช้เป็นมาตรฐานกลาง (EN) และสถาบันมาตรฐานอังกฤษได้รับรองมาใช้ในประเทศตัวเอง (BS) โดยไม่มีการเปลี่ยนเนื้อหาการทดสอบแม้แต่ตัวอักษรเดียว!

การเรียงลำดับ: ทำไมต้อง “BS + EN + ISO”

หลักการตั้งชื่อมาตรฐานเมื่อมีการใช้งานข้ามภูมิภาค จะเรียงลำดับจาก

 “ระดับประเทศ ➔ ระดับภูมิภาค ➔ ระดับโลก”

เสมอ เพื่อบอกที่มาที่ไปว่าใครเป็นผู้นำมาตรฐานนี้มาบังคับใช้

  1. ระดับประเทศ (National): เช่น BS British Standard – อังกฤษ, DIN เยอรมนี
  2. ระดับภูมิภาค (Regional): EN European Norm – สหภาพยุโรป
  3. ระดับโลก (International): ISO International Organization for Standardization

ตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่ใช้จริงในสเปกผ้าของ Nitas Tessile

ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน การคัดเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานรองรับคือหัวใจสำคัญในการทำงานร่วมกับมัณฑนากรและร้านผ้าม่าน นี่คือตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่พบได้บ่อยในแคตตาล็อกและสเปกชีต:

1. แบบครบชุด: BS EN ISO XXXX

ทำไมถึงเขียนครบ: มาตรฐานการทดสอบบางอย่างมีลักษณะ ระเบียบวิธีการทดสอบ และเครื่องมือการทดสอบ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (ISO) ยุโรปรับไปใช้เป็นส่วนกลาง (EN) และฝั่งอังกฤษก็นำไปใช้บังคับ (BS) ในงานโปรเจกต์ระดับสากล การระบุ BS EN ISO xxxxจึงเป็นเหมือนพาสปอร์ตที่การันตี นำไปยื่นเสนองานได้ทุกที่ทั่วโลก

  • การทดสอบความทนทานต่อการขัดถู (Martindale Abrasion) BS EN ISO 12947-2:2016 Textiles – Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method – Part 2: Determination of specimen breakdown. หาจุดที่เส้นด้ายขาดเพื่อดูว่าผ้าบุเฟอร์นิเจอร์รับการเสียดสีได้กี่รอบ
  • การทดสอบการเกิดขุยบนผิวผ้า (Pilling Resistance) BS EN ISO 12945-2:2020 Textiles – Determination of fabric propensity to surface pilling, fuzzing or matting – Part 2: Modified Martindale method. ทดสอบว่าเมื่อใช้งานไปนานๆ ผิวผ้าบุจะเกิดขุยหรือเม็ดผ้าขึ้นมาหรือไม่
  • การทดสอบความคงทนของสีต่อแสง (Colour Fastness to Light) BS EN ISO 105-B02:2014 Textiles – Tests for colour fastness – Part B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test. สำคัญมากสำหรับเอาท์ดอล์ เพื่อทดสอบว่าเมื่อโดนแดดเลียนแบบจากหลอด Xenon สีผ้าจะซีดจางในระดับใด
  • การทดสอบการปริแตกของตะเข็บ (Seam Slippage) BS EN ISO 13936-2:2004 Textiles – Determination of the slippage resistance of yarns at a seam in woven fabrics – Part 2: Fixed load method. ทดสอบว่าเมื่อนำผ้าไปเย็บตะเข็บ รอยเย็บจะปริหรือแยกออกจากกันง่ายหรือไม่ สำคัญสำหรับงานบุโซฟา
  • การทดสอบความทนทานต่อการฉีกขาด (Tear Strength) BS EN ISO 13937-1:2000 Textiles – Tear properties of fabrics – Part 1: Determination of tear force using ballistic pendulum method (Elmendorf). ทดสอบแรงดึงฉีกว่าผ้ามีความเหนียวทนทานต่อการถูกเกี่ยวหรือกระชากแค่ไหน)

2. การจับคู่ระดับภูมิภาคและประเทศ: BS EN XXXX

ทำไมถึงไม่มี ISO รวมอยู่ด้วย?  ไม่ใช่ว่ามาตรฐานระดับโลก (ISO) ไม่มีการทดสอบแบบเดียวกัน แต่สาเหตุที่ไม่สามารถเขียนรวมชื่อกันได้ เป็นเพราะ “ISO ใช้รหัสมาตรฐานคนละเลขหมายกัน” ซึ่งแม้ระเบียบวิธีการทดสอบจะมีความคล้ายคลึงและใช้เทียบเคียงกันได้ แต่เมื่อรหัสตัวเลขไม่ตรงกัน ประกอบกับอาจมีรายละเอียดเงื่อนไขย่อยบางประการที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำตัวย่อมารวมร่างกันได้ ในอุตสาหกรรมผ้าตกแต่งภายใน สถาบันทางยุโรปและอังกฤษจึงเลือกใช้รหัสมาตรฐาน BS EN ของตนเองเป็นหลัก ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานอ้างอิงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และครอบคลุมข้อกำหนดงานโปรเจกต์ทั้งในไทยและระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างการทดสอบที่เลขต่างกัน เช่น

  • การทดสอบการลามไฟของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (จากบุหรี่) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1021-1:2014 (Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette) ฝั่งโลก (ISO): ISO 8191-1:1987 (Furniture – Assessment of ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความไวต่อการติดไฟ) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1101:1996 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the ignitability of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6940:2004 (Textile fabrics – Burning behaviour – Determination of ease of ignition of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความเร็วในการลามไฟหลังจากติดไฟแล้ว) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1102:2016 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the flame spread of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6941:2003 (Textile fabrics – Burning behaviour – Measurement of flame spread properties of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบน้ำหนักผ้า (น้ำหนักต่อตารางเมตร / GSM) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 12127:1998 (Textiles – Fabrics – Determination of mass per unit area using small samples) ฝั่งโลก (ISO): ISO 3801:1977 (Textiles – Woven fabrics – Determination of mass per unit length and mass per unit area)
  • การทดสอบความหนาแน่นของเส้นด้าย (Thread Count / จำนวนเส้นด้ายต่อนิ้วหรือเซนติเมตร) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1049-2:1994 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Determination of number of threads per unit length) ฝั่งโลก (ISO): ISO 7211-2:1984 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Part 2: Determination of number of threads per unit length)

3. การจับคู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก: EN ISO XXXX

ทำไมไม่มีตัวย่อประเทศนำหน้า: ในหลายกรณี สเปกชีตที่เป็นภาษากลางจะเลือกตัดตัวย่อระดับประเทศ (เช่น BS, DIN) ออกไป เพื่อลดความเยิ่นเย้อ และสื่อสารตรงๆ ว่านี่คือมาตรฐานระดับยุโรป (EN) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก (ISO) ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะสร้างความมั่นใจให้กับดีไซเนอร์ในเรื่องความปลอดภัยไร้สารตกค้าง


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับงานออกแบบ?

การเข้าใจที่มาและการเรียงลำดับของ BSEN, และ ISO ช่วยให้นักออกแบบและนักจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบสเปกวัสดุได้อย่างแม่นยำ การที่วัสดุอ้างอิงรหัสตัวเลขเดียวกัน (เช่น 12947 สำหรับ Martindale) ไม่ว่าจะมีตัวย่อประเทศใดนำหน้า ก็หมายถึงระเบียบวิธีการทดสอบเดียวกัน

การเลือกใช้แคตตาล็อกผ้าที่มีการระบุรหัสมาตรฐานเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การเขียน TOR หรือสเปกงานโปรเจกต์ผ่านฉลุย แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของตัวแทนจำหน่ายที่คัดสรรคุณภาพระดับสากลมาเพื่องานออกแบบของคุณอย่างแท้จริง


ISO 20743 Determination of antibacterial activity of textile products

ISO 20743Textiles – Determination of antibacterial activity of textile products
ISO 20743: สิ่งทอ – การหาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

วัตถุประสงค์

ใช้สำหรับประเมิน การยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บนสิ่งทอ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใย, ผ้า, หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นิยมใช้ในการทดสอบ ผ้าต้านแบคทีเรีย เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ต้องการคุณสมบัติ Hygienic / Easy Care, ผ้าโรงพยาบาล (Hospital textiles), Uniform / ชุดกีฬา (Sportswear), ผ้าม่าน, Upholstery ในพื้นที่สาธารณะ

วิธีการทดสอบ ISO 20743 Absorption Method

  1. Prepare Sample — เตรียมตัวอย่างผ้า
    ขนาดตัวอย่าง: 4 × 4 cm หรือ น้ำหนัก 0.40 ± 0.05 g ต่อชิ้น
    อบฆ่าเชื้อด้วย Autoclave 121 °C นาน 15 นาที เพื่อกำจัดจุลินทรีย์เดิมบนผ้า ไม่ให้รบกวนผลการทดสอบ (ในกรณีทดสอบหลังซัก) ให้ซักเครื่อง 5 รอบที่ 30 °C โปรแกรมปกติ ตากลมให้แห้งก่อนนำมาทดสอบ
  2. Sterilisation — การฆ่าเชื้อ
    นำผ้าทดสอบ (Treated Sample) และผ้าควบคุม (Reference) ใส่หลอดทดลอง ทำการอบฆ่าเชื้อที่ 121 °C นาน 15 นาที (Autoclave) เพื่อให้แน่ใจว่าผ้าและอุปกรณ์ปลอดเชื้อก่อนเริ่มขั้นตอนการหยอดเชื้อ
  3. Inoculation — การหยอดเชื้อ
    ใช้เชื้อแบคทีเรียมาตรฐาน 2 ชนิด ตามกลุ่มแกรมหลักทั้งสอง ได้แก่ Staphylococcus aureus (ATCC 6538) → แกรมบวก (Gram +) ทำให้เกิดสิว แผลติดเชื้อ และผิวหนังอักเสบ, Klebsiella pneumoniae (ATCC 4352) → แกรมลบ (Gram –) ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือติดเชื้อในโรงพยาบาล
    ความเข้มข้นของเชื้อ: ประมาณ 1–3 × 10⁵ CFU/mL
    ปริมาตรที่หยอด: 0.2 mL ต่อแผ่นผ้า
    หยดเชื้อลงบนแผ่นผ้าให้ซึมเข้าเส้นใย (Absorption method)
  4. Incubation — การบ่มเชื้อ
    บ่มตัวอย่างที่อุณหภูมิ 37 ± 2 °C
    ระยะเวลา 18 – 24 ชั่วโมง (Contact time)
    เพื่อให้เชื้อสัมผัสและทำปฏิกิริยากับพื้นผิวผ้าอย่างเต็มที่
  5. Wash and Shake — การชะล้างและเขย่า
    หลังบ่มครบเวลา เติม 20 mL ของสารละลาย SCDLP (Soybean-Casein Digest + Lecithin + Polysorbate Broth) เขย่าหลอดประมาณ 1 นาทีที่อุณหภูมิห้อง เพื่อสกัดเชื้อแบคทีเรียที่หลงเหลืออยู่บนผ้าออกมาลงในน้ำยา
  6. Serial Dilution — เจือจางแบบอนุกรม
    นำน้ำยาที่สกัดเชื้อออกมา ทำการเจือจางแบบอนุกรม (10⁻¹ – 10⁻⁵)
    หยดลงบน Agar plate เพื่อเพาะเลี้ยงเชื้อ ใช้วิธี Plate Count Method ในการนับจำนวนโคโลนี (หน่วย CFU)
  7. Count — การนับค่าและคำนวณผล
    ทำการนับจำนวนเชื้อในแต่ละช่วงเวลา เพื่อคำนวณ “ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (A)”
    โดยใช้ค่าลอการิทึม (log₁₀) ดังนี้:
    F=logCt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าควบคุม (Control Growth Value)
    G=logTt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าทดสอบ (Treated Growth Value)
    A=F−G→ ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value)

    เกณฑ์การแปลผล (Judgement Criteria)
    ระดับประสิทธิภาพ ค่า A (Antibacterial Value) ความหมาย
    Low = A < 2 ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อต่ำหรือไม่มีผล
    Significant = 2 ≤ A < 3 ยับยั้งเชื้อได้ระดับปานกลาง
    Strong A ≥ 3 ยับยั้งเชื้อได้สูงมาก (ลดจำนวนเชื้อ ≥ 10³ เท่า)

ผลทดสอบคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย (ISO 20743:2021) ตัวอย่างผ้า รหัสผ้า 90039 ผลการทดสอบก่อนซัก และ หลังซัก 5 ครั้ง

รายการทดสอบเชื้อแบคทีเรียAntibacterial Value (A)ระดับประสิทธิภาพ
ก่อนซักStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.6Strong
หลังซัก 5 ครั้งStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.5Strong

ค่า A ≥ 3 = Strong แสดงว่าผ้ามีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อได้ดีมาก ทั้งก่อนและหลังซัก ค่า A ยังคงสูงกว่า 6.5  หมายความว่า ประสิทธิภาพต้านแบคทีเรียแทบไม่ลดลงหลังซัก ผ้าสามารถ ยับยั้งการเจริญของเชื้อได้มากกว่า 99% ทั้งสองชนิดเชื้อ (S. aureus และ K. pneumoniae)

สรุปผ้า 90039-106 เป็นผ้าสำหรับม่าน

  • มี คุณสมบัติต้านแบคทีเรียระดับสูงมาก
  • ซักแล้วก็ยังคงคุณสมบัติเดิม
  • เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการสุขอนามัย เช่น บ้าน โรงแรม โรงพยาบาล หรือพื้นที่สาธารณะ