9 สไตล์ การจัดวางหมอนบนโซฟาให้ดูดี

        หลายท่านคงมีปัญหาในการจัดวางหมอนเพื่อการส่งเสริมบรรยากาศของห้อง บนโซฟาตัวโปรดของท่าน จะจัดวางอย่างไรให้ดูดี ดูสวยงาม และดูมีสไตล์ วันนี้เราขอแนะนำการจัดวางหมอนแบบง่ายๆ ในสไตล์ต่างๆ ให้ทุกท่านได้เลือกสรร เพื่อนำไปใช้ เช่น การจัดวางหมอนในห้องรับแขก โซฟาภายในบ้าน หรือล็อบบี้ต้อนรับของโรงแรมต่างๆ ท่านจะได้พบกับรูปแบบการจัดวางถึง 9 แบบ 9 สไตล์ ด้วยกัน งั้นเราไปดูวิธีการจัดกันเลยดีกว่า ..

แบบที่ 1 Slope Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 2-3 ที่นั่ง ใช้หมอน 2 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา สำหรับผู้ที่ไม่ชอบมีหมอนตกแต่งเยอะ การวางหมอนไม่สมดุลกันทั้งสองข้างให้ความรู้สึกที่เรียบง่าย เป็นกันเอง  ดูเป็นมิตร และผ่อนคลาย

แบบที่ 2  Triangle Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 2-3 ที่นั่ง ใช้หมอน 3 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา และหมอนเล็กใบยาวขนาด 18″x 12″ การวางหมอนไม่สมดุลแบบทรงสามเหลี่ยม ให้ความรู้สึกที่เรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์ ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัยยิ่งขึ้น

แบบที่ 3  Balance Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่ง ใช้หมอน 4 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมี 20″  ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา  การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนมีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเป็นทางการ เหมาะสำหรับการวางในห้องนั่งเล่นที่เป็นห้องรับแขกในห้องเดียวกัน ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัย และหรูหรา

 

แบบที่ 4  Mirror Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่ง ใช้หมอน 4 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″  ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยหมอนใบใหญ่จะจัดวางด้านหลัง และหมอนใบเล็กวางด้านหน้า ซึ่งคล้ายกับการวางแบบ Balance Style แต่จะมีการสลับของน้ำหนักสีของหมอน ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเป็นทางการและยังดูแปลกตาสร้างความรู้สึกที่แปลกใหม่ เหมาะสำหรับการวางในห้องนั่งเล่นที่ใช้เป็นห้องรับแขกในห้องเดียวกัน ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัย แปลกตา และหรูหรา

แบบที่ 5  Dali Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่ง ใช้หมอน 4 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา และใบหมอนเล็กยาวขนาด 18″x 12″ ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป การวางหมอนแบบสมดุลที่ไม่สมดุลกัน คือทั้งซ้ายและขวามีจำนวนหมอนที่เท่ากัน แต่ขนาดของหมอนนั้นไม่เท่ากัน โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ไม่ซ้ำซากจำเจ แสดงถึงบุคลิกการแต่งบ้านไม่ยึดติดกับแบบแผน เหมาะสำหรับการวางในห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัย แตกต่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

แบบที่ 6  Queen Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่งขึ้นไป ใช้หมอน 5 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา  และหมอนใบเล็กยาวขนาด 18″x 12″ ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเป็นทางการ เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความเป็นทางการ และหรูหรา

แบบที่ 7  King Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่งขึ้นไป ใช้หมอน 5 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″  ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา  และหมอนใบใหญ่สุดจะมีขนาด 22″ ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า และหมอนใบใหญ่ที่สุดวางกึ่งกลางโซฟาด้านหลัง ให้ความรู้สึกสมดุล เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความเป็นทางการ
และหรูหรา

แบบที่ 8  Crown Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่งขึ้นไป ใช้หมอน 6 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่สุดจะมีขนาด 22″ หมอนใบเล็กยาวขนาด 18″x 12″ ที่มีสีสันหรือมีลวดลายตัดกันกับตัวโซฟา เป็นแบบการวางหมอนที่นิยมกันมากที่สุดสำหรับบ้านขนาดใหญ่ โรงแรม 5 ดาว การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า และหมอนใบใหญ่ที่สุดวางกึ่งกลางโซฟาด้านหลัง พร้อมหมอนใบเล็กยาววางด้านหน้าสุดของชุดหมอน ให้ความรู้สึกสมดุล เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ล็อบบี้โรงแรม 5 ดาว ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความปราณีต บรรจง หรูหรา มีรสนิยมแบบชนชั้นสูง

แบบที่ 9  Royal Style

คล้ายกับแบบ Crown Style เพียงสลับให้หมอนใบใหญ่สุดในชุด มี 2 ใบจัดอยู่ที่ซ้ายและขวาแบบสมดุลกันและใบถัดลงมาจัดอยู่ในตำแหน่งตรงกลางแทน ให้ความรู้สึกสมดุล  เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ล็อบบี้โรงแรม 5 ดาว ส่งเสริมบรรยายกาศห้องให้ดูมีความปราณีต บรรจง หรูหรา มีรสนิยมแบบชนชั้นสูง เช่นกัน


 

สัญลักษณ์ Made in green

สัญลักษณ์ Made in green

ไว้วางใจได้ว่า ผ้าจากโรงงานผลิตที่ได้สัญลักษณ์ Made in Green มีมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ตามมาตรฐานการรับรอง OEKO-TEX Standard 100 และกระบวนการผลิตไม่ได้ใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย ที่สำคัญกระบวนการผลิตผ้าทุกผืนได้รับมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควบคุมคุณภาพการผลิต คุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม ที่เป็นที่ยอมรับระดับโลกอีกด้วย

สัญลักษณ์ Teflon

Teflon Fabric Protector

ผ้าที่เคลือบสาร Teflon จะสามารถป้องกันผ้าของคุณจากสิ่งสกปรก และของเหลวต่างๆ เช่น นํ้า กาแฟ ไวน์ ฯลฯ ได้เป็นอย่างดี เมื่อของเหลวนั้นถูกพื้นสัมผัสของผ้าที่เคลือบด้วยสาร Teflon ของเหลวนั้นจะจับตัวกันเป็นเม็ดกลมคล้ายนํ้าที่กลิ้งอยู่บนใบบัว ง่ายต่อการทำความสะอาด และช่วยยืดอายุการใช้งานของผืนผ้าได้อีกด้วย

 

การวัดหน้าต่างหรือประตูที่ถูกต้องและสะดวก

มาวัดหน้าต่างหรือประตู เพื่อการคำนวนผ้าม่านง่ายๆ กันเถอะ

คงเป็นเรื่องง่ายขึ้น หากเราสามารถวัดขนาดหน้าต่างหรือประตูด้วยตัวเราเอง ก่อนที่จะไปร้านผ้าม่าน เพื่อช่วยในการลดระยะเวลาที่ช่างต้องมาวัดขนาดที่บ้านของเรา และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย โดยมีการวัด และการเลือก มีดังนี้

A : ขนาดความกว้างของหน้าต่าง หรือประตู รวบวงกบ
B :  ขนาดความสูงของหน้าต่าง หรือประตู รวบวงกบ
C : ขนาดความสูงของขอบบนวงกบหน้าต่าง หรือประตู ถึงพื้น
D : ขนาดความสูงจากพื้นถึงเพดาน

และเมื่อเราวัดขนาดเสร็จแล้ว ต่อไปคือการเลือกรายละเอียดต่างๆ ของม่าน เช่น

ประเภทของรางม่าน 1) รางโชว์ 2) รางไมโคร ผนัง, เพดาน 3) รางไมโครล๊อคลอนผนัง หรือเพดาน

รูปแบบการเย็บของผ้าม่าน เช่น  1) ม่านตาไก่ 2) ม่านคอกระเช้า 3) ม่านสามจีบ 4) ม่านลอน S หรือล๊อคลอน 5) ม่านโรมัน

รูปแบบการเปิดม่าน 1) ม่านเปิดด้านเดี่ยว ระบุซ้ายหรือขวา 2) ม่านคู่ แยกกลาง

ระดับความสูง 1) ม่านยาวลอยจากระดับวงกบล่าง 20 ซม 2)  ม่านยาวถึงระดับพื้นโดยปกติจะลอย จากพื้น 1-5 ซม


 

ผ้า Outdoor Membrane ดีกว่าอย่างไร

Outdoor Membrane Fabric

หมดปัญหาผ้าเปื้อนแล้ว ซึมลงเบาะ หรือหมอน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ผ้า Outdoor Membrane by Nitas Tessile

เทคโนโลยีที่ปกป้อง เฟอร์นิเจอร์ของคุณถึง 3 ชั้นในผ้าตัวเดียว คือ

  1. ชั้นที่หนึ่ง Water Repellent การสะท้อนน้ำ ช่วยลดการเปื้อนจากสิ่งสกปรก และน้ำได้เหมือน น้ำกลิ้งบนใบบัว
  2. ชั้นที่สอง Easy-Clean Special Yarn เส้นใยชนิดพิเศษเมื่อได้รับสิ่งสกปรกแล้วสามารถใช้เพียงน้ำเปล่าเช็ดถูทำความสะอาดได้
  3. ชั้นที่สาม Membrane Layer ชั้นฟิล์มบางสีขาว ที่ประกบอยู่หลังเนื้อผ้า เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกแม้แต่ของเหลว เช่น น้ำ กาแฟ ไวน์ ฯลฯ ไม่สามารถผ่านทะลุไปถึงชั้นที่เป็นเบาะ หรือหมอนได้ และสามารถระบายอากาศ

ด้วย 3 คุณสมบัติที่กล่าวมา ผ้า Membrane By Nitas Tessile จึงเป็นทางเลือกหลัก สำหรับโรงแรมหรือรีสอร์ทที่มีส่วนของเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์, บ้านที่มีลูกน้อยวัยซนที่ชอบขีดเขียน, บ้านที่เลี้ยงสุนัข, พื้นที่ต้อนรับในโรงแรมที่ต้องต้อนรับแขกจำนวนมาก, เฟอร์นิเจอร์ในห้องอาหาร หรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ

ซึ่งคุณสามารถหาผ้าที่ดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกต
สัญลักษณ์  ดังรูปด้านล่างนี้

ผ้ากันแสง คืออะไร ?

Dim Out Curtain

ผ้าม่านกันแสง หรือผ้าม่านดิมเอาท์ (Dim Out Curtain) เป็นผ้าม่านที่มีคุณสมบัติกันแสง หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘ผ้าม่าน UV’ ผ้าดิมเอาท์นี้แสงสามารถรอดผ่านน้อยกว่า 20% ไม่สามารถมองเห็นวิวด้านหลังผ้า ขนาดกว้างโดยขนาดประมาณ 135-320 ซม. เป็นผ้าม่านที่ทอแบบพิเศษ โดยเป็นผ้า 3 ชั้น จะมีเส้นด้ายสีดำทออยู่ระหว่างชั้นผ้าเหมือนแซนวิช ซึ่งด้ายดำนี้ทำให้ผ้าดิมเอาท์มีคุณสมบัติกันแสงได้มากกว่าผ้าม่านปกติ

จากลักษณะการทอพิเศษดังกล่าว จึงทำให้ผ้าดิมเอาท์มีคุณสมบัติการกันรังสี UV มากกว่าผ้าม่านปกติทั่วไป เนื่องจากเส้นด้ายสีดำนั้นมีคุณสมบัติการดูดซับรังสี UV มากกว่าสีอื่นๆ จึงทำให้ผ้าดิมเอาท์มีคุณสมบัติป้องการรังสี UV เข้าสู่ห้องของคุณ แม้ว่าสีผ้าจะไม่ใช่สีดำ แต่มีการทอสอดด้ายสีดำไว้ระหว่างขั้นของผ้า ผ้าดิมเอาท์ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นเรียบ หากเป็นลวดลายจะเป็นลวดลายที่ส่วนใหญ่ใช้เทคนิค การปั๊มลาย Embossing, การพิมพ์ลาย Printing, หรือทอลายที่เป็นเทกเจอร์เล็กน้อย หลังผ้าทอด้วยลายทอต่วน (Satin) เพื่อความเรียบเนียบ และลดการขัดกันของด้ายยืน และด้ายพุ่งให้มากที่สุดเพื่อลดช่องว่างที่จะทำให้แสงรอดผ่าน ไม่นิยมทอลายด้วยลายทอแจคการ์ด (Jacquard) เพราะในระหว่างช่วงลายจะทำให้มีช่องว่างให้แสงรอดผ่านได้ 

เหมาะสำหรับห้องที่ไม่ต้องการแสง หรือแสงรบกวนในตอนเช้า เช่น ห้องนอน หรือห้องนอนโรงแรม แต่ไม่นิยมกับห้องที่ต้องการการกรองแสงลดส่วนหนึ่ง และปิดบังทัศนียภาพ เมื่อยามจำเป็นที่ต้องการความส่วนตัว เช่น ห้องทานข้าว หรือห้องนั่งเล่น

คุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกตุสัญลักษณ์ ดังรูปด้านล่างนี้

Black Out Curtain

ผ้าม่านทึบแสง หรือผ้าม่านแบรคเอาท์ (Black Out Curtain) คือผ้าม่านที่มีความทึบแสง แสงไม่สามารถลอดผ่าน และไม่สามารถมองเห็นวิวด้านหลังผ้า ขนาดกว้างโดยประมาณ 135-320 ซม. เป็นผ้าม่านที่ทอแบบปกติทั่วไปทั้งมีลวดลาย และไม่มีลวดลาย แต่จะมีเคลือบด้านหลังผ้าด้วย ส่วนใหญ่จะเคลือบ 3 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นสีขาว ชั้นที่ 2 สีดำ และชั้นที่ 3 สีขาวตามลำดับ ซึ่งวัสดุที่นำมาเคลือบจะมี 2 อย่างคือ โฟมพียู (Polyurethane Foam) และซิลิโคน (Silicone) ผ้าม่านแบรคเอาท์ที่เคลือบด้วยซิลิโคนจะมีสัมผัสที่นุ่มกว่าแบบเคลือบโฟมพียู เหมาะสำหรับห้องที่ไม่ต้องการแสง หรือแสงรบกวนในตอนเช้า เช่น ห้องนอนโรงแรม, โฮมเทียเตอร์, ห้องที่โดนแดดช่วงบ่าย เป็นต้น

คุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกตุสัญลักษณ์ ดังรูปด้านล่างนี้

ทำไมผ้าถึงเป็นขน ? มารู้จักกับ ‘Pilling’ กันเถอะ

Pilling คือขนของผ้าที่ม้วนตัวกันเป็นก้อน เกิดจากการเสียดสีจากการใช้งานบริเวณนั้น อาจเกิดเป็นบริเวณ หรือเป็นทั้งผืนก็เป็นได้ จากการใช้งานเป็นเวลานานๆ และอีกปัจจัยที่สำคัญคือชนิดของเส้นด้ายที่เรียกว่า ด้าย Spun เป็นด้ายที่เกิดจากเส้นใยขนาดสั้น นำมาปั่นเกลียวกันเป็นเส้นด้าย จุดประสงค์คือ เพื่อต้องการผืนผ้าที่มีความนุ่มฟู ให้สัมผัสที่ดีในการใช้งาน แต่ผ้าเหล่านั้นเมื่อผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่ง จะเกิดการคลายตัวของเกลียวเส้นดาย จนหลุดและยื่นส่วนปลายออกมา เมื่อมีการเสียดสีจะเกิดเป็นก้อนขนกลมที่ผืนผ้านั้นเอง

สำหรับผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ เส้นใยสั้น หรือ Spun Yarn เช่น ฝ้าย การเกิด Pilling หรือก้อนขนนี้ ส่วนใหญ่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมักจะหลุดออกไปตามการใช้งาน หรือตอนซักผ้า  เป็นต้น แต่ก็จะมีผ้าบางชนิดที่เมื่อเกิด Pilling แล้วจะไม่หลุดไปเอง คือผ้าที่เป็นเส้นใยผสมระหว่างเส้นใยสังเคราะห์ และเส้นใยธรรมชาติ ที่เห็นส่วนใหญ่ คือผ้าที่ผสมระหว่าง Polyester และ Cotton กล่าวคือ เมื่อเส้นใยเริ่มหลุดออก โดยเส้นใยโพลีเอสเตอร์จะมีความคงทนสูง และไม่หลุดออกจากเส้นโดยง่าย มาผสมกับเส้นใยฝ้ายที่หลุดออกมาได้ง่าย ทำให้เกิดการพันกันเป็นก้อน และไม่หลุดออกเองตามธรรมชาติ รวมถึงผ้าที่ทำมากจากเส้นใยสังเคราะห์ทั้งผืนที่ผลิตจากเส้นใยสั้นอีกด้วย

คุณรู้จัก ‘ผ้าเอาท์ดอร์ (Outdoor Fabrics) หรือไม่ ?

Outdoor Fabrics จากชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้ว ‘ผ้าเอาท์ดอร์’ คือผ้าที่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง เช่น ร่มชายหาด, เตียงผ้าใบริมสระว่ายน้ำ หรือเบาะที่นั่งนอกอาคารที่โดนแดด

คุณสมบัติหลักของผ้าเอาท์ดอร์ส่วนใหญ่ คือกผ้าสามารถใช้งานในที่กลางแจ้งได้ มีความคงทนต่อการซีดจางของสี (Color Light Fastness) ที่มักนิยมเรียกกันว่า สีจาง หรือแดดเลีย ส่วนใหญ่ผ้าที่เราเห็นกันในท้องตลาดจะเป็นผ้าจากเส้นใยอะคริลิค (Acrylic) และโอเลฟิน (Olefins) ซึ่งเส้นใยทั้งสองชนิด มักจะเป็นการใส่สีลงไปตั้งแต่ขั้นตอนการฉีดเส้นใย ก่อนการตีเกียวเป็นเส้นด้าย ไม่ได้ผ่านการย้อมสีผ้าแบบปกติที่เราคุ้นเคย ด้วยกระบวนการดังกล่าวจึงทำให้ผ้าทั้งสองชนิดมีความคงทนของสีต่อแสงมาก ไม่ซีดจางเร็ว ซึ่งผ้าทั้งสองตัวนี้มีความแตกต่างกันตรงที่ผ้าที่มาจากโอเลฟิน เป็นโพลิเมอร์ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ ฉะนั้นจึงไม่สามารถรีดในอุณหภมิสูงได้ แต่มีข้อดีคือน้ำหนักที่เบากว่า และราคาที่ถูกกว่า นอกจากนั้นยังมีเส้นใยจากโพลีเอสเตอร์อีกชนิดหนึ่ง แต่คุณสมบัติด้านการคงทนต่อการซีดจางต่อแสงจะน้อยกว่าเส้นใยทั้งสองที่กล่าวมา เพราะใช้การย้อมสี และการตกแต่งสำเร็จ (Finishing) ในขั้นตอนสุดท้ายใส่สารเพื่อเพิ่มความคงทนต่อแสงเข้าไปในขั้นตอนการผลิต ก็จะได้คุณสมบัตินั้นเช่นกัน แต่จะมีประสิทธิลดลงหลังจากการซัก

ส่วนคุณสมบัติอื่นเพิ่มเติม เช่น การกันน้ำ หรือความจริงต้องเรียกว่า การสะท้อนน้ำ (Water Repellent), ความคงทนของสีจากคลอรีน, การป้องกันเชื้อรา (Anti-fungal), การเช็ดล้างได้ง่าย (Easy Clean) เป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมเข้าไปจากคุณสมบัติหลักของผ้าเอาท์ดอร์

วิธีการดูแลรักษาผ้าคือ แม้จะเรียกว่าผ้าเอาท์ดอร์ แต่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้ง ขณะฝนตก เนื่องจากผ้าจะมีการตกแต่งพิเศษแบบกันเชื้อราก็ตามแต่วัสดุที่เป็นชั้นใน ไม่ได้มีคุณสมบัติพิเศษใดๆ ซึ่งจะทำให้เกิดเชื้อราสะสมภายใน ลามออกมาถึงผ้าได้ด้วย และเป็นต้นเหตุของกลิ่นอันไม่พึ่งประสงค์นั้นเอง