SOFA SO GOOD Collection

SOFA SO GOOD: Upholstery Collection
เล่มที่รวบรวมผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่มากที่สุด และดีที่สุดแห่งปี
Enjoy it ^ ^


Light Block Fabrics

เลือกผ้าม่านให้เหมาะสม: เปรียบเทียบระดับการกันแสงของผ้าแต่ละประเภท

การเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับการใช้งาน ควรพิจารณาความสามารถในการกันแสง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่:

1. ม่านโปร่ง (Sheer Fabric)

  • Light Block 10-30% (ป้องกันแสงน้อยมาก)
  • เนื้อผ้าบาง โปร่งแสง ให้แสงธรรมชาติเข้ามา
  • มองเห็นวิวภายนอกได้บางส่วน มีโครงสร้างผ้าที่ทอหลวมกว่าม่านปกติ
  • นิยมใช้ร่วมกับม่านทึบเพื่อความสวยงามและปรับระดับแสงได้

2. ม่านปกติ (Curtain Fabric)

  • Light Block 40-70% (ป้องกันแสงปานกลาง)
  • บังแสงได้มากกว่าม่านโปร่ง แต่ยังคงให้แสงผ่านได้บางส่วน มีโครงสร้างผ้าที่ทอเน้นกว่าม่านโปร่ง
  • ช่วยลดความร้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัว

3. ม่านกันแสง (Dim-out Fabric)

  • Light Block 60-90% (ป้องกันแสงมาก แต่ยังมีแสงรอดผ่านเล็กน้อย)
  • กันแสงได้ดี แต่ไม่ถึงขั้นปิดกั้นแสงสนิท โดย การทอเส้นด้ายสีดำ (Dope-Dyed Yarn) แทรกในเนื้อผ้า ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับแสง ช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันแสง ทำให้แสงลอดผ่านน้อยลง
  • เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่นหรือห้องทำงานที่ต้องการลดแสงแต่ไม่ให้มืดเกินไป

4. ม่านทึบแสง (Blackout Fabric)

  • Light Block 100% (ปิดกั้นแสงสนิท)
  • การเคลือบกันแสงเพื่อป้องกันแสงลอดผ่าน
    • Foam-white coat – ชั้นเคลือบโฟมสีอ่อนช่วยสะท้อนแสงและความร้อนเป็นชั้นนอกสุด
    • Foam-back coat – ชั้นโฟมสีดำที่ช่วยดูดซับแสง ป้องกันการลอดผ่านของแสงได้ 100%
    • Foam-white coat – ชั้นเคลือบโฟมสีขาวเป็นชั้นในสุดติดกับเนื้อผ้า ที่ใช้สีขาวเพราะจะไม่ทำให้ผ้าที่เพี้ยน สีผ้าหม่นๆ เข้มขั้น ถ้าเคลือชั้นติดกับผ้าเป็นชั้นโฟมสีดำเลย
    • Fabric – นิยมใช้เนื้อผ้าที่เนื้อบางๆ เพื่อเวลาสัมผัสหลังเคลือบชั้นโฟมแล้วจะไม่รู้สึกแข็งกระด้างเกินไปและเพื่อความสวยงาม
  • เหมาะสำหรับห้องนอนและโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการความมืดสนิท

สรุปการเลือกใช้ผ้าม่านตามระดับการกันแสง:

  • ม่านโปร่ง → ปล่อยให้แสงผ่านมากที่สุด (Light Block 10-30%)
  • ม่านปกติ → กรองแสงระดับปานกลาง (Light Block 40-70%)
  • Dim-out → กรองแสงได้มากขึ้น (Light Block 60-90%)
  • Blackout → ปิดกั้นแสงเกือบทั้งหมด (Light Block 100%)

การเลือกผ้าม่านที่เหมาะสมช่วยให้สามารถควบคุมแสงในห้องได้ดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายและบรรยากาศที่ต้องการให้กับพื้นที่ และทิศทางของบ้านของคุณ


Polyester VS PET

Polyester ในเสื้อผ้ากับ Polyethylene Terephthalate (PET) ในขวดพลาสติกคือพลาสติกชนิดเดียวกันหรือไม่?

Polyester และ Polyethylene Terephthalate (PET) เป็นวัสดุที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันในระดับโมเลกุล เนื่องจากทั้งสองเป็นพอลิเมอร์ประเภทเดียวกัน แต่มีการใช้งานและกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

โครงสร้างทางเคมีของ PET และ Polyester

Polyethylene Terephthalate (PET) และ Polyester เป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกันที่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่ใช้ในทางที่ต่างกัน:

  • PET ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น ขวดน้ำและผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ เพราะมันแข็งแรง โปร่งใส และทนทานต่อสารเคมี
  • Polyester ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า พรม และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน โดยเส้นใย Polyester ที่ทำจาก PET มีคุณสมบัติทนทาน ยืดหยุ่น และแห้งเร็ว

กระบวนการผลิตและการใช้งานที่แตกต่างกัน

แม้ว่าทั้ง PET และ Polyester จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่กระบวนการผลิตและลักษณะของผลิตภัณฑ์ปลายทางมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

กระบวนการผลิตขวด PET

Polyethylene Terephthalate (PET) ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการ พอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) โดยการผสม ส่วนผสมอื่นๆ พร้อมด้วย ภายใต้ความร้อนและความดันสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายน้ำผึ้ง ซึ่งจะถูกรีดออก (Extruded) ทำให้แห้ง และตัดเป็น เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก PET เหล่านี้จะถูกนำไปขึ้นรูปเป็นขวดพลาสติกผ่านกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection) ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งพลาสติกใส แข็งแรง และมีเกลียวฝาขวดที่ขึ้นรูปมาเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า พรีฟอร์ม (PET Preform) ก่อนจะถูกนำไปผ่านกระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding) เพื่อขยายให้เป็นขวดพลาสติกขนาดเต็มรูปแบบได้รูปทรงที่แข็งแรง ทนทาน และเหมาะสำหรับการบรรจุของเหลว

พรีฟอร์ม (PET Preform)
กระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding)


การผลิตเส้นใย Polyester

  1. กระบวนการ Melt Spinning – เริ่มจาก เม็ดพลาสติก PET ถูกหลอมที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดหลอมเหลว MP (Melting Point) ของ PET ที่มีจุดหลอมเหลวประมาณ 250-260°C และรีดผ่าน Spinnerets เพื่อสร้างเส้นใย และสามารถปรับรูปร่างและจำนวนรูของ Spinnerets เพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณสมบัติต่างกัน
  2. การทำให้เย็นลง – เส้นใยจะถูกทำให้เย็นลงโดยใช้ อากาศเย็นหรือน้ำ เพื่อให้แข็งตัว
  3. การดึงเส้นใย (Drawing Process) – ก่อนนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย เส้นใยที่แข็งตัวแล้วจะต้องถูกยืด (Drawn) เพื่อให้โมเลกุลเรียงตัวดีขึ้น ทำให้เส้นใยมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
  4. การผลิตเส้นด้าย – เส้นใยที่ผ่านการดึงจะถูกตัดให้ได้ความยาวที่ต้องการ (ถ้าต้องการทำเป็นเส้นใยสั้น หรือ Staple Fiber) หรือปล่อยเป็นเส้นยาวต่อเนื่อง (Filament Fiber) ก่อนถูกปั่นรวมกันเป็นเส้นด้าย
  5. การทอและแปรรูป – เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์จะถูกนำไป ทอ (Weaving) หรือถัก (Knitting) เป็นผืนผ้า และอาจผ่านกระบวนการปรับแต่งพื้นผิวเพื่อเพิ่มคุณสมบัติเช่น ความนุ่ม ความเงางาม หรือคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ

Polyester เป็นชื่อหมวดหมู่ของพลาสติก แต่ PET เป็นชื่อเฉพาะ

เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับ “ผลไม้” และ “แอปเปิล” 

Polyester เปรียบเสมือน “ผลไม้” ซึ่งเป็นหมวดหมู่ของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ ในขณะที่ PET คือ “แอปเปิล” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทของ Polyester ที่มีโครงสร้างเฉพาะเจาะจง PET นิยมใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น ขวดน้ำพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร และฟิล์มพลาสติก

Polyester ในความหมายกว้าง ๆ หมายถึงกลุ่มของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ และอาจรวมถึงพอลิเมอร์ชนิดอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเรียก PET ว่า Polyester อาจทำให้เกิดความสับสนกับ Polyester ชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

ในกลุ่ม Polyester นอกจาก PET (Polyethylene Terephthalate) ยังมีพอลิเมอร์ชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น:

  • Polybutylene Terephthalate (PBT) – มีคุณสมบัติทนความร้อนและทนต่อสารเคมีได้ดี มักใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การผลิตชิ้นส่วนพลาสติกที่ต้องรับแรงดันไฟฟ้าหรือการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง
  • Polytrimethylene Terephthalate (PTT) – มีคุณสมบัติยืดหยุ่นดีและสามารถทนทานต่อการยับยู่ยี่ได้ มักใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เส้นใยที่ใช้ทำผ้าและเสื้อผ้า
  • Polycyclohexylene Dimethylene Terephthalate (PCT) – มีความต้านทานต่อความร้อนสูง เช่นในการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องทนต่ออุณหภูมิสูง
  • Polyethylene Naphthalate (PEN) – เป็นพอลิเมอร์ที่คล้ายกับ PET แต่ทนความร้อนได้ดีกว่า ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความทนทานต่อความร้อนและสารเคมี แต่ต้นทุนสูงกว่ามาก เช่น ฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่

ด้วยความที่ PET และ Polyester มีโครงสร้างทางเคมีที่เหมือนกัน PET จากขวดพลาสติกสามารถนำมารีไซเคิลเป็นเส้นใย Polyester สำหรับใช้ในการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอได้ โดยกระบวนการนี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ใหม่ อย่างไรก็ตาม ขวด PET ที่นำมารีไซเคิลต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดและแปรรูปก่อนเพื่อให้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

  • ทางกายภาพ: PET จะถูกเก็บรวบรวมและทำความสะอาด จากนั้นจะถูกบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือเม็ดพลาสติกที่สามารถนำไปหลอมและขึ้นรูปเป็นเส้นใย Polyester ใหม่ โดยไม่ต้องเติมสารเคมีใด ๆ
  • ทางเคมี: PET จะถูกแปรสภาพด้วยกระบวนการทางเคมี เช่น การสลายตัว (hydrolysis) เพื่อแยกโมเลกุลและนำไปผลิตเป็นสารตั้งต้นในการผลิต Polyester ใหม่

ในทั้งสองกระบวนการนี้ อาจมีการเติมสารปรับปรุงคุณสมบัติ เช่น การเสริมเส้นใยหรือเพิ่มความทนทาน แต่การรีไซเคิล PET เพื่อผลิตเส้นใย Polyester ใหม่ไม่สามารถทำได้ 100% ด้วย PET รีไซเคิลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเส้นใยที่ผลิตจาก PET รีไซเคิลอาจมีคุณสมบัติที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับการใช้ PET ใหม่ ดังนั้น กระบวนการรีไซเคิลมักจะต้องผสมกับ เม็ดพลาสติกใหม่ หรือ PET ใหม่ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติและความทนทานให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้ โดยทั่วไปจะใช้ PET รีไซเคิลประมาณ 30-50% ผสมกับวัสดุใหม่เพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการใช้งานต่าง ๆ และเพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม.

สรุป

แม้จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่ PET และ Polyester ใช้ในทางที่แตกต่างกันตามกระบวนการผลิตและการใช้งาน แต่ PET สามารถนำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใย Polyester ได้ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


6 คำศัทพ์พื้นฐานเกี่ยวกับผ้า

ในการเลือกใช้ผ้าสำหรับงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า งานตกแต่งบ้าน หรือการผลิตเฟอร์นิเจอร์ คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของผ้ามีความสำคัญอย่างมาก การเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกใช้ผ้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งาน บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับผ้า ได้แก่ หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก, และส่วนประกอบของผ้า

1. หน้าผ้า (Right Side)

หน้าผ้าหมายถึงด้านของผ้าที่ถูกออกแบบมาให้เป็นด้านหลักสำหรับใช้งาน เช่น ด้านที่มีลวดลายชัดเจน สีสันสดใส หรือมีพื้นผิวที่สวยงาม หากเป็นผ้าทอ มักเป็นด้านที่มีการจัดเรียงเส้นด้ายให้มีความละเอียดสวยงาม หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย หน้าผ้าจะเป็นด้านที่ลายพิมพ์คมชัดกว่าหลังผ้า การเลือกใช้หน้าผ้าให้ถูกต้องมีผลต่อรูปลักษณ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

2. หลังผ้า (Wrong Side)

หลังผ้าหมายถึงด้านที่ไม่ใช่ด้านหลักของผ้า มักจะมีลักษณะที่ไม่สวยงามเท่าหน้าผ้า อาจเป็นด้านที่มีเส้นด้ายยุ่งเหยิง สีไม่ชัด หรือมีลวดลายที่จางกว่าหน้าผ้า สำหรับผ้าทอบางประเภท หลังผ้าอาจมีผิวสัมผัสที่แตกต่างจากหน้าผ้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผ้ากำมะหยี่ที่ด้านหนึ่งจะมีขนละเอียด ส่วนอีกด้านจะเป็นผิวเรียบ

3. ริมผ้า (Selvage)

ริมผ้าคือขอบของผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอหรือถักทอเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นด้ายลุ่ยออกมา ริมผ้ามักอยู่ที่ขอบด้านยาวของผ้า และอาจมีสีหรือเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากส่วนกลางของผ้า สำหรับผ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่งบ้าน ริมผ้ามักจะถูกตัดออกก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากอาจมีเนื้อผ้าที่หนากว่าหรือมีรอยพิมพ์ข้อมูลของโรงงานผลิต

4. หน้ากว้างของผ้า (Fabric Width)

หน้ากว้างของผ้าหมายถึงความกว้างของผ้าจากริมหนึ่งไปถึงอีกริมหนึ่ง โดยทั่วไป หน้ากว้างของผ้าจะอยู่ระหว่าง 40 นิ้ว (ประมาณ 100 ซม.) และ 60 นิ้ว (ประมาณ 152 ซม.) แต่ในบางประเภทของผ้า เช่น ผ้าสำหรับทำม่านหรือผ้าหุ้มเบาะ อาจมีหน้ากว้างมากกว่านั้น การทราบหน้ากว้างของผ้ามีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณผ้าที่ต้องใช้ในงานตัดเย็บหรือออกแบบผลิตภัณฑ์

5. น้ำหนักของผ้า (Fabric Weight)

น้ำหนักของผ้าเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความหนาหรือความแน่นของเส้นด้ายที่ใช้ทอ โดยทั่วไปจะวัดเป็น กรัมต่อตารางเมตร (GSM – Grams per Square Meter) น้ำหนักของผ้าส่งผลต่อความหนาและการใช้งาน เช่น

  • ผ้าน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 150 GSM) เหมาะสำหรับเสื้อผ้าบางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าคอตตอนบาง
  • ผ้าน้ำหนักปานกลาง (150-300 GSM) ใช้ทำเสื้อผ้าแนวลำลอง ผ้าคอตตอนสำหรับเสื้อเชิ้ต ผ้ายีนส์บาง หรือผ้าโพลีเอสเตอร์สำหรับงานตกแต่ง
  • ผ้าน้ำหนักมาก (มากกว่า 300 GSM) เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ ผ้าหุ้มเบาะ ผ้ายีนส์หนา หรือผ้าสำหรับทำกระเป๋า

6. ส่วนประกอบของผ้า (Fabric Composition)

ส่วนประกอบของผ้าหมายถึงเส้นใยที่ใช้ในการผลิตผ้า ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของผ้า เช่น ความนุ่ม ยืดหยุ่น ระบายอากาศ และความทนทาน ตัวอย่างของเส้นใยที่ใช้ทำผ้ามีดังนี้:

  • เส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) ผ้าลินิน (Linen) ผ้าไหม (Silk) และผ้าขนสัตว์ (Wool) ซึ่งให้สัมผัสที่นุ่มสบายและระบายอากาศได้ดี
  • เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibers) เช่น โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ไนลอน (Nylon) และอะคริลิก (Acrylic) ซึ่งมีความทนทานสูงและดูแลรักษาง่าย
  • เส้นใยผสม (Blended Fibers) เป็นการผสมเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ผ้าคอตตอนผสมโพลีเอสเตอร์ ที่มีทั้งความนุ่มและความทนทานในเวลาเดียวกัน

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์พื้นฐานของผ้า เช่น หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก และส่วนประกอบของผ้า จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกผ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า การตกแต่งภายใน หรือการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การเลือกผ้าให้ถูกต้องนอกจากจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของผ้านั้น ๆ อีกด้วย

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Gram

หน่วย GSM ในผ้า vs หน่วย Gram ในกระดาษ – หน่วยเดียวกันแต่ใช้งานต่างกัน

ในการเลือกใช้วัสดุทั้ง ผ้าและกระดาษ หลายคนอาจสังเกตเห็นว่ามีการใช้หน่วย GSM (Grams per Square Meter – กรัมต่อตารางเมตร) ในการบอกน้ำหนักของวัสดุ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว GSM ของผ้า และ แกรมของกระดาษ มีความหมายและผลต่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แม้จะใช้หน่วยเดียวกัน

GSM ของผ้าคืออะไร?

GSM (Grams per Square Meter) เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) หรือพูดง่ายๆ ว่า บอกถึงน้ำหนักผ้า ซึ่งจะส่งผลกับความหนาของผ้า ซึ่งมาจากการทอแน่นของเส้นใย คือขนาดของเส้นด้ายที่ใช้ทอผ้า

  • GSM สูง → ผ้าจะหนาและหนักขึ้น ทนทานขึ้น (ขึ้นอยู่กับการใช้งานและชนิดของเส้นใย)
  • GSM ต่ำ → ผ้าจะบางและเบากว่า พลิ้วไหวมากขึ้น

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าค่า GSM (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMกรองแสงได้บางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง

ค่า GSM มีผลต่อความหนา ทิ้งตัว และความทนทานของผ้า
GSM สูง = ผ้าหนาและทึบ | GSM ต่ำ = ผ้าบางและโปร่ง

Gram ของกระดาษคืออะไร?

Gram (แกรม) ของกระดาษ เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของกระดาษในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับ GSM ของผ้า แต่ในบริบทของกระดาษ แกรมไม่ได้บอกถึงความหนาของกระดาษโดยตรง เพราะความหนาของกระดาษยังขึ้นอยู่กับประเภทของเยื่อกระดาษและกระบวนการผลิต

  • แกรมต่ำ → กระดาษบาง เบา และพับง่าย
  • แกรมสูง → กระดาษหนาและแข็งแรงขึ้น

ค่ามาตรฐานของแกรมในกระดาษ

ประเภทกระดาษค่าแกรม (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
กระดาษถ่ายเอกสาร70 – 80 g/m²บาง เบา ใช้พิมพ์เอกสารทั่วไป
กระดาษปอนด์100 – 120 g/m²ใช้พิมพ์หนังสือ รายงาน
กระดาษอาร์ตมัน / อาร์ตด้าน130 – 300 g/m²ใช้ทำโปสเตอร์ ใบปลิว นิตยสาร
กระดาษการ์ด / กล่อง250 – 400 g/m²ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ นามบัตร กล่องสินค้า

น้ำหนักกระดาษที่สูงขึ้น (แกรมมากขึ้น) หมายถึงน้ำหนักของกระดาษต่อหนึ่งตารางเมตรที่มากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปมักส่งผลให้กระดาษมีความหนาและแข็งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ตัวอย่างเช่น กระดาษปอนด์ 150 แกรม และกระดาษอาร์ต 150 แกรม มีน้ำหนักเท่ากันต่อหนึ่งตารางเมตร แต่เมื่อเปรียบเทียบความหนา กระดาษปอนด์จะหนากว่ากระดาษอาร์ต เนื่องจากกระบวนการผลิตของกระดาษปอนด์จะทำให้กระดาษมีความฟูและผิวไม่เรียบเนียนเท่ากระดาษอาร์ต ขณะที่กระดาษอาร์ตจะผ่านกระบวนการที่ใช้แรงกดสูง ทำให้เนื้อกระดาษมีความแน่นกว่า ส่งผลให้กระดาษอาร์ตที่มีน้ำหนักเท่ากับกระดาษปอนด์ดูบางกว่าเล็กน้อย แต่จะมีความแกร่งมากกว่า

GSM ของผ้า vs. Gram ของกระดาษ

เปรียบเทียบGSM ของผ้าGram ของกระดาษ
หน่วยวัดกรัมต่อตารางเมตร (g/m²)กรัมต่อตารางเมตร (g/m²)
การเขียน….. g/m²
…… GSM
….. g/m²
…… GSM
….. Gram
….. g
วัดอะไร?น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใยผ้าน้ำหนักของกระดาษ
ค่าเพิ่มขึ้นแปลว่า?ผ้าหนาและหนักขึ้นกระดาษหนาและแข็งขึ้น (แต่ไม่จำเป็นต้องหนาขึ้นเสมอไป)
ตัวอย่างค่า100-600 GSM (ผ้าม่าน, ผ้าบุ)70-400 g/m² (กระดาษ)
ผลต่อการใช้งานมีผลต่อการทิ้งตัว ความโปร่งแสง และความทนทานมีผลต่อความแข็ง ความหนา และการพิมพ์

 GSM ในผ้าหมายถึง “น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใย”
แกรมของกระดาษหมายถึง “น้ำหนักของกระดาษ” ซึ่งไม่ได้บอกถึงความหนาโดยตรง


ทำไมผ้าใช้ GSM แต่กระดาษคนไทยเรียกว่า “แกรม”

หลักการวัดเหมือนกัน:
ทั้งผ้าและกระดาษใช้ น้ำหนักต่อ 1 ตร.ม. (g/m²) เป็นมาตรฐาน

ทำไมผ้าใช้ GSM?

GSM (grams per square meter) เป็นมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก เพื่อประเมินความหนา ความโปร่ง และความหนักเบาของผ้า จึงนิยมระบุเป็นหน่วย GSM เช่น ผ้าเสื้อยืด 180 gsm หรือผ้าม่าน 250 gsm เป็นต้น

ทำไมกระดาษ “แกรม”?

กระดาษก็ใช้หลักการเดียวกัน คือวัดน้ำหนักต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับผ้า
ในประเทศไทย เรียก “แกรม” มาจากคำว่า “gram” (กรัม) โดยเกิดจากการ ถอดเสียง (Transliteration) ตามเสียงภาษาอังกฤษ “gram” ที่ออกเสียงว่า /ɡræm/ กลายเป็น “แกรม” ในภาษาไทย
เนื่องจากคำเต็ม “grams per square meter” มีความยาว คนไทยจึงนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า “แกรม”
ในงานพิมพ์สากล จะใช้ gsm หรือ g/m² แต่ในประเทศไทยนิยมพูดว่า “แกรม” เช่น “กระดาษ 150 แกรม”

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Thread Count

หน่วยการนับของผ้าในงานตกแต่งที่อยู่อาศัย

การเลือกใช้ผ้าในการตกแต่งที่อยู่อาศัย

ในการเลือกใช้ ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ หรือผ้าตกแต่งบ้าน ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพและความเหมาะสมของการใช้งานมีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ หน่วยวัดค่าคุณสมบัติของผ้า ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. GSM (Grams per Square Meter) → ใช้วัดความหนาแน่นและน้ำหนักของผ้า มักใช้กับ ผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
  2. Thread Count (TC) → ใช้วัดความละเอียดของการทอ มักใช้กับ ผ้าปูที่นอนและผ้าสำหรับการนอนหลับ

หน่วยวัดน้ำหนักของผ้าในงานตกแต่งบ้าน (GSM – Grams per Square Meter)

GSM ย่อมาจาก Grams per Square Meter หมายถึง น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร ยิ่งค่า GSM สูง ผ้าจะยิ่งหนา แน่น และหนักขึ้น ในทางกลับกัน ค่า GSM ต่ำมักจะหมายถึงผ้าที่บางและเบากว่า

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าGSM (กรัม/ตร.ม.)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMลดแสงบางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง
  • ค่า GSM สูง มักใช้กับผ้าที่ต้องการความทนทานและหนา เช่น ผ้าบุโซฟา ผ้าม่านกันแสง
  • ค่า GSM ต่ำ มักใช้กับผ้าที่ต้องการความพลิ้วไหว เช่น ผ้าม่านโปร่ง

หน่วยวัดความละเอียดของผ้า (Thread Count – TC)

Thread Count หรือ TC หมายถึง จำนวนเส้นด้ายที่ทอในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วของผ้า โดยคิดรวมเส้นด้ายทั้งแนวตั้ง (warp) และแนวนอน (weft)

ค่ามาตรฐานของ Thread Count ในผ้าปูที่นอน

ประเภทผ้าThread Count (TC)คุณสมบัติ
ผ้าฝ้ายทั่วไป150 – 250 TCระบายอากาศดี ราคาไม่สูง
ผ้าปูที่นอนคุณภาพดี300 – 500 TCนุ่ม เนียน เหมาะกับการนอนสบาย
ผ้าปูที่นอนโรงแรมหรู600 – 800 TCเรียบลื่น หรูหรา สัมผัสนุ่มมาก
ผ้าไหม ผ้าลินินระดับพรีเมียม800 TC ขึ้นไปคุณภาพสูงมาก ละเอียดสุดๆ
  • ค่า TC สูง (เช่น 600 TC ขึ้นไป) ทำให้ผ้านุ่มและเรียบหรู แต่มักมีราคาสูง
  • ค่า TC ต่ำ (เช่น 200 TC) ระบายอากาศได้ดีแต่สัมผัสอาจไม่นุ่มมาก

เปรียบเทียบ GSM กับ Thread Count

แม้ว่า GSM และ Thread Count จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผ้า แต่ทั้งสองค่ามีบทบาทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คุณสมบัติGSM
(น้ำหนักผ้า)
Thread Count
(ความละเอียดเส้นด้าย)
วัตถุประสงค์ใช้วัดความหนาและน้ำหนักของผ้าใช้วัดความละเอียดและความนุ่มของผ้า
มักใช้กับผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ผ้าปูที่นอน, ผ้าแฟชั่น
ค่าเพิ่มขึ้นหมายถึงผ้าหนาและหนักขึ้นผ้านุ่มและเนียนขึ้น
ตัวอย่างค่า200-500 GSM
สำหรับผ้าม่าน, ผ้าบุ
300-800 TC
สำหรับผ้าปูที่นอน

ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าสำหรับตกแต่งบ้าน → ดูที่ค่า GSM (น้ำหนักผ้า) ในการวัด GSM สูง = ผ้าหนา ทึบ ทนทาน
ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าปูที่นอน → ดูที่ค่า Thread Count (TC) (จำนวนเส้นด้าย) ในการวัด TC สูง = ผ้านุ่ม เรียบหรู

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


ผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนแสงบ้านคุณให้ละมุนเหมือนอยู่ในสตูดิโอ

คำพูดเหล่านี้ไม่มีอะไรเกินจริง กับคำว่า….

  • เพิ่มมิติแห่งแสงด้วยผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนบ้านให้ละมุนเหมือนสตูดิโอ
  • ม่านโปร่ง + ม่านทึบ: เคล็ดลับแสงนุ่มละมุนราวกับสตูดิโอถ่ายภาพ
  • แสงสวยตลอดวัน! ติดม่านโปร่งเสริมบรรยากาศอบอุ่นให้บ้าน
  • ม่านโปร่งเสริมเสน่ห์ ให้บ้านคุณมีแสงซอฟต์ตลอดเวลา
  • เปลี่ยนบ้านให้ดูแพง ด้วยเทคนิคการใช้ม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ
  • ละมุนทุกมุมบ้าน! ใช้ม่านโปร่งเพื่อสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์
  • บ้านสวย แสงซอฟต์ ด้วยการติดม่านโปร่งอีกชั้นอย่างมืออาชีพ
  • สตูดิโอที่บ้าน! ใช้ม่านโปร่งสร้างบรรยากาศแสงละมุน
  • ม่านโปร่ง ไอเทมลับของบ้านที่มีแสงสวยเสมอ
  • แต่งบ้านด้วยม่านโปร่ง ให้แสงละมุนราวกับถ่ายภาพในสตูดิโอ

การติดผ้าม่านโปร่ง อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ช่วยให้บรรยากาศของบ้านคุณแสงสวย เหมือนคุณอยู่ในสตูดิโอ

การเลือกใช้ผ้าม่านสำหรับตกแต่งบ้านไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศและคุณภาพของแสงภายในห้องอีกด้วย หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยให้บ้านดูสว่างนุ่มนวล มีมิติ และน่าพักผ่อน คือการติดตั้งผ้าม่านโปร่ง (Sheer Curtain) อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ซึ่งจะช่วยกรองแสงธรรมชาติให้มีความละมุนมากขึ้น ราวกับคุณอยู่ในสตูดิโอที่มีไฟซอฟต์บ็อกซ์ให้แสงสวยตลอดเวลา

ม่านโปร่งช่วยสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์อย่างไร?

  1. กระจายแสงให้ละมุนขึ้น
    ม่านโปร่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยกระจายแสงจากภายนอก ไม่ให้แสงแดดตกกระทบโดยตรงภายในห้อง ลดความแข็งกระด้างของแสง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูซอฟต์และอบอุ่นขึ้น
  2. สร้างความเป็นส่วนตัวโดยไม่ปิดกั้นแสง
    ในช่วงเวลากลางวัน ม่านโปร่งช่วยให้คุณได้รับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ไม่ให้คนนอกมองเข้ามาภายในบ้านได้ชัดเจน
  3. ปรับมิติของแสงตามช่วงเวลา
    ตอนเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านม่านโปร่งจะมีความนุ่มนวลและช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ส่วนเวลากลางวัน ม่านโปร่งจะช่วยลดความจ้าของแสง แต่ยังคงให้ความสว่างเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงประดิษฐ์มากเกินไป

เคล็ดลับการเลือกม่านโปร่งให้เหมาะกับบ้าน

  • เลือกโทนสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือสีพาสเทล เพื่อช่วยสะท้อนและกระจายแสงให้สว่างและดูนุ่มนวล
  • เลือกเนื้อผ้าที่มีความโปร่งพอดี ไม่บางจนไร้ประโยชน์ และไม่หนาจนบดบังแสงมากเกินไป
  • ติดตั้งควบคู่กับม่านทึบแสง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสว่างและความเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการ

บ้านที่มีแสงซอฟต์ ดูอบอุ่น และถ่ายรูปสวยขึ้น

การเพิ่มม่านโปร่งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งชั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้บ้านของคุณดูน่าอยู่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แสงที่ตกกระทบภายในห้องมีความสมดุล เหมาะกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นมุมพักผ่อน มุมทำงาน หรือแม้แต่โต๊ะอาหาร คุณจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ดูละมุน สบายตา และอบอุ่นในทุกช่วงเวลา

หากคุณต้องการให้บ้านดูมีมิติของแสงที่สวยงาม ลองเลือกติดม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้บ้านของคุณดูพิเศษขึ้นแน่นอน!


ต้องการดูตัวอย่างเล่มตัวอย่างผ้าม่านโปร่งของเรา คลิ๊ก!!!


NRC (Noise Reduction Coefficient) คืออะไร?

NRC (Noise Reduction Coefficient) คือ ค่าที่บอกว่าวัสดุสามารถดูดซับเสียงได้มากแค่ไหน แทนที่จะสะท้อนกลับไปในห้อง ค่านี้ใช้วัดประสิทธิภาพของวัสดุซับเสียง เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุผนัง โฟมอะคูสติก และฉนวนกันเสียง

ค่า NRC มีช่วงเท่าไหร่ และหมายถึงอะไร?

NRC มีค่าตั้งแต่ 0.0 ถึง 1.0

  • NRC = 0.0 → ไม่ดูดซับเสียงเลย (สะท้อนเสียงทั้งหมด) เช่น ผิวโลหะ, กระจก
  • NRC = 0.5 → ดูดซับเสียงได้ 50% (สะท้อนอีก 50%) เช่น ผ้าม่าน
  • NRC = 1.0 → ดูดซับเสียงได้ 100% (ไม่มีเสียงสะท้อน) เช่น โฟมอะคูสติกหนา

ในบางกรณี NRC อาจสูงกว่า 1.0 ถ้าวัสดุดูดซับเสียงได้ดีมากในบางย่านความถี่

ตัวอย่างค่า NRC ของวัสดุต่างๆ

วัสดุค่า NRCประสิทธิภาพการดูดซับเสียง
คอนกรีต, กระจก, ไม้อัด
(Concrete, Glass, Plywood)
0.00 – 0.05แทบไม่ดูดซับเสียง
ผ้าม่าน
(Polyester, Cotton Fabric)
0.2 – 0.4ดูดซับเสียงได้เล็กน้อย
ผ้าม่านกำมะหยี่หนา
(Velvet Fabric)
0.5 – 0.6ดูดซับเสียงได้ดี
โฟมอะคูสติก 2-4 นิ้ว
(Acoustic Foam)
0.7 – 1.0ดูดซับเสียงได้ดีเยี่ยม
แผ่นใยแก้วกันเสียง 2-4 นิ้ว
(Fiberglass Acoustic Panel)
0.8 – 1.1ดูดซับเสียงยอดเยี่ยม

NRC สำคัญกับอะไร?

  • โฮมเธียเตอร์ & โรงภาพยนตร์ – ลดเสียงสะท้อน ทำให้เสียงชัดขึ้น
  • ห้องประชุม & ออฟฟิศ – ลดเสียงรบกวน ทำให้พูดคุยได้ชัดเจน
  • ร้านอาหาร & คาเฟ่ – ลดเสียงก้อง ทำให้บรรยากาศเงียบขึ้น
  • โรงแรม & สตูดิโอบันทึกเสียง – ป้องกันเสียงสะท้อนเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี

EPU Easy Clean

EPU (Environmental Polyurethane) Materials
ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก มีความยั่งยืนมากขึ้นและทนทาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายน้อยลง
ปล่อยสาร VOC ต่ำ – ลดการปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
รีไซเคิลและย่อยสลายได้ – ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น

น้ำหนัก: 480g/2m
care:
washing – do not wash
bleaching – do not bleach
drying – do not tumble dry
ironing – do not iron
dry cleaning – dry clean (wipe it with a towel or use a leather deep cleaner)

Artificial Leather with Backbonding เคลือบสาร easy clean ทำให้ลดการเกาะติดของสิ่งสกปรก คราบน้ำมัน น้ำ หมึก และรอยเปื้อนต่าง ๆได้

“Easy Clean” ในหนังเทียมเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้พื้นผิวของหนังเทียมสามารถเช็ดล้างสิ่งสกปรกได้ง่ายขึ้น โดยป้องกันการซึมของของเหลวและสิ่งสกปรกลงไปในเนื้อวัสดุ หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับสารเคลือบพิเศษที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีหลายประเภท เช่น

1. สารเคลือบที่ใช้ในเทคโนโลยี Easy Clean

  • สารเคลือบโพลีเมอร์ (Polymer Coating): เช่น Polyurethane (PU) หรือ Acrylic ซึ่งช่วยให้พื้นผิวมีความลื่น ลดแรงเสียดทานของคราบสกปรก ทำให้สามารถเช็ดออกได้ง่าย
  • นาโนเทคโนโลยี (Nanocoating): ใช้อนุภาคนาโนเพื่อสร้างชั้นฟิล์มที่ป้องกันการยึดเกาะของคราบน้ำมันและฝุ่น
  • สารเคลือบฟลูออโรโพลีเมอร์ (Fluoropolymer Coating): มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ (Hydrophobic) และไม่ชอบน้ำมัน (Oleophobic) ทำให้ของเหลวไม่สามารถซึมผ่านหรือเกาะติดพื้นผิวได้

2. วิธีการเคลือบ Easy Clean บนหนังเทียม

  • กระบวนการ Top Coating: สารเคลือบ Easy Clean ถูกนำมาเคลือบเป็นชั้นบนสุดของหนังเทียม โดยผ่านกระบวนการ Spray Coating หรือ Roll Coating
  • ในบางกรณี เทคโนโลยี Easy Clean อาจถูก ฝังในชั้นโพลียูรีเทน ที่เคลือบด้านบน เพื่อให้คุณสมบัติป้องกันคราบสกปรกคงอยู่ได้นานขึ้น

3. ทำไม Easy Clean ถึงช่วยให้เช็ดล้างง่าย?

  • ลดการยึดเกาะของคราบสกปรก เช่น หมึกปากกา ไวน์ น้ำมัน และกาแฟ
  • กันน้ำและน้ำมัน ของเหลวจับตัวเป็นหยดและไม่ซึมเข้าเนื้อหนัง
  • เช็ดออกง่าย แม้จะใช้เพียงผ้าชุบน้ำหรือน้ำสบู่อ่อน ๆ

ข้อดีของหนังเทียม Easy Clean

ทำความสะอาดง่าย ลดการใช้สารเคมีรุนแรง
ทนต่อรอยเปื้อนและของเหลว
อายุการใช้งานยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับหนังเทียมปกติ
เหมาะสำหรับโซฟา เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการการดูแลรักษาน้อย

หากต้องการรายละเอียดเฉพาะของแบรนด์หรือประเภทของ Easy Clean ในหนังเทียมบางชนิด แจ้งให้ฉันทราบได้นะ!

1. สารเคลือบโพลีเมอร์ (Polymer Coating)

คืออะไร?

สารเคลือบโพลีเมอร์คือชั้นเคลือบที่ทำจากสารประกอบโพลีเมอร์ เช่น โพลียูรีเทน (PU), อะคริลิก (Acrylic), พอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) เป็นต้น โดยถูกใช้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับพื้นผิว เช่น ความทนทานต่อรอยขีดข่วน การกันน้ำ และความง่ายต่อการทำความสะอาด

คุณสมบัติหลักของสารเคลือบโพลีเมอร์

 กันน้ำ: ช่วยป้องกันของเหลวซึมลงในวัสดุ
 ลดแรงเสียดทาน: ทำให้คราบสกปรกเกาะติดพื้นผิวน้อยลง
ความยืดหยุ่นสูง: ปรับตัวเข้ากับพื้นผิวได้ดี ลดการแตกร้าวของชั้นเคลือบ
 กันรอยขีดข่วน: เพิ่มอายุการใช้งานของวัสดุ
 ป้องกันรังสี UV: ช่วยลดการซีดจางของสีในหนังเทียม

วิธีการเคลือบ

  • ใช้ Spray Coating หรือ Roll Coating เคลือบลงบนวัสดุ เช่น หนังเทียม โซฟา หรือวัสดุผิวแข็ง
  • อบที่อุณหภูมิสูงเพื่อให้สารเคลือบเซ็ตตัวและติดแน่นกับพื้นผิว

การนำไปใช้งาน

หนังเทียม PU และ PVC ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
เบาะรถยนต์และวัสดุตกแต่งภายใน
ผนังและพื้นผิวที่ต้องการความทนทานสูง


2. นาโนเทคโนโลยี (Nanocoating)

คืออะไร?

นาโนโค้ตติ้งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ อนุภาคนาโน ขนาดเล็กระดับ 1-100 นาโนเมตร เพื่อสร้างชั้นปกป้องบนพื้นผิว โดยชั้นนาโนเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กันน้ำ (Hydrophobic), กันน้ำมัน (Oleophobic), และลดการยึดเกาะของคราบสกปรก

คุณสมบัติหลักของนาโนโค้ตติ้ง

กันน้ำระดับสูง (Superhydrophobic): ทำให้น้ำกลิ้งออกจากพื้นผิวคล้ายใบบัว
 กันน้ำมันและคราบไขมัน (Oleophobic): ลดการเกาะติดของน้ำมันและคราบเปื้อน
 ลดไฟฟ้าสถิต: ป้องกันฝุ่นเกาะ
เคลือบบางใสมองไม่เห็น: ไม่ทำให้พื้นผิวเปลี่ยนสีหรือเนื้อสัมผัส
 ป้องกันรอยขีดข่วนและการกัดกร่อน

วิธีการเคลือบ

  • Spray Coating หรือ Dipping: ใช้พ่นหรือจุ่มชิ้นงานลงในสารนาโน
  • Plasma Coating: ใช้กระบวนการพลาสม่าเพื่อให้ชั้นนาโนยึดติดกับพื้นผิว

การนำไปใช้งาน

หนังเทียมระดับพรีเมียมและเฟอร์นิเจอร์หรู
กระจกกันฝ้าและหน้าจอมือถือ
เคลือบสีรถยนต์และเบาะรถยนต์เพื่อลดคราบน้ำ


3. สารเคลือบฟลูออโรโพลีเมอร์ (Fluoropolymer Coating)

คืออะไร?

ฟลูออโรโพลีเมอร์เป็นสารเคลือบที่มีโมเลกุลของ ฟลูออรีน (Fluorine) และคาร์บอน (Carbon) ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลแข็งแรง ทำให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทนความร้อนสูง, ทนสารเคมี, และไม่ดูดซับน้ำหรือน้ำมัน

คุณสมบัติหลักของฟลูออโรโพลีเมอร์

 กันน้ำและกันน้ำมันระดับสูงมาก: พื้นผิวมีความลื่น ทำให้คราบไม่เกาะติด
 ทนต่อสารเคมีและรังสี UV: ไม่เปลี่ยนสีหรือเสื่อมสภาพเร็ว
 ทนความร้อนสูง: ใช้งานได้ในอุณหภูมิสูงถึง 260°C (เช่น PTFE – เทฟล่อน)
 ลดแรงเสียดทาน: ทำให้พื้นผิวลื่น ลดการติดของคราบฝังแน่น
 ป้องกันการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย

วิธีการเคลือบ

  • ใช้วิธี Spray Coating หรือ Electrostatic Coating เพื่อให้ชั้นเคลือบยึดติดกับพื้นผิว
  • อบความร้อนเพื่อให้ชั้นเคลือบเซ็ตตัวแน่น

การนำไปใช้งาน

หนังเทียมกันเปื้อนระดับสูง
อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (เช่น ฉนวนกันความร้อน)
กระทะเคลือบเทฟล่อน
ผ้ากันเปื้อนและเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการความสะอาดสูง


สรุปความแตกต่างของสารเคลือบแต่ละประเภท

ประเภทสารเคลือบคุณสมบัติเด่นระดับกันน้ำ-กันคราบความทนทานการใช้งานหลัก
Polymer Coatingทนทาน ยืดหยุ่น กันน้ำปานกลาง-สูงปานกลางหนังเทียม เฟอร์นิเจอร์ทั่วไป
Nanocoatingเคลือบบางใส กันน้ำมัน ลดฝุ่นสูงมากสูงกระจก เบาะรถยนต์ หน้าจอมือถือ
Fluoropolymer Coatingกันน้ำและน้ำมันระดับสูงมาก ทนสารเคมีสูงที่สุดสูงมากหนังเทียมพรีเมียม อุตสาหกรรมหนัก

ถ้าคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกสารเคลือบให้เหมาะกับหนังเทียมแต่ละแบบ แจ้งให้ฉันรู้ได้เลย!

Nap Shadowing Velvet รอยเงาจากเส้นใยเอียงในผ้ากำมะหยี่

Shading หรือ Nap Shadowing เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในผ้ากำมะหยี่ (Velvet) และผ้าที่มีเส้นใยตั้งตัว เช่น ผ้าสักหลาด (Mohair) และผ้ากำมะหยี่สังเคราะห์ (Synthetic Velvet) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยของผ้าถูกกดหรือเอียงไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดรอยเงาบนพื้นผ้าเมื่อแสงตกกระทบ ทำให้สีของผ้าดูเข้มหรืออ่อนต่างกันไปตามมุมมอง

สาเหตุของ Shading หรือ Nap Shadowing

  • ธรรมชาติของเส้นใย (Pile Fabric Nature) – ผ้ากำมะหยี่มีเส้นใยที่ตั้งขึ้นจากพื้นผ้า เมื่อเส้นใยเหล่านี้เปลี่ยนทิศทาง การสะท้อนแสงจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดเฉดสีที่แตกต่างกัน
  • แรงกดทับจากการใช้งาน (Pressure & Usage) – การนั่ง ทับ หรือพับผ้าเป็นเวลานานอาจทำให้เส้นใยบางส่วนเอนหรือล้มตัว จนเกิดรอยเงาหรือบริเวณที่ดูซีดลง
  • การผลิตและกระบวนการตัดเย็บ (Manufacturing & Sewing Process) – การทอหรือการตัดเย็บที่มีความตึงหรือคลายต่างกันอาจทำให้เส้นใยบางส่วนเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดรอยเงา
  • การสัมผัสและการลูบไล้ (Touch & Handling) – การลูบผ้าไปในทิศทางที่ต่างกันสามารถเปลี่ยนทิศทางของเส้นใยได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีแบบชั่วคราว
  • ความชื้นและอุณหภูมิ (Moisture & Temperature) – ความชื้นสามารถทำให้เส้นใยนุ่มและเปลี่ยนทิศทางง่ายขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดรอยเงาเมื่อแห้งแล้ว

วิธีป้องกันการเกิด Shading

  • เลือกใช้ผ้าที่มีคุณภาพสูง – ผ้ากำมะหยี่ที่ผลิตอย่างดีจะมีเส้นใยที่ทนทานต่อการเสียรูปและการเปลี่ยนทิศทางของขนผ้า
  • ใช้การออกแบบที่เหมาะสม – หากเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือม่าน ควรเลือกผ้าที่มีการตัดเย็บให้เหมาะสมกับทิศทางของเส้นใย เพื่อป้องกันการเกิดรอยเงาที่ไม่พึงประสงค์
  • หมุนเวียนการใช้งาน – สำหรับเฟอร์นิเจอร์ ควรพลิกหรือสลับการใช้งานเป็นระยะเพื่อลดแรงกดที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด
  • ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง – หลีกเลี่ยงการกดทับหรือขยี้ผ้าอย่างรุนแรง และใช้แปรงกำมะหยี่สำหรับการทำความสะอาด

วิธีแก้ไขเมื่อเกิด Shading หรือ Nap Shadowing

  1. ใช้ไอน้ำ (Steaming) – ถือเตารีดไอน้ำห่างจากพื้นผ้าเล็กน้อยแล้วใช้แปรงขนนุ่มปัดเส้นใยให้กลับสู่ทิศทางเดิม
  2. ใช้แปรงกำมะหยี่ (Velvet Brush) – แปรงเบา ๆ ไปในทิศทางเดียวกับแนวเส้นใยเดิมเพื่อช่วยคืนสภาพ
  3. แขวนผ้าในห้องน้ำที่มีไอน้ำ – สำหรับเสื้อผ้าหรือม่านที่มีรอยเงา การแขวนไว้ในห้องน้ำที่มีไอน้ำสามารถช่วยให้เส้นใยคืนรูปได้
  4. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ กดเบา ๆ – จากนั้นใช้ไดร์เป่าผมที่ลมอุ่นเป่าให้แห้งพร้อมปัดเส้นใยกลับไปในทิศทางเดิม
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูง – ไม่ควรใช้เตารีดโดยตรงกับผ้ากำมะหยี่ เพราะอาจทำให้เส้นใยเสียหายถาวรได้

Shading หรือ Nap Shadowing เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของผ้ากำมะหยี่และผ้าขนตั้งอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การเลือกใช้ผ้าที่เหมาะสมและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีสามารถช่วยลดปัญหานี้ได้ หากเกิดรอยเงาขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถใช้วิธีแก้ไขต่าง ๆ เช่น การใช้ไอน้ำและการแปรงเส้นใยเพื่อคืนสภาพเดิม ทำให้ผ้าดูสวยงามเหมือนใหม่อีกครั้ง