แดงไหน? แดงม่านโรงละคร

“โลกคือละคร ทุกตอนต้องแสดง ทุกคนทนไป อย่าอาลัย ยิ้มกันสู้ไปจะได้สบาย สุขกันเถอะเรา”


ผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงในโรงหนังหรือโรงละครมักถูกใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าตื่นเต้นในช่วงของการแสดง เป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในที่มุ่งเน้นให้ความสนุกสนานและน่าตื่นเต้น สีแดงมักถูกพิจารณาว่าเป็นสีที่มีพลังและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้ในสถานที่ที่ต้องการสร้างบรรยากาศของความตื่นเต้น นอกจากนี้ สีแดงยังมีความสำคัญทางจิตวิทยาในการกระตุ้นความกระตือรือร้นและความสนใจของผู้ชมด้วย การใช้ผ้าม่านสีแดงในโรงหนังหรือโรงละครจึงเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเนื่องจากความสามารถในการเพิ่มความมีชีวิตชีวาและสร้างความตื่นเต้นในระหว่างการแสดงในโรงละครหรือโรงหนังได้อย่างดี และมักจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้ชมทั่วไปด้วย

ใครที่อยากแต่งบ้านให้ผ้าม่านเหมือนอยู่ในโอเปร่า ในโรงละคร หรือทำเป็นโฮมเธียเตอร์ในบ้าน วันนี้นิทัส เทสซิเล เรามีผ้าเนื้อ Velvet หรือที่เรียกว่า ผ้ากำมะหยี่ สีแดงในอุดมคติของโรงละคร รวมถึงสีดำคลาสสิกใช้ง่าย และสีอื่นๆ ให้เลือกมากมาย เช่น

  • 30011 NEO CLASSIC เป็นเนื้อ Matt ไม่เงา ได้ลุคทันสมัย
  • 30030 NOUVEAU เงางามตามต้นฉบับของผ้า Velvet หรูหรา

พร้อมคุณสมบัติกันไฟลาม Flame Retardant: CA TB 117 ทั้งสองตัว และผ่านการทดสอบการขัดถู Abrasion Resistant ที่มากกว่า 35,000 ซึ่งสามารถใช้ได้กับพื้นที่สาธารณะ เช่น พื้นที่ต้อนรับของโรงแรม สถานีขนส่งสาธารณะ ฉนั้นผ้าทั้งสองตัวนี้มีความแข็งแรงมากเกินพอ ที่จะนำมาบุเป็นเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรดในบ้าน ทั้งยังสามารถเย็บเป็นผ้าม่านที่ทิ้งตัวดี ให้ลอนที่สวย และคุณสมบัติลับอีกอย่างหนึ่งของผ้ากำมะหยี่ เป็นผ้าที่มีเนื้อเป็นขนๆ ฟูๆ มีความหนากว่าเนื้อผ้าม่านปกติ จึงมาพร้อมคุณสมบัติที่สามารถซับเสียงได้ในระดับหนึ่ง ช่วยลดเสียงก้อง เสียงสะท้อน ได้อีกด้วย นิยมมากสำหรับคนที่จะทำ มินิโฮมเธียเตอร์ในบ้าน

สามารถ คลิกที่ตัวผ้า เพื่อดูสีอื่นๆได้


Night Curtain

คนที่ตามหา “ผ้าโปร่งที่ไม่โปร่ง ผ้าทึบที่โปร่ง” หรือที่เรียกว่า “Night Curtain” ผ้าม่านที่เป็นที่นิยมมาก ในการตกแต่งในต่างประเทศ หรือบางคนที่ชอบดูการตกแต่งจาก Pinterest ที่ความต้องการแสงธรรมชาติเข้ามาภายในห้อง แต่ไม่ต้องการ การมองเห็นผ่านเข้ามาภายใน เรียกได้ว่าเป็นผ้ากึ่งทึบกึ่งโปร่ง

คุณประโยชน์โดนรวม

  • ประหยัดกว่าผ้าม่าน 2 ชั้น ถึง 40%
  • ผ้าหน้ากว้างพิเศษถึง 320 ซม. สามารถใช้กับห้องที่เพดานสูง 250-285 ซม. ประหยัดกว่าการใช้ผ้าหน้ากว้างปกติ (130-150 ซม.) ถึง 30% เลยทีเดียว
  • ได้ความเป็นส่วนตัว เพราะไม่บางจนเกินไป มองทะลุผ่านได้
  • ได้แสงธรรมชาติ ห้องสว่าง ประหยัดค่าไฟในช่วงกลางวัน
  • ถ่ายรูปยังไงก็สวย ได้แสงผ่านเหมือนมีซอฟบ๊อกในสตูดิโอ
  • ทิ้งตัวดี ให้ลอนที่สวย
  • ที่สำคัญผ้าตัวนี้มีคุณสมบัติกันไฟลาม อีกด้วย สามรถใช้ได้กับอาคารสูง ตามกฎหมายอาคารสูงที่ต้องใช้วัสดุ ที่มีสามารถหน่วงไฟได้

ครบจบในตัวเดียว จัดไปเลย 90034 BRUNELLO สีเบอร์ 101 WHITE

เส้นใยโอลีฟิน (Olefin) ในผ้าเอาท์ดอร์คืออะไร

เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ประกอบด้วยโพลิเมอร์ของ Polyethylene หรือ polypropylene มีคุณสมบัติ เหนียว แข็งแรงทนทานต่อการขัดสีได้ดี ไม่หด ไม่ยับง่าย มีน้ำหนักเบา ดูดความชื้นไม่ได้ ทนต่อกรดและ ด่างได้ดี แต่ไม่ทนต่อ Chlorinated hydrocarbon ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำยาซักแห้งบางชนิด เช่น Perchlorethylene ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยโอลีฟิน ซักทำความสะอาดง่ายไม่ต้องรีด

เปรียบเทียบคุณสมบัติของชนิดเส้นใย ที่มักนำมาผลิตเป็นผ้าเอาท์ดอร์

คุณสมบัติPolyesterOlefinAcrylic
น้ำนัก
Weight
ปานกลางเบาปานกลาง
ความถ่วงจำเพาะ
Specific Gravity
1.38 (จมน้ำ)0.91 (ลอยน้ำ)1.17 (จมน้ำ)
ความแข็ง
Hardness
ปานกลางนุ่มนุ่ม
ความยืดหยุน
Flexibility
มากปานกลางน้อย
ความทนต่อความร้อน
Heat Resistance
สูงปานกลางต่ำ
ความสามารถในการหน่วงไฟ
Flame Retardant
ต่ำปานกลางสูง
ความทนทานต่อสารเคมี
Chemical Resistance
สูงปานกลางต่ำ
การดูดซับความชื้น
Moisture Absorption
มากปานกลางน้อย
ความสามารถในการระบายความชื้น
Moisture Wicking
น้อยมากมาก
ความต้านทานต่อการขัดถู
Abrasion Resistance
สูงปานกลางต่ำ
ค่าเสื่อมสภาพต่อการใช้งาน
Durability
มากปานกลางน้อย
ความคงทนทานต่อการซัก
Washability
มากปานกลางน้อย
ความซีดจางของสีต่อแสง
Colorfastness to Light
มากปานกลางน้อย

คุณสามารถพบผ้าเอาท์ดอล์ของนิทัส เทสซิเล โดยการสังเกตุสัญลักษณ์นี้


ผ้าเอาท์ดอร์ของนิทัส

ผลิตจากเส้นใย Polyeste

ผลิตจากเส้นใย Olefin

10725 SUNNY, 10726 SUNNY, 10727 SUNNY, 10728 SUNNY, 30035 CRUISES, 30070 ISTANBUL, 30071 GALATA, 30072 TOPKAPI, 30073 BOSPHORUS

ผลิตจากเส้นใย Acrylic

30006 ALFRESCO, 30007 PLAYGROUND


ได้คืบจะเอาศอก มันยาวแค่ไหน? หน่วยวัดความยาวแบบไทยๆ

หน่วยวัดความยาวแบบไทยโบราณ เช่น นิ้ว คืบ ศอก วา เส้น โยชน์ อ้างอิงจากส่วนของร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นวิธีการวัดที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ หน่วยวัดเหล่านี้มีความยืดหยุ่น เนื่องจากขนาดร่างกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้ค่าที่ได้อาจแตกต่างกันบ้างในทางปฏิบัติ

ปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบเมตริก (เมตร, เซนติเมตร) แทนหน่วยวัดแบบโบราณแล้ว แต่หน่วยเหล่านี้ยังคงถูกใช้ในบางบริบททางวัฒนธรรมหรือประเพณี

นิ้ว อักษรย่อว่า นิ. (Fingerbreadth) ประมาณ 2.083 ซม.

  • อ้างอิงจาก: ความกว้างของนิ้วมือ (นิ้วโป้ง)
  • วิธีการวัด: วัดความกว้างของนิ้วโป้งที่ฐานนิ้ว (ส่วนที่กว้างที่สุด)
  • ค่าประมาณ: 1 นิ้ว ≈ 2.083 เซนติเมตร

ปัจจุบัน หน่วย นิ้ว ได้รับการกำหนดมาตรฐานให้เท่ากับ 2.54 เซนติเมตร (หรือ 0.0254 เมตร) ซึ่งตรงกับมาตรฐานสากลของ inch ในระบบอิมพีเรียล

คืบ อักษรย่อว่า ค. (Span) เท่ากับ 12 นิ้ว หรือประมาณ 25 ซม.

  • อ้างอิงจาก: ระยะห่างระหว่างปลายนิ้วโป้งกับปลายนิ้วก้อย เมื่อกางมือออกให้สุด
  • วิธีการวัด: กางมือออกให้สุด แล้ววัดระยะจากปลายนิ้วโป้งถึงปลายนิ้วก้อย
  • ค่าประมาณ: 1 คืบ = 12 นิ้ว ≈ 25 เซนติเมตร

ศอก อักษรย่อว่า ศ. (Cubit)  เท่ากับ 2 คืบ หรือประมาณ 50 ซม.

  • อ้างอิงจาก: ระยะห่างจากปลายนิ้วกลางถึงข้อศอก
  • วิธีการวัด: วัดจากข้อศอกถึงปลายนิ้วกลางที่เหยียดตรง
  • ค่าประมาณ: 1 ศอก = 2 คืบ ≈ 50 เซนติเมตร

วา อักษรย่อว่า ว. (Fathom) เท่ากับ 4 ศอก หรือประมาณ 2 เมตร

  • อ้างอิงจาก: ระยะห่างระหว่างปลายมือทั้งสองข้างเมื่อกางแขนออก
  • วิธีการวัด: กางแขนทั้งสองข้างออกให้สุด แล้ววัดระยะจากปลายมือข้างหนึ่งถึงปลายมืออีกข้างหนึ่ง
  • ค่าประมาณ: 1 วา = 4 ศอก ≈ 2 เมตร

เส้น อักษรย่อว่า สน. (Sen ใช้คำทับศัพท์ หรือ Thai Line ในบางกรณี) เท่ากับ 20 วา หรือประมาณ 40 เมตร

  • อ้างอิงและวิธีการวัด: ไม่ได้อ้างอิงจากร่างกายโดยตรง แต่คำนวณจากหน่วยวา
  • ค่าประมาณ: 20 วา หรือประมาณ 40 เมตร

โยชน์ อักษรย่อว่า  ย. (Yojana คำทับศัพท์จากสันสกฤต หรือ Thai League ในบางกรณี) เท่ากับ 400 เส้น หรือประมาณ 16 กิโลเมตร

  • อ้างอิงและวิธีการวัด: ไม่ได้อ้างอิงจากร่างกายโดยตรง แต่คำนวณจากหน่วยเส้น
  • ค่าประมาณ:: 400 เส้น หรือประมาณ 16 กิโลเมตร

ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ 
จึงกำหนดโดยเทียบกับระบบหน่วยเมตริก (Metric Unit)

ตาม พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พระพุทธศักราช 2466 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ประเทศไทยได้กำหนดให้ใช้ระบบเมตริก (Metric System) เป็นมาตรฐานในการวัดแทนระบบวัดแบบไทยโบราณ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบสากล และเพื่อให้ระบบการวัดของประเทศไทยเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับระบบสากล และลดความสับสนในการค้าขายและการแลกเปลี่ยนสินค้า อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศ โดยพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดการเทียบค่าระหว่างหน่วยวัดแบบไทยโบราณกับระบบเมตริกไว้อย่างชัดเจน ดังนี้:

หน่วยวัดความยาว

  • 1 นิ้ว (องคุลี) เท่ากับ 2.083 เซนติเมตร
  • 1 คืบ เท่ากับ 0.25 เมตร (25 เซนติเมตร)
  • 1 ศอก เท่ากับ 0.5 เมตร (50 เซนติเมตร)
  • 1 วา เท่ากับ 2 เมตร
  • 1 เส้น เท่ากับ 40 เมตร
  • 1โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร (400 เส้น)

หน่วยวัดพื้นที่

  • งาน = 400 ตารางเมตร (พื้นที่ 1 เส้น × 1 เส้น)
  • ไร่ = 1,600 ตารางเมตร (4 งาน)

หน่วยวัดปริมาตร (ตวง)

  • ทะนาน = 1 ลิตร
  • ถัง = 20 ลิตร

หน่วยวัดน้ำหนัก (ชั่ง)

  • ชั่ง = 1.2 กิโลกรัม
  • ตำลึง = 60 กรัม
  • บาท = 15 กรัม
  • สลึง = 3.75 กรัม

แม้ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนมาใช้ระบบเมตริกเป็นหลัก แต่หน่วยวัดแบบไทยโบราณยังคงถูกใช้ในบางบริบท เช่น ในงานศิลปะ งานหัตถกรรม หรือในประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ แต่ในทางการค้าและการศึกษาจะใช้ระบบเมตริกเป็นหลักตามที่กฎหมายกำหนดไว้.


ม่านเปิดทางเดียวหรือม่านแยกกลางดี

แบบไหนที่นิทัสเราแนะนำ ไปดูกันเลย


A หน้าต่าง บานฟิกซ์


B หน้าต่างหรือประตู บานฟิกซ์ 1 บานสไลด์ 1


C หน้าต่างหรือประตู บานสไลด์ 2


D หน้าต่างหรือประตู บานฟิกซ์ 2 บานสไลด์ 1


E หน้าต่างหรือประตู บานฟิกซ์ 1 บานสไลด์ 2


F หน้าต่างหรือประตู บานฟิกซ์ 2 บานสไลด์ 2


Repeat คืออะไร และวัดยังไง

ว่าด้วยการออกแบบลวดลายนั้น โดยปกติ จะมีการออกแบบลวดลายอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. ลวยลายแบบไม่ต่อลาย (Individual Design) คือจะเป็นลวดลายที่สร้างสรรค์ขึ้นมาแบบเดี่ยวๆ แยกกัน หรือเป็นกลุ่มลายที่ไม่ต่อเนื่องกัน เมื่อนำมาต่อกันก็จะเป็นลักษณะ เป็นกลุ่มๆ ที่ซ้ำกันเหมือนเราปูกระเบื้องที่ลวดลายไม่ต่อเนื้องกัน

2. ลายแบบต่อเนื่องกัน (Repeat Pattern Design) เป็นลวดลายที่ออกแบบโดยเฉพาะให้มีความต่อเนื่อง เมื่อเรานำลายมาชนต่อกันแล้ว ทั้งซ้าย-ขวา, บน-ล่าง ลวดลายนั้นก็จะต่อเนื้องสม่ำเสมอกันทั้งหมด

ตัวอย่างลาย 1 Repeat
ที่อย่าลายที่ออกแบบมาให้ต่อเนื่องกัน

การสังเกตุ และวัดระยะของลายผ้า Repeat ทำได้อย่างไร? จริงๆ เป็นสิ่งที่ง่ายมากๆ โดยเราจะหาจุดสังเกตุจุดใดก็ได้ของลายผ้าที่เด่นชัด เช่นตามตัวอย่างรูปด้านล่าง เราจะเอาปลายก้านของช่อดอกนั้นเป็นตำแหน่งหลักในการวัดระยะ

สังเกตุจากจุดหลักตั้งต้น และมองหาจุดที่ลายผ้านั้นซ้ำกัน มองไปทิศทางซ้ายไปขวา คือค่าความกว้าง (Width) และในส่วนของแนวตั้ง (Height) จากจุดที่ลายผ้าซ้ำกัน เราก็จะได้ขนาดของ Repeat ผ้านั่นเอง


ความสำคัณของ Repeat คือ ในการตัดเย็บผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟาตัวใหญ่ ที่ต้องมีการต่อลายให้ลวดลายต่อเนื่องกัน ฉะนั้น การรู้ตัวเลขของระยะซ้ำของลายผ้านั้นก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะต้องใช้ในการคำนวนผ้าเพื่อให้ระยะการต่อลวดลายลงตัว

รูปตัวอย่าง การต่อผ้าของผ้าม่าน

ในกรณีผ้าม่านที่ไม่มีลวดลายหรือเป็นเพียงเท็กเจอร์เล็กๆ ในลายผ้านั้น ก็จะไม่มีปัญหาในลายผ้าแต่อย่างใด เพราะลายนั้นมันเล็กเกินกว่าจะสังเกตุได้ว่าไม่ต่อเนื่องกัน

ตัวอย่างลวดลายผ้าเมื่อกางออกมาจากม้วนผ้า
ตัวอย่างการต่อลายผ้าโดยไม่ได้คำนวนเผื่อระยะ Repeat ตะเข็บรอยต่อลวดลายจะไม่ต่อเนื่องกัน
ตัวอย่างการต่อลายผ้าโดยรู้ระยะของ Repeat ผ้า ตะเข็บรอยต่อลวดลายจะต่อเนื่องกันสวยงาม

ดรอปฝ้าซ่อนราง และกล่องบังราง ต้องเว้นระยะเท่าไหร่

หลายคนที่เคยแต่งบ้าน แล้วสังเกตุการติดตั้งม่าน แล้วทำไมรู้สึกว่า บ้านตัวอย่าง หรือบ้านเพื่อนที่เราไปเที่ยวหา ทำไมผ้าม่านนั้นดูสวยลงตัว เป็นส่วนหนึ่งของบ้านได้ดี สิ่งที่สำคัญคือ การดรอปฝ้า  (Drop Ceiling) ซ่อนรางม่านและหัวม่านยังไงละ แต่สำหรับบางบ้านที่ไม่ได้วางแผนกับการดรอปฝ้าไว้ตั้งแต่แรก หรือไม่อยากรื้อให้เป็นเรื่องใหญ่ ก็มีวิธีการแก้ไขโดยการ เสริมกล่องบังราง (Curtain Cornice, Pelmet) แล้วทั้งสองอย่างนี้ เค้าเว้นระยะกันเท่าไหร่ ไปดูกันเลย

ตัวอย่างห้องที่มีการออกแบบในการดรอปฝ้า

สำหรับลูกค้าบ้าน ถ้าต้องการดรอปฝ้า ควรปรึกษาเรื่องแบบบ้าน ตั้งแต่แรกก่อนสร้างบ้าน เพราะต้องกำหนดระยะความสูงจากพื้นถึงฝ้าตั้งแต่แรก เพราะถ้าไม่ได้กำหนดไว้ ในการปรับปรุงตกแต่งที่หลังอาจส่งผลให้ระดับฝ้าจะต่ำกว่าปกติ ทำให้รู้สึกอึดอัด งานส่วนนี้ ต้องปรึกษา และทำด้วยผู้รับเหมาตกแต่งบ้านที่เชี่ยวชาญ ร้านม่านโดยทั่วไปมักทำในส่วนนี้ไม่ได้ นะครับ


ตัวอย่างการแก้ปัญหาด้วยการเสริมกล่องม่านบังราง

สำหรับงานเสริมกล่องบังรางนั้น เป็นงานเสริม เพิ่มความสวยงานโดยไม่ได้ไปยุ่งกับระดับของตัวฝ้าเพดานเดิม สามารถบอกทางร้านม่านเลยตั้งแต่แรกว่าต้องการทำสิ่งนี้ด้วย เพื่อง่ายต่อการคำนวนและเข้าวัดพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง และงานส่วนนี้ร้านม่านทั่วไปสามารถทำได้


โดยทั่วไปแล้วการตัดเย็บผ้าม่านสำหรับรางสไลด์ มักตัดเย็บกันในสองรูปแบบ 1. แบบคลาสสิกคือ ม่านสามจีบ 2. แบบโมเดิร์น คือแบบลอน S ซึ่งรูปแบบการตัดเย็บทั้งสองแบบมีผลกับการเว้นระยะห่างอย่างยิ่ง เพราะม่านสามจีบมีการเก็บช่วงลอนของม่านเป็นในรูปแบบจีบแล้ว ซึ่งจะทำให้กินระยะน้อยว่าม่านลอน S ที่มีช่วงลอนโค้งกินไปทางหน้าและหลังที่เท่าๆ กัน

แล้วการเว้นระยะห่างจากผนังถึงขอบของฝ้าเป็นระยะเท่าไหร่ หรือการเสริมกล่องม่านต้องเว้นเท่าไหร่ ก็ไปดูกันเลย

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ช่วยให้หลายท่านวางแผนในการออกแบบตกแต่งภายใน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผ้าม่านได้ไม่มากก็น้อยนะครับ


คราฟต์ (Craft) นะครับ

งานคราฟต์ Craft โดยปกติแล้ว งานคราฟต์คือเป็นงานที่ใช้ฝีมือ มือมนุษย์ในการทำการผลิตชิ้นงานนั้นๆ ขึ้นมาโดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยากที่จะเรียนแบบด้วยระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม สำหรับเรื่องเกี่ยวกับผ้าแล้วงานคราฟต์ในวงการผ้า ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าโดยการใช้เทคนิคพิเศษ (Hand Weave) ในแต่ละท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการ มัดหมี่ ขิด จก ล้วง และก็ยังมีการคราฟต์อีกรูปแบบหนึ่งที่รูปแบบการทออาจไม่พิเศษมากนัก แต่จะเน้นที่เส้นด้ายที่มีความพิเศษ แสดงถึงความเป็นฝีมือคนทำ คือการไม่สมบูรณ์แบบ เส้นด้ายที่ออกมาจะมีความเป็นสลาฟ มีความไม่เท่ากัน เล็กใหญ่ ความไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์สำคัญ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า ผ้าที่ผลิตด้วยการทอมือ ผ้าทอพื้นบ้าน นั้นจะมีความแข็งแรงน้อย (Tensile Strength) ความแน่นในการทอ (Density) ต่ำและไม่สม่ำเสมอ แม้ในวงการแฟชั่นเอง ยังมีการเสริมความแข็งแรงด้วยผ้ากาว ยิ่งถ้าในอุตสาหกรรมเคหะสิ่งทอ การเอาผ้าเหล่านี้มาใช้เป็นผ้าเฟอร์นิเจอร์ หรือบุโซฟาตัวโปรดของคุณนั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ผ้าจะสั้นมาก เพราะผ้านั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการรับสภาวะของการใช้งานอย่างหนัก อย่างผ้าบุเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไป ซึ่งปกติผ้าบุเฟอร์นอเจอร์ต้องมีการทดสอบการขัดถู (Abrasion Resistance) ตามมาตรฐานสากล

30062 PENINSULA เมื่อมองในระยะใกล้ๆ

สำหรับคนที่โหยหามนต์เสน่ห์ของผ้าคราฟต์ มาเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ วันนี้นิทัสเรามีผ้าบุเฟอร์เจอร์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สามารถผลิตเส้นด้ายให้มีความเหมือนกับเส้นด้ายปั่นด้วยมือ (Hand Spun) มีความเป็นสลาฟ เส้นเล็กใหญ่ แต่มีความแข็งแรง และเทคโนโลยีการทอที่ทันสมัยที่สามารถป้อนด้ายที่มีความไม่สม่ำเสมอเข้าในกระบวนการทอได้ ให้อารมณ์ของงานคราฟต์ได้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมด้วยความแข็งแรงของตัวเนื้อผ้า ที่ทุกตัวมีการทดสอบการขัดถู (Abrasion Resistance) ในมาตรฐานเดียวกับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไป

30066 PARADISO-101 CREAM

อีกทั้งคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ (Water Repellrnt) ที่เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ผ้าของคุณไม่เปื้อนและเก่าง่าย ช่วยเพิ่มอายุการใช้งาน แต่ด้วยลักษณะของเนื้อผ้าที่มีเท็กเจอร์ของผ้าที่ไม่เรียบเนียน ตามสไตล์งานคราฟต์ ประสิทธิภาพของการสะท้อนน้ำนี้ก็จะมากน้อยแตกต่างกันไป


ผ้าของนิทัส ที่ให้อารมณ์แบบงานคราฟต์

ซึ่งในรูปถ่ายอยู่ในขนาด 15×15 เซนติเมตร

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

รูปผ้าข้างบนเมื่อมองในระยะใกล้ๆ

ผ้าเจ็คการ์ด

ผ้าเจ็คการ์ด (Jacquard Fabric)

ผ้าเจ็คการ์ดเป็นผ้าที่ทอด้วยเทคนิคการทอแบบ Jacquard ซึ่งใช้ระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของเส้นด้ายเพื่อสร้างลวดลายที่ซับซ้อนและหลากหลายได้อย่างแม่นยำ เทคนิคนี้ใช้เครื่องทอที่เรียกว่า “ช่องจักวาร์ด” (Jacquard Loom) ซึ่งมีตะขอหลายตัวควบคุมเส้นด้ายแต่ละเส้นตามลวดลายที่ออกแบบไว้ เครื่องทอนี้สามารถโปรแกรมให้ทอลายละเอียดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผ้าเจ็คการ์ดมีลักษณะการทอที่หนาและมีคุณภาพสูง

ผ้าเจ็คการ์ดนิยมใช้ในการผลิตเสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง และอุปกรณ์ตกแต่งภายในบ้าน เนื่องจากมีลวดลายที่สวยงามและมีความทนทาน นอกจากนี้ ยังสามารถผสมผสานกับเทคนิคการทออื่นๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของลวดลาย เช่น การทอซาติน (Satin weave) เพื่อสร้างพื้นผิวที่เงางาม หรือการทอแบบด้ายผสม (Blended Yarn) เพื่อผสมวัสดุต่างชนิดกันให้เกิดลวดลายเฉพาะตัว

ในปัจจุบัน ผ้าเจ็คการ์ดยังคงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมแฟชั่นและตกแต่งบ้าน ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถสร้างลวดลายที่สลับซับซ้อนและสวยงามได้มากขึ้น จึงทำให้ผ้าเจ็คการ์ดเป็นวัสดุที่มีคุณค่าและความโดดเด่นในด้านการออกแบบและการใช้งานอย่างกว้างขวาง


ประวัติเครื่องทอ Jacquard และวิวัฒนาการสู่ระบบคอมพิวเตอร์

เครื่องทอ Jacquard ในอดีต

เครื่องทอ Jacquard ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การทอผ้า คิดค้นโดย โจเซฟ มารี จักวาร์ด (Joseph Marie Jacquard) ชาวฝรั่งเศส ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1804) ก่อนหน้านี้ การทอลวดลายซับซ้อนบนผ้าต้องใช้แรงงานคนในการควบคุมเส้นด้ายยืน (เส้นด้ายแนวตั้ง) ให้ยกขึ้นหรือลงตามลวดลายที่ต้องการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและมีข้อผิดพลาดได้ง่าย

เครื่องทอ Jacquard ใช้ระบบ บัตรเจาะรู (Punched Cards) เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเส้นด้ายยืน แต่ละบัตรเจาะรูจะแทนลวดลายหนึ่งแถว โดยการเจาะรูบนบัตรจะกำหนดว่าด้ายยืนเส้นใดควรถูกยกขึ้นหรือลง ขณะที่เครื่องทอทำงาน บัตรเหล่านี้จะถูกส่งผ่านเครื่องทีละใบ ทำให้สามารถทอลวดลายที่ซับซ้อนได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนในการควบคุมเส้นด้ายแต่ละเส้น

เครื่องทอ Jacquard ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการทำงานแบบโปรแกรมได้ (Programmable System) และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมา

วีดีโอตัวอย่างการทอผ้า Jacquard แบบสมัยโบราณ โดยใช้ระบบ Punched Cards

ระบบเครื่องทอ Jacquard ในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน เครื่องทอ Jacquard ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แทนที่บัตรเจาะรูด้วยระบบดิจิทัลที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์ ทำให้กระบวนการทอผ้ามีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น โดยมีลักษณะการทำงานดังนี้:

  1. ระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
    เครื่องทอ Jacquard สมัยใหม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของเส้นด้ายยืน แต่ละเส้นด้ายยืนจะถูกควบคุมโดย Actuator (อุปกรณ์ขับเคลื่อน) ที่ทำงานตามคำสั่งจากโปรแกรม ซึ่งสามารถออกแบบลวดลายได้อย่างละเอียดผ่านซอฟต์แวร์ออกแบบ (Design Software) เช่น CAD (Computer-Aided Design)
  2. การโปรแกรมลวดลาย
    ลวดลายที่ต้องการทอจะถูกออกแบบบนคอมพิวเตอร์ จากนั้นโปรแกรมจะคำนวณและส่งคำสั่งไปยังเครื่องทอเพื่อควบคุมการยกขึ้นหรือลงของเส้นด้ายยืนแต่ละเส้น ทำให้สามารถทอลวดลายที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ
  3. ความเร็วและประสิทธิภาพ
    เครื่องทอ Jacquard สมัยใหม่ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง สามารถทอผ้าได้หลายเมตรในเวลาอันสั้น และรองรับการทอลวดลายที่หลากหลาย โดยไม่จำกัดความซับซ้อนของลวดลาย
  4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ
    เครื่องทอ Jacquard ในปัจจุบันยังสามารถผสมผสานกับเทคนิคการทออื่นๆ เช่น การทอซาติน (Satin Weave) หรือการทอแบบด้ายผสม (Blended Yarn) เพื่อสร้างพื้นผิวและลวดลายที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

ตัวอย่างผ้าของเราที่ทอด้วยเครื่องทอระบบแจ็คการ์ด

ผ้าม่าน Curtain


ผ้าม่านกันแสงหน้ากว้าง Width Wide Dim-out