AATCC 22 Water Repellency: Spray Test

AATCC Test Method 22: Water Repellency: Spray Test คือมาตรฐานการทดสอบคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ (Water Repellency) ของพื้นผิวผ้า ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดย AATCC (American Association of Textile Chemists and Colorists) หรือสมาคมนักเคมีและนักทำสีสิ่งทอแห่งอเมริกา ทดสอบ “ประสิทธิภาพการสะท้อนน้ำบนพื้นผิวผ้า” (Resistance to wetting) เพื่อประเมินว่าเมื่อมีน้ำสเปรย์หรือตกลงมาปะทะผิวผ้า น้ำจะเกาะติดหรือซึมลงไปในเนื้อผ้ามากน้อยเพียงใด มักใช้ประเมินคุณภาพของผ้าที่ผ่านการเคลือบสารสะท้อนน้ำ (Water-repellent finish)

วิธีการทดสอบ (Methodology)

หลักการทำงานคือการจำลองสภาวะที่ผ้าโดนละอองน้ำหรือฝนตกใส่ตามมาตรฐานที่ควบคุมไว้:

  1. เตรียมตัวอย่าง: นำตัวอย่างผ้ามาขึงให้ตึงบนสะดึงเหล็ก (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว)
  2. ตั้งองศา: นำสะดึงไปวางยึดบนแท่นทดสอบที่ทำมุมเอียง 45 องศา
  3. ปล่อยน้ำ: เทน้ำกลั่นปริมาตร 250 มิลลิลิตร ลงในกรวยที่มีหัวฉีดสเปรย์มาตรฐาน ซึ่งต้องตั้งอยู่สูงจากจุดศูนย์กลางของสะดึง 6 นิ้ว (150 มม.) พอดี
  4. เคาะน้ำออก: ปล่อยให้น้ำสเปรย์ลงมาปะทะผิวผ้าจนหมดกรวย จากนั้นนำสะดึงออกมาถือแล้วเคาะเบาๆ 1-2 ครั้ง เพื่อสลัดหยดน้ำที่กลิ้งไปมาหรือเกาะหลวมๆ ออก

การอ่านและประเมินผล (Rating)

การอ่านผลจะใช้วิธี การตรวจพินิจด้วยสายตา (Visual Assessment) โดยนำลักษณะรอยคราบน้ำหรือการเปียกที่เหลืออยู่บนผิวผ้า ไปเทียบกับรูปภาพมาตรฐาน (Standard Spray Test Rating Chart) ของ AATCC ซึ่งจะแบ่งระดับคะแนน (Grade) ดังนี้:

  • 100 (ISO 5): ไม่มีน้ำเกาะติด หรือไม่มีรอยเปียกบนผิวผ้าเลย (ดีเยี่ยม)
  • 90 (ISO 4): ผิวผ้าเปียกหรือมีหยดน้ำเกาะติดเพียงเล็กน้อยแบบสุ่ม
  • 80 (ISO 3): ผิวผ้าเปียกเฉพาะจุดที่หยดน้ำตกกระทบโดยตรง
  • 70 (ISO 2): ผิวผ้าเปียกเป็นบริเวณกว้าง แต่ยังไม่เปียกทั่วทั้งแผ่น
  • 50 (ISO 1): ผิวผ้าด้านบนเปียกชุ่มทั้งหมด
  • 0: ผิวผ้าเปียกชุ่มทะลุไปจนถึงด้านหลังของผ้า (ไม่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำเลย)

ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐาน AATCC 22
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การสะท้อนน้ำ ได้ในสัญลักษณ์นี้


JIS L 1902 Testing for antibacterial activity

JIS L 1902 Testing for antibacterial activity and efficacy on textile products การทดสอบฤทธิ์และประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรียบนผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดย คณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standards Committee – JISC) เทียบเท่าได้กับมาตรฐาน ISO 20743 ในระดับสากล ทดสอบ “ความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ผ่านการเคลือบหรือตกแต่งด้วยสารต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial finish) เช่น เสื้อผ้า, ผ้าปูที่นอน, หน้ากากผ้า, เส้นด้าย และสิ่งทอทางการแพทย์

แบคทีเรียสายพันธุ์มาตรฐานที่บังคับใช้ในการทดสอบ มักประกอบด้วย:

  • Staphylococcus aureus แบคทีเรียแกรมบวก มักพบบนผิวหนัง
  • Klebsiella pneumoniae แบคทีเรียแกรมลบ สาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจมีการใช้เชื้อ E. coli หรือ Pseudomonas aeruginosa เพิ่มเติมตามความต้องการของผู้ทดสอบ

วิธีการทดสอบ

มาตรฐาน JIS L 1902 แบ่งวิธีการทดสอบออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่


1. การทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Method): วิธี Halo Method

เป็นวิธีการทดสอบที่เน้นการสังเกตด้วยตาเปล่า เหมาะสำหรับประเมินผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจาย (Diffusing agent) ออกมาจากเนื้อผ้าได้

ขั้นตอนการทดสอบ:

  1. เตรียมสภาพแวดล้อม: เตรียมแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar) และทำการเกลี่ยหรือเพาะสารละลายแบคทีเรียทดสอบลงบนพื้นผิววุ้นให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
  2. เตรียมชิ้นงาน: ตัดตัวอย่างผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย (มักใช้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 มิลลิเมตร)
  3. การวางชิ้นงาน: นำชิ้นผ้าตัวอย่างไปวางแนบสนิทลงบนกึ่งกลางของแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
  4. การบ่มเชื้อ: นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มควบคุมอุณหภูมิ (มักบ่มที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง)

การอ่านผล

ดูว่าสารต้านแบคทีเรียบนผ้าสามารถแพร่กระจายออกมาฆ่าเชื้อบริเวณรอบๆ ได้หรือไม่ เมื่อครบเวลาบ่ม จะทำการประเมินโดยการสังเกตหา “วงแหวนยับยั้งเชื้อ” (Halo หรือ Clear Zone) บริเวณรอบขอบผ้า หากปรากฏพื้นที่วงใสที่ไม่มีเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่เลย แสดงว่าสารบนผ้ามีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายเพื่อต้านแบคทีเรีย

เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)

  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ > 0 มิลลิเมตร (มีวงแหวนใสรอบชิ้นผ้า): การแปลผล: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย แสดงว่าสารเคลือบสามารถแพร่กระจายออกจากตัวเนื้อผ้า และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจน
  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร แต่ไม่มีเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: มีประสิทธิภาพเฉพาะบนผิวสัมผัส (ขอบเขตจำกัด) แสดงว่าสารเคลือบไม่ได้แพร่กระจายออกมาภายนอก แต่ยังคงความสามารถในการยับยั้งเชื้อที่มาสัมผัสลงบนผืนผ้าโดยตรงได้
  • ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร และพบเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย

ข้อสังเกตเพิ่มเติมเชิงเทคนิคสำหรับการประเมินสเปกผ้า: ผ้านวัตกรรมความปลอดภัยสูงบางตัว ใช้เทคโนโลยีสารต้านแบคทีเรียแบบยึดติดแน่นกับโครงสร้างเส้นใย (Non-diffusing/Non-leaching) เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีหลุดลอกออกมาปนเปื้อน เมื่อนำผ้าในกลุ่มนี้ไปทดสอบด้วยวิธี Halo Method อาจพบว่า ไม่เกิดวงแหวนยับยั้งเชื้อ (Halo = 0) ซึ่งไม่ได้แปลว่าผ้าไร้ประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะสารไม่แพร่กระจายออกมาบนแผ่นวุ้น ดังนั้น การอ้างอิงใบรับรองที่วัดผลด้วย วิธีเชิงปริมาณ (Absorption Method) จึงเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของเนื้อผ้าได้ครอบคลุมและแม่นยำกว่า


2. การทดสอบเชิงปริมาณ (Quantitative Method): วิธี Absorption Method

เป็นวิธีการทดสอบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถวัดผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับสารเคลือบทุกประเภท รวมถึงสารที่ไม่แพร่กระจายออกจากเนื้อผ้า

ขั้นตอนการทดสอบ:

  1. เตรียมชิ้นงานเปรียบเทียบ: เตรียมตัวอย่างผ้า 2 ชนิด ได้แก่ ผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรีย (Treated) และผ้าที่ไม่ได้เคลือบสาร (Untreated หรือ Control)
  2. การทำให้ปลอดเชื้อ: ทำการฆ่าเชื้อแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งหมดก่อนเริ่มกระบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแบคทีเรียหรือเชื้อราอื่นปนเปื้อน
  3. การหยดเชื้อ: หยดสารละลายแบคทีเรีย (ซึ่งมีการคำนวณและนับจำนวนเชื้อตั้งต้นไว้แล้วอย่างแน่ชัด) ลงบนแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งสองชนิดโดยตรง
  4. การบ่มเชื้อ: นำผ้าที่หยดเชื้อแล้วไปบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิ (มักใช้เวลา 18-24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส)
  5. การสกัดและชะล้าง: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำผ้ามาล้างในน้ำยาสกัดเฉพาะ เพื่อหยุดปฏิกิริยาและชะล้างเซลล์แบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลือหรือรอดชีวิตอยู่ออกมา

การอ่านผล

การอ่านผลจะพิจารณาจากวิธีเชิงปริมาณเป็นหลัก โดยเปรียบเทียบ “อัตราการเติบโตของเชื้อบนผ้าควบคุม (ผ้าธรรมดา)” กับ “ผ้าที่เคลือบสารต้านเชื้อ” นำมาคำนวณเป็นค่าความแตกต่างในรูปแบบ Log Reduction ออกมาเป็น ค่าประสิทธิภาพการต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value: ค่า A หรือ R)

เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)

  • ค่า A < 2.0: แทบไม่มี หรือ ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • ค่า 2.0 ≤ A < 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ยอมรับได้ (เชื้อลดลงอย่างน้อย 99%)
  • ค่า A ≥ 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียในระดับที่สูงมาก (เชื้อลดลงมากกว่า 99.9%)

หากผลิตภัณฑ์ต้องการเคลมว่า “Anti-bacterial” ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปจะต้องได้ค่า A ตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป


ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐานJIS L 1902
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การยับยั่งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ในสัญลักษณ์นี้
30035 CRUISES
30070 ISTANBUL
30071 GALATA
30072 TOPKAPI
30073 BOSPHORUS
30097 WINDMILL
30098 OMBRELLO


ทดสอบครั้งเดี่ยวได้ครบ BS + EN + ISO เลยเหรอ

มาตรฐานสากล: BS, EN, ISO ตัวเลขไหนที่วงการผ้าตกแต่งภายในต้องรู้

เวลาเปิดแคตตาล็อกสเปกผ้าสำหรับงานโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์หรือผ้าม่าน นักออกแบบและฝ่ายจัดซื้อมักจะเจอตัวอักษรย่ออย่าง BS, EN, ISO ก็ชวนสับสน ทำไมบางมาตรฐานถึงยาวเป็นหางว่าวอย่าง BS EN ISO แต่บางอันก็มีแค่ BS EN หรือ EN ISO? เรานี้จะพาไปไขความลับของหลักการเรียงลำดับตัวอักษรเหล่านี้ พร้อมยกตัวอย่างมาตรฐานจริงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอตกแต่งภายใน เพื่อให้การอ่านสเปกนำเสนองาน B2B เป็นเรื่องง่ายและดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

โครงสร้างของชื่อมาตรฐาน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด เราต้องแยกส่วนประกอบของรหัสมาตรฐานออกเป็น 2 ส่วน คือ “ตัวอักษรนำหน้า” (Prefix) และ “ตัวเลขรหัสมาตรฐาน” (XXXX)

1. EN XXXX (European Norm): “มาตรฐานระดับทวีป” คำว่า EN ย่อมาจาก European Norm ซึ่งหมายถึงมาตรฐานกลางที่ถูกร่างและกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการมาตรฐานแห่งยุโรป (CEN) ตัวเลข XXXX ที่ตามหลังคือรหัสของวิธีการทดสอบสินค้านั้นๆ (Test Method) ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบการลามไฟ ความทนทานต่อการขัดถู หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านสารเคมี นี่คือ “มาตรฐานแม่” ที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มประเทศยุโรป

2. BS EN XXXX / DIN EN XXXX: “มาตรฐานระดับประเทศที่รับเอาไปใช้” เมื่อประเทศสมาชิกในยุโรปนำมาตรฐานกลาง (EN) ไปบังคับใช้เป็นมาตรฐานในประเทศของตนเอง โดยไม่มีการดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการทดสอบใดๆ ทั้งสิ้นสถาบันมาตรฐานของประเทศนั้นๆ จะนำตัวย่อของตนเองไปแปะไว้ข้างหน้าคำว่า EN เช่น:

  • BS EN XXXX: British Standard (สหราชอาณาจักร) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • DIN EN XXXX: Deutsches Institut für Normung (เยอรมนี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • NF EN XXXX: Norme Française (ฝรั่งเศส) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้
  • UNI EN XXXX: Ente Nazionale Italiano di Unificazione (อิตาลี) นำมาตรฐาน EN ไปประกาศใช้

3. BS EN ISO XXXX มาตรฐานระดับโลก (ISO) ที่สหภาพยุโรปนำมาใช้เป็นมาตรฐานกลาง (EN) และสถาบันมาตรฐานอังกฤษได้รับรองมาใช้ในประเทศตัวเอง (BS) โดยไม่มีการเปลี่ยนเนื้อหาการทดสอบแม้แต่ตัวอักษรเดียว!

การเรียงลำดับ: ทำไมต้อง “BS + EN + ISO”

หลักการตั้งชื่อมาตรฐานเมื่อมีการใช้งานข้ามภูมิภาค จะเรียงลำดับจาก

 “ระดับประเทศ ➔ ระดับภูมิภาค ➔ ระดับโลก”

เสมอ เพื่อบอกที่มาที่ไปว่าใครเป็นผู้นำมาตรฐานนี้มาบังคับใช้

  1. ระดับประเทศ (National): เช่น BS British Standard – อังกฤษ, DIN เยอรมนี
  2. ระดับภูมิภาค (Regional): EN European Norm – สหภาพยุโรป
  3. ระดับโลก (International): ISO International Organization for Standardization

ตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่ใช้จริงในสเปกผ้าของ Nitas Tessile

ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผ้าบุเฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน การคัดเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานรองรับคือหัวใจสำคัญในการทำงานร่วมกับมัณฑนากรและร้านผ้าม่าน นี่คือตัวอย่างรหัสมาตรฐานที่พบได้บ่อยในแคตตาล็อกและสเปกชีต:

1. แบบครบชุด: BS EN ISO XXXX

ทำไมถึงเขียนครบ: มาตรฐานการทดสอบบางอย่างมีลักษณะ ระเบียบวิธีการทดสอบ และเครื่องมือการทดสอบ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (ISO) ยุโรปรับไปใช้เป็นส่วนกลาง (EN) และฝั่งอังกฤษก็นำไปใช้บังคับ (BS) ในงานโปรเจกต์ระดับสากล การระบุ BS EN ISO xxxxจึงเป็นเหมือนพาสปอร์ตที่การันตี นำไปยื่นเสนองานได้ทุกที่ทั่วโลก

  • การทดสอบความทนทานต่อการขัดถู (Martindale Abrasion) BS EN ISO 12947-2:2016 Textiles – Determination of the abrasion resistance of fabrics by the Martindale method – Part 2: Determination of specimen breakdown. หาจุดที่เส้นด้ายขาดเพื่อดูว่าผ้าบุเฟอร์นิเจอร์รับการเสียดสีได้กี่รอบ
  • การทดสอบการเกิดขุยบนผิวผ้า (Pilling Resistance) BS EN ISO 12945-2:2020 Textiles – Determination of fabric propensity to surface pilling, fuzzing or matting – Part 2: Modified Martindale method. ทดสอบว่าเมื่อใช้งานไปนานๆ ผิวผ้าบุจะเกิดขุยหรือเม็ดผ้าขึ้นมาหรือไม่
  • การทดสอบความคงทนของสีต่อแสง (Colour Fastness to Light) BS EN ISO 105-B02:2014 Textiles – Tests for colour fastness – Part B02: Colour fastness to artificial light: Xenon arc fading lamp test. สำคัญมากสำหรับเอาท์ดอล์ เพื่อทดสอบว่าเมื่อโดนแดดเลียนแบบจากหลอด Xenon สีผ้าจะซีดจางในระดับใด
  • การทดสอบการปริแตกของตะเข็บ (Seam Slippage) BS EN ISO 13936-2:2004 Textiles – Determination of the slippage resistance of yarns at a seam in woven fabrics – Part 2: Fixed load method. ทดสอบว่าเมื่อนำผ้าไปเย็บตะเข็บ รอยเย็บจะปริหรือแยกออกจากกันง่ายหรือไม่ สำคัญสำหรับงานบุโซฟา
  • การทดสอบความทนทานต่อการฉีกขาด (Tear Strength) BS EN ISO 13937-1:2000 Textiles – Tear properties of fabrics – Part 1: Determination of tear force using ballistic pendulum method (Elmendorf). ทดสอบแรงดึงฉีกว่าผ้ามีความเหนียวทนทานต่อการถูกเกี่ยวหรือกระชากแค่ไหน)

2. การจับคู่ระดับภูมิภาคและประเทศ: BS EN XXXX

ทำไมถึงไม่มี ISO รวมอยู่ด้วย?  ไม่ใช่ว่ามาตรฐานระดับโลก (ISO) ไม่มีการทดสอบแบบเดียวกัน แต่สาเหตุที่ไม่สามารถเขียนรวมชื่อกันได้ เป็นเพราะ “ISO ใช้รหัสมาตรฐานคนละเลขหมายกัน” ซึ่งแม้ระเบียบวิธีการทดสอบจะมีความคล้ายคลึงและใช้เทียบเคียงกันได้ แต่เมื่อรหัสตัวเลขไม่ตรงกัน ประกอบกับอาจมีรายละเอียดเงื่อนไขย่อยบางประการที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำตัวย่อมารวมร่างกันได้ ในอุตสาหกรรมผ้าตกแต่งภายใน สถาบันทางยุโรปและอังกฤษจึงเลือกใช้รหัสมาตรฐาน BS EN ของตนเองเป็นหลัก ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานอ้างอิงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และครอบคลุมข้อกำหนดงานโปรเจกต์ทั้งในไทยและระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างการทดสอบที่เลขต่างกัน เช่น

  • การทดสอบการลามไฟของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (จากบุหรี่) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1021-1:2014 (Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette) ฝั่งโลก (ISO): ISO 8191-1:1987 (Furniture – Assessment of ignitability of upholstered furniture – Part 1: Ignition source smouldering cigarette)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความไวต่อการติดไฟ) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1101:1996 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the ignitability of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6940:2004 (Textile fabrics – Burning behaviour – Determination of ease of ignition of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบการลามไฟของผ้าม่าน (ความเร็วในการลามไฟหลังจากติดไฟแล้ว) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1102:2016 (Textiles and textile products – Burning behaviour – Curtains and drapes – Detailed procedure to determine the flame spread of vertically oriented specimens) ฝั่งโลก (ISO): ISO 6941:2003 (Textile fabrics – Burning behaviour – Measurement of flame spread properties of vertically oriented specimens)
  • การทดสอบน้ำหนักผ้า (น้ำหนักต่อตารางเมตร / GSM) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 12127:1998 (Textiles – Fabrics – Determination of mass per unit area using small samples) ฝั่งโลก (ISO): ISO 3801:1977 (Textiles – Woven fabrics – Determination of mass per unit length and mass per unit area)
  • การทดสอบความหนาแน่นของเส้นด้าย (Thread Count / จำนวนเส้นด้ายต่อนิ้วหรือเซนติเมตร) ฝั่งยุโรป/อังกฤษ: BS EN 1049-2:1994 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Determination of number of threads per unit length) ฝั่งโลก (ISO): ISO 7211-2:1984 (Textiles – Woven fabrics – Construction – Methods of analysis – Part 2: Determination of number of threads per unit length)

3. การจับคู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก: EN ISO XXXX

ทำไมไม่มีตัวย่อประเทศนำหน้า: ในหลายกรณี สเปกชีตที่เป็นภาษากลางจะเลือกตัดตัวย่อระดับประเทศ (เช่น BS, DIN) ออกไป เพื่อลดความเยิ่นเย้อ และสื่อสารตรงๆ ว่านี่คือมาตรฐานระดับยุโรป (EN) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก (ISO) ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะสร้างความมั่นใจให้กับดีไซเนอร์ในเรื่องความปลอดภัยไร้สารตกค้าง


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับงานออกแบบ?

การเข้าใจที่มาและการเรียงลำดับของ BSEN, และ ISO ช่วยให้นักออกแบบและนักจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบสเปกวัสดุได้อย่างแม่นยำ การที่วัสดุอ้างอิงรหัสตัวเลขเดียวกัน (เช่น 12947 สำหรับ Martindale) ไม่ว่าจะมีตัวย่อประเทศใดนำหน้า ก็หมายถึงระเบียบวิธีการทดสอบเดียวกัน

การเลือกใช้แคตตาล็อกผ้าที่มีการระบุรหัสมาตรฐานเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การเขียน TOR หรือสเปกงานโปรเจกต์ผ่านฉลุย แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของตัวแทนจำหน่ายที่คัดสรรคุณภาพระดับสากลมาเพื่องานออกแบบของคุณอย่างแท้จริง


GB 8624 Classification for burning behaviour

GB Standards เรียกว่า Guojia Biaozhun “กั๋ว-เจีย-เปียว-จุ่น” (国标) ซึ่งมีความหมายว่า “มาตรฐานแห่งชาติ” และมีรหัสย่อว่า GB


GB 8624 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สำคัญของประเทศจีน (Chinese National Standard) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และข้อกำหนดสำหรับการจำแนกประเภทพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่ง เช่น ผนัง เพดาน พื้น และวัสดุฉนวน มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความสามารถในการติดไฟ การลามไฟ และการผลิตควัน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้งาน

การจำแนกประเภทและการทดสอบหลัก

GB 8624-2012 มีการจัดหมวดหมู่และเกณฑ์การทดสอบที่ครอบคลุมสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการแบ่งระดับประสิทธิภาพการทนไฟเป็นเกรดหลัก ได้แก่ A, B1, B2, และ B3 โดย A คือเกรดที่ทนไฟได้ดีที่สุด

เกรดหลักระดับประสิทธิภาพคำอธิบายโดยย่อ
Aวัสดุไม่ติดไฟ
(Non-combustible)
ทนไฟได้มากที่สุด, ไม่มีการติดไฟหรือลามไฟอย่างต่อเนื่อง
B1วัสดุทนไฟ
(Difficult-to-burn)
ลามไฟได้จำกัดและมีคุณสมบัติในการดับไฟเอง (Self-extinguishing)
B2วัสดุติดไฟได้
(Combustible)
มีคุณสมบัติการติดไฟที่ชัดเจน สามารถเผาไหม้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
B3วัสดุไวไฟ
(Flammable)
ติดไฟได้ง่ายและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว (เป็นเกรดที่ต่ำที่สุด)

การทดสอบ: การจำแนกเกรดต้องผ่านชุดการทดสอบหลายอย่างที่กำหนดในมาตรฐานอ้างอิงอื่น ๆ (เช่น GB/T 5464, GB/T 8626, GB/T 20284) ซึ่งจะวัดปัจจัยต่าง ๆ เช่นอัตราการปลดปล่อยความร้อน (Heat Release Rate) การผลิตควัน Smoke Production) และการคงสภาพการเผาไหม้ (Sustained Burning)

การประยุกต์ใช้กับผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น ผ้าม่าน (Curtain) และ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (Textile for Furniture)มาตรฐาน GB 8624 ก็ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เช่นกัน โดยเน้นที่การทดสอบเพื่อให้ได้ระดับ Class B1 หรือ Class B2


ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐาน GB 8624
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การหน่วงการลามไฟได้ในสัญลักษณ์นี้
90039 HOSPITAL SPA


BS EN 1021 Assessment of the ignitability of upholstered furniture

BS EN 1021: Furniture – Assessment of the ignitability of upholstered furniture.
BS EN 1021: เฟอร์นิเจอร์ – การประเมินความสามารถในการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ

มาตรฐานนี้แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 พาร์ทหลัก ตามประเภทของแหล่งกำเนิดประกายไฟ ได้แก่:

  • BS EN 1021-1: Ignition source smouldering cigarette
    แหล่งกำเนิดประกายไฟจำลองจากก้นบุหรี่ที่กำลังคุไหม้
  • BS EN 1021-2: Ignition source match flame equivalent
    แหล่งกำเนิดประกายไฟจำลองจากเปลวไฟเทียบเท่าไม้ขีดไฟ

วิธีการทดสอบ (Testing Method)

  • การเตรียมชิ้นงานทดสอบ: ใช้แท่นทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองลักษณะของเก้าอี้ โดยมีแผ่นที่นั่งและแผ่นพนักพิงทำมุมฉากต่อกัน (90 องศา) นำ ผ้าที่จะใช้ทดสอบ หุ้มทับลงบน ฟองน้ำมาตรฐาน (Standard Polyurethane Foam) ตามที่มาตรฐานกำหนด
  • วิธีทดสอบ Part 1 (Cigarette): นำก้นบุหรี่ที่ถูกจุดจนคุไฟ วางลงตรงบริเวณร่องซอกมุม (รอยต่อระหว่างพนักพิงและเบาะนั่ง) ปล่อยทิ้งไว้จนกว่าบุหรี่จะไหม้หมด
  • วิธีทดสอบ Part 2 (Match Equivalent): ใช้ท่อพ่นก๊าซบิวเทนที่ตั้งค่าความสูงเปลวไฟไว้ที่ 35 มิลลิเมตร (จำลองเปลวไฟจากไม้ขีด) จ่อเข้าไปที่บริเวณร่องซอกมุมของเบาะเป็นระยะเวลา 15 วินาที จากนั้นจึงดึงเปลวไฟออก

การอ่านผล (Interpretation of Results)

การอ่านผลจะพิจารณาจากพฤติกรรมการลามไฟของวัสดุ (ผ้าหุ้ม + ฟองน้ำ) หลังจากได้รับแหล่งกำเนิดไฟ:

  • การอ่านผล Part 1: สังเกตการณ์เป็นเวลา 60 นาที หากผ้าหรือฟองน้ำไม่มีการคุไหม้ลุกลาม (Progressive smouldering) หรือไม่มีการลุกเป็นเปลวไฟ (Flaming) ออกจากจุดที่วางบุหรี่ ถือว่า ผ่าน
  • การอ่านผล Part 2: หลังจากดึงท่อพ่นก๊าซบิวเทนออก (หลังจ่อครบ 15 วินาที) หากเปลวไฟที่ติดบนผ้าดับลงได้เองภายใน 120 วินาที (2 นาที) และไม่มีพฤติกรรมการคุไหม้ลุกลามต่อ ถือว่า ผ่าน

การให้คะแนน (Scoring / Rating)

มาตรฐาน BS EN 1021 ไม่มีการให้คะแนนเป็นตัวเลขหรือระดับ (เช่น Class A, B หรือ 1-10) แต่จะใช้เกณฑ์การตัดสินแบบ ผ่าน (Pass) หรือ ไม่ผ่าน (Fail) เท่านั้น

ในใบรับรองผลการทดสอบ (Test Report) จากห้องแล็บ มักจะระบุผลลัพธ์ด้วยตัวย่อ ดังนี้:


BS EN 1021 คือ มาตรฐานยุโรป (EN – European Standard) ที่ถูกนำมาใช้เป็น มาตรฐานแห่งชาติอังกฤษ (BS – British Standard) ซึ่งเป็นชุดของมาตรฐาน


NFPA

NFPA ย่อมาจาก National Fire Protection Association (สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

องค์กรนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ลดการเสียชีวิต การบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากไฟไหม้ ไฟฟ้า และอันตรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

NFPA 701

NFPA 701 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่กำหนดขึ้นโดย National Fire Protection Association (NFPA) ในสหรัฐอเมริกา ใช้เฉพาะกับผ้าม่าน ผ้าม่าน และการรักษาหน้าต่างอื่นๆ ที่ใช้ในอาคารสาธารณะ และอาคารพาณิชย์ มาตรฐานกำหนดข้อกำหนดสำหรับการติดไฟของวัสดุเหล่านี้และมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ และจำกัดการแพร่กระจายของเปลวไฟและควัน

การทดสอบ NFPA 701 เกี่ยวข้องกับการนำวัสดุไปสัมผัสกับเปลวไฟตามระยะเวลาที่กำหนด และสังเกตว่าวัสดุมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเปลวไฟ การทดสอบวัดปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราการแพร่กระจายของเปลวไฟ ปริมาณควันที่เกิดขึ้น และดูว่าเศษที่ติดไฟตกจากวัสดุหรือไม่

วัสดุที่ผ่านการทดสอบ NFPA 701 ถือว่ามีคุณสมบัติทนไฟที่ยอมรับได้ และสามารถใช้ได้ในอาคารสาธารณะและอาคารพาณิชย์ การทดสอบ NFPA 701 ใช้ไม่ได้กับ วัสดุและผ้าทุกประเภท และวัสดุบางชนิดอาจต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับกฎความปลอดภัยจากอัคคีภัย

นอกจาก NFPA 701 แล้ว ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยอื่น ๆ ที่ใช้กับวัสดุและผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคาร สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ และผู้ผลิตจะต้องตระหนักถึงมาตรฐานเหล่านี้ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของตนเป็นไปตามข้อกำหนดที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยและปกป้องความปลอดภัยสาธารณะ


NFPA 260

NFPA 260 เป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดย National Fire Protection Association (NFPA) ซึ่งกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับเฟอร์นิเจอร์บุนวม มันมีชื่อว่า “วิธีมาตรฐานของการทดสอบและระบบการจำแนกประเภทสำหรับการต้านทานการติดไฟของบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง”

วัตถุประสงค์ของ NFPA 260 คือเพื่อให้มีวิธีทดสอบและจำแนกความต้านทานของวัสดุหุ้มเบาะต่อการติดไฟของบุหรี่ มาตรฐานนี้รวมถึงการทดสอบเพื่อหาค่าการต้านทานการติดไฟของวัสดุที่ใช้ในเฟอร์นิเจอร์บุนวม เช่น ผ้า โฟม

การทดสอบที่ระบุใน NFPA 260 จำลองผลกระทบของบุหรี่ที่จุดแล้วตกลงบนวัสดุเฟอร์นิเจอร์ มาตรฐานระบุขั้นตอนการดำเนินการทดสอบเหล่านี้และจัดเตรียมระบบการจำแนกสำหรับผลลัพธ์ วัสดุที่ผ่านการทดสอบจัดอยู่ในประเภทที่ 1 ในขณะที่วัสดุที่ไม่ผ่านการจัดประเภทเป็นประเภทที่ 2

NFPA 260 มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ในเฟอร์นิเจอร์บุนวม เฟอร์นิเจอร์บุนวมเป็นแหล่งกำเนิดไฟทั่วไปในบ้านและอาคารอื่นๆ และวัสดุที่ตรงตามข้อกำหนดของมาตรฐานนี้มีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดไฟไหม้ การปฏิบัติตาม NFPA 260 อาจกำหนดโดยรหัสอาคาร บริษัทประกันภัย และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ


ความแตกต่างระหว่าง NFPA 701 และ NFPA 260

NFPA 701: วิธีมาตรฐานในการทดสอบไฟสำหรับการแพร่กระจายเปลวไฟของสิ่งทอและฟิล์ม
มาตรฐานนี้ใช้เพื่อวัดความสามารถในการติดไฟของสิ่งทอและฟิล์มเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟ การทดสอบเกี่ยวข้องกับการให้ชิ้นงานในแนวตั้งสัมผัสกับเปลวไฟขนาดเล็กเป็นเวลา 12 วินาที และวัดอัตราการแพร่กระจายของเปลวไฟและเวลาหลังเกิดเปลวไฟ NFPA 701 มีไว้สำหรับวัสดุที่ใช้ในผ้าม่าน ผ้าม่าน และงานตกแต่งอื่นๆ

NFPA 260: วิธีมาตรฐานของการทดสอบและระบบการจำแนกประเภทสำหรับการต้านทานการติดไฟของบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง
มาตรฐานนี้ใช้เพื่อวัดความต้านทานการติดไฟจากบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ เช่น ฟองน้ำ เบาะ ผ้าหุ้มเบาะ และแผงกั้น การทดสอบเกี่ยวข้องกับการให้ชิ้นงานทดสอบในแนวตั้งสัมผัสกับบุหรี่ที่จุดไฟเป็นเวลา 5 นาที และวัดเวลาในการติดไฟ และระยะเวลาการเผาไหม้ NFPA 260 มีไว้สำหรับส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์บุนวมและผ้าหุ้มเบาะ

โดยสรุป NFPA 701 วัดการแพร่กระจายเปลวไฟของสิ่งทอและฟิล์ม ในขณะที่ NFPA 260 วัดความต้านทานการติดไฟจากบุหรี่ของส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์บุนวม เป็นวิธีการทดสอบเฉพาะที่ใช้ทดสอบเรื่องการติดไฟ ลามไฟเหมือนกันแต่แตกต่างกันของวัสดุที่นำนำมาทดสอบนั้นแตกต่างกันระหว่างสองมาตรฐานนี้


CA TB 117

California Technical Bulletin 117 (CA TB 117) คือมาตรฐานการติดไฟของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 1975 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุบุภายในจะไม่ติดไฟได้ง่ายจากแหล่งกำเนิดประกายไฟ และชะลอการลุกลามของเปลวไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

Bulletin” แปลว่า แถลงการณ์, ประกาศ, สาร, หรือจดหมายข่าว ในบริบทของ California Technical Bulletin 117 (CA TB 117) คำว่า “Bulletin” ในที่นี้หมายถึง แถลงการณ์ทางเทคนิคหรือ ประกาศทางเทคนิค ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในกรณีนี้คือ Bureau of Electronic and Appliance Repair, Home Furnishings and Thermal Insulation (BARHFT) เพื่อกำหนดข้อกำหนดและวิธีการทดสอบเฉพาะสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ในที่นี้คือเรื่องการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์)

  1. วัตถุประสงค์: มาตรฐานนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อ ลดความเสี่ยงของการติดไฟจากบุหรี่ที่ลุกไหม้ ที่ตกลงบนเฟอร์นิเจอร์บุผ้า และทำให้เกิดการลุกไหม้ของวัสดุบุภายใน เช่น โฟม หรือฟองน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของเพลิงไหม้ที่เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์
  2. การทดสอบ: CA TB 117 จะทำการทดสอบโดยการนำชิ้นส่วนของวัสดุบุภายใน (เช่น โฟม) ที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุหุ้มเบาะ (เช่น ผ้า) ไปสัมผัสกับแหล่งกำเนิดประกายไฟขนาดเล็ก (จำลองบุหรี่ที่ลุกไหม้) เพื่อดูว่าวัสดุนั้นจะลุกไหม้และลามไปในอัตราที่รวดเร็วหรือไม่
  3. การบังคับใช้: แม้จะเป็นมาตรฐานของแคลิฟอร์เนีย แต่เนื่องจากแคลิฟอร์เนียเป็นตลาดขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากจึงเลือกที่จะผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านมาตรฐาน CA TB 117 เพื่อให้สามารถวางจำหน่ายในแคลิฟอร์เนียได้ ทำให้มาตรฐานนี้กลายเป็น มาตรฐานอุตสาหกรรมโดยพฤตินัย (De Facto Standard) สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้าในสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของโลก
  4. ความสำคัญ: การที่วัสดุบุภายในผ่านการทดสอบ CA TB 117 หมายความว่าวัสดุนั้นมีคุณสมบัติ หน่วงการติดไฟ (Flame Retardant) หรือ ทนไฟ (Fire Resistant) ในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของไฟและเพิ่มเวลาให้ผู้ที่อยู่ในอาคารสามารถอพยพหนีไฟได้

CA TB 117 ได้ถูกแทนที่ด้วย CA TB 117-2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ปรับปรุงใหม่

  • CA TB 117 (ดั้งเดิม): มุ่งเน้นไปที่การทดสอบการติดไฟแบบ “open flame” หรือเปลวไฟโดยตรง (จากแหล่งกำเนิดประกายไฟขนาดเล็ก เช่น บุหรี่) โดยเฉพาะกับ วัสดุบุภายใน (เช่น โฟม)
  • CA TB 117-2013: เปลี่ยนแนวทางการทดสอบ โดยมุ่งเน้นไปที่ ผ้าหุ้มเบาะ (Upholstery Fabric) มากขึ้น และใช้การทดสอบแบบ smolder test (ทดสอบการคุกรุ่น) ซึ่งจำลองการติดไฟจากบุหรี่ที่ตกลงบนผ้า และเน้นที่การป้องกันการคุกรุ่นที่อาจลุกลามไปสู่วัสดุบุภายใน มาตรฐานใหม่นี้ยังลดความจำเป็นในการใช้สารหน่วงการติดไฟ (flame retardants) บางชนิดในโฟมบุที่นอน/เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

CA TB 117-2013 เป็นมาตรฐานที่สำคัญมากในการกำหนดคุณสมบัติการทนไฟของเฟอร์นิเจอร์บุผ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคจากอันตรายจากอัคคีภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดจากการจุดติดด้วยบุหรี่ที่คุกรุ่น


ISO 20743 Determination of antibacterial activity of textile products

ISO 20743Textiles – Determination of antibacterial activity of textile products
ISO 20743: สิ่งทอ – การหาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

วัตถุประสงค์

ใช้สำหรับประเมิน การยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บนสิ่งทอ ไม่ว่าจะเป็นเส้นใย, ผ้า, หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นิยมใช้ในการทดสอบ ผ้าต้านแบคทีเรีย เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ต้องการคุณสมบัติ Hygienic / Easy Care, ผ้าโรงพยาบาล (Hospital textiles), Uniform / ชุดกีฬา (Sportswear), ผ้าม่าน, Upholstery ในพื้นที่สาธารณะ

วิธีการทดสอบ ISO 20743 Absorption Method

  1. Prepare Sample — เตรียมตัวอย่างผ้า
    ขนาดตัวอย่าง: 4 × 4 cm หรือ น้ำหนัก 0.40 ± 0.05 g ต่อชิ้น
    อบฆ่าเชื้อด้วย Autoclave 121 °C นาน 15 นาที เพื่อกำจัดจุลินทรีย์เดิมบนผ้า ไม่ให้รบกวนผลการทดสอบ (ในกรณีทดสอบหลังซัก) ให้ซักเครื่อง 5 รอบที่ 30 °C โปรแกรมปกติ ตากลมให้แห้งก่อนนำมาทดสอบ
  2. Sterilisation — การฆ่าเชื้อ
    นำผ้าทดสอบ (Treated Sample) และผ้าควบคุม (Reference) ใส่หลอดทดลอง ทำการอบฆ่าเชื้อที่ 121 °C นาน 15 นาที (Autoclave) เพื่อให้แน่ใจว่าผ้าและอุปกรณ์ปลอดเชื้อก่อนเริ่มขั้นตอนการหยอดเชื้อ
  3. Inoculation — การหยอดเชื้อ
    ใช้เชื้อแบคทีเรียมาตรฐาน 2 ชนิด ตามกลุ่มแกรมหลักทั้งสอง ได้แก่ Staphylococcus aureus (ATCC 6538) → แกรมบวก (Gram +) ทำให้เกิดสิว แผลติดเชื้อ และผิวหนังอักเสบ, Klebsiella pneumoniae (ATCC 4352) → แกรมลบ (Gram –) ทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือติดเชื้อในโรงพยาบาล
    ความเข้มข้นของเชื้อ: ประมาณ 1–3 × 10⁵ CFU/mL
    ปริมาตรที่หยอด: 0.2 mL ต่อแผ่นผ้า
    หยดเชื้อลงบนแผ่นผ้าให้ซึมเข้าเส้นใย (Absorption method)
  4. Incubation — การบ่มเชื้อ
    บ่มตัวอย่างที่อุณหภูมิ 37 ± 2 °C
    ระยะเวลา 18 – 24 ชั่วโมง (Contact time)
    เพื่อให้เชื้อสัมผัสและทำปฏิกิริยากับพื้นผิวผ้าอย่างเต็มที่
  5. Wash and Shake — การชะล้างและเขย่า
    หลังบ่มครบเวลา เติม 20 mL ของสารละลาย SCDLP (Soybean-Casein Digest + Lecithin + Polysorbate Broth) เขย่าหลอดประมาณ 1 นาทีที่อุณหภูมิห้อง เพื่อสกัดเชื้อแบคทีเรียที่หลงเหลืออยู่บนผ้าออกมาลงในน้ำยา
  6. Serial Dilution — เจือจางแบบอนุกรม
    นำน้ำยาที่สกัดเชื้อออกมา ทำการเจือจางแบบอนุกรม (10⁻¹ – 10⁻⁵)
    หยดลงบน Agar plate เพื่อเพาะเลี้ยงเชื้อ ใช้วิธี Plate Count Method ในการนับจำนวนโคโลนี (หน่วย CFU)
  7. Count — การนับค่าและคำนวณผล
    ทำการนับจำนวนเชื้อในแต่ละช่วงเวลา เพื่อคำนวณ “ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (A)”
    โดยใช้ค่าลอการิทึม (log₁₀) ดังนี้:
    F=logCt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าควบคุม (Control Growth Value)
    G=logTt​−logC0​→ การเจริญของเชื้อในผ้าทดสอบ (Treated Growth Value)
    A=F−G→ ค่าออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value)

    เกณฑ์การแปลผล (Judgement Criteria)
    ระดับประสิทธิภาพ ค่า A (Antibacterial Value) ความหมาย
    Low = A < 2 ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อต่ำหรือไม่มีผล
    Significant = 2 ≤ A < 3 ยับยั้งเชื้อได้ระดับปานกลาง
    Strong A ≥ 3 ยับยั้งเชื้อได้สูงมาก (ลดจำนวนเชื้อ ≥ 10³ เท่า)

ผลทดสอบคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย (ISO 20743:2021) ตัวอย่างผ้า รหัสผ้า 90039 ผลการทดสอบก่อนซัก และ หลังซัก 5 ครั้ง

รายการทดสอบเชื้อแบคทีเรียAntibacterial Value (A)ระดับประสิทธิภาพ
ก่อนซักStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.6Strong
หลังซัก 5 ครั้งStaphylococcus aureus6.5Strong
Klebsiella pneumoniae6.5Strong

ค่า A ≥ 3 = Strong แสดงว่าผ้ามีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อได้ดีมาก ทั้งก่อนและหลังซัก ค่า A ยังคงสูงกว่า 6.5  หมายความว่า ประสิทธิภาพต้านแบคทีเรียแทบไม่ลดลงหลังซัก ผ้าสามารถ ยับยั้งการเจริญของเชื้อได้มากกว่า 99% ทั้งสองชนิดเชื้อ (S. aureus และ K. pneumoniae)

สรุปผ้า 90039-106 เป็นผ้าสำหรับม่าน

  • มี คุณสมบัติต้านแบคทีเรียระดับสูงมาก
  • ซักแล้วก็ยังคงคุณสมบัติเดิม
  • เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการสุขอนามัย เช่น บ้าน โรงแรม โรงพยาบาล หรือพื้นที่สาธารณะ