JIS L 1902 Testing for antibacterial activity and efficacy on textile products การทดสอบฤทธิ์และประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรียบนผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดย คณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standards Committee – JISC) เทียบเท่าได้กับมาตรฐาน ISO 20743 ในระดับสากล ทดสอบ “ความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ผ่านการเคลือบหรือตกแต่งด้วยสารต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial finish) เช่น เสื้อผ้า, ผ้าปูที่นอน, หน้ากากผ้า, เส้นด้าย และสิ่งทอทางการแพทย์
แบคทีเรียสายพันธุ์มาตรฐานที่บังคับใช้ในการทดสอบ มักประกอบด้วย:
- Staphylococcus aureus แบคทีเรียแกรมบวก มักพบบนผิวหนัง
- Klebsiella pneumoniae แบคทีเรียแกรมลบ สาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจมีการใช้เชื้อ E. coli หรือ Pseudomonas aeruginosa เพิ่มเติมตามความต้องการของผู้ทดสอบ
วิธีการทดสอบ
มาตรฐาน JIS L 1902 แบ่งวิธีการทดสอบออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. การทดสอบเชิงคุณภาพ (Qualitative Method): วิธี Halo Method
เป็นวิธีการทดสอบที่เน้นการสังเกตด้วยตาเปล่า เหมาะสำหรับประเมินผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรียชนิดที่สามารถแพร่กระจาย (Diffusing agent) ออกมาจากเนื้อผ้าได้
ขั้นตอนการทดสอบ:
- เตรียมสภาพแวดล้อม: เตรียมแผ่นวุ้นอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar) และทำการเกลี่ยหรือเพาะสารละลายแบคทีเรียทดสอบลงบนพื้นผิววุ้นให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
- เตรียมชิ้นงาน: ตัดตัวอย่างผ้าที่ผ่านการเคลือบสารต้านแบคทีเรีย (มักใช้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 มิลลิเมตร)
- การวางชิ้นงาน: นำชิ้นผ้าตัวอย่างไปวางแนบสนิทลงบนกึ่งกลางของแผ่นวุ้นที่เพาะเชื้อไว้
- การบ่มเชื้อ: นำจานเพาะเชื้อไปเข้าตู้บ่มควบคุมอุณหภูมิ (มักบ่มที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง)
การอ่านผล
ดูว่าสารต้านแบคทีเรียบนผ้าสามารถแพร่กระจายออกมาฆ่าเชื้อบริเวณรอบๆ ได้หรือไม่ เมื่อครบเวลาบ่ม จะทำการประเมินโดยการสังเกตหา “วงแหวนยับยั้งเชื้อ” (Halo หรือ Clear Zone) บริเวณรอบขอบผ้า หากปรากฏพื้นที่วงใสที่ไม่มีเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่เลย แสดงว่าสารบนผ้ามีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายเพื่อต้านแบคทีเรีย
เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)
- ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ > 0 มิลลิเมตร (มีวงแหวนใสรอบชิ้นผ้า): การแปลผล: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย แสดงว่าสารเคลือบสามารถแพร่กระจายออกจากตัวเนื้อผ้า และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจน
- ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร แต่ไม่มีเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: มีประสิทธิภาพเฉพาะบนผิวสัมผัส (ขอบเขตจำกัด) แสดงว่าสารเคลือบไม่ได้แพร่กระจายออกมาภายนอก แต่ยังคงความสามารถในการยับยั้งเชื้อที่มาสัมผัสลงบนผืนผ้าโดยตรงได้
- ความกว้างวงแหวนยับยั้งเชื้อ = 0 มิลลิเมตร และพบเชื้อเติบโตใต้ชิ้นผ้า: การแปลผล: ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย
ข้อสังเกตเพิ่มเติมเชิงเทคนิคสำหรับการประเมินสเปกผ้า: ผ้านวัตกรรมความปลอดภัยสูงบางตัว ใช้เทคโนโลยีสารต้านแบคทีเรียแบบยึดติดแน่นกับโครงสร้างเส้นใย (Non-diffusing/Non-leaching) เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีหลุดลอกออกมาปนเปื้อน เมื่อนำผ้าในกลุ่มนี้ไปทดสอบด้วยวิธี Halo Method อาจพบว่า ไม่เกิดวงแหวนยับยั้งเชื้อ (Halo = 0) ซึ่งไม่ได้แปลว่าผ้าไร้ประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะสารไม่แพร่กระจายออกมาบนแผ่นวุ้น ดังนั้น การอ้างอิงใบรับรองที่วัดผลด้วย วิธีเชิงปริมาณ (Absorption Method) จึงเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของเนื้อผ้าได้ครอบคลุมและแม่นยำกว่า
2. การทดสอบเชิงปริมาณ (Quantitative Method): วิธี Absorption Method
เป็นวิธีการทดสอบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถวัดผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับสารเคลือบทุกประเภท รวมถึงสารที่ไม่แพร่กระจายออกจากเนื้อผ้า
ขั้นตอนการทดสอบ:
- เตรียมชิ้นงานเปรียบเทียบ: เตรียมตัวอย่างผ้า 2 ชนิด ได้แก่ ผ้าที่เคลือบสารต้านแบคทีเรีย (Treated) และผ้าที่ไม่ได้เคลือบสาร (Untreated หรือ Control)
- การทำให้ปลอดเชื้อ: ทำการฆ่าเชื้อแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งหมดก่อนเริ่มกระบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแบคทีเรียหรือเชื้อราอื่นปนเปื้อน
- การหยดเชื้อ: หยดสารละลายแบคทีเรีย (ซึ่งมีการคำนวณและนับจำนวนเชื้อตั้งต้นไว้แล้วอย่างแน่ชัด) ลงบนแผ่นผ้าตัวอย่างทั้งสองชนิดโดยตรง
- การบ่มเชื้อ: นำผ้าที่หยดเชื้อแล้วไปบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิ (มักใช้เวลา 18-24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส)
- การสกัดและชะล้าง: เมื่อครบกำหนดเวลา จะนำผ้ามาล้างในน้ำยาสกัดเฉพาะ เพื่อหยุดปฏิกิริยาและชะล้างเซลล์แบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลือหรือรอดชีวิตอยู่ออกมา
การอ่านผล
การอ่านผลจะพิจารณาจากวิธีเชิงปริมาณเป็นหลัก โดยเปรียบเทียบ “อัตราการเติบโตของเชื้อบนผ้าควบคุม (ผ้าธรรมดา)” กับ “ผ้าที่เคลือบสารต้านเชื้อ” นำมาคำนวณเป็นค่าความแตกต่างในรูปแบบ Log Reduction ออกมาเป็น ค่าประสิทธิภาพการต้านแบคทีเรีย (Antibacterial Activity Value: ค่า A หรือ R)
เกณฑ์การแปลผล (Result Interpretation)
- ค่า A < 2.0: แทบไม่มี หรือ ไม่มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรีย
- ค่า 2.0 ≤ A < 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ยอมรับได้ (เชื้อลดลงอย่างน้อย 99%)
- ค่า A ≥ 3.0: มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียในระดับที่สูงมาก (เชื้อลดลงมากกว่า 99.9%)
หากผลิตภัณฑ์ต้องการเคลมว่า “Anti-bacterial” ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปจะต้องได้ค่า A ตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป
ผ้านิทัสที่ผ่านมาตรฐานJIS L 1902
โดยให้สังเกตนสัญลักษณ์ การยับยั่งการเจริญเติบโตและการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ในสัญลักษณ์นี้
30035 CRUISES
30070 ISTANBUL
30071 GALATA
30072 TOPKAPI
30073 BOSPHORUS
30097 WINDMILL
30098 OMBRELLO





