เบื้องหลังลายผ้าสวยๆ เขาทำกันยังไง?

เจาะลึก 6 ระบบพิมพ์ผ้า ที่ดีไซเนอร์ต้องรู้! 🧵🖨️ กว่าจะได้ผ้าสวยๆ หนึ่งม้วน ผ้าในอุตสาหกรรม (Evolution of Textile Printing Systems) ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง? วันนี้พามาดู Process การทำงานของเครื่องพิมพ์ผ้าแต่ละประเภทกันแบบชัดๆ ผ่านภาพ Infographic ที่เข้าใจง่ายที่สุด!

ใครสายผลิต ใครเจ้าของแบรนด์ หรือใครกำลังหาโรงงานผลิต ห้ามพลาดโพสต์นี้ครับ เลื่อนดูภาพประกอบ แล้วจะรู้ว่าระบบไหน “ตอบโจทย์” งานของคุณที่สุด! 👉

1. Silk Screen Printing (การพิมพ์ซิลค์สกรีนแบบ Flatbed & Roll-to-roll)

  • ต้นกำเนิดประเทศจีน (ราชวงศ์ซ่ง) พัฒนาสู่ระบบอุตสาหกรรมยุคใหม่โดย อังกฤษ/สหรัฐฯ (ต้นศตวรรษที่ 20)
  • วิธีการ: กวาดหมึกผ่านผ้าสกรีน (Mesh) ที่ขึงตึงบนกรอบไม้หรืออะลูมิเนียม โดยปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้หมึกผ่าน
  • วัสดุผ้า: ใช้ได้เกือบทุกชนิด (Cotton, Polyester, Silk, Linen)
  • สี: Plastisol, Water-based, Discharge
  • เครื่องมือ: บล็อกสกรีน, ยางปาด (Squeegee), โต๊ะพิมพ์ยาว (Long Table) หรือเครื่องเดินอัตโนมัติ
  • ข้อดี/ข้อเสีย: สีสด คมชัด ทนทานสูง / ทำบล็อกยุ่งยาก พิมพ์ไล่เฉดสีได้ยาก ช้ากว่าระบบอื่น
  • ความนิยมในผ้าม่าน: ปานกลาง เหมาะกับงาน Hand-made หรือผ้าม่านลวดลายเฉพาะเจาะจงที่เน้น Texture ของสีนูน

2. Rotary Screen Printing (การพิมพ์สกรีนแบบม้วน)

  • กำเนิดเมื่อ ค.ศ. 1963 โดยบริษัท Stork (เนเธอร์แลนด์)
  • วิธีการ: พัฒนาจาก Flatbed โดยม้วนตะแกรงสกรีนเป็นทรงกระบอก หมึกจะถูกอัดจากแกนกลางผ่านรูตะแกรงลงสู่ผ้าที่เคลื่อนที่ต่อเนื่อง
  • วัสดุผ้า: เกือบทุกชนิด (นิยมใช้กับ Cotton และ Synthetic สำหรับงานตกแต่งบ้าน)
  • สี: Pigment, Reactive, Vat, Disperse
  • เครื่องมือ: เครื่องพิมพ์ Rotary Machine ขนาดใหญ่, บล็อกทรงกระบอก (Nickel Screen)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ผลิตได้เร็วที่สุดในโลก ต้นทุนต่อหน่วยถูกมากเมื่อผลิตจำนวนมาก / ต้นทุนการตั้งเครื่องสูง ไม่คุ้มกับงานจำนวนน้อย
  • ความนิยมในผ้าม่าน: สูงที่สุด (ในอดีต-ปัจจุบัน) สำหรับผ้าม่านสำเร็จรูป (Mass Production) เพราะผลิตได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำ

3. Sublimation Printing (การพิมพ์ถ่ายโอนความร้อน)

  • กำเนิดช่วงทศวรรษ 1950-1960 พัฒนาเชิงพาณิชย์โดย ฝรั่งเศส (Noël de Plasse)
  • ระบบย่อย:
    • Sublimation: หมึกระเหิดเป็นแก๊สฝังในเส้นใย
    • Heat Transfer Paper: พิมพ์ลงกระดาษเคมีแล้วรีดทับ (เหมือนสติกเกอร์)
  • วิธีการ: พิมพ์ลวดลายลงบนกระดาษ (Transfer Paper) แล้วนำไปรีดอัดความร้อนใส่ผ้า
  • วัสดุผ้า: ต้องเป็น Polyester 100% หรือผสม Poly สูง (สำหรับ Sublimation)
  • สี: Disperse Dye (หมึกระเหิด)
  • เครื่องมือ: Printer Inkjet, เครื่องรีดร้อน (Heat Press/Calendar)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ภาพเสมือนจริง ไล่สีได้สวยงาม ไม่ต้องใช้น้ำในการล้าง (Dry Process) / ใช้กับผ้าฝ้าย (Cotton) ไม่ได้ (ถ้าไม่ได้เคลือบสาร)
  • ความนิยมในผ้าม่าน: สูงมาก ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผ้าม่านกันแสง (Dim-out) และผ้าโปร่ง เพราะส่วนใหญ่ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์

4. Digital Textile Printing (Inkjet / Direct-to-Fabric)

  • กำเนิดช่วงปลายทศวรรษ 1990 เริ่มแพร่หลายจริงจังหลังปี 2000 (ผู้นำเทคโนโลยี: ญี่ปุ่น, อิตาลี)
  • วิธีการ: หัวพ่นหมึก (Printhead) พ่นหมึกขนาดเล็กระดับไมครอนลงบนผ้าโดยตรง (เหมือน Printer กระดาษแต่เครื่องใหญ่กว่า)
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด (ขึ้นอยู่กับประเภทหมึกที่เลือกใส่เครื่อง)
  • สี: Reactive (ฝ้าย), Acid (ไหม/ไนลอน), Disperse (โพลี), Pigment (ทุกผ้า)
  • เครื่องมือ: Digital Textile Printer, เครื่องอบไอน้ำ (Steamer), เครื่องซัก (Washer)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ไม่จำกัดสี ไม่ต้องทำแม่พิมพ์ (Zero Setup), ผลิตตามสั่ง (On-demand) ได้ / ต้นทุนหมึกแพง, ความเร็วช้ากว่า Rotary
  • ความนิยมในผ้าม่าน: กำลังเติบโตสูง ในตลาด Hi-End และงาน Custom Made ที่ต้องการลายไม่ซ้ำใคร หรือลายภาพวาดศิลปะ

5. Digital Screen Printing Transfers (DST)

  • เป็นนวัตกรรมลูกผสมยุคใหม่ (Hybrid) ช่วงปี 2010s
  • วิธีการ: พิมพ์สีด้วยระบบ Digital ลงบนฟิล์มหรือกระดาษ แล้วพิมพ์ทับหลัง (White Backing) หรือกาวด้วยระบบ Screen Printing ก่อนนำไปรีดร้อน
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด รวมถึงผ้าสีเข้ม
  • สี: หมึก Digital ผสมกับ Plastisol หรือกาว
  • เครื่องมือ: เครื่อง Digital Printer + บล็อกสกรีน
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ได้รายละเอียดภาพแบบดิจิทัลแต่ได้ความทนทานแบบสกรีน พิมพ์บนผ้าสีเข้มได้ดี / ขั้นตอนซับซ้อนกว่า
  • ความนิยมในผ้าม่าน: น้อย ส่วนใหญ่นิยมในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า เพราะผ้าม่านมักพิมพ์ทั้งม้วน (Roll-to-Roll) ซึ่งระบบนี้ไม่ตอบโจทย์

6. Digital Film Transfer (DFT) 

  • เป็นนวัตกรรมดิจิทัลสมบูรณ์แบบยุคใหม่ (ช่วงปี 2020s) ที่พัฒนามาเพื่อลดขั้นตอนการทำบล็อก
  • วิธีการ: พิมพ์สี CMYK และหมึกขาวด้วยระบบ Digital Inkjet ลงบนฟิล์ม > โรยผงกาว (Powder) อัตโนมัติ > อบให้กาวละลาย > นำไปรีดร้อน
  • วัสดุผ้า: ทุกชนิด (Cotton, Polyester, Nylon, ผ้ากีฬา, ผ้าสีเข้ม)
  • สี: หมึก Pigment Digital + ผงกาว Hot Melt (TPU Powder)
  • เครื่องมือ: เครื่องพิมพ์ DTF + เครื่องเขย่าและอบผงกาว (Powder Shaker)
  • ข้อดี/ข้อเสีย: ไม่ต้องทำบล็อกสกรีน ทำจำนวนน้อยได้ง่าย รายละเอียดภาพสูงมาก / ต้นทุนหมึกและฟิล์มสูงกว่างานสกรีนหากทำจำนวนมหาศาล
  • ความนิยมในผ้าม่าน: น้อย (นิยมมากในงานเสื้อยืด เสื้อทีม กระเป๋าผ้า ที่ทำจำนวนไม่เยอะมากหรือลายเปลี่ยนบ่อย)

ดีดีดี ย่อ อะไรนะ งง ไปหมด

DTF (Direct-to-Fabric)

ปัจจุบันนิยมเรียก DTB (Direct-to-Bolt) เพื่อเลี่ยงความสับสนกับแบบฟิล์ม ศัพท์ยุคเก่าของอุตสาหกรรมพิมพ์ผ้าเมตร ปัจจุบันใช้ DTB เพื่อเน้นว่าเป็นการพิมพ์ลง “ม้วนผ้า” โดยตรง

DTF (Direct-to-Film)

ปัจจุบันนิยมเรียก DFT (Digital Film Transfer) เพื่อเลี่ยงความสับสนกับแบบแรก เทคโนโลยีใหม่ พิมพ์ภาพและโรยผงกาวลงบน “ฟิล์ม” เพื่อสร้างแผ่นทรานสเฟอร์ จากนั้นต้องนำไป “รีดร้อน” เพื่อย้ายลายลงบนผ้าหรือวัสดุต่างๆ (ใช้คำว่า DFT เพื่อเลี่ยงความสับสนกับอันแรก)

DTG (Direct-to-Garment)

การพิมพ์ตรงลงบน “เสื้อสำเร็จรูป” เป็นตัวๆ

DST (Digital Screen Printing Transfers)

ระบบพิมพ์ลูกผสม พิมพ์ภาพด้วยดิจิตอลลงบนแผ่นรอง แล้วใช้บล็อกสกรีนปาดกาวทับ จนได้เป็นแผ่นทรานสเฟอร์ แล้วจึงนำไป “รีดร้อน” ลงบนเสื้อหรือวัสดุที่ต้องการ

ตารางสรุปเปรียบเทียบ (เน้นอุตสาหกรรมผ้าม่าน)

ระบบการพิมพ์ความเร็วในการผลิตต้นทุน (จำนวนมาก)ความคมชัด/สีสันความนิยมในผ้าม่าน
Silk Screen (Flatbed)ต่ำปานกลางสูง (สีสด/สีนูนมี Texture)เน้นงาน Craft/Hand-made
(ผ้าม่านผ้าฝ้ายพื้นเมือง/งานศิลปะ)
Rotary Screenสูงมาก
(เร็วที่สุด)
ต่ำที่สุดปานกลาง (จำกัดจำนวนสี)เน้น Mass Production
(ผ้าม่านสำเร็จรูป/ขายส่ง)
Sublimationปานกลาง – สูงปานกลางสูงมาก (ภาพเสมือนจริง)เน้นงาน Polyester
(ผ้าม่านกันแสง Dim-out/ผ้าโปร่ง)
Digital (Inkjet)ต่ำ – ปานกลางสูงสูงที่สุด (ไม่จำกัดสี/ไล่โทนเนียน)เน้นงาน Premium/Custom
(สั่งทำตามขนาด/Collection พิเศษ)
DST (Digital Screen Transfer)ปานกลาง (ขั้นตอนซับซ้อน)ปานกลาง – สูงสูง (รายละเอียดดิจิทัล + ความทนทานสกรีน)น้อย
(ไม่เหมาะกับผ้าหน้ากว้าง/เน้นใช้กับเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า)

ตัวอย่างผ้าพิมพ์ของนิทัส รอก่อนนะ ผ้ากไลังนำเข้าจากต่างประเทศ


ไฟหลืบไฮไลท์ผ้าม่าน ต้องเว้นเท่าไหร่ ถึงสวย

เผยความลับ “ไฟหลืบไฮไลท์ผ้าม่าน” เหตุผลที่ห้องในโรงแรมและบ้านหรู ดูสวยมีมิติกว่าบ้านทั่วไป

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราก้าวเข้าไปในห้องพักโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือเดินชมบ้านตัวอย่างโครงการหรู เราถึงรู้สึกถึง “ความแพง” ความผ่อนคลาย และบรรยากาศที่แตกต่างจากห้องนอนที่บ้านเราอย่างชัดเจน ทั้งที่บางทีเฟอร์นิเจอร์ก็อาจจะไม่ได้ต่างกันมากนัก?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ราคาของผ้าม่านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “วิธีการนำเสนอ” ผ้าม่านผืนนั้นต่างหาก

ความลับของบรรยากาศที่หรูหราและมีมิติที่กว่านั้น เกิดจากการผสานงานสถาปัตยกรรมภายในเข้ากับการออกแบบแสงสว่าง จนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “หลืบไฟส่องผ้าม่าน” (Curtain Cove Lighting) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เปลี่ยนผ้าม่านธรรมดาให้กลายเป็นผนังงานศิลป์ที่น่าสนใจ

1. จุดเริ่มต้นของความเนี๊ยบ: “ดรอปฝ้าซ่อนราง” (The Hidden Track)

ก่อนจะไปถึงเรื่องไฟ สิ่งแรกที่บ้านหรูให้ความสำคัญคือ “ความสะอาดตา” (Clean Look)

ในบ้านทั่วไป เรามักจะเห็นรางม่าน หรือหัวม่านจีบโชว์อยู่เหนือหน้าต่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “Visual Noise” หรือสิ่งรบกวนสายตาที่ทำให้ห้องดูไม่เรียบร้อย

  • การแก้ปัญหา: นักออกแบบจึงใช้วิธีการ “ทำฝ้าดรอป” หรือเว้นช่องเพดานให้เป็นหลุมลึกเข้าไป (Curtain Pocket) เพื่อติดตั้งรางม่านไว้ด้านบน
  • ผลลัพธ์: เมื่อมองจากระดับสายตา เราจะไม่เห็นตัวราง หรือตะขอเกี่ยวเลย ผ้าม่านจะดูเหมือนทิ้งตัวลงมาจากเพดานอย่างไร้ที่ติ ทำให้ห้องดูสูงโปร่งขึ้น และมีความมินิมอล สะอาดตา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความหรูหรา

2. เติมเวทมนตร์ด้วยแสง: “ซ่อนไฟ LED ในหลืบ” (The Magic of Cove Lighting)

เมื่อเรามีหลืบฝ้าที่ซ่อนรางม่านเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่โรงแรมและบ้านแพงทำต่อคือการ “ใส่แสงไฟ” เข้าไปในหลืบนั้น

นี่ไม่ใช่การติดไฟเพื่อให้ห้องสว่าง แต่เป็นการใช้เทคนิค “Indirect Lighting” หรือ “แสงทางอ้อม” โดยการติดตั้งเส้นไฟ LED Strip ซ่อนไว้บนบ่าของหลืบฝ้า เพื่อให้แสงส่องกระทบกับโครงสร้างแล้วค่อยๆ อาบไล้ลงมาที่ตัวผ้าม่าน

  • สร้างมิติและชูพื้นผิว (Texture & Dimension): หากใช้ไฟดาวน์ไลท์ส่องลงมาตรงๆ แสงจะแข็งและเกิดเงาที่รุนแรง แต่แสงจากหลืบไฟที่ส่องไล่ระดับลงมา จะช่วยขับเน้น “ลอน” ของผ้าม่าน (โดยเฉพาะม่านลอน S) ให้ดูชัดเจนมีมิติ และทำให้ Texture ของเนื้อผ้าดูสวยงาม นุ่มนวลขึ้นอย่างน่าทึ่ง
  • ความรู้สึกหรูหราและผ่อนคลาย (Ambiance): แสงที่ซ่อนแหล่งกำเนิดไฟไว้ ไม่แยงตาโดยตรง (Glare-free) จะให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล ละมุนตา สร้างบรรยากาศที่ดู Dramatic และผ่อนคลายเหมือนอยู่ในสปาหรือโรงแรมหรู
  • เปลี่ยนจุดโฟกัส: ผ้าม่านจะไม่ใช่แค่สิ่งบังแดดอีกต่อไป แต่เมื่อเปิดไฟหลืบ มันจะกลายเป็น Feature Wall หรือผนังตกแต่งหลักที่ดึงดูดสายตาได้ทันที

ทิศทางและการซ่อนแหล่งกำเนิดแสง “Indirect Light vs. Glare” (แสงทางอ้อม vs แสงแยงตา)

  • สิ่งที่ถูกต้อง
    • การวางไฟหงายขึ้นหรือสาดเข้าผนัง (Indirect) ช่วยให้แสงสะท้อนลงมาที่ม่าน ทำให้ห้องดูหรูหรา นุ่มนวล และพรางตาดำให้ฝ้าดูสูงขึ้น
    • การวางไฟ 45 องศา (สาดลง): ช่วยขับ “Texture” หรือลวดลายของผ้าม่านให้ดูมีมิติ (3D) มากขึ้น
  • สิ่งที่ผิด
    • การวางไฟที่ทำให้เห็นหลอดไฟแยงตา (Glare) ทำลายบรรยากาศการพักผ่อน
    • การวางไฟผิดมุมจนเกิด “เงาตกกระทบ” (Shadow) จากขอบกล่องม่าน ทำให้แสงขาดตอน ไม่ต่อเนื่อง

ระยะห่างคือกุญแจสำคัญ “การกระจายตัวของแสง (Light Distribution)”

  • ระยะ 10-15 ซม.: เป็นระยะ Sweet Spot ที่แนะนำทำให้แสงมีพื้นที่ในการ “ฟุ้ง” (Feather) และ “ไล่ระดับ” (Gradient) ลงมาบนลอนม่านได้สวยที่สุด แสงจะดูนุ่มนวล (Soft) ไม่แข็งกระด้าง
  • แคบไป: เกิด Hotspot หรือจุดสว่างจ้าแค่ขอบบน ทำให้ม่านดูแบนและเห็นรอยยับของหัวม่านชัดเกินไป
  • กว้างไป: แสงไปไม่ถึงตัวม่าน ทำให้เสียของ (Wasted Light) และม่านดูมืดจมหายไป

ความแตกต่างอยู่ที่ “รายละเอียด”

เหตุผลที่ห้องของบ้านเราดูเรียบแบน ก็เพราะเรามักจะมองข้ามรายละเอียดเหล่านี้ไป เราติดม่านเพื่อกันแดด และติดไฟเพื่อให้สว่าง แต่ในงานออกแบบระดับสูง ทุกองค์ประกอบถูกคิดมาเพื่อ “สร้างความรู้สึก”

การทำหลืบไฟส่องผ้าม่าน คือการลงทุนกับงานโครงสร้างฝ้าเพดานและระบบไฟ เพื่อยกระดับงานตกแต่งให้ถึงขีดสุด มันคือการบอกว่าเจ้าของบ้านใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และผลลัพธ์ที่ได้คือความสวยงาม มีมิติ และบรรยากาศที่หาไม่ได้จากการติดผ้าม่านแบบธรรมดา

อย่าลืมนะ: การทำหลืบไฟส่องผ้าม่าน ไม่สามารถมาคิดทำทีหลังได้ง่ายๆ ต้องมีการวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างฝ้าเพดาน และงานระบบไฟฟ้า เพื่อเตรียมช่องว่าง ให้มีความกว้างและความลึกที่เพียงพอสำหรับทั้งรางม่านและเส้นไฟ เพื่อให้ได้แสงที่ออกมาสวยงามที่สุดครับ


ยกระดับงานแสงสว่าง: ทำไมเส้นไฟ LED ต้องมี “รางและฝาครอบขาวขุ่น”

ในงานออกแบบตกแต่งภายในปัจจุบัน การใช้ เส้นไฟ LED (LED Strip Light) เพื่อสร้างแสงซ่อน (Indirect Light) ตามหลุมฝ้า ใต้ตู้ หรือหลังชั้นวางของ เป็นเทคนิคยอดนิยมที่ช่วยสร้างมิติและความหรูหราให้กับพื้นที่ แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามและส่งผลต่องานดีไซน์โดยตรง คือการเลือกติดตั้งเส้นไฟแบบ “เปลือย” โดยไม่ใส่ราง

เพื่อให้ได้แสงที่สมบูรณ์แบบและยืดอายุการใช้งาน การติดตั้งเส้นไฟ LED ลงใน “รางอลูมิเนียมพร้อมฝาครอบขาวขุ่น” คือสิ่งที่ควรทำ ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. เปลี่ยนแสง “เม็ด” ให้เป็นแสง “นวล” (Uniformity)

ปัญหาใหญ่ของการติดไฟ LED เปลือยคือ แสงที่ได้มักจะสะท้อนออกมาเป็นจุดๆ เห็นเม็ดไฟเรียงกันเป็นตุ่มไข่ปลา (Spotting) ยิ่งถ้าติดตั้งกับวัสดุที่มีความมันวาว เงาของเม็ดไฟจะสะท้อนชัดเจนทำให้ดูไม่สบายตา การใช้ ฝาครอบขาวขุ่น (Diffuser) จะทำหน้าที่เกลี่ยแสงให้นวลเนียนเสมอกัน (Smooth Glow) เปลี่ยนจุดเล็กๆ ให้กลายเป็นเส้นแสงที่ต่อเนื่อง ดูหรูหราและนุ่มนวลขึ้นทันที

2. อำพรางข้อบกพร่อง แม้ในยามไฟดับบางจุด

ข้อดีทางเทคนิคที่หลายคนนึกไม่ถึงคือ ฝาครอบขาวขุ่นช่วย “เบลอ” ความเสียหายได้ หากวันหนึ่งมีเม็ด LED บางเม็ดเกิดดับหรือเสื่อมสภาพ การมีฝาครอบจะช่วยกระจายแสงจากเม็ดข้างเคียงเข้ามากลบเกลื่อนรอยต่อ ทำให้ไม่เห็นช่วงมืดที่ขาดหายไปชัดเจนนัก (Dark Spot masking) ต่างจากการติดแบบเปลือยที่หากไฟดับเพียงหนึ่งเม็ด จะเห็นเป็นหลุมดำขัดตาอย่างชัดเจน

3. เกราะป้องกันฝุ่นและการดูแลรักษา

เส้นไฟ LED ส่วนใหญ่มักมีพื้นผิวแผงวงจร ซึ่งเป็นตัวดักจับฝุ่นชั้นดีและเช็ดออกยากมาก การใส่รางพร้อมฝาครอบจะช่วยกันฝุ่นไม่ให้เกาะที่ตัวหลอดไฟโดยตรง ทำให้การทำความสะอาดง่ายขึ้นเพียงแค่ใช้ผ้าเช็ดที่ผิวหน้าฝาครอบพลาสติกเรียบๆ เท่านั้น นอกจากนี้ รางอลูมิเนียมยังช่วยระบายความร้อน ยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟได้อีกทางหนึ่ง

การเพิ่มงบประมาณเพียงเล็กน้อยสำหรับรางและฝาครอบขาวขุ่น ไม่เพียงแต่ช่วยให้งานแสงสว่างดูเป็นมืออาชีพ สวยงามไร้รอยต่อ แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาในระยะยาว ทำให้บ้านของคุณดูสวยสะอาดตาตลอดเวลา


ISO 354

ISO 354:2003 Acoustics — Measurement of sound absorption in a reverberation room

การวัดค่าการดูดซับเสียงในห้องกังวาน

ในการออกแบบห้องซ้อมดนตรี ห้องบันทึกเสียง หรือห้องประชุม ปัญหาหลักที่มักพบคือ “ความก้อง” (Reverberation) ของเสียง ซึ่งลดทอนความคมชัดและคุณภาพเสียง การเลือกใช้วัสดุตกแต่งผนังหรือผ้าม่านจึงจำเป็นต้องอ้างอิงมาตรฐานการทดสอบที่เชื่อถือได้ระดับสากล นั่นคือ ISO 354

ISO 354 คืออะไร?

ISO 354:2003 คือมาตรฐานสากลที่กำหนดวิธีการวัดค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียง (Sound Absorption Coefficient) ของวัสดุ โดยทำการทดสอบภายใน “ห้องกังวาน” (Reverberation Room)

มาตรฐานนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกในการระบุประสิทธิภาพของวัสดุซับเสียง (Acoustic Materials) ไม่ว่าจะเป็นแผ่นซับเสียง ผนัง หรือสิ่งทอ เพื่อให้สถาปนิกและนักออกแบบสามารถคำนวณค่าทางอะคูสติกได้อย่างแม่นยำ

หลักการทดสอบ (Methodology)

การทดสอบตามมาตรฐาน ISO 354:2003 มีกระบวนการที่เข้มงวด ดังนี้:

  1. สถานที่ทดสอบ: ต้องทำในห้องปฏิบัติการที่มีผนังแข็งและสะท้อนเสียงสูง (Reverberation Room) เพื่อสร้างสนามเสียงฟุ้งกระจาย (Diffuse Sound Field)
  2. การวัดค่า: เริ่มจากการวัดระยะเวลาความก้อง (Reverberation Time) ของห้องเปล่า
  3. การติดตั้งตัวอย่าง: นำวัสดุที่ต้องการทดสอบ (เช่น ผ้าม่าน) เข้าไปติดตั้ง โดยต้องมีพื้นที่ผิวขั้นต่ำตามมาตรฐานกำหนด (โดยทั่วไปคือ 10-12 ตารางเมตร)
  4. การเปรียบเทียบ: ทำการวัดระยะเวลาความก้องอีกครั้งเมื่อมีวัสดุ ผลต่างของเวลาที่ลดลงจะถูกนำมาคำนวณเป็นค่าการดูดซับเสียง

การอ่านค่าผลการทดสอบ

ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงเป็น Sound Absorption Coefficient ในแต่ละย่านความถี่ (1/3 Octave Band) ตั้งแต่ 100 Hz ถึง 5000 Hz ค่าสัมประสิทธิ์นี้มีค่าระหว่าง 0.00 ถึง 1.00:

  • alpha S = 0.00: สะท้อนเสียงทั้งหมด (เช่น คอนกรีต, กระจก)
  • alpha S = 1.00: ดูดซับเสียงได้สมบูรณ์ (ไม่มีเสียงสะท้อนกลับ)

หมายเหตุ: ผลการทดสอบจาก ISO 354 มักถูกนำไปแปลงเป็นค่าดัชนีตัวเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน เช่น NRC (Noise Reduction Coefficient) ตามมาตรฐาน ASTM หรือ alpha w (Weighted Sound Absorption Coefficient)ตามมาตรฐาน ISO 11654

ความสำคัญสำหรับผ้าม่านและห้องดนตรี

สำหรับการใช้งานในห้องซ้อมดนตรี การเลือกใช้ผ้าม่านที่ผ่านการทดสอบ ISO 354 มีข้อดีที่สำคัญคือ:

  1. ความถูกต้องของการติดตั้ง (Mounting Type): มาตรฐานนี้รองรับการทดสอบแบบ Type G Mounting (แบบแขวนอิสระ) ซึ่งจำลองการใช้งานจริงของผ้าม่านที่มีการจับจีบ (Pleated) ทำให้ได้ค่าการดูดซับเสียงที่สะท้อนความเป็นจริงมากกว่าการทดสอบแบบขึงตึง
  2. การแก้ปัญหาเสียงก้อง: ค่าที่ได้จากการทดสอบช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าผ้าม่านรุ่นนั้นๆ สามารถลดเสียงก้องในย่านความถี่ใดได้ดีที่สุด (เสียงทุ้ม กลาง หรือแหลม) เพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องดนตรีแต่ละประเภท

การอ้างอิงผลทดสอบจากมาตรฐาน ISO 354:2003 เป็นสิ่งยืนยันประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในทางวิศวกรรม ช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าวัสดุที่เลือกใช้มีคุณสมบัติในการปรับปรุงคุณภาพเสียงภายในห้องได้จริงตามหลักวิชาการ

Percentage of light blocking of Dim-out fabric

“ผ้า Dim-out หรือ ผ้าม่านกันแสง” ทางเลือกที่ลงตัวระหว่างแสงสว่างและความเป็นส่วนตัว

ผ้า Dim-out คือผ้าม่านชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ กรองแสง ที่ส่องผ่านเข้ามาในห้อง โดยยังคงปล่อยให้มีแสงสว่างรอดเข้ามาได้ในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ห้องไม่มืดสนิทจนเกินไป ต่างจากผ้าม่าน Blackout ที่เน้นการกันแสง 100% ลักษณะพิเศษนี้ทำให้ผ้าม่าน Dim-out เป็นที่นิยมอย่างสูงในการตกแต่งที่พักอาศัยและสำนักงานที่ต้องการความสมดุลระหว่างแสงธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว

การผลิตและโครงสร้างของผ้า Dim-out

การผลิตผ้า Dim-out นั้นใช้เทคนิคการทอผ้าที่เรียกว่า Triple Weave หรือ การทอแบบ 3 ชั้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผ้านี้มีคุณสมบัติกันแสงได้เหนือกว่าผ้าม่านทั่วไป

  • ชั้นที่ 1 (ด้านหน้า): เส้นด้ายสีหรือลวดลายปกติ ซึ่งเป็นส่วนที่เรามองเห็นและใช้ตกแต่ง
  • ชั้นที่ 2 (ชั้นกลาง): เส้นด้ายสีดำ หรือเส้นด้ายทึบแสงที่ถูกทอแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นหน้าและชั้นหลัง เส้นด้ายสีดำนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการ ดูดซับ และ สะท้อน แสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาในห้องได้ทั้งหมด
  • ชั้นที่ 3 (ด้านหลัง): เส้นด้ายสีเดียวกับชั้นหน้าหรือสีขาว ซึ่งช่วยให้ผ้าม่านดูเรียบร้อยเมื่อมองจากภายนอกอาคาร

เทคนิคการทอแบบนี้ทำให้ผ้า Dim-out มีความหนาแน่นสูง ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการกันแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาการเคลือบสารเคมีหนา ๆ เหมือนผ้าม่าน Blackout บางชนิด โดยทั่วไป ผ้า Dim-out มักผลิตจาก โพลีเอสเตอร์ 100% หรือบางครั้งมีการผสมผสานกับเส้นใยธรรมชาติ เช่น ลินิน หรือคอตตอน เพื่อให้ได้สัมผัสและรูปลักษณ์ที่สวยงามยิ่งขึ้น


เปอร์เซ็นต์การกันแสง: เหนือกว่าผ้าม่านปกติ

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ผ้า Dim-out แตกต่างจากผ้าม่านผ้าฝ้ายหรือผ้าใยสังเคราะห์ปกติที่ใช้เพื่อตกแต่งเท่านั้น

  • ผ้าม่านปกติ: มักจะกรองแสงได้เพียง 25% – 50% (ขึ้นอยู่กับความหนาและสีของผ้า) แสงจะยังคงส่องผ่านได้อย่างชัดเจน ทำให้ห้องสว่างและมองเห็นเงาของคนจากภายนอกได้ง่าย
  • ผ้า Dim-out: มีความสามารถในการ กันแสงได้สูงถึง 50% – 99% (โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 70% – 90%) ปัจจัยที่ส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์: สีของผ้า เป็นปัจจัยสำคัญ ผ้าสีเข้มจะกันแสงได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน เนื่องจากดูดซับแสงได้มากกว่า

ความสามารถในการกันแสงที่สูงนี้ ทำให้ผ้า Dim-out สามารถเปลี่ยนสภาพห้องจากสว่างจ้าให้กลายเป็น กึ่งมืด (Dimly Lit) ซึ่งเพียงพอต่อการพักผ่อน ดูทีวี หรือทำงาน โดยยังคงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของกลางวัน


คุณสมบัติและประโยชน์เพิ่มเติม

นอกจากความสามารถในการกันแสงแล้ว ผ้า Dim-out ยังมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและประหยัดพลังงาน:

  • การเพิ่มความเป็นส่วนตัว: ด้วยความทึบแสงในระดับสูง ผ้าม่าน Dim-out จึง ป้องกันการมองเห็นจากภายนอกได้ 100% ในเวลากลางวัน ซึ่งแตกต่างจากผ้าม่านบางที่ยังเห็นเงาได้
  • การประหยัดพลังงาน (ฉนวนกันความร้อน): โครงสร้างที่หนาแน่นช่วย ป้องกันความร้อน จากแสงแดดไม่ให้เข้าสู่ภายในห้องได้ง่าย ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟ
  • ป้องกันรังสียูวี (UV Protection): ผ้าม่านช่วยป้องกัน รังสียูวี ไม่ให้ทำลายเฟอร์นิเจอร์ พื้น และของตกแต่งภายในห้อง ทำให้สีไม่ซีดจางและยืดอายุการใช้งาน
  • ลดเสียงรบกวน: ความหนาของผ้าม่านช่วย ลดทอนเสียง จากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ห้องเงียบสงบขึ้น เหมาะสำหรับห้องนอนหรือห้องทำงาน
  • ความสวยงามและหลากหลาย: ผ้า Dim-out มีสีสัน ลวดลาย และผิวสัมผัสที่หลากหลายให้เลือกมากกว่าผ้าม่านทึบแสงแบบเคลือบสาร (Blackout) อีกทั้งยังมีน้ำหนักดี ทิ้งลอนสวย ทำให้การตกแต่งห้องดูหรูหราและมีสไตล์

การประยุกต์ใช้งานที่เหมาะสม

ผ้า Dim-out เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องที่ต้องการการควบคุมปริมาณแสง แต่ไม่ต้องการความมืดสนิท เช่น:

  • ห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก: ลดแสงจ้าในช่วงบ่าย แต่ยังคงให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับการทำกิจกรรม
  • ห้องทำงาน: ป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และควบคุมอุณหภูมิ
  • ห้องนอน: สร้างสภาพแวดล้อมที่มืดพอสมควรสำหรับการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ แต่หากต้องการความมืดสนิท 100% อาจต้องพิจารณาผ้าม่าน Blackout แทน
  • สำนักงานและโรงแรม: เพิ่มความเป็นส่วนตัวและควบคุมแสงสว่างตามมาตรฐาน

ผ้า Dim-out จึงเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการผ้าม่านที่มีประสิทธิภาพในการ กันแสง และ กันร้อน สูงกว่าผ้าม่านปกติ ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความ นุ่มนวล และความ สวยงาม ของเนื้อผ้า ทำให้ห้องของคุณมีบรรยากาศที่น่าอยู่และใช้งานได้อย่างลงตัวในทุกช่วงเวลาของวัน



BS EN 1021

  • Furniture — Assessment of the ignitability of upholstered furniture
  • เฟอร์นิเจอร์ — การประเมินความสามารถในการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ

BS EN 1021 คือ มาตรฐานยุโรป (EN – European Standard) ที่ถูกนำมาใช้เป็น มาตรฐานแห่งชาติอังกฤษ (BS – British Standard) ซึ่งเป็นชุดของมาตรฐานที่ใช้ในการ ประเมินความสามารถในการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นวัสดุผสม (เช่น ผ้าหุ้มและวัสดุบุภายใน) ที่ใช้ในการทำเก้าอี้ โซฟา หรือเฟอร์นิเจอร์บุผ้าอื่น ๆ

มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก:

BS EN 1021-1, Part 1 Ignition source smouldering cigarette
ส่วนที่ 1: แหล่งกำเนิดประกายไฟ บุหรี่ที่กำลังติดไฟ

  • วัตถุประสงค์: ทดสอบความสามารถในการติดไฟของวัสดุเมื่อได้รับแหล่งกำเนิดประกายไฟจาก บุหรี่ที่กำลังติดไฟ (บุหรี่ที่จุดแล้วแต่ไม่มีเปลวไฟ แต่ยังคงมีถ่านแดง)
  • วิธีการทดสอบ: วางบุหรี่ที่กำลังติดไฟไว้ที่มุมระหว่างเบาะนั่งและพนักพิง (ในอุปกรณ์ทดสอบที่จำลองมุม 90 องศา) และสังเกตว่าวัสดุเกิดการลุกไหม้หรือลามไฟหรือไม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด

BS EN 1021-2, Part 2: Ignition source match flame equivalent
ส่วนที่ 2: แหล่งกำเนิดประกายไฟ เปลวไฟเทียบเท่าไม้ขีดไฟ

  • วัตถุประสงค์: ทดสอบความสามารถในการติดไฟของวัสดุเมื่อได้รับแหล่งกำเนิดประกายไฟจาก เปลวไฟขนาดเล็กเทียบเท่าไม้ขีดไฟ (โดยปกติใช้เปลวไฟก๊าซบิวเทนขนาด 35 มม.)
  • วิธีการทดสอบ: ใช้เปลวไฟขนาดเล็กตามที่กำหนดสัมผัสกับวัสดุเป็นเวลา 15 วินาทีที่มุมระหว่างเบาะนั่งและพนักพิง จากนั้นสังเกตว่าวัสดุลุกไหม้หรือลามไฟหลังจากนำเปลวไฟออกไปแล้วหรือไม่

CHINESE STANDARD

มาตรฐานแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน (GB Standards) ถูกเรียกว่า Guojia Biaozhun “กั๋ว-เจีย-เปียว-จุ่น” (国标) ซึ่งมีความหมายว่า “มาตรฐานแห่งชาติ” และมีรหัสย่อว่า GB

  • Guójiā (国 家): กั๋ว-เจีย (หมายถึง ประเทศ/แห่งชาติ)
  • Biāozhǔn (标 准): เปียว-จุ่น (หมายถึง มาตรฐาน)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า GB และ GB/T ต่างกันอย่างไร

1. GB (Guobiao) “กั๋ว-เปียว” – มาตรฐานบังคับ (Mandatory National Standard)

  • GB (ตามด้วยตัวเลข: เช่น GB 18401) หมายถึง “มาตรฐานแห่งชาติที่เป็นข้อบังคับ” หรือ มาตรฐานภาคบังคับ (Mandatory)
  • ความหมาย: เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน สุขภาพของประชาชน ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการบริหารเศรษฐกิจและสังคม
  • การบังคับใช้: ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่วางขายหรือนำเข้าสู่ตลาดจีนจะต้องผ่านการทดสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐาน GB ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ถือเป็นกฎหมายที่ต้องทำตาม

2. GB/T (Guobiao Tuijian) “กั๋ว-เปียว-ทุย-เจี้ยน” – มาตรฐานแนะนำ (Recommended National Standard)

  • GB/T (ตามด้วยตัวเลข: เช่น GB/T 5296.4) หมายถึง “มาตรฐานแห่งชาติที่เป็นข้อแนะนำ” หรือ มาตรฐานภาคสมัครใจ (Voluntary/Recommended)
  • ความหมาย: เป็นมาตรฐานที่ส่งเสริมหรือแนะนำให้ใช้ โดยส่วนใหญ่จะกำหนดในเรื่องที่นอกเหนือจากความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น คุณภาพ ประสิทธิภาพ วิธีการทดสอบ และข้อกำหนดทางเทคนิคทั่วไป
  • การบังคับใช้: แม้จะเป็น “ข้อแนะนำ” แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรหรืออุตสาหกรรมมักจะนำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการของตน โดยเฉพาะในสัญญาซื้อขายหรือการประมูล มักจะมีการอ้างอิงถึงมาตรฐาน GB/T ต่างๆ นอกจากนี้ มาตรฐาน GB/T บางตัวอาจถูกนำมาใช้เป็น วิธีการทดสอบ ที่อ้างอิงโดยมาตรฐาน GB ภาคบังคับ

GB 8624-2012

  • Classification for burning behaviour of building materials and products
  • การจัดจำแนกพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

GB 8624 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สำคัญของประเทศจีน (Chinese National Standard) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และข้อกำหนดสำหรับการจำแนกประเภทพฤติกรรมการเผาไหม้ของวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่ง เช่น ผนัง เพดาน พื้น และวัสดุฉนวน มาตรฐานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความสามารถในการติดไฟ การลามไฟ และการผลิตควัน เพื่อปกป้องความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้งาน

การจำแนกประเภทและการทดสอบหลัก

GB 8624-2012 มีการจัดหมวดหมู่และเกณฑ์การทดสอบที่ครอบคลุมสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการแบ่งระดับประสิทธิภาพการทนไฟเป็นเกรดหลัก ได้แก่ A, B1, B2, และ B3 (โดย A คือเกรดที่ทนไฟได้ดีที่สุด)

เกรดหลักระดับประสิทธิภาพคำอธิบายโดยย่อ
Aวัสดุไม่ติดไฟ
(Non-combustible)
ทนไฟได้มากที่สุด, ไม่มีการติดไฟหรือลามไฟอย่างต่อเนื่อง
B1วัสดุทนไฟ
(Difficult-to-burn)
ลามไฟได้จำกัดและมีคุณสมบัติในการดับไฟเอง (Self-extinguishing)
B2วัสดุติดไฟได้
(Combustible)
มีคุณสมบัติการติดไฟที่ชัดเจน สามารถเผาไหม้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
B3วัสดุไวไฟ
(Flammable)
ติดไฟได้ง่ายและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว (เป็นเกรดที่ต่ำที่สุด)

การทดสอบ: การจำแนกเกรดต้องผ่านชุดการทดสอบหลายอย่างที่กำหนดในมาตรฐานอ้างอิงอื่น ๆ (เช่น GB/T 5464, GB/T 8626, GB/T 20284) ซึ่งจะวัดปัจจัยต่าง ๆ เช่นอัตราการปลดปล่อยความร้อน (Heat Release Rate) การผลิตควัน Smoke Production) และการคงสภาพการเผาไหม้ (Sustained Burning)

การประยุกต์ใช้กับผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น ผ้าม่าน (Curtain) และ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ (Textile for Furniture)มาตรฐาน GB 8624 ก็ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เช่นกัน โดยเน้นที่การทดสอบเพื่อให้ได้ระดับ Class B1 หรือ Class B2


GB/T 17593.2-2007

  • Textiles—Determination of heavy metals—Part 2: Inductively coupled plasma atomic emission spectrometry
  • สิ่งทอ—การหาปริมาณโลหะหนัก—ส่วนที่ 2: วิธีสเปกโทรเมตรีการปล่อยอะตอมด้วยพลาสมาแบบเหนี่ยวนำ (ICP-AES)

มาตรฐานนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐาน GB/T 17593 ที่กำหนด วิธีการทดสอบและวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่สามารถสกัดออกมาได้ (Extractable Heavy Metals) ในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

  • วัตถุประสงค์: เพื่อควบคุมและรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ โดยการวัดปริมาณโลหะหนักที่เป็นอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
  • วิธีการทดสอบหลัก: ใช้เทคนิค Inductively Coupled Plasma Atomic Emission Spectrometry (ICP-AES)หรือที่เรียกว่า ICP-OES เพื่อวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักหลายชนิดได้พร้อมกันในสารสกัด
  • โลหะหนักที่ถูกทดสอบ: มาตรฐานนี้ระบุวิธีการสำหรับตรวจหาโลหะหนักหลัก ๆ ที่เป็นอันตราย 8 ชนิด ได้แก่
    • As (สารหนู – Arsenic)
    • Cd (แคดเมียม – Cadmium)
    • Co (โคบอลต์ – Cobalt)
    • Cr (โครเมียม – Chromium)
    • Cu (ทองแดง – Copper)
    • Ni (นิกเกิล – Nickel)
    • Pb (ตะกั่ว – Lead)
    • Sb (พลวง – Antimony)
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้า/ส่งออกไปยังประเทศจีน เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคในระดับสากลและระดับประเทศ (เช่น ข้อกำหนดที่คล้ายกับ Oeko-Tex หรือ REACH)

NFPA

NFPA ย่อมาจาก National Fire Protection Association (สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

องค์กรนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ลดการเสียชีวิต การบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากไฟไหม้ ไฟฟ้า และอันตรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

NFPA 701

NFPA 701 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่กำหนดขึ้นโดย National Fire Protection Association (NFPA) ในสหรัฐอเมริกา ใช้เฉพาะกับผ้าม่าน ผ้าม่าน และการรักษาหน้าต่างอื่นๆ ที่ใช้ในอาคารสาธารณะ และอาคารพาณิชย์ มาตรฐานกำหนดข้อกำหนดสำหรับการติดไฟของวัสดุเหล่านี้และมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ และจำกัดการแพร่กระจายของเปลวไฟและควัน

การทดสอบ NFPA 701 เกี่ยวข้องกับการนำวัสดุไปสัมผัสกับเปลวไฟตามระยะเวลาที่กำหนด และสังเกตว่าวัสดุมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเปลวไฟ การทดสอบวัดปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราการแพร่กระจายของเปลวไฟ ปริมาณควันที่เกิดขึ้น และดูว่าเศษที่ติดไฟตกจากวัสดุหรือไม่

วัสดุที่ผ่านการทดสอบ NFPA 701 ถือว่ามีคุณสมบัติทนไฟที่ยอมรับได้ และสามารถใช้ได้ในอาคารสาธารณะและอาคารพาณิชย์ การทดสอบ NFPA 701 ใช้ไม่ได้กับ วัสดุและผ้าทุกประเภท และวัสดุบางชนิดอาจต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับกฎความปลอดภัยจากอัคคีภัย

นอกจาก NFPA 701 แล้ว ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยอื่น ๆ ที่ใช้กับวัสดุและผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคาร สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ และผู้ผลิตจะต้องตระหนักถึงมาตรฐานเหล่านี้ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของตนเป็นไปตามข้อกำหนดที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยและปกป้องความปลอดภัยสาธารณะ


NFPA 260

NFPA 260 เป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดย National Fire Protection Association (NFPA) ซึ่งกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับเฟอร์นิเจอร์บุนวม มันมีชื่อว่า “วิธีมาตรฐานของการทดสอบและระบบการจำแนกประเภทสำหรับการต้านทานการติดไฟของบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง”

วัตถุประสงค์ของ NFPA 260 คือเพื่อให้มีวิธีทดสอบและจำแนกความต้านทานของวัสดุหุ้มเบาะต่อการติดไฟของบุหรี่ มาตรฐานนี้รวมถึงการทดสอบเพื่อหาค่าการต้านทานการติดไฟของวัสดุที่ใช้ในเฟอร์นิเจอร์บุนวม เช่น ผ้า โฟม

การทดสอบที่ระบุใน NFPA 260 จำลองผลกระทบของบุหรี่ที่จุดแล้วตกลงบนวัสดุเฟอร์นิเจอร์ มาตรฐานระบุขั้นตอนการดำเนินการทดสอบเหล่านี้และจัดเตรียมระบบการจำแนกสำหรับผลลัพธ์ วัสดุที่ผ่านการทดสอบจัดอยู่ในประเภทที่ 1 ในขณะที่วัสดุที่ไม่ผ่านการจัดประเภทเป็นประเภทที่ 2

NFPA 260 มีความสำคัญเนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ในเฟอร์นิเจอร์บุนวม เฟอร์นิเจอร์บุนวมเป็นแหล่งกำเนิดไฟทั่วไปในบ้านและอาคารอื่นๆ และวัสดุที่ตรงตามข้อกำหนดของมาตรฐานนี้มีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดไฟไหม้ การปฏิบัติตาม NFPA 260 อาจกำหนดโดยรหัสอาคาร บริษัทประกันภัย และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ


ความแตกต่างระหว่าง NFPA 701 และ NFPA 260

NFPA 701: วิธีมาตรฐานในการทดสอบไฟสำหรับการแพร่กระจายเปลวไฟของสิ่งทอและฟิล์ม
มาตรฐานนี้ใช้เพื่อวัดความสามารถในการติดไฟของสิ่งทอและฟิล์มเมื่อสัมผัสกับเปลวไฟ การทดสอบเกี่ยวข้องกับการให้ชิ้นงานในแนวตั้งสัมผัสกับเปลวไฟขนาดเล็กเป็นเวลา 12 วินาที และวัดอัตราการแพร่กระจายของเปลวไฟและเวลาหลังเกิดเปลวไฟ NFPA 701 มีไว้สำหรับวัสดุที่ใช้ในผ้าม่าน ผ้าม่าน และงานตกแต่งอื่นๆ

NFPA 260: วิธีมาตรฐานของการทดสอบและระบบการจำแนกประเภทสำหรับการต้านทานการติดไฟของบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง
มาตรฐานนี้ใช้เพื่อวัดความต้านทานการติดไฟจากบุหรี่ของส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ เช่น ฟองน้ำ เบาะ ผ้าหุ้มเบาะ และแผงกั้น การทดสอบเกี่ยวข้องกับการให้ชิ้นงานทดสอบในแนวตั้งสัมผัสกับบุหรี่ที่จุดไฟเป็นเวลา 5 นาที และวัดเวลาในการติดไฟ และระยะเวลาการเผาไหม้ NFPA 260 มีไว้สำหรับส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์บุนวมและผ้าหุ้มเบาะ

โดยสรุป NFPA 701 วัดการแพร่กระจายเปลวไฟของสิ่งทอและฟิล์ม ในขณะที่ NFPA 260 วัดความต้านทานการติดไฟจากบุหรี่ของส่วนประกอบเฟอร์นิเจอร์บุนวม เป็นวิธีการทดสอบเฉพาะที่ใช้ทดสอบเรื่องการติดไฟ ลามไฟเหมือนกันแต่แตกต่างกันของวัสดุที่นำนำมาทดสอบนั้นแตกต่างกันระหว่างสองมาตรฐานนี้


CA TB 117

California Technical Bulletin 117 (CA TB 117) คือมาตรฐานการติดไฟของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 1975 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุบุภายในจะไม่ติดไฟได้ง่ายจากแหล่งกำเนิดประกายไฟ และชะลอการลุกลามของเปลวไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

  • Bulletin” แปลว่า แถลงการณ์, ประกาศ, สาร, หรือจดหมายข่าว ในบริบทของ California Technical Bulletin 117 (CA TB 117) คำว่า “Bulletin” ในที่นี้หมายถึง แถลงการณ์ทางเทคนิคหรือ ประกาศทางเทคนิค ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในกรณีนี้คือ Bureau of Electronic and Appliance Repair, Home Furnishings and Thermal Insulation (BARHFT) เพื่อกำหนดข้อกำหนดและวิธีการทดสอบเฉพาะสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ในที่นี้คือเรื่องการติดไฟของเฟอร์นิเจอร์)

สาระสำคัญของ CA TB 117

  1. วัตถุประสงค์: มาตรฐานนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อ ลดความเสี่ยงของการติดไฟจากบุหรี่ที่ลุกไหม้ ที่ตกลงบนเฟอร์นิเจอร์บุผ้า และทำให้เกิดการลุกไหม้ของวัสดุบุภายใน เช่น โฟม หรือฟองน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของเพลิงไหม้ที่เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์
  2. การทดสอบ: CA TB 117 จะทำการทดสอบโดยการนำชิ้นส่วนของวัสดุบุภายใน (เช่น โฟม) ที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุหุ้มเบาะ (เช่น ผ้า) ไปสัมผัสกับแหล่งกำเนิดประกายไฟขนาดเล็ก (จำลองบุหรี่ที่ลุกไหม้) เพื่อดูว่าวัสดุนั้นจะลุกไหม้และลามไปในอัตราที่รวดเร็วหรือไม่
  3. การบังคับใช้: แม้จะเป็นมาตรฐานของแคลิฟอร์เนีย แต่เนื่องจากแคลิฟอร์เนียเป็นตลาดขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากจึงเลือกที่จะผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านมาตรฐาน CA TB 117 เพื่อให้สามารถวางจำหน่ายในแคลิฟอร์เนียได้ ทำให้มาตรฐานนี้กลายเป็น มาตรฐานอุตสาหกรรมโดยพฤตินัย (De Facto Standard) สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้าในสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของโลก
  4. ความสำคัญ: การที่วัสดุบุภายในผ่านการทดสอบ CA TB 117 หมายความว่าวัสดุนั้นมีคุณสมบัติ หน่วงการติดไฟ (Flame Retardant) หรือ ทนไฟ (Fire Resistant) ในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของไฟและเพิ่มเวลาให้ผู้ที่อยู่ในอาคารสามารถอพยพหนีไฟได้

การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการ:

CA TB 117 ได้ถูกแทนที่ด้วย CA TB 117-2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ปรับปรุงใหม่

  • CA TB 117 (ดั้งเดิม): มุ่งเน้นไปที่การทดสอบการติดไฟแบบ “open flame” หรือเปลวไฟโดยตรง (จากแหล่งกำเนิดประกายไฟขนาดเล็ก เช่น บุหรี่) โดยเฉพาะกับ วัสดุบุภายใน (เช่น โฟม)
  • CA TB 117-2013: เปลี่ยนแนวทางการทดสอบ โดยมุ่งเน้นไปที่ ผ้าหุ้มเบาะ (Upholstery Fabric) มากขึ้น และใช้การทดสอบแบบ smolder test (ทดสอบการคุกรุ่น) ซึ่งจำลองการติดไฟจากบุหรี่ที่ตกลงบนผ้า และเน้นที่การป้องกันการคุกรุ่นที่อาจลุกลามไปสู่วัสดุบุภายใน มาตรฐานใหม่นี้ยังลดความจำเป็นในการใช้สารหน่วงการติดไฟ (flame retardants) บางชนิดในโฟมบุที่นอน/เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

CA TB 117-2013 เป็นมาตรฐานที่สำคัญมากในการกำหนดคุณสมบัติการทนไฟของเฟอร์นิเจอร์บุผ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคจากอันตรายจากอัคคีภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดจากการจุดติดด้วยบุหรี่ที่คุกรุ่น


Eco-Friendly Bamboo Rayon Sheers

Naturally soft. Light-filtering. Sustainable beauty.

ผ้าผ้าม่านผสมใยไผ่เรยอน (Rayon from Bamboo) 18% และโพลีเอสเตอร์ (Polyester) 82% เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมที่ผสมผสานจุดเด่นของเส้นใยทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เพื่อมอบผ้าม่านที่ทั้งสวยงาม หรูหรา และใช้งานได้จริง บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ทำให้ผ้าม่านชนิดนี้แตกต่างและน่าสนใจสำหรับบ้านของคุณ

ผ้าม่านใยไผ่เรยอนและโพลีเอสเตอร์: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและความทนทาน

ในโลกของการตกแต่งบ้าน ผ้าม่าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งบังตาหรือป้องกันแสงแดด แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศและสไตล์ให้กับห้องได้อย่างเด่นชัด การเลือกวัสดุผ้าม่านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และผ้าผสมที่ประกอบด้วย ใยไผ่เรยอน 18% และโพลีเอสเตอร์ 82% ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการดึงเอาจุดเด่นของเส้นใยธรรมชาติ (ผ่านกระบวนการทำเรยอน) และเส้นใยสังเคราะห์มาไว้รวมกันอย่างชาญฉลาด

จุดเด่นจากใยไผ่เรยอน (18%): สัมผัสนุ่มนวลและผ้าทิ้งตัวสวย

แม้จะมีสัดส่วนเพียง 18% แต่ใยไผ่เรยอนก็มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพของผ้าม่าน:

  1. ความนุ่มนวลและหรูหรา: ใยเรยอน (หรือวิสคอส) ขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสที่คล้ายคลึงกับผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายชั้นดี ทำให้ผ้าม่านมี ความนุ่มนวลอย่างหรูหรา น่าสัมผัส
  2. การทิ้งตัว (Drape) ที่ยอดเยี่ยม: ผ้าที่มีส่วนผสมของเรยอนจะมี การทิ้งตัวที่ดีเยี่ยม (Excellent Drape) ช่วยให้ผ้าม่านเป็นลอนสวยงาม ดูมีน้ำหนัก และพลิ้วไหวอย่างสง่างาม
  3. การดูดซับสีที่ดี: เรยอนสามารถดูดซับสีย้อมได้ดีเยี่ยม ทำให้ผ้าม่านมี สีสันที่สดใส และชัดเจน ติดทนนาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการตกแต่งบ้าน

จุดแข็งจากโพลีเอสเตอร์ (82%): ความทนทานและการดูแลรักษาง่าย

สัดส่วนที่มากถึง 82% ของโพลีเอสเตอร์เป็นหัวใจสำคัญที่มอบความแข็งแกร่งและฟังก์ชันการใช้งานที่ยาวนาน:

  1. ความทนทานและความแข็งแรง: โพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ ทนทานสูง ทนต่อการขูดขีดและแรงดึงได้ดี ทำให้ผ้าม่านมีอายุการใช้งานยาวนาน
  2. ไม่ยับง่ายและคงรูปดี: คุณสมบัติเด่นของโพลีเอสเตอร์คือ ไม่ยับง่าย มีความยืดหยุ่นดี และสามารถ คงรูปร่าง ได้ดีเยี่ยม ทำให้ผ้าม่านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ แม้หลังจากการใช้งานหรือซักทำความสะอาด
  3. ดูแลรักษาง่าย: ผ้าม่านโพลีเอสเตอร์ ซักง่าย แห้งเร็ว และมีคุณสมบัติ ดูดซับความชื้นต่ำ ทำให้ไม่ค่อยอมน้ำ ไม่อมฝุ่น และดูแลรักษาได้ง่ายกว่าผ้าเส้นใยธรรมชาติแท้ๆ มาก
  4. ทนต่อแสงแดด (ในระดับหนึ่ง): โพลีเอสเตอร์มีความทนทานต่อแสงแดดและรังสียูวีได้ดีกว่าเส้นใยธรรมชาติบางชนิด ช่วยลดโอกาสการซีดจางของผ้าม่าน (อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผ้าม่านที่มีการทอแน่นหรือมีการเคลือบกัน UV เพิ่มเติมหากต้องการคุณสมบัติกันแดดที่สูง)

ผ้าม่านนี้เหมาะกับห้องแบบไหน?

ผ้าม่านใยไผ่เรยอนและโพลีเอสเตอร์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ:

  1. ห้องนั่งเล่น/ห้องรับแขก: ที่ต้องการความสวยงาม หรูหรา และผ้าทิ้งตัวเป็นลอนสวย เพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ
  2. ห้องนอน: ที่ต้องการผ้าม่านที่นุ่มนวลและมีสีสันสวยงาม ซึ่งโพลีเอสเตอร์ยังช่วยให้การดูแลรักษาง่ายและทนทานต่อการใช้งานบ่อยครั้ง

ด้วยการผสมผสานเส้นใยทั้งสองชนิดนี้ ทำให้ผ้าม่านของคุณได้รับทั้ง “ความงามและสัมผัสอันอ่อนโยน” จากเรยอน และ “ความทนทานและประสิทธิภาพ” จากโพลีเอสเตอร์ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผ้าม่านที่ดูดีมีระดับและใช้งานได้ยาวนาน


“Eco-Friendly” (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) 

ในบริบทของ Bamboo Rayon Sheers นั้น มาจากหลายปัจจัยตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับ ไม้ไผ่ ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแหล่งวัตถุดิบ (ไม้ไผ่) โดดเด่นคือ เป็นพืชที่มีความยั่งยืนสูงมากเมื่อเทียบกับพืชอื่น ๆ เช่น ฝ้าย

  1. เติบโตเร็วและทดแทนได้เร็ว: ไม้ไผ่เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดในโลก สามารถเก็บเกี่ยวได้ซ้ำ ๆ ภายใน 3-5 ปี โดยไม่ต้องปลูกใหม่ ต่างจากไม้ยืนต้นอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ทำให้เป็น ทรัพยากรหมุนเวียน ที่ยอดเยี่ยม
  2. ใช้ทรัพยากรน้อย:
    • น้ำน้อย: การปลูกไม้ไผ่ต้องการน้ำน้อยกว่าการปลูกฝ้ายแบบดั้งเดิมอย่างมาก โดยอาจใช้น้ำน้อยกว่ามากถึง 50 ลิตร ต่อเส้นใย 1 กิโลกรัม ในขณะที่ฝ้ายอาจต้องใช้สูงถึง 10,000 ลิตร
    • ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี: ไม้ไผ่มีสารต้านทานจุลินทรีย์ตามธรรมชาติที่เรียกว่า “Bamboo Kun” ทำให้สามารถเติบโตได้ดีในดินคุณภาพต่ำโดย ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี สังเคราะห์ใด ๆ
  3. ช่วยรักษาสภาพดินและอากาศ: ระบบรากที่แผ่กว้างของไผ่ช่วย ป้องกันการกัดเซาะ ของหน้าดิน และไผ่ยังเป็นพืชที่สามารถ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และปล่อยออกซิเจนได้มากกว่าป่าไม้ทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต

ภูมิปัญญาการย้อมผ้าในอดีต (Traditional Dyeing Wisdom in the Past) ก่อนที่ความรู้ทางเคมีสมัยใหม่จะเข้ามา มนุษย์ใช้สิ่งของจากธรรมชาติรอบตัวเพื่อการย้อมผ้า โดยอาศัยทั้ง สีจากธรรมชาติและ สารช่วยย้อม (mordant หรือกรด-ด่างธรรมชาติ) ที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

แหล่งสีย้อมธรรมชาติ

  • เปลือกไม้ ใบไม้ และรากไม้ → เช่น เปลือกประดู่ เปลือกมะเกลือ ให้สีน้ำตาล–ดำ
  • พืชให้สีฟ้า–คราม → เช่น คราม (Indigofera tinctoria) ใช้หมักให้เกิดสีน้ำเงินคราม
  • ดอกไม้และผลไม้ → เช่น ดอกคำฝอยให้สีเหลือง–ส้ม เปลือกทับทิมให้สีเหลือง
  • สัตว์บางชนิด → เช่น ครั่ง (lac dye) ที่ได้จากแมลง ให้สีแดงอมม่วง

ในกรณีแบ่งตามสีต่างๆ

  • สีน้ำเงิน/สีคราม → ใบและเถา ของ คราม (Indigofera tinctoria), ฮ่อม
  • สีเหลือง → ขมิ้น, แก่นขนุน, ดอกดาวเรืองดอก, ใบมะม่วง และ เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล
  • สีแดง/สีชมพู → ครั่ง (จากแมลงครั่ง), แก่นฝาง, ดอกคำฝอย, เปลือกรากยอ
  • สีเขียว → ใบหูกวางสด, เปลือกต้นมะริดไม้
  • สีน้ำตาล → เปลือกโกงกาง, เปลือกผลเงาะสด, เมล็ดคั่วบดกาแฟ หรือ ใบชา
  • สีส้ม → ผลและเมล็ดคำแสด, เปลือกหัวหอมสีน้ำตาล, เปลือกและรากยอ
  • สีดำ/สีเทา → ลูกมะเกลือดิบ, เปลือกสมอ, ดินโคลน (ใช้ในการหมักหรือย้อม)

นอกจากการได้สีตรงๆ แล้วยังมีเทคนิคการย้อมทับอีกด้วย เช่น อยากได้สีเขียว โดยการย้อม คราม แล้วย้อมทับด้วยสีเหลืองจากใบมะม่วง เป็นต้น

สีน้ำเงินจากธรรมชาติ จาก ต้นคราม กับ ต้นฮ่อม เป็นพืชคนละชนิดกัน แต่ถูกใช้เป็นสีย้อมสีน้ำเงิน/ครามเหมือนกัน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่ทับซ้อนกันมาก เป็นพืชที่ให้สีครามที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับย้อมสีในภาคอีสานของไทย

รายละเอียดต้นคราม
(True Indigo)
ต้นฮ่อม
(Strobilanthes/
Baphicacanthus)
ชื่อวิทยาศาสตร์Indigofera tinctoria Linn.Strobilanthes cusia (Nees) Bremek. หรือ ชื่อพ้องคือ Baphicacanthus cusia (Nees) Bremek.
วงศ์Fabaceae
(วงศ์ถั่ว)
Acanthaceae 
(วงศ์เหงือกปลาหมอ)
ชื่อสามัญ (อังกฤษ)Indigo, True IndigoAssam Indigo, Chinese Rain Bell
ชื่อไทย (ทั่วไป)ครามฮ่อม
ชื่อไทยตามภูมิภาคคาม (ภาคเหนือ, ภาคอีสาน)ครามดอย (แม่ฮ่องสอน) ฮ่อมเมือง, ฮ่อมหลวง, ฮ่อมน้อย (น่าน, เชียงใหม่, แพร่) ครามหลอย
ลักษณะไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาวสีชมพูหรือม่วงแดง ฝักเล็กคล้ายฝักถั่ว มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo)พืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบมีขนาดใหญ่กว่าคราม มีสารให้สีหลักคือ อินดิโก้ (Indigo) เช่นกัน
พื้นที่ปลูกในไทยส่วนใหญ่พบมากใน ภาคอีสาน (เช่น สกลนคร)ส่วนใหญ่พบมากใน ภาคเหนือ (เช่น แพร่, น่าน)

สารช่วยย้อมจากธรรมชาติ

  • ขี้เถ้าไม้ → เมื่อนำมาละลายน้ำได้ น้ำด่างอ่อน (alkaline water) ใช้ช่วยย้อมให้สีติดดีขึ้น
  • น้ำส้มสายชู หรือน้ำหมักผลไม้เปรี้ยว → ให้สภาพเป็น กรดอ่อน ใช้ปรับสมดุลการย้อมบางชนิด
  • สารส้ม (alum) ที่หาได้จากธรรมชาติ ใช้เป็น สารช่วยยึดเกาะ (mordant) ให้สีติดทนนาน
  • เปลือกไม้ฝาด (tannin) → มีรสฝาด ใช้คู่กับสารส้มเพื่อช่วยฟิกซ์สีบนเส้นใยฝ้ายและไหม

เส้นใยที่ย้อมได้ในอดีต เส้นใยธรรมชาติเท่านั้น เช่น ฝ้าย ปอ ป่าน ไหม ขนสัตว์ เพราะเส้นใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์, ไนลอน, อะคริลิก) เพิ่งถูกคิดค้นในยุคอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 20 และต้องใช้สีย้อมเฉพาะทางเคมีสูง + อุณหภูมิ/แรงดันเกิน 100 °C ซึ่งชาวบ้านในอดีตไม่สามารถทำได้

  • ฝ้าย / ปอ / ป่าน (เส้นใยพืช – เซลลูโลส) → ย้อมด้วย พืชให้สี + สารฝาด (tannin) + สารส้ม (alum) + น้ำด่างจากขี้เถ้า
  • ไหม / ขนสัตว์ (เส้นใยโปรตีน) → ย้อมด้วย ครั่ง (แมลง), คราม, เปลือกไม้, ดอกไม้/ผลไม้ให้สี และใช้ กรดอ่อน (น้ำส้มสายชู, น้ำหมักผลไม้) ช่วยให้สีติด

พูดง่าย ๆ คือ: เส้นใยพืชใช้ด่าง/สารฝาดช่วยย้อม, เส้นใยสัตว์ใช้กรดอ่อน/สารส้มช่วยฟิกซ์สี