Dim-Out VS Blackout

ก่อนจะมาเปรียบกัน ว่าใครดีกว่าใคร เรามาดูความแตกต่างกันก่อนว่า ผ้าม่านกันแสง Dim-Out และผ้าม่านทึบแสง Blackout มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร

  • ผ้าม่านกันแสง หรือผ้าม่านดิมเอาท์ (Dim Out Curtain) เป็นผ้าม่านที่มีคุณสมบัติกันแสง หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘ผ้าม่าน UV’ ผ้าดิมเอาท์นี้แสงสามารถรอดผ่านน้อยกว่า 20% ไม่สามารถมองเห็นวิวด้านหลังผ้า ขนาดกว้างโดยขนาดประมาณ 135-320 ซม. เป็นผ้าม่านที่ทอแบบพิเศษ โดยเป็นผ้า 3 ชั้น จะมีเส้นด้ายสีดำทออยู่ระหว่างชั้นผ้าเหมือนแซนวิช ซึ่งด้ายดำนี้ทำให้ผ้าดิมเอาท์มีคุณสมบัติกันแสงได้มากกว่าผ้าม่านปกติ จากลักษณะการทอพิเศษดังกล่าว จึงทำให้ผ้าดิมเอาท์มีคุณสมบัติการกันรังสี UV มากกว่าผ้าม่านปกติทั่วไป เนื่องจากเส้นด้ายสีดำนั้นมีคุณสมบัติการดูดซับรังสี UV มากกว่าสีอื่นๆ จึงทำให้ผ้าดิมเอาท์มีคุณสมบัติป้องการรังสี UV เข้าสู่ห้องของคุณ แม้ว่าสีผ้าจะไม่ใช่สีดำ แต่มีการทอสอดด้ายสีดำไว้ระหว่างขั้นของผ้า ผ้าดิมเอาท์ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นเรียบ หากเป็นลวดลายจะเป็นลวดลายที่ส่วนใหญ่ใช้เทคนิค การปั๊มลาย Embossing, การพิมพ์ลาย Printing, หรือทอลายที่เป็นเทกเจอร์เล็กน้อย หลังผ้าทอด้วยลายทอต่วน (Satin) เพื่อความเรียบเนียบ และลดการขัดกันของด้ายยืน และด้ายพุ่งให้มากที่สุดเพื่อลดช่องว่างที่จะทำให้แสงรอดผ่าน ไม่นิยมทอลายด้วยลายทอแจคการ์ด (Jacquard) เพราะในระหว่างช่วงลายจะทำให้มีช่องว่างให้แสงรอดผ่านได้ 
  • เหมาะสำหรับห้องที่ไม่ต้องการแสง หรือแสงรบกวนในตอนเช้า เช่น ห้องนอน หรือห้องนอนโรงแรม แต่ไม่นิยมกับห้องที่ต้องการการกรองแสงลดส่วนหนึ่ง และปิดบังทัศนียภาพ เมื่อยามจำเป็นที่ต้องการความส่วนตัว เช่น ห้องทานข้าว หรือห้องนั่งเล่น
  • ผ้าม่านทึบแสง หรือผ้าม่านแบรคเอาท์ (Black Out Curtain) คือผ้าม่านที่มีความทึบแสง 100% แสงไม่สามารถลอดผ่านเลยแม้กระทั่งผ้าม่านเป็นสีขาวก็ตาม และไม่สามารถมองเห็นวิวด้านหลังผ้า ขนาดกว้างโดยประมาณ 135-150 ซม. ไม่นิยมเป็นผ้าหน้ากว้าง ที่กว้างอยู่ราวๆ 280-320 ซม. เพราะอุปสรรคด้านการขนส่งที่ไม่นิยมพับ เป็นผ้าม่านที่ทอแบบปกติทั่วไปทั้งมีลวดลาย และไม่มีลวดลาย แต่จะมีเคลือบด้านหลังผ้าด้วย ส่วนใหญ่จะเคลือบ 3 ชั้น และ 4 ชั้น ในกรณีของการเคลือบด้วยโฟมสีขาว (Foam Coating) ชั้นบนสุดและโฟมสีดำแทรกในชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ของผ้าจะเป็นการเคลือบด้วยโฟมสีขาวดังกล่าว หรือในกรณีของการเคลือบด้วยซิลิโคน จะเป็นการเคลือบชั้นที่ 4 ด้วย Silicone เป็นชั้นสุดท้าย การเคลือบโฟมและซิลิโคน มีคุณสมบัติในการกันแสงสว่างเข้ามาภายในห้องถึง 100%
  • เหมาะสำหรับห้องที่ไม่ต้องการแสง หรือแสงรบกวนในตอนเช้า เช่น ห้องนอนโรงแรม, โฮมเทียเตอร์, ห้องที่โดนแดดช่วงบ่าย เป็นต้น

ส่วนผ้าชนิดไหนจะดีกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การนำไปใช้ ในห้องที่เหมาะสม เช่นผ้าม่านกันแสง Dim-out สามารถกันแสงได้เฉลี่ย 85% แต่เปอร์เซ็นต์การกันแสงนี้จะขึ้นอยู่กับสีของผ้าด้วยเช่นสีอ่อนๆ สีขาวความสามารถก็จะลดลงต่ำกว่า 85% ส่วนถ้าเป็นสีเข้มๆ สีดำ ก็จะกันแสงได้มากกว่า85% เช่นกัน แต่ยังให้ความรู้สึกเป็นผ้านุ่มเข้าลอนได้ดีตามแบบผ้าม่านปกติ ส่วนผ้าทึบแสง Blackout กันแสงได้ 100% ไม่มีผลกับสีของผ้าไม่ว่าจะเป็นผ้าสีขาวก็ตาม เพราะด้วยการเคลือบดังกล่างข้างต้น ซึ่งก็จะส่งผลทำให้ผ้ามีความไม่กระด้างเล็กน้อยด้วยเช่นกัน

ผ้าม่านทั้ง 2 ประเภทนี้ ยังสามารถป้องกันความร้อนและดูดซับรังสี UV ที่จะส่องผ่านเข้ามาภายในห้อง ช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ผ้าม่าน Dim-out และ Black out เหมาะกับทุกห้องภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน และห้องโฮมเธียเตอร์ นอกจากนั้นออฟฟิตสำนักงาน และโรงแรมต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

คุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกตุสัญลักษณ์ ดังรูปด้านล่างนี้

รู้หรือไม่ ‘ผ้ากำมะหยี่ (Velvet)’ ผลิตอย่างไร ?

ผ้านุ่มๆ ขนๆ ละเอียดๆ ที่เราเห็น ความจริงแล้วเป็นผ้าที่มีเทคโนโลยีในการทอขั้นสูง ผ้า Velvet หรือผ้ากำมะหยี่ เป็นผ้าที่ใช้เครื่องชนิดพิเศษที่ทอผ้าจากสองชั้นเหมือนแผ่นขนมปังในแซนวิส ควบคู่กันไป โดยมีเส้นการทอยึดโยงขึ้นลงด้วย เหมือนใส้ของแซนวิส และที่หน้าอัศจรรย์คือเมื่อทอเสร็จแล้ว จะมีใบมีดตัดกลางระหว่างชั้นของพื้นผ้าด้านบนและด้านล่าง ทำให้แยกออกเป็นสองส่วน และทำให้ได้ผ้าสองผืนพร้อมกันในการทอเพียงครั้งเดียว

 

แบบม่านที่นิยมใช้ตกแต่งบ้าน

ที่ผ้าม่านเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักใบการตกแต่งที่อยู่อาศัย ทั้งบ้าน คอนโด หรือหอ ผ้าม่านนอกจากจะตกแต่งเพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ต่างๆ ตามคุณสมบัติของผ้าม่าน เช่น กันแสง ทึบแสง เป็นต้น แล้วแบบม่านที่นิยมใช้ตกแต่งบ้านมีแบบไหนกันบ้าง? ไปทำความรู้จักกันเลย

1. ม่านคอกระเช้า ที่เรียกผ้าม่านคอกระเช้า เนื่องจากรูปแบบหูม่าน หรือสายคล้องม่านมีลักษณะคล้ายเสื้อคอกระเช้า โดยใช้ตัวผ้ามาทำเป็นหูแทนห่วง หรือตะขอ รางที่ใช้ต้องเป็นรางโชว์เท่านั้นตามสไตล์ของแต่ละบ้าน เช่น รางไม้สัก รางเหล็ก ซึ่งอาจจะมีหัวไม่เหมือนกัน ม่านชนิดนี้ให้ความเรียบง่าย สบายตา ดูไม่มีอะไรซับซ้อน เหมาะกับห้องทุกสไตล์

ม่านคอกระเช้า

2. ม่านสามจีบ แบบม่านสไตล์คลาสสิกที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก แบบผ้าม่านจะมีจีบเล็กๆ 3 จีบ (Triple Pinch Style) อยู่บริเวณหัวผ้าม่านหรือด้านบนของผ้าม่าน การจับจีบจำนวน 3 จีบ เป็นจำนวนที่เป็นมาตรฐานที่สวยงามและนิยมใช้มากที่สุด การแขวนม่านสามจีบจะใช้ระบบตะขอแขวน โดยรางที่ใช้เป็นได้ทั้งรางโชว์ รางเชือก หรือรางไมโครก็ได้ ม่านชนิดนี้ทำให้ห้องมีความเรียบหรู ดูดีมีระดับ เหมาะกับห้องทุกประเภท


ม่านสามจีบ

3. ม่านตาไก่ หรือม่านที่มีห่วงตาไก่ (Eyelet Rings) อยู่ที่หัวผ้าม่าน การตัดม่านตาไก่ควรเผื่อลอนของม่านด้วย จะทำให้ห้องดูมีมิติมากขึ้ สามารถตัดได้ทั้งแบบใช้ผ้าน้อย ไม่ต้องเผื่อลอนให้นูนมากเพื่อประหยัดงบ หรือการใช้ผ้ามากเพื่อให้ลอนคลื่นมีความพริ้วไหวและสวยงามมมากกว่า รางที่ใช้สำหรับม่านตาไก่ เหมาะะสำหรับรางโชว์เท่านั้น หากจะนำมาซักต้องทำห่วงตาไก่ออกก่อนซักด้วย ม่านตาไก่เหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ต้องการให้ห้องดูมีเสน่ห์ และมีระดับมากขึ้น


ม่านตาไก่

4. ม่านลอน S เป็นม่านที่มีลอนรูปตัว S ต่อกันไปเรื่อย ไม่ต้องจับจีบ ใช้เพียงอุปกรณ์สำหรับม่านลอน เช่น โซ่ หรือเชือก ม่านชนิดนี้จะทำให้เห็นลายผ้าสวยๆ โดยไม่เสียเนื้อที่ผ้าสำหรับจัดลอนม่าน รางที่เหมาะสำหรับม่านชนิดนี้คือ รางแบบลูกล้อ ทำให้ใช้งานง่ายสะดวก ลื่นไม่สะดุด ม่านลอน S เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความเรียบหรู ดูดี ทันสมัย


ม่านลอน S

5. ม่านพับ หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ Roman Blind เป็นม่านแบบแบนเรียบใช้ระบบเชือกในการดึงเก็บม่าน ผ้าม่านจะถูกเก็บไปด้านบนของผ้าม่าน ผ้าม่านพับเหมาะสำหรับสำหรับหน้าต่างแคบ รางม่านที่เหมาะสำหรัับม่านพับคือ รางระบบโรตารี่ ม่านพับเหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความเรียบหรู ทำให้บรรยากาศห้องมีความสดใสสวยงาม


ม่านพับ

มารู้จักกับ ‘ผ้า’ กันเถอะ

ผ้า (Fabric)  หมายถึง วัสดุชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นแผ่น  และผ่านกระบวนการผลิตจากเส้นใย  ธรรมชาติ หรือสังเคราะห์  เกิดเป็นเส้นด้าย และผ่านกรรมวิธีผลิตจนได้เป็นผืนผ้า

         ประเภทของผ้าแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • ประเภทผ้าทอ (weaving fabric) กรรมวิธีการนำเส้นด้ายมาขัดกัน มีเส้นใยด้าย คือ เส้นด้ายยืน (Warp yarn)  และเส้นด้ายพุ่ง (Weft yarn)
  • ประเภทผ้าถัก (Knitted fabric) การนำเส้นด้ายต่อกันเป็นห่วง (Interlock loops) มีเส้นใยด้าย คือ เส้นด้ายแนวตั้ง (Wales) และเส้นด้ายแนวนอน (Course)
  • ประเภทผ้าไม่ถักไม่ทอ หรือผ้า นอนวูฟเวน (Non woven fabric) มีลักษณะโครงสร้างเป็นแผ่นผ้าที่เกิดจากการสานไปมาของเส้นใย (fibrous web) มีการยึดกันด้วยการ ที่เส้นใยพันกันไปมา (mechanical entaglement) หรือโดยการ ใช้ความร้อน เรซิน หรือสารเคมีในการทำให้ เกิดการยึดกันระหว่างเส้นใย

โดยส่วนใหญ่แล้วผ้าที่นิยมนำมาทำผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเป็นประเภท ผ้าทอ  (weaving fabric) และมีบางส่วนที่เป็นผ้าถัก ซึ่งจะปรากฎในผ้าม่านโปร่ง และผ้าที่เป็นลักษณะทอแบบ ผ้า Velvet หรือผ้ากำมะหยี่ ส่วนผ้านอนวูฟเวน ไม่เป็นที่นิยม และแถบจะไม่ค่อยปรากฎเป็นผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เพราะการควบคุมความสม่ำเสมอของผ้าทำได้ยาก ไม่สามารถทอหรือถักเป็นลวดลายได้ นอกจากมีกระบวนการพิมพ์เพิ่มเติม และความคงทนต่อแรงขัดถู มีน้อยกว่าผ้าทั้งสองประเภทข้างต้น

เส้นใยจากธรรมชาติ เส้นใยจากมนุษย์ทำขึ้น
เส้นใยจากแร่
เส้นใยจากสัตว์
เส้นใยจากพืช
สังเคราะห์จากธรรมชาติ
สังเคราะห์จากกลุ่มปิโตรเลียม
เมล็ด
ใบ
ลำต้น
แร่ใยหิน
ไหม, ขนสัตว์
ฝ้าย, มะพร้าว
สับปะรด, ป่านศรนารายณ์
ลินิน, ป่าน, ปอ, กัญชง
เรยอน,  เซลลูโลสแอซีเตด
พอลิเอสเตอร์, ไนลอน, อะคริลิก,  สแปนเด็กซ์
จากตาราง จะเห็นว่าเส้นใยมีความหลากหลายของที่มาเป็นอย่างมาก แต่ในส่วนของวงการผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย แล้วก็ใช้เส้นใยหลักๆ ตามตัวอักษรสีแดง

โดยเส้นใยที่นำมาทำผ้ามี 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

   1.  เส้นใยที่ทำจากธรรมชาติ 100%  (Natural fiber) แบ่งได้เป็นประเภท ดังต่อไปนี้

          เส้นใยไหม (Silk) ใยไหมเป็นโปรตีนของรังไหม นำมาปั่นจนได้เป็นเส้นด้าย และนำมาทอ หรือถักเป็นผืนผ้า คุณสมบัติของผ้าไหม คือมีความนุ่มมือ เงางามจับตา ไม่ยับง่าย หรือไม่ยับเลย คงสภาพของผ้าได้ดี ดูดความชื้นได้ดีพอสมควร ใส่สบาย  และสามารถปรับอุณหภูมิได้  หากใส่ในฤดูหนาวจะรู้สึกอบอุ่น นอกจากนั้นยังสามารถติดไฟได้ เวลาผ้าไหม้จะหด และไหม้เป็นขี้เถ้าการทำความสะอาดต้องซักด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อนเท่านั้น เพราะผงซักฟอกที่มีกรดแรงจะทำลายเนื้อผ้า การรีดต้องนำมาฝ้ายมารองก่อนรีด

          เส้นใยลินิน (Linen) ผลิตจากเส้นใยของต้นลินิน หรือต้นแฟล็กซ์ (flax) แล้วนำมาปั่น จนได้เป็นเส้นด้าย จากนั้นนำมาทอ หรือถัก จนเกิดเป็นผืนผ้า ลินินเป็นเส้นใยธรรมชาติที่มีความคงทน และแข็งแรงที่สุด โดยคุณสมบัติของผ้าลินินจะยับง่าย ซักได้ สามารถ รีดได้ที่อุณหภูมิสูง ลักษณะของผ้าจะมีความมันเงาสวยงาม ผิวเรียบแข็ง ดูดซึมน้ำได้ดี และติดไฟได้ เวลาไหม้จะเหมือนกระดาษ หากจะพับผ้าลินินต้องใช้การม้วนเท่านั้น เพราะหากพับเส้นด้ายอาจหัก หรือเสียทรงได้

          เส้นใยฝ้าย (Cotton) ได้มาจากการนำเส้นใยของปุยฝ้า มาปั่นจนเกิดเป็นเส้นด้าย แล้ว แล้วนำมาทอ หรือถัก ให้เป็นผืนผ้า คุณสมบัติของผ้าฝ้าย หรือผ้าคอตตอน (Cotton) คือยับง่าย รีดยาก หด และย้วย แต่บางเบา หากผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่ม จะใส่สบาย โดยปัจจุบันมีกระบวนการในการผลิตเส้นด้ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพของฝ้ายดีขึ้น ทำให้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผ้าฝ้ายสามารถซักได้ทั้งเครื่องซักผ้า และซักมือ รีดในอุณหภูมิที่สูงได้ ไม่ไหม้ หรือเกิดการหดตัว ขึ้นราได้ง่ายเนื่องจากเป็นใยฝ้าย นอกจากนั้นยังติดไฟได้  เวลาไหม้ลักษณะจะเหมือนกระดาษไหม้ ไม่มียางเหนียว เป็นขี้เถ้า

          เส้นใยขนสัตว์ (Wool) ผ้าขนสัตว์คือการนำขนสัตว์นำมาปั่น จนเกิดเป็นเส้นด้าย จากนั้นทอ หรือถักเป็นผืนผ้า โดยขนสัตว์ที่นิยมมาใช้ทำเป็นผ้าที่สุด คือขนแกะ คุณสมบัติของขนสัตว์คือ ดูดความร้อน และถ่ายเทความชื้นได้ดี เวลาสวมใส่จึงให้ความอบอุ่น และไม่เหนอะหนะร่างกายขณะสวมใส่ ผ้าขนสัตว์จะหดตัวมากเวลาเปียก จึงควรซักแห้งเท่านั้น และหลังจากซักแห้ง ควรเก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อป้องกันมอด

    2. เส้นใยสังเคราะห์จากสารเคมี (Chemical Synthetic fiber)

         ไนลอน (Nylon) ได้มาจากกระบวนการรวมตัวของปิโตรเคมี จำพวกเบนซิน ฟีนอล ไฮโดรเจน หรือแอมโมเนีย โดยนำมาผ่านกรรมวิธีทางเคมี ผลิตเป็นเส้นด้ายด้วยการถัก หรือทอ คุณลักษณะของผ้าไนลอนคือ ความทนทานสูง รูปร่างของผ้าทรงตัวได้ดี สามารถซักผงซักฟอกได้ ทนต่อเชื้อราและแมลง ทนต่อการขัดสี แต่ขณะใส่จะไม่ค่อยสบายตัว มักผลิตขึ้นมาใช้เป็นเสื้อผ้าที่มีราคาไม่สูง

        โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ได้มาจากกระบวนการรวมตัวตัวของปิโตรเคมี จำพวกเอทานอล ผ่านกรรมวิธีทางเคมี จนเกิดเส้นด้าย จากนั้นจึงผ่านกระบวนการถัก หรือทอเป็นผืนผ้า โพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติคล้ายฝ้าย ลักษณะ เป็นเส้นใยยาวนุ่ม เงามัน ดูดความชื้นได้น้อย ผ้ามีความเบาบาง ยับยาก และจับจีบได้ แต่เมื่อใส่ไประยะหนึ่ง ผ้าจะเกิดขุย

        3. เส้นใยสังเคราะห์จากวัสดุธรรมชาติ (Natural Synthetic fiber)

          เรยอน (Rayon) ได้มาจากการนำเปลือกไม้ในธรรมชาติ มาผ่านกรรมวิธีทางเคมี จนเป็นเส้นด้าย จากนั้นจึงผ่านกรรมวิธีด้วยการถัก หรือทอ ผลิตขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมือนกับผ้าฝ้าย คือมีความนุ่ม มันเงา สามารถระบายความร้อน และดูดความชื้นได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นผ้าที่ดีกว่าฝ้ายได้ ราคาค่อนข้างถูกนิยมนำมาทดแทนผ้าฝ้าย


ผ้ากันน้ำ คืออะไร ?

‘ผ้ากันน้ำ’ เป็นผ้าที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ ซึ่งผ่านการตกแต่งพิเศษ หรือเคลือบสารบางชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมลงเนื้อผ้าได้  โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. Water-Repellent สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในรูปแบบง่ายๆ คือ เมื่อมีน้ำสัมผัสกับผ้า น้ำจะไม่สามารถซึมผ่านผ้านั้นได้ระยะเวลาหนึ่ง  เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำความสะอาดสักพัก น้ำนั้นจะซึมลงบนตัวผ้า ทำให้ผ้าชื้นและเปียก นิยมนำมาใช้กับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เพราะเป็นการตกแต่งพิเศษที่เพิ่มคุณสมบัติให้กับเนื้อผ้า โดยไม่ทำให้ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าแตกต่างจากเดิมมาก
  2. Water-Proof ต่างจาก Water-Repellent คือเมื่อน้ำมาสัมผัสกับผ้าจะไม่ใช่เพียงแค่น้ำเกาะตัวได้สักพักแล้วซึมลงบนตัวผ้า แต่น้ำจะไม่สามารถเข้าไปในเนื้อผ้าได้ 100% ไม่ว่าจะผ่านไประยะเวลานานเท่าไร โดยส่วนใหญ่จะไม่นิยมกับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เพราะการตกแต่งกันน้ำประเภทนี้จะส่งผลทำให้ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าเปลี่ยนไปจากเดิมมาก จะทำให้ผ้าแข็งและหยาบ

คุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกตุสัญลักษณ์ดังรูปด้านล่างนี้

      

Upholstery ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ : 10528 CANVAS, 10591 SULTANA, 10596 MALISSA, 10724 SKYINE, 10725 SUNNY, 10726 SUNNY, 10728 SUNNY, 10750 SUEDE, 30005 MOSAIC, 30006 ALFRESCO, 30007 PLAYGROUND, 30008 HOME RUN, 30010 SMART, 30012 MONARCH, 30013 ROMAN, 30014 ABSTRACT, 30015 NEW ERA, 30016 OLYMPIA, 30018 GREEK, 30022 CENTURY, 30023 EMPIRE, 30024 PERIOD, 30026 GOTHIC, 30027 ROMANTIC, 30031 COLISEUM, 30032 TROY, 30033 TRAVEL, 300034 ERRANT, 30035 CRUISE, 30038 ALEPPO, 30039 DAMASCUS, 40009 STRONG