คำนวณ ตารางหลา

หลายคนอาจปวดหัวที่ว่าการขายผ้าม่านบางชนิด ไม่ได้ขายเป็น เมตรxความกว้างหน้าผ้า หรือ หลาxความกว้างหน้าผ้า ซึ่งม่านประเภท Roller Blind ในตลาดส่วนใหญ่ก็จะคำนวนขายเป็น ตารางเมตร หรือ บางที่ก็ขายเป็นตารางหลา ก็มีในส่วนของ ตรม คงไม่ใช่ปัญหาในการคำนวน แต่ตารางหลานั้นคิดว่ายากแน่นอน วันนี้เรามาช่วยคุณคำนวนแล้ว

ผ้าสีเพี้ยน!!! โทษใครดี

ผ้าสีเพี้ยน!!! โทษใครดี “จะโทษดินจะโทษน้ำ จะโทษเดือนและดาว กับเรื่องราวที่ปวดร้าว ที่เธอมาทำแล้วหนีไป” ก่อนที่เราจะมาโทษใครดีเรามาดูกันดีกว่าว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เวลาเราเห็นสีผ้าเพี้ยนแตกต่างออกไป หรือเมื่อเราติดผ้าม่านที่บ้านเสร็จแล้ว ปรากฎว่าสีมันไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้ เรามาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้เรา เห็นสีผ้าเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมีอะไรบ้าง

  • สีเพี้ยนจากการดูสีผ้าผ่านหน้าจอ เช่น อุปกรณ์ถ่ายรูป, การดูสีผ้าผ่านจอมือถือ
  • สีเพี้ยนจากการมองเห็นสีผ้าจริง เช่น การมองเห็นในบรรยากาศแสงที่ต่างกัน, มุมมอง และ ระยะการมอง, ขนาดของชิ้นผ้า, ใส่แว่นที่มีแลนส์แบบพิเศษ
  • สีเพี้ยนจากตัวผ้าเอง เช่น ชนิดของเส้นด้าย, ชนิดของผ้า, ผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ, ผ้าต่างรอบการผลิต
  1. การดูสีผ้าผ่านหน้าจอ ในปัจจุบันการเลือกซื้อของ ต่างมาอยู่ในระบบออนไลน์โดยส่วนใหญ่ ซึ่งธุรกิจการขายผ้าก็เข้ามาอยู่ในระบบนี้เช่นกัน แต่ด้วยเรื่องของสีผ้าก็เป็นปัญหาที่ตามมาด้วยเช่นกัน เพราะด้วยเหตุนี้เรามาดูกันว่าปัจจัยที่ทำให้สีเพี๊ยนเวลาเราดูตัวอย่างผ้า ผ่านการดูผ่านหน้าจอแสดงผลต่างๆ มีอะไรบ้าง
    • อุปกรณ์นำเข้ารูป เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ในการเก็บรูปภาพในการทำตัวอย่างเพื่อนำเสนอนั้น ก็จะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ การถ่ายรูป และ การใช้เครื่องสแกน ทั้งสองอย่างนี้มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันคือ
      • การถ่ายรูป เป็นที่นิยมสูง เห็นภาพได้ค่อนข้างเหมือนจริง สามารถถ่ายผืนใหญ่เท่าไหร่ก็ได้ ข้อเสียคือมีความเพี้ยนของสีสูง ประกอบด้วยหลายปัจจัยมาก เช่น ถ่ายแสงจากธรรมชาติ หรือถ่ายแสงจากหลอดไฟซึ่งก็มีหลากหลายชนิด, มุมการถ่าย, ชนิดกล้องที่ถ่ายไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป หรือกล้องมือถือที่หลากหลายยี่ห้อมาก เป็นต้น และที่สำคัญเราไม่สามารถจับสัดส่วนภาพจริงได้ว่า ลายผ้าที่ถ่ายนี้ มีขนาดจริงเท่าไหร่
      • การสแกนผ้า เป็นที่นิยมในการทำตัวอย่างผ้าแบบสมัยใหม่ เพราะสามารถเห็นดีเทลของเนื้อผ้าชัดเจน สามารถเทียบสัดส่วนของลายผ้าได้จริง มีความเท่ากันของแสงทั่วทั้งผืน ข้อเสียคือ ไม่สามารถสแกนผ้าชิ้นใหญ่ได้เต็มหน้าผ้า ซึ่งปกติหน้าเครื่องจะมีอยู่ประมาณขนาด A4 เท่านั้น และปัญหาอีกอย่างคือ ถ้าผ้านั้นเป็นแบบที่มีการทอพิเศษ เช่น ผ้ากำมะหยี่ Velvet ที่เป็นลักษณะเป็นขนๆ เล็กๆ เวลาสแกนก็จะเกินความเพี้ยนสูง หรือผ้าที่มีลักษณะของเส้นด้ายมันเงา ในการสแกนก็จะไม่เห็นมิติของความเงาเท่ากับการถ่ายรูปจริงในลักษณะผ้าที่มีการเข้าลอน ที่จะเห็นความเงาของเนื้อผ้าได้อย่างชัดเจน
  • จอแสดงผล แน่นนอนว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดูในมือถือ และการดูในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีปัจจัยทั้ง รูปแบบของชนิดจอ LED, OLED ฯลฯ และยี้ห้อของจอชนิดนั้นๆ เช่น หน้าจอของมือถือยี่ห้อหนึ่งเทียบกับมือถืออีกยี่ห้อหนึ่ง ในการเปิดรูปเดียวกันก็จะแสดงรูปสีสันที่ไม่เท่ากัน 100% ขึ้นอยู่กับ อุปกรณ์, ซอฟแวร์ และระบบการประมวนผลของยี้ห้อนั้นๆ ด้วย เช่นบางยี่ห้ออาจดูติดเหลือง หรือติดแดง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดอันที่ถกเถียงกันอย่างมาก คือโดยปกติแล้วมือถือหลายคนชอบปรับระดับความสว่างต่ำๆในการใช้งานปกตินั้นอาจไม่ส่งผลอะไรมาก แต่การดูสีผ้านั้นจำเป็นต้องปรับให้ความสว่างสูงสุด เพื่อความถูกต้องในการเห็นสี เพราะสามารถ เกิดขึ้นได้ว่าผ้าที่เห็นนั้นเป็นสีขาว หรือสีเทาอ่อนกันแน่ การปรับความสว่างหน้าจอที่ไม่เพียงพอจะทำให้การตัดสินใจพลาดได้

2. การมองเห็นสีผ้าจริง แม้ว่าเราจะเห็นตัวอย่างผ้าของจริงแล้วก็ตาม แต่ความเพี้ยนของสีผ้าก็ยังสามารถเกินขึ้นอีกหลายปัจจัยดังนี้

  • การมองเห็นในบรรยากาศแสงที่ต่างกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่คนทั่วไปไม่ทันสังเกตุ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะการที่เราเลือกผ้าจากตัวอย่างที่เห็น โดยเลือกผ่านบรรยากาศไฟที่ต่างกันสีผ้าก็จะต่างกันด้วย เช่น เราเข้าไปที่ร้านผ้าม่านเลือกตัวอย่างผ้าที่เห็นโดยร้านม่านนั้น ติดไฟวอร์มไวท์ หรือไฟที่ออกสีเหลืองนั้นเอง โดยเราเลือกผ้าในบรรยากาศแสงนั้น และสรุปได้ผ้าที่ต้องการสีเป็นสีน้ำตาลเทาๆ แต่ปรากฎว่านำมาติดตั้งที่บ้านเป็นสีเทา เนื่องจากห้องที่ติดเป็นหลอดไฟแบบเดย์ไลท์ สามารถอ่านข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติม
  • มุมมอง และระยะการมองผ้า ผ้าเป็นวัสดุที่มีมิติการมองเห็นที่เมื่อเรามองต่างมุมกันออกไป ก็จะส่งผลให้เห็นลักษณะความเข้มอ่อน ความเงาด้าน หรือการปรากฎลวดลายที่ชัดเจน หรือหายไปกับระยะการมองได้เช่นกัน เช่น การตัดสินใจซื้อผ้าจากตัวอย่างผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมองห่างจากระยะสายตา ไม่เกิน 1 เมตร แต่เมื่อเราติดตั้งผ้าม่านนั้นจริง ซึ่งระยะ การมองเห็นผ้าม่านในระยะใช้งานจริง มากกว่า 2 เมตร ซึ่งลักษณะของเท็กเจอร์ที่ปรากฎในการมองระยะใกล้ ก็อาจกลายเป็นอีกลักษณะหนึ่ง หรือหายไป เป็นเพียงลายเรียบๆ ก็เป็นได้
  • ขนาดของชิ้นผ้า ปกติเมื่อเราเลือกผ้าจากเล่มตัวอย่าง ชิ้นเล็กๆ กับผ้าม่านจริงเราจะรู้สึกว่าผ้านั้นสีเข้มกว่า หรือ สดกว่าที่เราจำได้ว่าเลือกตอนอยู่ที่ร้านผ้าม่าน เป็นเพราะสายตาของเราตอนเลือกผ้าจากเล่ม มีสีอื่นๆ มากวนสายตาด้วย และส่วนใหญ่ผ้าจะติดอยู่กับกระดาษสีขาว ซึ่งตัวกระดาษสีขาวนี้เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรบกวนการมองเห็นเช่นกัน ตัวอย่างรูปด้านล่าง
    • รูป A สี่เหลี่ยมสีเทาตรงกลาง เมื่อเทียบกับสีเทาอ่อนทางซ้ายมือ ก็จะเห็นเป็นสีเทานั้นเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับสีเทาด้านขวามือ ก็จะดูเป็นสีเทาอ่อนลง
    • รูป B สี่เหลี่ยมสีแดงตรงกลาง เมื่อเทียบสีแดงทางซ้ายมือ ก็จะดูสีแดงนั้นสดเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับรูปสีแดงด้านขวา ก็จะเห็นเป็นสีแดงซีดจางลงนั้นเอง
  • ใส่แว่นที่มีเลนส์แบบพิเศษ อาจเป็นปัญหาของการสื่อสารกันระหว่างบุคคลที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดย ไม่ทันคิดมาก่อน ปกติคนที่สายตาสั้นหรือยาว ใส่แว่นเลนส์แบบ ธรรมดา ย่อบาง และมัลติโค้ตตัดแสงสะท้อนทั่วไป ก็ไม่เป็นปัญหาในการมองเห็น แต่มีเลนส์ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมสูงในปัจจุบันคือเลนส์แบบ มัลติโค้ตตัดแสงสีฟ้า, บลูคัท หรือ บลูบล็อก แล้วแต่ชื่อทางการค้าจะเรียก ซึ่งเป็นเลนส์ฮอตฮิตกับคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มากๆ หรือแม้กระทั่งคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ ด้วยคุณสมบัติของ การตัดแสงสีฟ้า ที่เชื่อว่า แสงสีฟ้านั้นเป็นอันตรายต่อสายตา ซึ่งด้วยคุณสมบัตินั้นเอง จึงทำให้คนที่ใส่แว่นชนิดตัดแสงสีฟ้า มองเห็นทุกอย่างโดยตัดแสงสีฟ้าออกไปส่วนหนึ่ง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกอย่างที่มองเห็น จะมีความอมเหลืองเล็กน้อย โดยถ้าเราใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน ขับรถ เล่นเกมส์ การตัดแสงสีฟ้านี้จะไม่ส่งผลใดๆ ต่อการใช้ชีวิตปกติ แต่เมื่อเราต้องการเลือกผ้า เลือกสีทาบ้าน หรือสื่อสารด้านสีกับบุคคลอื่นจะเกิดความเพี้ยนขึ้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างง่ายที่สุดคือ เมื่อคนใส่แว่นแบบตัดแสงสีฟ้า มองกระดาษ A4 สีขาว ก็จะเห็นสีเป็นสีขาวนวลๆ มาทางสีครีมนิดๆ แต่เมื่อคุณถอดแว่นโดยมองด้วยตาเปล่าสีขาวที่คุณเห็น ก็จะไม่อมเหลือง เป็นสีขาวปกติทั่วไป นั้นเอง ฉะนั้น ถ้าต้องการเห็นสีที่แท้จริงในการเลือกสี แล้วสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ เราไม่ควรใส่แว่นที่มีการตัดแสงสีฟ้า เพราะบุคคลอื่นๆ นั้นจะมองเห็นสีที่ไม่เหมือนกันกับคุณ แต่ทว่า ถ้าคุณเป็นคนเลือกเองใช้เอง มองเอง โดยใช้แว่นเลนส์ตัดแสงฟ้านี้ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถใส่เลือกผ้านั้นได้เลย ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

3. จากตัวผ้าเอง สุดท้ายแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คือการสีเพี้ยนจากกระบวนการผลิตเอง เรามาดูกันดีกว่าว่ามาปัจจัยอะไรบ้าง

  • ชนิดของเส้นด้าย มีผลต่อการมองเห็นสีที่เพี้ยน จะเห็นได้ว่าในเส้นใยธรรมชาติส่วนใหญ่มีผิวที่ไม่เรียบมีเท็กเจอร์ มีผลทำให้การสะท้อนแสงของเส้นใยแตกต่างกัน เช่นตัวอย่างเส้นใยของผ้าฝ้ายที่เป็นลักษณะหน้าตัดแบบเมล็ดถั่วและมีความบิดเป็นเกลียว เมื่อนำทอเป็นผืนผ้า ก็จะมีลักษณะผิวโดยรวมดูด้าน ไม่เงา ไม่ส่งผลต่อการเพี้ยนในการมองเห็นมากนัก ผิดกับผ้าที่มาจากเส้นใยไหม ที่หน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งสามารถสะท้อนแสงได้ดี รวมไปถึงเส้นใยสังเคราะห์ อย่างโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นเส้นใยประดิษฐ์ ที่มีลักษณะการฉีดออกมาเป็นเส้น มีผิวเรียบทรงกระบอก ก็สามารถสะท้อนแสงได้มาก เช่นกัน เมื่อเรานำเส้นใยเหล่านี้มาทอเป็นผ้าผืน จะทำให้มีความเงาขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความเงานี้ส่งผลทำให้เราสามารถเห็นผ้าสีแดงตามรูปด้านล่างนี้มีน้ำหนักของสี ที่ทั้งสว่างขึ้นเมื่อกระทบแสง และมืดลงเมื่อไม่ได้รับแสง เกิดเป็นมิติแสงเงาที่มากกว่าผ้าที่เป็นเนื้อฝ้ายโดยทั่วไป ฉะนั้นในการเลือกผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟา เราควรเห็นเนื้อผ้าจริง และลองจับผืนผ้าให้เกิดลอน เพื่อให้เห็นมิติของแสงเงาที่เกิดจากผ้านั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง
  • ชนิดของผ้า ในผ้าเนื้อกำมะหยี่ หรือ Velvet เป็นผ้าที่มีการทอแบบพิเศษ ซึ่งด้วยการทอแบบพิเศษนี้เองทำให้เกิดความเพี้ยนสีเกิดขึ้น ยกตัวอย่างผ้ากำมะหยี่สีแดง เมื่อเรามองจากมุมหนึ่งจะเห็นเป็นสีแดงปกติ แต่เมื่อเราเปลี่ยนมุมในการมอง เราก็อาจมองเห็นสีแดงนั้นเข้มขึ้นอย่างมากในมุมที่ต่างออกไป เพราะเนื้อผ้าชนิดนี้ มีการทอที่มีเส้นขนของผ้าที่ตั้งขึ้น ซึ่งทำให้มีมุมมองของผ้าบางส่วนเห็น ในส่วนของขนผ้าที่ตั้งขึ้น และบางส่วนล้มลง ฉะนั้นผ้ากำมะหยี่นี้ จึงเป็นผ้าที่มีมิติ ในการมองเห็นที่ไม่เท่ากันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในการเลือกผ้าม่าน หรือผ้าบุโซฟา เนื้อกำมะหยี่กับผู้อื่น ซึ่งยืนมองผ้าผืนเดียวกัน ในภาวะแสงเดียวกัน แต่ยืนมองคนละมุม ซึ่งสามารถเกิดความเข้าใจผิดว่า ผ้าผืนสีแดงนี้สีแดงเข้มเกินไป แต่ในขณะที่เราเห็นว่าสีแดงนี้พอดีแล้ว
  • ผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยธรรมชาติ ทั้งฝ้าย ลินิน ขนสัตว์ ไหม ซึ่งวัสดุธรรมชาติที่นิยมนำมาทอผ้าม่านโดยส่วนใหญ่ คือ Cotton หรือฝ้าย, ลินิน ซึ่งเป็นเส้นใยจากพืช (Cellulose) ซึ่งแน่นอนว่า ภูมิประเทศ สภาพอากาศ, ฤดูการเก็บเกี่ยว, กระบวนการผลิตจากไร่ สู่การผลิตจากเส้นใยไปถึงเส้นด้าย ที่ต่างกันก็ส่งผลต่อการย้อมติดสีของผืนผ้านั้นๆ ซึ่งมีโอกาสที่ไม่เท่ากัน 100% อย่างแน่นอน
  • ผ้าต่างรอบการผลิต เป็นเรื่องปกติว่าการย้อมสี ถึงแม้จะในระดับโรงงานก็ตาม การเพื้ยนของสีก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิการย้อม คุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำต่อสีย้อม ปริมาณน้ำต่อน้ำหนักผ้า ในโรงงานระดับคุณภาพจะควบคุมปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่ก็ให้ค่าความเพี้ยนได้ไม่เกิน 5% ถือว่ารับได้

จากบทความด้านบน คงเห็นกันแล้วว่ามีหลายปัจจัยมาก ที่ส่งผลให้ผ้าสีเพี้ยน เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกผ้าสีนั้นๆ ที่คุณโปรดปราน อย่าลืมคิดถึงปัจจัยต่างๆ ที่เราฝากไว้ด้วยนะจ๊ะ ด้วยรัก

รู้งบประมาณเพิ่มเติม++ ก่อนจะซื้อคอนโด

การที่เราจะมีคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองสักหลังนั้น ไม่ใช่แค่ซื้อห้องมาแล้วก็จะจบนะคะ เราต้องมีการเผื่องบประมาณในการตกแต่งห้องด้วย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับของที่ทางโครงการให้มาและความต้องการของเรานั่นเองค่ะ ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าการที่จะแต่งห้อง 1 ห้องนอนให้ครบทุกอย่างในงบที่ไม่บานปลายนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง ไปชมกันเลย

วันนี้เรามาลองคำนวนงบประมาณกันดีกว่าว่า ถ้าเราจะซื้อคอนโด ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ในส่วนต่างๆ เช่น ผ้าม่านจะอยู่ประมาณ 0.85%-1.2% ของราคาคอนโด เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวประมาณ 7.5% แต่หากเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็จะสูงกว่านี้ถึงประมาณ 10%-15% และเครื่องใช้ไฟฟ้า 5.5% ค่าตกแต่งอื่นๆ 0.7-2.1% -ขึ้นอยู่กับสไตล์การตกแต่งของแต่ละบุคคล เรามาคำนวนกันดีกว่าว่าสัดส่วนนั้นจะเป็นเท่าไหร่ โดยใส่ตัวเลขราคาคอนโดของเราในช่องด้านล่างได้เลย

Color & Spaces

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลายคนคงอยู่กับบ้านกันมากขึ้น แล้วบางทีอาจรู้สึกว่า อยากจะแก้ไข ปรับปรุงต่อเติม หรืออยากหาไอเดียใหม่ๆ ในการตกแต่งบ้าน วันนี้เรามีหลักการ ของเรื่องพื้นที่ และการให้น้ำหนักสี ความเข้มอ่อน ของผนังในแต่ละส่วน เพื่อใช้เป็นหลักการในการสร้างบรรยากาศ หรือจะใช้เทคนิคนี้ในการแก้ปัญหาก็เป็นไปได้

Enlarge the Space: กว้างขึ้น

6738 044 001

Keyword: ให้สีขาวทุกด้านของห้อง

  • การให้สีขาวหรือสีอ่อนทั้งห้อง ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง และฝ้าเพดานเป็นที่นิยมมากในการออกแบบตกแต่งสมัยใหม่ ที่ได้รับความนิยมสูง เพราะทำง่าย ให้ความรู้สึกเรียบง่าย สะอาด ทันสมัย เหมาะกับห้องที่มีพื้นที่จำกัด ช่วยทำให้ดูห้องกว้างขึ้น และใช้แสงสว่างไม่มากอีกด้วย

Compact the Space: เล็กลง

Ian Moore Continued 23

Keyword: ทาสีเข้มทุกด้านของห้อง

  • ในทางตรงกันข้าม การทาสีเข้มทั้งห้องจะทำให้รู้สึกอบอุ่น เล็กกะทัดรัดยิ่งขึ้น การเลือกใช้สีเข้มในทุกด้านของผนัง สีเข้มนั้นจะดูดซับแสงไว้เป็นส่วนใหญ่ สะท้อนออกมาเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ห้องนั้นดูมืดกว่าปกติด้วย เมื่อเทียบกับผนังห้องที่เป็นสีอ่อน ในแสงสว่างที่เท่ากัน

Lower the Ceiling: กดเพดานต่ำ

Keyword: ทาสีหรือใช้วัสดุส่วนของเพดาน เข้มกว่าผนังห้อง

  • การออกแบบห้องที่เพดานสูง เป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับงานตกแต่งสมัยใหม่ เพราะมีพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์ และทำให้ห้องมีความโอ่โถง แต่ในขณะเดียวกันสำหรับห้องที่ต้องการสมาธิสูงๆ เช่นห้องทำงาน ห้องสมุด บางครั้งที่การลดความสูงของเพดานสามารถทำให้พื้นที่น่าอยู่มากขึ้นและให้ความรู้สึกอบอุ่น ในส่วนของฝ้าเพดาน เข้มกว่าผนังก็จะทำให้ความรู้สึกว่าเพดานต่ำลง

Stretch the Space: เพดานสูงโปร่ง

Keyword: ทาสีหรือใช้วัสดุส่วนของผนังทั้งหมดสีเข้ม และเพดานห้องสีขาว

  • ห้องที่มีเพดานต่ำกว่า 240 ซม. ซึ่งเป็นระดับความสูงมาตฐานที่ต่ำที่สุด ของระดับพื้นถึงฝ่าเพดานห้อง ไม่ว่าจะเป็นคอนโด หรือห้องต่างๆ ภายในบ้าน (ยกเว้นห้องน้ำ) ซึ่งให้ความรู้สึกอึดอัดกับการอยู่อาศัย การทาสีผนังโดยรอบสีเข้ม และปล่อยให้เพดานสีขาว หรือสีอ่อนๆ จะทำให้รู้สึกเหมือนเพดานสูงขึ้น ช่วยให้ไม่อึดอัดเสมือนโดนกดทับจากฝ่าเพดาน ตลอดเวลา

Make the Space Wider: กว้างขึ้น

Keyword: ทาสีหรือใช้วัสดุส่วนของผนังด้านหลังและฝ้าเพดานสีเข้ม

  • การทาสีผนังด้านหลังและเพดานที่มีสีเข้มเหมือนกัน และทาสีที่อ่อนในผนังด้านซ้ายและขวา วิธีนี้จะทำให้พื้นที่ดูกว้างขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กันอย่างแพร่หลายส่วนทางเดินหรือห้องแคบ

Narrow the Space: แคบลง

Keyword: ให้สีในส่วนของผนัง ซ้ายขวา สีเข้ม

  • การทาสีผนังสีเข้มทั้งซ้ายขวา ช่วยทำให้พื้นที่แคบลงเพื่อเป็นการปรับปรุงสัดส่วนของห้องที่กว้างเกินไป หรือ ใช้ในส่วนของทางเดินที่โล่งเกินไปให้ดูอบอุ่นขึ้นได้

Shorten the Space: สั้นลง

Keyword: ทาสีหรือกรุวัสดุปิดผิวสีเข้มไว้ที่ผนังท้ายห้อง

  • หากคุณมีพื้นที่ห้องที่มีลักษณะลึก การให้สีเข้มในส่วนของผนังด้านหลัง ก็ช่วยทำให้รู้สึกว่า ห้องนั้นตื้นขึ้น สมสัดส่วน

Highlight a Wall: เน้นส่วนที่สว่าง

Keyword: ทาสีหรือใช้วัสดุกรุผนังซ้ายขวา และเพดานสีเข้ม ยกเว้นท้ายห้อง

  • เหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ เพื่อเน้นผนังส่วนท้าย ทำให้ดึงดูดตายตาไปยังส่วนท้ายห้อง ใช้เพื่อต้องการเน้นความสำคัญของท้ายห้อง หรือใช้เลี่ยงความน่าเบื่อของทางเดินแคบๆ โดยดึงความสนใจด้วยสีที่อ่อนกว่าอยู่ปลายทาง เทคนิคการให้สีแบบนี้นิยมใช้กับ ทางเดินยาวๆ ห้องที่ต้องการเน้นความสำคัญที่ผนังด้านเดียว เช่น การแสดงงานศิลปะ เป็นต้น

Shorten the Walls: แบ่งส่วนผนัง

Keyword: ทาสีหรือใช้วัสดุ แบ่งท่อนล่างเข้มกว่า ท่อนบนของผนัง

  • การให้สีลักษณะนี้เป็นที่นิยมในการตกแต่ง เพื่อแบ่งพื้นที่ทำให้ผนังนั้นดูมีจังหวะ และทำให้ผนังเตี้ยลงอีกด้วย จะเห็นได้จากบ้านสไตล์ยุโรปที่นิยมกรุไม้เป็นบัว ลูกฟัก ในครึ่งล่างและทาสี หรือติดวอลเปเปอร์ในท่อนบน เทคนิคนี้ยังปรับใช้กับพื้นที่สาธารณะ เช่น ห้องเรียน ห้องอาหารก็เป็นที่นิยมโดยการใช้สีเข้มไว้ส่วนล่างของผนังเพื่อลดการมองเห็นคราบ รอยเปื้อน ในส่วนที่มีการสัมผัสบ่อยๆ นั้นเอง

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากเว็บ: https://www.archdaily.com/

ม่าน VS แอร์

คุณเคยเจอปัญหาแบบนี้ไหม.. เวลาจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และติดตั้งผ้าม่าน แต่เราวางแผนไม่ดี ช่างแอร์เข้าติดตั้งก่อน โดยลืมไปว่า ต้องมีการติดตั้งผ้าม่าน ในตำแหน่งนั้นร่วมด้วย
วันนี้เรามีดูตำแหน่งที่ถูกต้อง และการวางแผนที่ดีสำหรับการติดม่านและแอร์กันดีกว่า

สำหรับความสูงเพดานห้อง หรือบ้านโดยทั่วไป มักจะสูงอยู่ที่ 240-260 ซม. และความสูงของขอบบนหน้าต่างรวมวงกบจะอยู่ราว 205 ซม. ซึ่งเมื่อเราติดตั้งเครื่องปรับอากาศเหนือวงกบหน้าแล้วนั้น จะไม่เหลือที่พอสำหรับการติดตั้งรางม่าน และตัวผ้าม่าน โดยปกติแล้วเราจะติดตั้งรางม่านเหนือวงกบหน้าต่างขึ้นไปราวๆ 15-20 ซม กรณีนี้จะทำให้ ต้องติดตั้ง อยู่ระดับกับวงกบหน้าต่าง ซึ่งทำมี ผลเสียคือ

  • ดูไม่สวยงาม ไม่ลงตัว
  • ไม่สามารถควบคุมแสงได้อย่างที่ต้องการ เพราะเมื่อเราปิดม่านแล้วก็ยังมีแสงส่วนหนึ่งรอดผ่านมาทางด้านบนอยู่ดี
  • เมื่อเราเปิดเครื่องปรับอากาศ แรงของลมที่ส่งออกมาจะกระทบกับผ้าม่าน ทำให้ผ้าเคลื่อนไหวตลอดเวลา สร้างความน่ารำคาญ
  • ความชื้นที่มาจากลมของเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผ้าม่านมีความชื้นสะสม ซึ่งก็ให้เกิดเชื้อราขึ้นได้

เช่นเดียวกับความสูงของหน้าต่าง ความสูงของบานประตูมาตรฐานจะอยู่ที่ 200 ซม. เมื่อรวมวงกบจะอยู่ราว 205 ซม. ซึ่งเมื่อเราติดตั้งเครื่องปรับอากาศเหนือวงกบหน้าแล้วนั้น จะไม่เหลือที่พอสำหรับการติดตั้งรางม่าน และส่งผลเสียก็เหมือนกันกับที่กล่าวมาข้างต้น

โครงการบ้านจัดสรร หรือทาวน์โฮมต่างๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเป็นประตูกระจกบานสไลด์เต็มผนัง มักเป็นจุดแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่ชอบที่จะติดต้องเครื่องปรับอากาศบนวงกบประตูนี้ แต่ลืมคิดไปว่าเมื่อเราติดเครื่องปรับอากาศตำแหน่งนั้นแล้วจะไม่สามารถติดผ้าม่านได้ ยิ่งตำแหน่งดังกล่าวคือ ประตูหน้าบ้านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ผ้าม่านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรวางแผนให้ดีก่อนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทางที่ดีที่สุดคือย้ายเครื่องปรับอากาศไปติดผนังอีกด้านหนึ่ง และมีเคล็ดลับดีๆ มานำเสนอสำหรับการติดม่านในพื้นที่ใหญ่ๆ อย่างประตูหน้าบ้านแบบนี้ควรมีกล่องบังรางเพื่อความสวยงาม ทำให้มองไม่เป็นรางม่าน หรือแม้กระทั่งที่เราสามารถวางแผนจัดการในด้านโครงสร้างการตกแต่งตั้งแต่แรกๆ สำหรับบ้านที่สร้างเอง คือการลดระดับฝ่าทั้งห้องลงมา โดยเว้นช่องตำแหน่งที่จะติดรางม่านไว้ ก็จะเพิ่มความสวยงามอย่างมาก และสามารถเพิ่มลูกเล่นโดยใส่ไฟตามช่องดังกล่าวได้อีกด้วย ช่วยเสริมบรรยากาศที่ดี ซึ่งเทคนิคนี้นิยมใช้อย่างมากในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว และหมู่บ้านราคาสูงๆ ซึ่งรับรองได้ว่าห้องคุณจะดูดีมีระดับขึ้นมากเลยทีเดียว

เมื่อทุกอย่างลงตัว เจ้าของบ้านอย่างเราก็จะไม่ปวดหัวกับการที่เราวางแผนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และผ้าม่านไม่ดีตั้งแต่แรก และที่สำคัญผ้าม่านเป็นส่วนหนึ่งในการกันแสง และความร้อนเข้ามาในห้องได้ด้วย ซึ่งส่งผลดีกับการช่วยลดพลังงานให้กับเครื่องปรับอากาศโดยที่ไม่ต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาระดับอุณภูมิห้องให้ได้ตามระดับที่ตั้งไว้ โดยปกติแล้ว แหล่งความร้อนหลักๆ คือคนที่อาศัยอยู่ในห้อง และแสงความร้อนจากแสงแดด ฉะนั้นการที่เราเลือกใช้ม่านได้อย่างถูกต้อง เช่น ผ้าม่านกันแสง (Dim-out) ซึ่งมีความสามารถในการกันแสงได้ถึง 85% หรือผ้าม่านทึบแสง (Blackout) ซึ่งกันแสงได้ถึง 100% ก็จะช่วยลดพลังงาน แะละส่งผลให้ลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายอีกด้วย

บทความที่เกี่ยงข้อง

นอนหลับยาก ผ้าม่านช่วยได้

“น้องนอนไม่หลับ หัวใจมันกระสับกระส่าย..” ถ้าให้พูดถึงอาการนอนไม่หลับ คงเป็นปัญหาสำหรับคนยุคใหม่ ที่ต้องต่อสู้กับภาวะความเครียดในชีวิต วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจัยที่ทำให้เรานอนไม่หลับนั้นมีอะไรบ้าง และการเปลี่ยนผ้าม่านในห้องนอนนั้นจะสามารถช่วยได้มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลกับการนอนไม่หลับ

  1. บรรยากาศ เช่น แสงสว่าง และความสงบ
  2. ภาวะภายในจิตใจ ความตื่นตัว การกระตุ้น ภาวะความเครียด กังวล เป็นต้น
  3. ภาวะทางด้านร่างกาย เช่น ความเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือแม้กระทั่งการทานอิ่มมากไป หรือหิวมากไปก็ตาม
  4. การได้รับสารเคมีอื่นๆ ที่เข้ามาในร่างกาย เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีนในกาแฟ หรือยาบางอย่าง ฯลฯ
  5. ช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงในการนอน เช่น การเปลี่ยนเวลานอนจากการเดินทางข้ามโซนเวลา การเปลี่ยนเวลานอนจากการทำงานเป็นช่วงๆ ที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้นคือ แสงสว่าง แสงเป็นตัวกระตุ้น อารมณ์ ความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งพื้นฐานอยู่แล้ว ฉะนั้น การเลือกผ้าม่าน ที่มีคุณลักษณะสามารถกันแสง อย่างผ้าม่านกันแสง Dim-Out ที่กันแสงได้ประมาณ 85% หรือจะเป็นผ้าม่านทึบแสง Blackout ที่สามารถกันแสงได้ 100% ก็ตาม จะช่วยห้องมีความมืดสนิท เหมาะสำหรับคนที่ต้องการนอนยาวๆ เช่น ม่านในโรงแรม หรือคนที่ทำงานไม่เป็นเวลา สลับช่วงเวลานอน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ เราไม่ควรปิดผ้าม่านทึบมืดสนิทตลอดเวลา มันจะเป็นการรบกวนระบบ กลไก ตามปกติของมนุษย์ที่จะรับรู้การตื่นตามแสงสว่าง เป็นนาฬิกาธรรมชาติของมนุษย์ที่จะตื่นยามพระอาทิตย์ขึ้น และนอนในช่วงพระอาทิตย์ตก และผู้ที่หลับยากในเวลากลางคืนก็ไม่ควรนอนกลางวัน เพราะจะเป็นการรบกวนระบบนาฬิกาชีวิตดังกล่าง

อีกอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับการนอน เราไม่ควรเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน เพราะแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และยังเป็นการกระตุ้นสมองให้คิด ตลอดเวลาอีกด้วย ลองหากิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคทำดู เช่น การอ่านหนังสือ และการที่เราทำอะไรซ้ำๆ ก่อนการนอนเป็นประจำๆ สมองจะเกิดกลไกจดจำ และที่จะเรียนรู้ว่า เมื่อเราทำสิ่งนี้ และขั้นต่อไปคือการนอน สมองจะเริ่มจดจำขั้นตอนดังกล่าวไว้ ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าคนจำนวนมาก เมื่ออ่านหนังสือก่อนนอนเป็นประจำ จนเคยชิน และเมื่อเราถึงเวลานอน หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเมื่อใด จะสังเกตุว่า ไม่เคยได้อ่านจบตามที่ตั้งใจไว้เลย จะหลับไปก่อนโดยไม่รู้ตัวเสมอๆ

ขอให้ทุกท่านหลับไม่ฝัน (หลับสนิท) ตลอดคืนนะครับ ^ .^

สามารถเข้าชมผ้าม่านทึบแสง Dim-out และ ผ้าม่านทึบแสง Blackout ได้ที่นี้

Standards Testing มาตรฐานการทดสอบสิ่งทอ

มาตรฐานการทดสอบสิ่งทอ

คุณภาพของผลิตภัณฑ์ของเราเป็นสิ่งสำคัญ การทดสอบมาตรฐานเป็นการรับรองเพื่อแสดงคุณสมบัติด้านต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ให้ออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นที่ไว้วางใจ และสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือในระดับสากล มีหลากหลายมาตรฐาน เช่น 

มาตรฐานสากล

  • AATCC: American Association of Textile Chemists and Colourists
  • ASTM: American Society for Testing and Materials
  • BS: British Standards
  • CA TB: California Technical Bulletin
  • DIN: German Institute for Standardisation
  • GB: Guobiao Standards/The China National Standards
  • ISO: International Organization for Standardization
  • JIS: Japanese Industrial Standard
  • NFPA: National Fire Protection Association
  • UNE: The Spanish Association for Standardisation
  • UNI: Italian National Unification

สำหรับในประเทศไทย ก็มีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือ THTI ซึ่งให้บริการการทดสอบสิ่งทอในหลายอย่างเช่น ความคงทนของสี, การทดสอบการติดไฟ, ความสะท้อนน้ำ เป็นต้น

สำหรับเราบริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด บริษัทชั้นนำของประเทศที่นำเข้าผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย เพื่อการจัดจำหน่ายในประเทศ ใส่ใจในการเลือกหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานต่างๆ ในเบื่องต้นเรามาทำความรู้จักกับมาตรฐานต่างๆ ที่เราใช้อ้างอิง และปรากฎอยู่ในตัวอย่างผ้าของบริษัทกันดีกว่า

1. การทดสอบมาตรฐานการขัดถู Abrasion Resistant

ในการเลือกผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานนั้น ความทนทานต่อแรงขัดถูของผ้านั้นมีความสำคัญมากเนื่องจากในผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ต้องมีความทนทานต่อการใช้งานสูงมากกว่าผ้าปกติทั่วไป ซึ่งจะมีมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันคือ Martindale method (ASTM D4966-98) โดย จะมีการวัดจำนวนรอบของการทดสอบการขัดถู Martindale rub tesT เป็นจำนวนตัวเลขที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งในแต่ละครั้งจะทดสอบ ครั้งละ 500 รอบ ขัดถูชิ้นผ้าที่ทดสอบ กับผ้ามาตรฐานไปเรื่อยๆ จนกว่า จะพบเส้นด้ายขาด 2 เส้น ก็จะนับตัวเลขที่ได้ ในการทดสอบก่อนหน้านั้น เช่น ขัดถูผ่านมาแล้ว 10,000 รอบ ทดสอบรอบต่อไปอีก 500 รอบ แล้วปรากฎว่า เมื่อเปิดเครื่องดู ผลปรากฎว่าเส้นด้ายขาด 2 เส้น ก็จะนับผลการทดสอบที่ได้คือ 10,000 รอบ

สำหรับผ้าที่เป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ทุกตัว ของเรา สามารถสังเกตุเครื่องหมายแนะนำการใช้ตามระดับการใช้งานที่เหมาะสม

  • Private use <14,999 รอบ แนะนำใช้ในพื้นที่ส่วนตัว เช่น บ้านพักอาศัย เป็นต้น
  • Shared use 15,000-29,999 รอบ แนะนำใช้ในพื้นที่ใช้ร่วมกัน เช่น สำนักงาน, โรงแรมในส่วนห้องพัก เป็นต้น
  • public use >29,999 รอบ แนะนำใช้ในพื้นที่สาธารณะ เช่น โรงแรมในส่วนตอนรับ สถานีขนส่ง เป็นต้น

ผ่านมาตรฐานการทดสอบการขัดถู

GB/T 19090 : 30033 TRAVEL, 30034 ERRANT, 30029 VOYAGE

2. Flame Retardant Fabrics ผ้ากันไฟลาม

ผ้ากันไฟลาม มาจากคำว่า Flame Retardant หลายๆคนชอบพูดว่าผ้ากันไฟ แต่จริงแล้ว คุณสมบัตินี้คือการที่ เมื่อผ้าเกิดการติดไฟแล้วจะสามารถดับได้เองโดยไม่ลุกลามต่อไปนั่นเอง ซึ่งมาตรฐานนี้มีหลายระดับด้วยกัน ผ้ากันไฟลามนี้เหมาะกับงานประเภทที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น โรงแรม, โรงภาพยนต์ หรือที่สาธารณะ อาคารสูง หรือคอนโดมิเนียม เป็นต้น และนอกจากมาตรฐานข้างต้น ยังมีมาตรฐานเฉพาะ เช่น NFPA 701 (National Fire Protection Association) ซึ่งเป็นมาตรฐานการเทสการกันไฟเฉพาะ ของสหรัฐอเมริกา

ผ่านมาตรฐานการเผาไหม้ระดับบุหรี่
  • BS EN 1021-1 : 10364 GROOVE, 10553 MISSY
  • BS 5852-1 source 0 : 30015 NEW ERA, 30025 TERMS
  • CA TB  117 : 10569 LAMONT, 10768 BRIGHT, 30011 NEO CLASSIC, 40008 LHASA
  • NFPA 260 CLASS I : 30035 CRUISES
ผ่านมาตรฐานกันไฟลาม
  • BS 5651-1 source 1 : 30023 EMPIRE, 30024 PERIOD
  • BS 5652-1 source 1 : 30029 VOYAGE, 30033 TRAVEL, 30034 ERRANT
  • NFPA 701 : 80036 LUKE, 80037 JEDI, 80038, ANAKIN, 80039 SKYWALKER, 80040 OBIWAN, 80041 KENOBI, 90014 LINSEED, 90019 BRICKWORK

3. Water-Repellent Fabrics ผ้าสะท้อนน้ำ

“ผ้ากันน้ำ” เป็นผ้าที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ ซึ่งผ่านการตกแต่งพิเศษ หรือเคลือบสารบางชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมลงเนื้อผ้าได้  โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. Water-Repellent สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในรูปแบบง่ายๆ คือ เมื่อมีน้ำสัมผัสกับผ้า น้ำจะไม่สามารถซึมผ่านผ้านั้นได้ระยะเวลาหนึ่ง  เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำความสะอาดสักพัก น้ำนั้นจะซึมลงบนตัวผ้า ทำให้ผ้าชื้นและเปียก นิยมนำมาใช้กับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เพราะเป็นการตกแต่งพิเศษที่เพิ่มคุณสมบัติให้กับเนื้อผ้า โดยไม่ทำให้ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าแตกต่างจากเดิมมาก
  2. Water-Proof ต่างจาก Water-Repellent คือเมื่อน้ำมาสัมผัสกับผ้าจะไม่ใช่เพียงแค่น้ำเกาะตัวได้สักพักแล้วซึมลงบนตัวผ้า แต่น้ำจะไม่สามารถเข้าไปในเนื้อผ้าได้ 100% ไม่ว่าจะผ่านไประยะเวลานานเท่าไร โดยส่วนใหญ่จะไม่นิยมกับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เพราะการตกแต่งกันน้ำประเภทนี้จะส่งผลทำให้ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าเปลี่ยนไปจากเดิมมาก จะทำให้ผ้าแข็งและหยาบ

คุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการรายการดังนี้

10528 CANVAS, 10591 SULTANA, 10596 MALISSA, 10724 SKYINE, 10725 SUNNY, 10726 SUNNY, 10728 SUNNY, 10750 SUEDE, 30005 MOSAIC, 30006 ALFRESCO, 30007 PLAYGROUND, 30008 HOME RUN, 30010 SMART, 30012 MONARCH, 30013 ROMAN, 30014 ABSTRACT, 30015 NEW ERA, 30016 OLYMPIA, 30018 GREEK, 30022 CENTURY, 30023 EMPIRE, 30024 PERIOD, 30026 GOTHIC, 30027 ROMANTIC, 30031 COLISEUM, 30032 TROY, 30033 TRAVEL, 300034 ERRANT, 30035 CRUISE, 30038 ALEPPO, 30039 DAMASCUS, 40009 STRONG

สีไฟต่าง สีผ้าก็ต่างนะจ๊ะ

เคยไหมที่เวลาเราซื้อเสื้อผ้าสี เทา, กากี, น้ำตาล, สีเขียวขี้ม้า ในห้างสรรพสินค้า แล้วเรากลับถึงบ้านไปลองใส่แล้ว ทำไมเป็นอีกสีหนึ่ง หรือเมื่อเราใส่เดินออกนอกบ้านก็เห็นเป็นอีกสีหนึ่ง คำตอบคือ อุณหภูมิสีนั้นเอง เพราะหลอดไฟที่เราใช้ในบ้าน มีค่าอุณหภูมิสีที่ไม่เท่ากับห้างสรรพสินค้านั้น หรือไม่ตรงกับแสงธรรมชาติอย่างดวงอาทิตย์ก็เป็นได้

แล้วเจ้าอุณหภูมิสีคืออะไร อธิบายง่ายๆ คือ เป็นค่าที่วัดจากแสงที่ปล่อยออกมานั้นเองโดยมีหน่วยวัดเป็น เคลวิน หรือตัวย่อ K เช่น หลอดไฟ Warm White จะมีค่าอยู่ประมาณ 3,000k, หลอดไฟแสง Cool White 4,000k และ Daylight 6,000k ส่วนแสงแดด ก็จะอยู่ราวๆ 5,000-5,500k ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะเกิดการสับสนเรื่องสีเวลาเราซื้อของ

รูปทั้งสามอันจะเห็นว่า ผ้าโซฟาสีเทาอมน้ำตาลรูปซ้ายอยู่ในไฟ Warm White รูปกลางไฟ Cool White และรูปทางขวามือเป็นห้องที่อยู่ในไฟ Daylight จะเห็นได้ว่าสีของทั้งผ้า โต๊ะไม้ สีของใบไม้ รวมถึงผนังห้อง ก็จะเปลี่ยนไปตามแสงของหลอดไฟชนิดนั้นๆ

แต่สังเกตุได้ว่า เมื่อเราอยู่ห้องที่มักนิยมติดไฟแบบ Warm White (ไฟที่สีขาวอมเหลืองส้ม) เช่น ห้องนอน ซึ่งแสงโดยรวมๆ จะเป็นสีขาวอมเหลืองๆ ส้มๆ ผนังห้องสีขาวเราก็จะเห็นเป็นสีครีมๆ แต่ในสมองของเราก็จะปรับการรับรู้อัตโนมัติ White Balance บอกว่าผนังนั้นคือสีขาว ทั้งๆ ที่สีจากแสงผนังนั้นเป็นสีเหลืองๆ อมส้มก็ตาม

จากรูปเป็นลักษณะ องศาเคลวิน กับแหล่งกำเนินแสงชนิดต่างๆ ทั้งในธรรมชาติ และไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จนถึงแสงเทียน

รูปตัวอย่างจำลองให้เห็นระดับไฟ ที่มีอุณหภูมิสี ที่ต่างกัน จะเห็นเปรียบเทียมได้ว่า แม้กระทั่งผนังของห้องดังรูปเป็นสีขาว แสงที่อออกมาก็ส่งผลทำให้บรรยากาศของห้องเปลี่ยนไปตามอุณหภูสี ของแห่งกำเนินแสงที่ปล่อยออกมา ตั้งแต่องศาเคลวินน้อยๆ 1,000 จนไปถึง 10,000 เลยที่เดียว

ฉะนั้น เมื่อเราจะเลือกผ้าม่าน หรือจะเลือกสีทาห้องก็ตาม เราควรเลือกสีนั้นๆ โดยสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกับแสงที่เราใช้ในห้องนั้นๆ เช่นถ้าจะเลือกสีผ้าห้องนอนที่ติดตั้งไฟ Warm White ก็ควรดูสีผ้าในบรรยากาศที่เป็นไฟ Warm White แต่แรก หรือ เราสามารถเลือกจากค่ากลาง เช่นแสงธรรมชาติ คือแสงอาทิตย์ เดินหยิบเล่มตัวอย่างไปเลือกริมหน้าต่างเพื่อรับแสงธรรมชาติ ก็จะง่ายที่สุด หรือเมื่อเรารู้เท่าทันแล้วว่า แสงที่ต่างกันก็จะส่งผลให้เรามองเห็นสีผ้าที่ต่าง เราจะจินตนาการเผื่อไว้ว่า ถ้าเลือกผ้าจากร้านที่เป็นหลอดไฟสีขาวๆ แต่บ้านเราเป็นไฟเหลือง เราก็อย่าเลือกผ้าที่อมไปทางเหลืองมากนัก เพราะเมื่อโดนไฟเหลืองแล้ว มันจะเหลืองไปกันใหญ่ แต่นี้เราก็สามารถเลือกสีผ้าได้อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลว่าสีผ้านั้นเพี๊ยน “เอ๊ะ ตอนเลือกสีมันไม่ได้เป็นแบบนี้นี้นะ” คำพูดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกันคุณอีกต่อไป

เลือกผ้าสู้ฝุ่น PM 2.5

ฝุ่นน้อย คือสวรรค์ของบ้าน

คำนี้คงไม่ได้กล่าวเกินไปนักสำหรับ คุณแม่บ้านที่รักบ้าน หรือมีลูกน้อย ฝุ่นเป็นปัญหากวนใจที่เราต้องกำจัดไปให้พ้นสายตา ฝุ่นนั้นเป็นอะไรที่ล่องลอยมาตามสายลม ฉะนั้นการที่ห้องจะมีฝุ่นน้อยได้ จำเป็นต้องเป็นห้องที่เป็นห้องที่อากาศปิดก่อนเป็นอันดับแรก ก็คือห้องที่เราเปิดแอร์กันเป็นปกตินี้เองจะ

ม่านเป็นพื้นที่ใหญ่พอสมควร และเป็นพื้นที่มีโอกาสรับฝุ่นมากเช่นกัน

  • เลือกผ้าม่านที่เป็นเส้นใยสังเคราะห์เช่น Polyester เพราะผิวเส้นใยเรียบเนียนกว่าเส้นใยธรรมชาติ ลดโอกาสการเกาะของฝุ่น
  • ผ้าที่ทอแน่นความละเอียดสูง เส้นใยเล็กละเอียด และการทอแน่น จากรูปเปรียบเทียบ รูป A จะเห็นว่ามีการทอที่แน่น ชิดกัน ช่องว่างระหว่างเส้นใยน้อย มากกว่า B, C ลดโอกาสการเกาะของฝุ่นได้
  • เนื้อผ้าเรียบ เนียน เงา ลายทอแบบ ซาติน, ทวิล โดยเฉพาะ ซาติน เป็นลายทอที่มีการกระโดดข้ามของเส้นด้ายสูง ไม่สลับขึ้นลงทุกๆ ช่วงด้ายแบบลายเพลน จึงส่งเสริมให้ผ้ามีความเรียบเนียน และมีความเงาที่มากขึ้นด้วย ลดโอกาสการเกาะของฝุ่น

เหนืออื่นได้สไตล์การตกแต่งห้อง เป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดสไตล์ที่ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของเจ้าของห้องนั้นๆ ไม่ว่าผ้าม่านนั้นจะเป็นที่ลักษณะอย่างไร ในปัจจุบันส่วนใหญ่เราก็อาศัยอยู่ในห้องแอร์ กันโดยส่วนใหญ่กันอยู่แล้ว ฉะนั้นเรื่องปัญหาฝุ่นที่จะมาเกาะติดกับผ้าม่านนั้นก็เป็นส่วนน้อย ยิ่งถ้าม่านนั้นเป็นม่านที่ใช้งานจริง มีการเปิด-ปิด เคลื่อนไหวอยู่ ตลอดโอกาสการเกาะของฝุ่นก็ลดน้อยลงตามลำดับ

สามารถดูตัวอย่างสินค้าได้ตามลิงค์นี้

พิชิต 5 ขั้นตอนการเลือกม่าน

วันนี้เรามาดูกันว่า กว่าที่เราจะเลือกผ้าม่านในแต่ละครั้งนั้น ต้องมีขั้นตอน อะไรบ้าง

  1. ตำแหน่ง เราต้องแยกก่อนว่าเราจะทำผ้าม่านในส่วนใด ระหว่างประตูและหน้าต่าง เพราะมีรายละเอียดในการวัด การเผื่อในการคำนวนที่แตกต่างกัน และที่สำคัญม่านหน้าต่างนั้นมีระดับความยาว 2 แบบ คือ แบบยาวเลยวงกบล่างลงมาประมาณ 20 ซม. ซึ่งเป็นที่นิยมกันในแบบบ้านทั่วไป และแบบที่ยาวจรดพื้นนั้นจะสูงลอยจากพื้นประมาณ 1- 5 ซม. ซึ่งเป็นความยาวแบบสากลที่นิยมกันมากกว่า
  2. ประเภทของผ้าม่าน ผ้าม่านโปร่งเป็นม่านชั้นที่สองเพื่อการกรองแสง และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีของห้องนั้นๆ ส่วนผ้าม่าน, ผ้าม่านกันแสง และผ้าม่านทึบแสง เป็นผ้าม่านหลักที่ต้องเลือกจากคุณสมบัติของผ้า ผ้าม่านส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อความสวยงามเป็นหลัก หรือถ้าต้องการคุณสมบัติอื่นเพิ่มเติม เช่น การกันแสง ในกรณีที่ห้องนอนไปอยู่ทิศตะวันตก จะโดนแดดบ่ายทั้งวัน ก็ควรใช้ผ้าม่านกันแสง (Dim-out), ผ้าม่านทึบแสง (Blackout) เพื่อช่วยแก้ปัญหาทิศทางของห้องนั้นๆ ได้อีกด้วย หรือเพื่อคุณสมบัติที่เจาะจง เช่น หากต้องการทำห้องโฮมเธียเตอร์ ไม่ต้องการแสงสว่างจาภายนอกเลย ก็ควรเลือกผ้าม่านทึบแสง (Blackout) เป็นต้น และสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับผ้าม่านกันแสง และทึบแสงได้ที่นี่
  3. รูปแบบการเย็บผ้าม่าน ได้แก่ แบบม่านตาไก่, ม่านคอกระเช้า, ม่านจีบไม่ว่าจะเป็น 2 จีบ 3 จีบแบบมาตรฐานก็ได้ และสุดท้ายคือแบบม่านลอน หรือที่เรียกว่าม่านลอน S ซึ่งจะมีรายละเอียดในการล็อคลอนที่ตัวผ้าเองโดยวิธีการเย็บ หรือ ล็อคลอนโดยรางม่านก็ได้
  4. รางม่าน รางม่านที่นิยมโดยทั่วไปในท้องตลาดคือรางโชว์ ซึ่งมีรูปแบบของหัวรางที่สวยงาม และวัสดุที่หลากหลายมาก ทั้งท่อโลหะ หลากหลายชนิด, สี แต่มีข้อจำกัดด้านความยาวของรางม่านที่ได้ไม่เกิน 3 เมตร ส่วนรางไมโครนั้นมีข้อดีคือสามารถทำความยาวของม่าน ยาวเท่าไหร่ก็ได้ตามความต้องการ ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งผนัง และเพดาน และมีคุณภาพที่แตกต่างกันหลากหลายแบรนด์ โดยทั่วไปจะเป็นสีธรรมชาติ คือสีวัสดุที่เป็นอลูมิเนียม แต่ก็ยังมีสีขาว และสีดำให้เลือกเช่นกัน
  5. เนื้อผ้า เป็นสิ่งละเอียดอ่อน และต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะเราต้องตัดสินใจ เรื่องเนื้อผ้าที่ทำจากวัสดุที่หลากหลายเช่น ฝ้าย, โพลีเอสเตอร์, ลินิน, เรยอน ฯลฯ ซึ่งชนิดของเส้นใยที่กล่าวมานี้ก็จะส่งผลต่อคุณสมบัติต่างๆ ของผ้าม่านด้วย ต่อไปคือลักษณะทางกายภาย เช่น ผิวสัมผัส ความนุ่ม-หยาบ, ความหนา-บาง, ความเงา-ด้าน, คุณสมบัติการกันแสง, สีสัน ลวดลาย, รวมไปถึงการทิ้งตัวของผ้า เมื่อทำเป็นลอนม่านแล้วจะมีลักษณะการทิ้งตัวเป็นอย่างไร และที่สำคัญลักษณะโดยรวมของผ้านั้นๆ บ่งบอกถึงสไตล์การตกแต่ง และตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ^ . ^