ผ้าม่านสีเข้มห้องแคบ ผ้าม่านสีอ่อนห้องกว้าง จริงหรือ?

สีของผ้าม่านเป็นสีสำคัญอย่างยิ่งที่เก็บกับการตกแต่งห้อง

  • ผ้าม่านสีอ่อน มีการสะท้อนแสงที่มากกว่า ผ้าสีเข้ม จึงทำให้แสงจากแห่งกำเนิดแสง มีการสะท้อนและกระจายได้มากกว่า ซึ่งทำให้ห้องโดยรวมดูสว่างกว่า เมื่อเปรียบเทียบห้องที่ผ้าม่านสีเข้มกว่า จึงทำให้ห้องดูเสมือนว่า ห้องกว้างนั้นเอง
  • เหมาะกับห้อง สไตล์อบอุ่น ร่วมสมัย ห้องที่ต้องการความส่าง ความแอคทีฟ ต้องการสะท้อนของแสงมาก เช่น ห้องรับแขก, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน เป็นต้น
  • ผ้าม่านสีเข้ม จะมีการสะท้อนแสงที่น้อยกว่า ผ้าสีอ่อน จึงทำให้แสงจากแห่งกำเนิดแสง มีการสะท้อนและกระจายได้น้อยกว่า ซึ่งทำให้ห้องโดยรวมดูมืดกว่า เมื่อเปรียบเทียบห้องที่ผ้าม่านสีอ่อนกว่า จึงทำให้ดูเสมือนว่าห้องแคปนั้นเอง
  • เหมาะกับห้อง สไตล์โมเดิร์น หรูหร่า ห้องที่ต้องการความสงบ ไม่ต้องการสะท้อนของแสงไม่เยอะมาก เช่น ห้องนอน เป็นต้น

การคำนวน BTU เครื่องปรับอากาศ

ก่อนที่เราจะมาคำนวน BTU เรามารู้กันก่อนว่า BTU นั้นคืออะไร

BTU (British Thermal Unit) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมในระบบของเครื่องทำความเย็น โดยที่ความร้อน 1 BTU คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ โดยจะวัดความสามารถในการดึงความร้อน (ถ่ายเทความร้อน) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียู (BTU) เช่นแอร์ขนาด 18,000 บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าแอร์เครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจาก ห้อง 18,000 บีทียูภายในเวลา 1 ชั่วโมงนั้นเอง

*เกณฑ์การเลือกขนาดเครื่องปรับอากาศ

    • A 750 บีทียู ต่อ ตารางเมตร เหมาะสมกับห้องนอน
    • B 1000 บีทียู ต่อ ตารางเมตร เหมาะสมกับห้องรับแขก สำนักงานและห้องที่มีผนังรับแสงแดด 2 ด้านขึ้นไป

สมมุติว่าคอนโดเราขนาด 32 ตารางเมตร ห้องทิศที่ไม่ค่อยโดนแดด ก็เอา 750×31= 23,250 แปลว่าเราต้องหาซื้อเครื่องปรับอากาศที่ขนาดใกล้เคียงกับ BTU จากระดับเป็นช่วงๆ นั้นคือ 24,000 BTU นั้นเอง

นอกเหนือไปจากการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมแล้ว การเลือกผ้าม่านประเภท DIM-OUT, BLACKOUT จากนิทัส เทสซิเล จะสามารถปกกันความร้อนจากแสงแดดเข้ามาในห้อง ช่วยลดอุณหภูมิห้องได้ถึง 1-2 องศา ซึ่งช่วยลดพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ และช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าอีกด้วย

เฟอร์นิเจอร์ตัวนี้ ใช้ผ้าเท่าไร ?

อยากเปลี่ยนผ้าโซฟาตัวโปรด ว่าแต่ เฟอร์ตัวนี้มันใช้กี่หลากันนะ?

ก่อนที่เราจะรู้ว่าเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรดนั้น ใช้ผ้าในการเปลี่ยนเท่าไร เรามาดูวิธีวัดกันก่อน

    • A B ความกว้าง-ยาว ของพนักผิงด้านใน
    • C D ความกว้าง-ยาว ของพนักผิงด้านนอก
    • E F ความกว้าง-ยาว ของพนักวางแขนด้านใน
    • H G ความกว้าง-ยาว ของพนักวางด้านนอก
    • I J ความกว้าง-ยาว ของเบาะรองนั้ง
    • K L ความกว้าง-ยาว ของขอบหน้า

ตัวอย่าง จำนวนการใช้ผ้าของ เฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เก้าอี้นั้งรับประทานอาหาร, อาร์มแชร์, วิงค์แชร์, โซฟา 1-3 ที่นั่ง จะสังเกตุได้ว่า รูปแบบของการบุเฟอร์นิเจอร์ที่ต่างกันมีผลต่อจำนวนผ้า เช่น การบุแบบดึงดุมจะใช้ผ้าเปลืองกว่าการบุธรรมดาพอสมควร

ขายเป็นหลา? วิธีคำนวณหลาเป็นเมตร

อยากได้ผ้าเป็นเมตร แต่ร้านขายผ้าไปหลา โอ้ย! คำนวณยังไงดีเนี่ย หลายๆ คนมักประสบปัญหาเวลาไปซื้อผ้าแล้วงงว่าผ้าหนึ่งหลากับหนึ่งเมตรมันต่างกันอย่างไร วันนี้ Nitas Tessile จะพาทุกคนมาคำนวณหลาเป็นเมตรแบบง่ายๆ กัน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักการวัดซึ่งที่นิยมใช้ในการวัดผ้ามี 2 ระบบคือระบบเมตริก (Metric system) และระบบอังกฤษ (Imperial system)
ระบบเมตริก (Metric system) เป็นระบบการวัดที่มีพื้นฐานมาจากเลขฐานสิบ

ระบบอังกฤษ (Imperial system) เป็นหน่วยวัดโบราณที่ใช้กันมาตั้งแต่ศริสต์ศตวรรษที่ 12 ยังเป็นที่นิยมแพร่หลายในหลายประเทศ

แล้วผ้า 1 หลา เท่ากับกี่เมตร?
ผ้าเมตร คือ ความยาวผ้า 1 เมตร เท่ากับ 100 เซนติเมตร
ผ้าหลา คือ ความยาวผ้า 1 หลา เท่ากัน 90 เซนติเมตร
การคิดผ้าหลาเป็นผ้าเมตรง่ายๆ คือ ผ้า 1 หลา เท่ากับ 0.9 เมตร

ส่วนใหญ่ร้านผ้าม่านให้เราซื้อผ้าในจำนวนขั้นต่ำ 1 เมตร แต่ความแตกต่างระหว่าง 1 เมตร กับ 1 หลา นั้นน้อยมากไม่ถึง 10 เซนติเมตร แต่หากซื้อผ้าจำนวนมากความแตกต่างระหว่างจำนวนเมตรและจำนวนหลาจะยิ่งมากขึ้น เช่น ถ้าซื้อผ้าจำนวน 100 หลา จะได้ผ้าเพียงแค่ 90 เมตร ซึ่งมีความแตกต่างเกือบ 10 หลา

ถ้าอยากได้ผ้า 1 เมตร ต้องซื้อกี่หลา? หากเราต้องการผ้าเป็นเมตร แต่ทางร้านขายด้วยระบบหลา เราสามารถเปลี่ยนหลาเป็นเมตรได้ง่ายๆ นั่นคือ

การคำนวณตามที่กล่าวมา ทำให้เราสามารถคำนวณเมตรเป็นหลาได้ง่ายๆ หากเป็นจำนวนมากๆ เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องคิดเลขจากทางร้านช่วยคำนวณ แต่ที่สำคัญคือความถูกต้อง หากเราซื้อผ้าจำนวนน้อยอาจจะดูต่างกันไม่มาก แต่หากซื้อจำนวนมาก ความแตกต่างมีมากมายเลยที่เดียว

เลือกผ้าม่านอย่างไร ให้เหมาะสมกับทิศของห้อง?

ทิศทางการขึ้นของดวงอาทิตย์ของประเทศไทย และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเริ่มขึ้นจากทิศตะวันออก จากนั้นอ้อมโค้งไปทางทิศใต้ และตกทางทิศตะวันตก เป็นเวลาประมาณ 8 เดือน คือกันยายนจนถึงเมษายน ดังนั้นทิศใต้และทิศตะวันตกจะเป็นทิศที่ได้รับความร้อนมากที่สุด ประมาณ 8-9 เดือนต่อปี การวางตำแหน่งห้องในทิศนี้จึงควรเป็นห้องที่ต้องการความร้อน ควรหลีกเลี่ยงห้องที่ต้องทำกิจกรรมตอนเย็นถึงค่ำ 

ส่วนทิศตะวันออกจะได้รับแสงในตอนเช้าถึงเที่ยงซึ่งเป็นแดดที่ไม่แรง และทิศเหนือเป็นทิศที่รับแสงแดดน้อยที่สุด ดังนั้นสองทิศนี้จึงควรวางตำแหน่งของห้องที่ไม่ต้องการความร้อน ควรเป็นห้องที่ใช้ทำกิจกรรมระหว่างวัน และพักผ่อน เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น เป็นต้น นอกจากนั้นควรจัดวางด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกซึ่งเป็นทิศที่รับแสงแดด เพื่อให้มีพื้นที่ผนังที่รับแสงแดดน้อยที่สุด เนื่องจากผนังอาคารจะดูดซับความร้อนไว้ในเวลากลางวันและคายความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ดังนั้นเมื่อมีพื้นที่ผนังที่โดนแสงแดดน้อยจึงดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยและคายความร้อนออกมาน้อย ทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนจนเกิดไปในเวลากลางคืน

แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ห้องนั้นอยู่สบาย หลายคนคงประสบปัญหาห้องโดนแดดมากไปจนทำให้ร้อน หรือห้องโดนแดดไม่เพียงพอทำให้อับชื้น วันนี้เราจึงพาทุกคนไปเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับทิศทางของห้อง เพราะผ้าม่านนอกจากจะใช้ตกแต่งเพื่อความสวยงามแล้ว ยังสามารถกรองแสง หรือกันแสงให้กับห้องได้อีกด้วย งั้นเราไปดูกันเลยว่าผ้าม่านแบบไหน เหมาะกับห้องทิศใด

ห้องทิศตะวันออก ‘แสงแดดยามเช้าจะให้ความอบอุ่น หากมันไม่ได้ส่องห้องของคุณมากเกินไป’ ทิศตะวันออกเป็นทิศขึ้นของพระอาทิตย์ ดังนั้นห้องทิศตะวันออก จึงได้รับแดดอ่อนๆ ในยามเช้าตลอดทั้งปี ซึ่งลักษณะแดดยามเช้าจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย ช่วยปลุกร่างกายที่กำลังตื่นนอนได้เป็นอย่างดี และแสงแดดจะค่อยๆ หายไปในยามบ่าย แม้จะเป็นแสงแดด แต่ทางด้านทิศตะวันออกจะไม่ค่อยมีลมทำให้รู้สึกอบอ้าว

ผ้าม่านที่เหมาะกับห้องทิศตะวันออก

  • ผ้าม่าน (Curtain) หากคุณเป็นคนที่ชอบรับแสงในยามเช้าของทุกวัน สามารถใช้ผ้าม่านปกติในการตกแต่งห้องทิศตะวันออกได้ โดยผ้าม่านปกติ สามารถกรองแสงได้ประมาณ 50%
  • ผ้าม่านกันแสง (Dim-out Curtain) หากไม่ชอบให้ห้องดูมืดสนิทมากเกินไป ผ้าม่านกันแสงสามารถทำให้ห้องของคุณมีความสว่างเล็กน้อย ไม่ดูอึดอัดมากไป เนื่องจากผ้าม่านกันแสง สามารถกันแสงได้ถึง 80%
  • ผ้าม่านม่านโปร่ง (Sheer) ใช้เป็นตัวเสริมอีกชั้นจากผ้าม่านหลัก ช่วยกรองแสงให้นุ่มนวลขึ้น พลางสายตาบางส่วนจากคนภายนอก และส่งเสริมบรรยากาศของห้องให้ดูสวยขึ้นอีกด้วย

ห้องทิศตะวันตก ห้องทิศตะวันตกเป็นห้องที่ได้รับแสงแดดตั้งแต่ช่วงบ่ายตลอดทั้งปี ซึ่งแดดยามบ่ายจะมีอุณหภูมิสูงมาก เพราะฉะนั้นห้องทิศตะวันตกจะร้อนมาก และสะสมความร้อนจนถึงช่วงพลบค่ำ แม้ว่าแดดจะแรงแต่ควรให้ห้องได้รับแสงแดดบ้าง เพื่อช่วยลดกลิ่นอับ และช่วยฆ่าเชื้อโรค

ผ้าม่านที่เหมาะกับห้องทิศตะวันตก

  • ผ้าม่านทึบแสง 100% (Black Out Curtain) หากในชีวิตประจำวันคุณจำเป็นต้องใช้ห้องทิศตะวันตก ผ้าม่านกันแสง 100% จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับห้องทิศนี้ ทำให้แสงแดดไม่สามารถลอดผ่านเข้ามาในห้องได้ ช่วยให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นลง และสามารถช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศอีกด้วย
  • ผ้าม่านม่านโปร่ง (Sheer) ใช้เป็นตัวเสริมอีกชั้นจากผ้าม่านหลัก ช่วยกรองแสงให้นุ่มนวลขึ้น พลางสายตาบางส่วนจากคนภายนอก และส่งเสริมบรรยากาศของห้องให้ดูสวยขึ้นอีกด้วย

ห้องทิศใต้ ห้องทิศใต้จะได้รับแดดตั้งแต่ช่วงสาย ถึงบ่าย และในเดือนกันยายน จนถึงมีนาคมห้องทิศใต้จะได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ทำให้ห้องทิศใต้มีอากาศร้อนมากในช่วงสาย จนถึงบ่าย และทางทิศใต้จะได้รับลมในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน ดังนั้น ห้องทางทิศใต้ควรจะสามารถรับลมได้ดี เพื่อให้ห้องเย็นขึ้น แต่ต้องบังแดดที่เข้ามาทางทิศนี้ด้วย

ผ้าม่านที่เหมาะกับห้องทิศใต้

  • ผ้าม่านทึบแสง 100% (Black Out Curtain) ทิศใต้ได้รับแดดพอๆ กับทิศตะวันออกและเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ห้องทิศใต้จึงจำเป็นต้องใช้ผ้าม่านกันแสง 100% ในการบังแดดร้อนในช่วงสาย ถึงบ่าย
  • ผ้าม่านกันแสง (Dim-out Curtain) หากไม่ชอบให้ห้องดูมืดสนิทมากเกินไป ผ้าม่านกันแสงสามารถทำให้ห้องของคุณมีความสว่างเล็กน้อย ไม่ดูอึดอัดมากไป เนื่องจากผ้าม่านกันแสง สามารถกันแสงได้ถึง 80%
  • ผ้าม่านม่านโปร่ง (Sheer) ใช้เป็นตัวเสริมอีกชั้นจากผ้าม่านหลัก ช่วยกรองแสงให้นุ่มนวลขึ้น พลางสายตาบางส่วนจากคนภายนอก และส่งเสริมบรรยากาศของห้องให้ดูสวยขึ้นอีกด้วย

ห้องทิศเหนือ ห้องทิศเหนือ เป็นห้องที่ได้รับแสงแดดน้อยมาก เนื่องจากพรอาอาทิตย์จะโคจรอ้อมไปทิศใต้ โดยทั้งปีห้องทิศเหนือจะได้รับแสงเพียงแค่ฤดูหนาว ทำให้ทิศเหนือได้รับร่มเงาจากอาคารตลอดช่วงบ่าย ดังนั้น อากาศของทิศเหนือจึงสบายกว่าห้องทางทิศอื่นๆ

ผ้าม่านที่เหมาะกับห้องทิศเหนือ

  • ผ้าม่าน (Curtain) ห้องทิศเหนือเป็นห้องที่ไม่โดนแสงแดดโดยตรงทั้งวัน การใช้ผ้าม่านธรรมดา จึงใช้เพื่อการตกแต่งให้ห้องสวยงาม น่าอยู่มากขึ้น และไม่ทำให้ห้องดูทึบเกินไป
  • ผ้าม่านม่านโปร่ง (Sheer) ใช้เป็นตัวเสริมอีกชั้นจากผ้าม่านหลัก ช่วยกรองแสงให้นุ่มนวลขึ้น พลางสายตาบางส่วนจากคนภายนอก และส่งเสริมบรรยากาศของห้องให้ดูสวยขึ้นอีกด้วย

9 สไตล์ การจัดวางหมอนบนโซฟาให้ดูดี

        หลายท่านคงมีปัญหาในการจัดวางหมอนเพื่อการส่งเสริมบรรยากาศของห้อง บนโซฟาตัวโปรดของท่าน จะจัดวางอย่างไรให้ดูดี ดูสวยงาม และดูมีสไตล์ วันนี้เราขอแนะนำการจัดวางหมอนแบบง่ายๆ ในสไตล์ต่างๆ ให้ทุกท่านได้เลือกสรร เพื่อนำไปใช้ เช่น การจัดวางหมอนในห้องรับแขก โซฟาภายในบ้าน หรือล็อบบี้ต้อนรับของโรงแรมต่างๆ ท่านจะได้พบกับรูปแบบการจัดวางถึง 9 แบบ 9 สไตล์ ด้วยกัน งั้นเราไปดูวิธีการจัดกันเลยดีกว่า ..

แบบที่ 1 Slope Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 2-3 ที่นั่ง ใช้หมอน 2 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา สำหรับผู้ที่ไม่ชอบมีหมอนตกแต่งเยอะ การวางหมอนไม่สมดุลกันทั้งสองข้างให้ความรู้สึกที่เรียบง่าย เป็นกันเอง  ดูเป็นมิตร และผ่อนคลาย

แบบที่ 2  Triangle Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 2-3 ที่นั่ง ใช้หมอน 3 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา และหมอนเล็กใบยาวขนาด 18″x 12″ การวางหมอนไม่สมดุลแบบทรงสามเหลี่ยม ให้ความรู้สึกที่เรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์ ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัยยิ่งขึ้น

แบบที่ 3  Balance Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่ง ใช้หมอน 4 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมี 20″  ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา  การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนมีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเป็นทางการ เหมาะสำหรับการวางในห้องนั่งเล่นที่เป็นห้องรับแขกในห้องเดียวกัน ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัย และหรูหรา

 

แบบที่ 4  Mirror Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่ง ใช้หมอน 4 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″  ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยหมอนใบใหญ่จะจัดวางด้านหลัง และหมอนใบเล็กวางด้านหน้า ซึ่งคล้ายกับการวางแบบ Balance Style แต่จะมีการสลับของน้ำหนักสีของหมอน ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเป็นทางการและยังดูแปลกตาสร้างความรู้สึกที่แปลกใหม่ เหมาะสำหรับการวางในห้องนั่งเล่นที่ใช้เป็นห้องรับแขกในห้องเดียวกัน ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัย แปลกตา และหรูหรา

แบบที่ 5  Dali Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่ง ใช้หมอน 4 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา และใบหมอนเล็กยาวขนาด 18″x 12″ ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป การวางหมอนแบบสมดุลที่ไม่สมดุลกัน คือทั้งซ้ายและขวามีจำนวนหมอนที่เท่ากัน แต่ขนาดของหมอนนั้นไม่เท่ากัน โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ไม่ซ้ำซากจำเจ แสดงถึงบุคลิกการแต่งบ้านไม่ยึดติดกับแบบแผน เหมาะสำหรับการวางในห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความทันสมัย แตกต่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

แบบที่ 6  Queen Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่งขึ้นไป ใช้หมอน 5 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา  และหมอนใบเล็กยาวขนาด 18″x 12″ ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเป็นทางการ เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความเป็นทางการ และหรูหรา

แบบที่ 7  King Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่งขึ้นไป ใช้หมอน 5 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″  ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา  และหมอนใบใหญ่สุดจะมีขนาด 22″ ที่มีสีสันแตกต่างกันออกไป การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า และหมอนใบใหญ่ที่สุดวางกึ่งกลางโซฟาด้านหลัง ให้ความรู้สึกสมดุล เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความเป็นทางการ
และหรูหรา

แบบที่ 8  Crown Style

เหมาะสำหรับห้องที่มีโซฟา 3 ที่นั่งขึ้นไป ใช้หมอน 6 ใบ ที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน โดยมากหมอนใบเล็กจะมีขนาด 18″ เป็นสีอ่อนกว่าตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่จะมีขนาด 20″ ที่มีสีสันใกล้เคียงกับตัวโซฟา และหมอนใบใหญ่สุดจะมีขนาด 22″ หมอนใบเล็กยาวขนาด 18″x 12″ ที่มีสีสันหรือมีลวดลายตัดกันกับตัวโซฟา เป็นแบบการวางหมอนที่นิยมกันมากที่สุดสำหรับบ้านขนาดใหญ่ โรงแรม 5 ดาว การวางหมอนแบบสมดุลกันทั้งซ้ายและขวา โดยให้หมอนที่มีขนาดเล็กอยู่ข้างหน้าหมอนที่มีขนาดใหญ่กว่า และหมอนใบใหญ่ที่สุดวางกึ่งกลางโซฟาด้านหลัง พร้อมหมอนใบเล็กยาววางด้านหน้าสุดของชุดหมอน ให้ความรู้สึกสมดุล เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ล็อบบี้โรงแรม 5 ดาว ส่งเสริมบรรยากาศห้องให้ดูมีความปราณีต บรรจง หรูหรา มีรสนิยมแบบชนชั้นสูง

แบบที่ 9  Royal Style

คล้ายกับแบบ Crown Style เพียงสลับให้หมอนใบใหญ่สุดในชุด มี 2 ใบจัดอยู่ที่ซ้ายและขวาแบบสมดุลกันและใบถัดลงมาจัดอยู่ในตำแหน่งตรงกลางแทน ให้ความรู้สึกสมดุล  เหมาะสำหรับการวางในห้องรับแขก ล็อบบี้โรงแรม 5 ดาว ส่งเสริมบรรยายกาศห้องให้ดูมีความปราณีต บรรจง หรูหรา มีรสนิยมแบบชนชั้นสูง เช่นกัน


 

การวัดหน้าต่างหรือประตูที่ถูกต้องและสะดวก

มาวัดหน้าต่างหรือประตู เพื่อการคำนวนผ้าม่านง่ายๆ กันเถอะ

คงเป็นเรื่องง่ายขึ้น หากเราสามารถวัดขนาดหน้าต่างหรือประตูด้วยตัวเราเอง ก่อนที่จะไปร้านผ้าม่าน เพื่อช่วยในการลดระยะเวลาที่ช่างต้องมาวัดขนาดที่บ้านของเรา และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย โดยมีการวัด และการเลือก มีดังนี้

A : ขนาดความกว้างของหน้าต่าง หรือประตู รวบวงกบ
B :  ขนาดความสูงของหน้าต่าง หรือประตู รวบวงกบ
C : ขนาดความสูงของขอบบนวงกบหน้าต่าง หรือประตู ถึงพื้น
D : ขนาดความสูงจากพื้นถึงเพดาน

และเมื่อเราวัดขนาดเสร็จแล้ว ต่อไปคือการเลือกรายละเอียดต่างๆ ของม่าน เช่น

ประเภทของรางม่าน 1) รางโชว์ 2) รางไมโคร ผนัง, เพดาน 3) รางไมโครล๊อคลอนผนัง หรือเพดาน

รูปแบบการเย็บของผ้าม่าน เช่น  1) ม่านตาไก่ 2) ม่านคอกระเช้า 3) ม่านสามจีบ 4) ม่านลอน S หรือล๊อคลอน 5) ม่านโรมัน

รูปแบบการเปิดม่าน 1) ม่านเปิดด้านเดี่ยว ระบุซ้ายหรือขวา 2) ม่านคู่ แยกกลาง

ระดับความสูง 1) ม่านยาวลอยจากระดับวงกบล่าง 20 ซม 2)  ม่านยาวถึงระดับพื้นโดยปกติจะลอย จากพื้น 1-5 ซม


 

แบบม่านที่นิยมใช้ตกแต่งบ้าน

ที่ผ้าม่านเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักใบการตกแต่งที่อยู่อาศัย ทั้งบ้าน คอนโด หรือหอ ผ้าม่านนอกจากจะตกแต่งเพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ต่างๆ ตามคุณสมบัติของผ้าม่าน เช่น กันแสง ทึบแสง เป็นต้น แล้วแบบม่านที่นิยมใช้ตกแต่งบ้านมีแบบไหนกันบ้าง? ไปทำความรู้จักกันเลย

1. ม่านคอกระเช้า ที่เรียกผ้าม่านคอกระเช้า เนื่องจากรูปแบบหูม่าน หรือสายคล้องม่านมีลักษณะคล้ายเสื้อคอกระเช้า โดยใช้ตัวผ้ามาทำเป็นหูแทนห่วง หรือตะขอ รางที่ใช้ต้องเป็นรางโชว์เท่านั้นตามสไตล์ของแต่ละบ้าน เช่น รางไม้สัก รางเหล็ก ซึ่งอาจจะมีหัวไม่เหมือนกัน ม่านชนิดนี้ให้ความเรียบง่าย สบายตา ดูไม่มีอะไรซับซ้อน เหมาะกับห้องทุกสไตล์

ม่านคอกระเช้า

2. ม่านสามจีบ แบบม่านสไตล์คลาสสิกที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก แบบผ้าม่านจะมีจีบเล็กๆ 3 จีบ (Triple Pinch Style) อยู่บริเวณหัวผ้าม่านหรือด้านบนของผ้าม่าน การจับจีบจำนวน 3 จีบ เป็นจำนวนที่เป็นมาตรฐานที่สวยงามและนิยมใช้มากที่สุด การแขวนม่านสามจีบจะใช้ระบบตะขอแขวน โดยรางที่ใช้เป็นได้ทั้งรางโชว์ รางเชือก หรือรางไมโครก็ได้ ม่านชนิดนี้ทำให้ห้องมีความเรียบหรู ดูดีมีระดับ เหมาะกับห้องทุกประเภท


ม่านสามจีบ

3. ม่านตาไก่ หรือม่านที่มีห่วงตาไก่ (Eyelet Rings) อยู่ที่หัวผ้าม่าน การตัดม่านตาไก่ควรเผื่อลอนของม่านด้วย จะทำให้ห้องดูมีมิติมากขึ้ สามารถตัดได้ทั้งแบบใช้ผ้าน้อย ไม่ต้องเผื่อลอนให้นูนมากเพื่อประหยัดงบ หรือการใช้ผ้ามากเพื่อให้ลอนคลื่นมีความพริ้วไหวและสวยงามมมากกว่า รางที่ใช้สำหรับม่านตาไก่ เหมาะะสำหรับรางโชว์เท่านั้น หากจะนำมาซักต้องทำห่วงตาไก่ออกก่อนซักด้วย ม่านตาไก่เหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ต้องการให้ห้องดูมีเสน่ห์ และมีระดับมากขึ้น


ม่านตาไก่

4. ม่านลอน S เป็นม่านที่มีลอนรูปตัว S ต่อกันไปเรื่อย ไม่ต้องจับจีบ ใช้เพียงอุปกรณ์สำหรับม่านลอน เช่น โซ่ หรือเชือก ม่านชนิดนี้จะทำให้เห็นลายผ้าสวยๆ โดยไม่เสียเนื้อที่ผ้าสำหรับจัดลอนม่าน รางที่เหมาะสำหรับม่านชนิดนี้คือ รางแบบลูกล้อ ทำให้ใช้งานง่ายสะดวก ลื่นไม่สะดุด ม่านลอน S เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความเรียบหรู ดูดี ทันสมัย


ม่านลอน S

5. ม่านพับ หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ Roman Blind เป็นม่านแบบแบนเรียบใช้ระบบเชือกในการดึงเก็บม่าน ผ้าม่านจะถูกเก็บไปด้านบนของผ้าม่าน ผ้าม่านพับเหมาะสำหรับสำหรับหน้าต่างแคบ รางม่านที่เหมาะสำหรัับม่านพับคือ รางระบบโรตารี่ ม่านพับเหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความเรียบหรู ทำให้บรรยากาศห้องมีความสดใสสวยงาม


ม่านพับ