สัญลักษณ์ต่างๆ ของ NITAS

บอกข้อมูลของเส้นใย และเนื้อผ้า

บอกแหล่งที่มาของผ้า

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้ากันแสง

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์

 

สัญลักษณ์คุณสมบัติพิเศษ

ข้อมูลทั่วไปของผ้า

 

ข้อมูลทิศทางของลาย และการใช้ผ้า

มารู้จักสัญลักษณ์การดูแลผ้ากันเถอะ

    Machine Wash (สัญลักษณ์การซักผ้า) 


Do not wash
 ห้ามซัก
Machine Wash Cold
 ซักผ้าด้วยอุณภูมิปกติไม่เกิน 30 ํc
Machine Wash Cold-GentleCycle Separately
 ซักผ้าด้วยอุณภูมิปกติไม่เกิน 30 ํc ในระดับทะนุถนอม
Machine Wash Warm
 ซักผ้าด้วยอุณภูมิสูงสุดไม่เกิน 40 ํc

Machine Wash Warm-Gentle Cycle Separately
 ซักผ้าด้วยอุณภูมิสูงสุดไม่เกิน 40 ํc หรือต่ำกว่าในระดับทะนุถนอม
Machine Wash Hot
 ซักผ้าด้วยอุณภูมิสูงสุดไม่เกิน 50 ํc
Hand Wash
ซักมือ

Any Bleach (สัญลักษณ์การใช้สารฟอกขาว)


Do Not Bleach
 ห้ามฟอกขาว
Only Oxygen – non – chlorine Bleach
 ห้ามใช้สารที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ


Dry, Tumble Dry (สัญลักษณ์การปั่นแห้ง)



Do Not Tumble Dry
 ห้ามปั่นแห้งหรืออบ
Tumble Dry Low
 ปั่นหรืออบแห้งด้วยความร้อนต่ำ
Tumble Dry Medium
 ปั่นหรืออบแห้งด้วยความร้อนกลาง
Tumble Dry High
 ปั่นหรืออบแห้งด้วยความร้อนสูง
Dry No Heat
 ปั่นแห้งโดยไม่ต้องใช้ความร้อน
Tumble Dry – Gentle or Delicate
 สัญลักษณ์การปั่นแห้งด้วยระดับทะนุถนอม
Do Not Wring
 ห้ามบิด
Line Dry – Hang to Dry
 ตากแห้งโดยการแขวน
Dry Flat
 ตากบนพื้นราบ
Dry in The Shade
 ตากในที่ร่ม
Drip Dry
 ตากขณะที่ผ้ายังเปียก จัดผ้าให้เรียบและผึ่งให้แห้ง

Iron (สัญลักษณ์การรีด)


Do Not Iron
 ห้ามรีด
Iron Low
 รีดโดยใช้ความร้อนต่ำ
Iron With a Pad
 รีดโดยใช้เตารีดที่มีแผ่นรองรีด
Iron Medium
รีดโดยใช้ความร้อนปานกลาง
Iron High
รีดโดยใช้ความร้อนสูง
Iron No Steam
ห้ามใช้เตารีดไอน้ำ
Vertical steam iron
ใช้เตารีดไอน้ำในแนวตั้ง
Iron on The Rear Side in One Direction Only
รีดด้านหลังผ้าไปในทิศทางเดียวกัน

Dry Clean (สัญลักษณ์การซักแห้ง)


Do Not Dry Clean
 ห้ามซักแห้ง
Dry Clean Any Solvent Except Trichloroethylene
 ซักแห้งได้ด้วยน้ำยามาตรฐานทั่วไปยกเว้น (ไตรโครโลเลลีน)
Dry Clean Only Prechloroethylene Solvent And Mild
ซักแห้งได้ด้วยน้ำยามาตรฐานทั่วไประดับทะนุถนอม
Dry Clean Any Solvent
ซักแห้งได้ทุกน้ำยาซัก

ประเภทของผ้า

ผ้า (Fabric)  หมายถึง วัสดุชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นแผ่น  และผ่านกระบวนการผลิตจากเส้นใย  ธรรมชาติ หรือสังเคาระห์  จนได้เป็นเส้นด้าย และผ่านกรรมวิธีผลิตจนได้เป็นผืนผ้า

         ประเภทของผ้าแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้

  • ประเภท ผ้าทอ (weaving fabric) กรรมวิธีการนำเส้นด้ายมาขัดกัน มีเส้นใยด้ายดังนี้ เส้นด้ายยืน (Warp yarn)  กับ เส้นด้ายพุ่ง (Weft yarn)
  • ประเภท ผ้าถัก (Knitted fabric) การนำเส้นด้ายต่อกันเป็นห่วง (Interlock loops) มีเส้นใยด้ายดังนี้ คือ เส้นด้ายแนวตั้ง (Wales) และ เส้นด้ายแนวนอน (Course)

          ถ้าเราแบ่งเป็นชนิดนั้นจะแบ่งได้ 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

   1.  เส้นใยที่ทำจากธรรมชาติ100%  (Natural fiber) และแบ่งได้เป็นประเภทดังต่อไปนี้

          เส้นใยไหม (Silk) ใยไหมมาจากโปรตีนของรังไหม แล้วนำมาปั่นจนได้เป็นเส้นด้าย นำมาทอ หรือถักได้เป็นผืนผ้า คุณสมบัติของผ้าไหมนั้น มีความนุ่มมือ เงางามจับตา ไม่ยับง่าย หรือไม่ยับเลย คงสภาพของผ้าได้ดีทีเดียว ดูดความชื้นได้ดีพอสมควร  และ สามารถปรับตัวได้ในอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงใส่สบายมาก ฤดูหนาวก็ใส่แล้วอบอุ่น สามารถติดไฟได้ เวลาไหม้ผ้าจะหด และไหม้เป็นขี้เถ้า ต้องซักด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อนเท่านั้น เพราะผงซักฟอกที่มีกรดแรงจะทำลายเนื้อผ้า ก่อนรีดต้องนำผ้าฝ้ายมารอง

          เส้นใยลินิน (Linen) ผลิตจากเส้นใยของต้น flax แล้วนำมาปั่น จนได้เป็นเส้นด้าย จากนั้นจึงมาทอ หรือ การถัก ได้เป็น ผืนผ้า ลินิน นั้นเส้นใยธรรมชาติที่มีความคงทน และความแข็งแรงที่สุด โดยที่คุณสมบัติของผ้าลินิน นั้นจะยับง่าย ซักได้ สามารถ รีดได้ที่อุณหภูมิสูงลักษณะของจะมี ความมันเงาสวยงาม ผิวเรียบแข็ง และดูดซึมน้ำได้ ติดไฟได้ เวลาไหม้จะเหมือนกระดาษ เวลาพับผ้าลินินต้องใช้การม้วนเท่านั้น เพราะถ้าพับเส้นด้ายอาจหัก เสียทรงได้

          เส้นใยฝ้าย (Cotton) ได้มาจากการนำ เส้นใยของปุยฝ้ายนำมาปั่นจนเกิดเป็นเส้นด้าย แล้วจึงนำมาทอ หรือถัก ได้เป็นผืนผ้า คุณสมบัติของผ้าฝ้าย หรือ ผ้า Cotton นั้นจะ ยับง่าย รีดยาก หด ย้วย แต่บางเบาหากผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่ม จะใส่สบาย แต่ปัจจุบันมีกระบวนการในการผลิตเส้นด้ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพของฝ้ายดีขึ้น จึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

สามารถซักได้ด้วยเครื่อง หรือมือ รีดได้ในอุณหภูมิที่สูงได้ ไม่ไหม้หรือเกิดอาการหดตัว อาจขึ้นราได้ง่าย เนื่องจากเป็นใยฝ้าย ติดไฟได้ ไม่มียางเหนียว เวลาไหม้ลักษณะจะเหมือนกระดาษไหม้ เป็นขี้เถ้า

          เส้นใยขนสัตว์ (Wool) ผ้าขนสัตว์ คือการนำขนสัตว์นำมาปั่นจนเกิด เป็นเส้นด้าย แล้วจึงมาทอ หรือถักเป็นผืนผ้าขนสัตว์ที่นิยมมาใช้ทำเป็นผ้าที่สุด คือขนแกะ คุณสมบัติของขนสัตว์นั้นดูดความร้อน และถ่ายเทความชื้นได้ดี เวลาสวมใส่จึงให้ความอบอุ่นได้ดี และไม่เหนอะหนะร่างกายเวลาสวมใส่ หดตัวมากเวลาเปียก จึงควรซักแห้งเท่านั้น หลังจากซักแห้งควรเก็บใส่ถุงพลาสติก เพื่อป้องกันมอด

    2. เส้นใยสังเคราะห์จากสารเคมี (Chemical Synthetic fiber)

       สแปนเด็กซ์ (Spandex) เป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง เป็นผ้าเส้นใยสังเคาระห์นิยมนำมาผลิตเสื้อผ้าที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ชุดชั้นใน มาทดแทนยางธรรมชาติที่อายุการใช้งานใช้ไม่ได้นานนัก

         ไนลอน (Nylon) ไนลอน ได้มาจากกระบวนการรวมตัวของปิโตรเคมี จำพวก เบนซิน ฟีนอล ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และมาผ่านกรรมวิธีทางเคมี และผลิตเป็นเส้ยด้ายด้วยการถักหรือทอ คุณลักษณะของผ้าไนลอนนั้น มีความทนทานมาก รูปร่างของผ้าทรงตัวได้ดี สามารถซักผงซักฟอกได้ ทนต่อเชื้อราและแมลง ทนต่อการขัดสี แต่เวลาใส่ไม่ค่อยสบายตัวนัก มักผลิตขึ้นมาใช้เป็นเสื้อผ้าที่มีราคาไม่สูง

        โพลีเอสเตอร์ (Polyester ได้มาจากกระบวนการรวมตัว จำพวก ปิโตรเคมี จำพวกเอทานอล ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ได้เป็นเส้นด้าย แล้วผ่านกระบวนการถักหรือทอ แล้วได้เป็นผืนผ้า เป็นเส้นใยที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติคล้ายฝ้าย ลักษณะ เป็นเส้นใยยาวนุ่ม เงามัน ดูดความชื้นได้น้อย ผ้ามีความเบาบาง ยับยาก จับจีบได้ แต่เมื่อใส่ไประยะนานผ้าจะเกิดขุยได้

        3. เส้นใยสังเคราะห์จากวัสดุธรรมชาติ (Natural Synthetic fiber)

          เรยอน (Rayon) ได้มาจากการนำเปลือกไม้ในธรรมชาติ ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ได้เป็นเส้นด้าย และผ่านกรรมวิธี ด้วยการถักหรือการทอ ผลิตขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมือนกับฝ้าย คุณสมบัติ มีความนุ่ม มันเงา สามารถระบายความร้อน และดูดความชื้นได้ แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่สามารถเป็นผ้าที่ดีกว่าฝ้ายได้ ราคาค่อนข้างถูกนิยมนำมาทดแทนผ้าฝ้าย

    วิธีตรวจสอบชนิดผ้า

สามารถนำผ้าที่ซื้อมาแล้วนำไปเทียบ ให้ถูกต้องกับลักษณะผ้า แต่ถึงอย่างไรหากต้องการตรวจสอบให้ได้ 100% ต้องนำชิ้นผ้าไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามการสัมผัสหรือดูด้วยตาอาจไม่สามารถพิสูจน์ได้เต็มที่

ผ้ากันน้ำคือ

ผ้ากันน้ำ

ผ้ากันน้ำ คือผ้าที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้นั่นเอง โดยผ่านการตกแต่งพิเศษ หรือ เคลือบสารบางชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ ซึมลงเนื้อผ้าได้ โดย จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ
  1. Water-Repellent สามารถนำมาอธิบายให้เข้าใจได้ในรูปแบบง่ายๆ คือ เมื่อมีน้ำสัมผัสกับตัวผ้า ผ้านั้นอาจไม่สามารถให้น้ำซึมผ่านได้เพียงระยะหนึ่ง เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว หากถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำความสะอาดผ้า สักพักน้ำนั้นก็อาจจะซึมลงบนตัวผ้า ทำให้ผ้าชื้นและเปียกได้ในเวลาต่อมา เป็นที่นิยมกับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ เพราะเป็นการตกแต่งพิเศษที่ให้คุณสมบัติเพิ่มเติมกับตัวเนื้อผ้า และยังไม่ทำให้ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าแตกต่างจากเดิมมากนัก
  2. Water-Proof ต่างจาก Water-Repellent คือเมื่อน้ำมาสัมผัสกับตัวผ้าจะไม่ใช่แค่น้ำเกาะตัวได้ซักพักแล้วซึมลงบนตัวผ้า แต่น้ำนั้นจะไม่สามารถเข้าไปในเนื้อผ้าได้ 100% ไม่ว่าจะผ่านไประยะเวลานานแค่ไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะไม่นิยมกับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เพราะการตกแต่งกันน้ำแบบดังกล่าวจะส่งผลทำให้ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ซึ่งจะแข็งและหยาบ

ซึ่งคุณสามารถทราบถึงคุณสมบัติดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกตุสัญลักษณ์ดังรูปด้านล่างนี้