วัดหน้าต่าง/ประตู ที่ถูกต้อง

มาวัดหน้าต่าง/ประตู เพื่อการคำนวนผ้าม่านง่ายๆ กันเถอะ

คงเป็นเรื่องง่านขึ้นถ้าเราสามารถวัดขนาดหน้าต่างหรือประตู ของเราเองก่อนที่จะไปร้านผ้าม่าน เพื่อช่วยในการลดระยะเวลาการที่ ช่างต้องมาวัดขนาดที่บ้านเรา และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย โดยมีการวัด และการเลือกต่างๆ ดังนี้

A : ขนาดความกว้างของหน้าต่าง หรือประตู รวบวงกบ
B :  ขนาดความสูงของหน้าต่าง หรือประตู รวบวงกบ
C : ขนาดความสูงของขอบบนวงกบหน้าต่าง หรือประตู ถึงพื้น
D : ขนาดความสูงจากพื้นถึงเพดาน

ซึ่งเมื่อเราวัดขนาดเสร็จแล้ว ต่อไปคือการเลือกรายละเอียดต่างๆ ของม่าน เช่น

ประเภทของรางม่าน 1) รางโชว์ 2) รางไมโคร ผนัง, เพดาน 3) รางไมโครล๊อคลอน ผนัง, เพดาน

รูปแบบการเย็บของผ้าม่าน เช่น  1) ม่านตาไก่ 2) ม่านคอกระเช้า 3) ม่านสามจีบ 4) ม่านลอน S หรือ ล๊อคลอน 5) ม่านโรมัน

รูปแบบการเปิดม่าน 1) ม่านเปิดด้านเดี่ยว ระบุ ซ้ายหรือขวา 2) ม่านคู่ แยกกลาง

ระดับความสูง 1) ม่านยาวลอยจากระดับวงกบล่าง 20 ซม 2)  ม่านยาวถึงระดับพื้นโดยปกติจะลอย จากพื้น 1-5 ซม

ผ้า Membrane

Membrane Fabric

หมดปัญหาผ้าเปื้อนแล้ว ซึบลงเบาะ หรือใส่หมอน ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ผ้า Membrane

เทคโนโลยีที่ปกป้อง เฟอร์นิเจอร์ของคุณถึง 3 ชั้นในผ้าตัวเดียวคือ

  1. ชั้นที่หนึ่ง Water Repellent การสะท้อนน้ำ ช่วยลดการเปื้อนจากสิ่งสกปรก และน้ำได้เหมือน น้ำกลิ่งบนใบบัว
  2. ชั้นที่สอง Easy-Clean Special Yarn เส้นใยชนิดพิเศษเมื่อได้รับสิ่งสกปรกแล้วสามารถใช้เพียงน้ำเปล่าเช็ดถูทำความสะอาดได้
  3. ชั้นที่สาม Membrane Layer ชั้นฟิล์มบางๆ ที่ประกบอยู่หลังเนื้อผ้า เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกแม้แต่ของเหลว เช่น น้ำ กาแฟ ไวน์ ฯลฯ ไม่สามารถผ่านทะลุไปถึงชั้นที่เป็น เบาะ หรือใส่หมอนได้

ด้วย 3 คุณสมบัติที่กล่าวมา ผ้า Membrane By Nitas Tessile จึงเป็นทางเลือกหลัก สำหรับบ้านที่มีลูกน้อยวัยชนที่ชอบขีดเขียน, บ้านที่เลี้ยงสุนัข, หรือแม้กระทั่ง พื้นที่ตอนรับในโรงแรมที่ต้อง ตอนรับแขกจำนวนมากๆ หรือ เฟอร์นิเจอร์ในห้องอาหารต่างๆ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ

ซึ่งคุณสามารถหาผ้าที่ดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกต
สัญลักษณ์  ดังรูปด้านล่างนี้

Oeko-Tex Standard 100

Oeko-Tex Standard 100
การรับรองคุณภาพมาตรฐาน

สัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 คือ สัญลักษณ์ที่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ระดับสากล จากสถาบันทดสอบสิ่งทอ (The International Association for Research and Testing in the Field of Textile Ecology) (OEKO) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็น สัญลักษณ์ แสดงถึงความเชื่อมั่น และไว้วางใจอันเป็นที่ยอมรับกันระดับสากล ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย สารตกค้างในผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น เส้นด้าย, ผ้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทอต่างๆ โดยใช้การทดสอบทางวิทยาศาสตร์

ผลิตภัณฑ์จากผืนผ้าในกลุ่มสำหรับตกแต่งที่อยู่อาศัย เช่น พรม, ผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์, ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกจัดอยู่ใน Product Class IV : Decoration Material ซึ่งโรงงานผู้ผลิตที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 บนผลิตภัณฑ์ได้นั้น ต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านกระบวนการผลิต และทางด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ปรากฎสัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับทุกชีวิตที่คุณรัก

ซึ่งคุณสามารถหาผ้าที่ดังกล่าวของผ้า NITAS TESSILE ได้ง่ายๆ จากการสังเกต
สัญลักษณ์ OEKO-TEX Standard 100 ดังรูปด้านล่างนี้

ผ้ากันไฟลาม คือ?

ผ้ากันไฟลาม มาจากคำว่า Flame Retardant หลายๆคนชอบพูดว่าผ้ากันไฟ แต่จริงๆแล้ว คุณสมบัตินี้คือการที่ เมื่อผ้าเกิดการติดไฟแล้วจะสามารถดับได้เองโดยไม่ลุกลามต่อไปนั่นเอง ซึ่งมาตรฐานนี้มีหลายระดับด้วยกัน เช่น

BS 5867 (British Standards) Part 2 B & C มาตรฐานของอังกฤษ
NFPA 701 ( National Fire Protection Association) มาตรฐานของสหรัฐอเมริกา

ผ้ากันไฟลามนี้เหมาะสมกับงานประเภทที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น โรงแรม,
โรงภาพยนตร์ หรือที่สาธารณะ อาคารสูง คอนโดมิเนียม เป็นต้น

ผ่านมาตรฐานการเผาไหม้ระดับบุหรี่

10364 GROOVE BS EN 1021-1:2006

10553 MISSY BS EN 1021-1:2006

30015 NEW ERA BS 5852-1:1979 source 0

30025 TERMS BS 5852-1:1979 source 0

10569 LAMONT CA TB  117-2013

10768 BRIGHT CA TB  117-2013

30011 NEO CLASSIC CA TB  117-2013

40008 LHASA CA TB  117-2013

30035 CRUISES EN ISO 1021-1:2006

ผ่านมาตรฐานกันไฟลาม

30023 EMPIRE BS 5651-1:1989 source 1

30024 PERIOD BS 5651-1:1989 source 1

30029 VOYAGE BS 5852-1:1979 source 1

30033 TRAVEL BS 5852-1:1979 source 1

30034 ERRANT BS 5852-1:1979 source 1

ทิศทางของลายผ้า ทำไมต้องรู้

ในการตัดเย็บผ้าม่านสิ่งที่สำคัญมาก นั่นก็คือการวางทิศทางของลายผ้าให้ถูกต้อง เพื่อการตัดเย็บที่สวยงามและลายผ้าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังสะดวกต่อผู้ใช้งานในการตัดสินใจซื้อ และสะดวกในการทำงานของช่างในการตัดเย็บผ้าม่าน

ผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์จะมีทิศทางการใช้ ผ้าที่แตกต่างกัน เช่น ผ้าหน้า 140 ซม. เวลาต่อผ้า ก็จะต่อผ้าในแนวริมผ้า ฉะนั้นถ้าทิศทางของผ้าเป็นลายตั้ง (ริมผ้าอยู่ซ้ายขวา) ม่านที่ออกมา ก็จะได้ลายเป็นลาย แนวตั้ง เช่นกัน แต่ถ้าผ้า เป็นผ้าหน้ากว้าง 280-300 ซม. ลายเป็นแนวตั้ง (ริมผ้าอยู่ทางซ้ายขวา) ซึ่งผ้าหน้ากว้างเวลาใช้งานนิยมกลับผ้าใช้โดยไม่ต่อผ้า ให้ริมผ้า อยู่ด้านบนและ ขอบหน้าต่าง ฉะนั้นลายผ้าที่ได้ออกมาจะเป็น แนวนอนเมื่อม่านติดตั้งสำเร็จแล้ว

ในกรณีผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ มักจะมีแต่ผ้าหน้าปกติ โดยปกติแล้วในการบุเฟอร์นิเจอร์มักจะกลับผ้าโดยริมผ้าจะอยู่แนวบนล่างเพราะเฟอร์นิเจอร์พวกโซฟามักมีความยาวเกินกว่า หน้าผ้าที่จะห่อหุ้มได้ ฉะนั้นจึงนิยมกลับผ้าเพื่อให้ได้ความยาวตลอดตัวโซฟานั้นๆ หรือจะต่อผ้าเป็นตะเข็บตรงกลางเหมือนสไตล์โซฟาหนัง ซึ่งมีความจำกัดของความกว้างวัสดุก็ทำได้เช่นกัน

ฉะนั้นเมื่อจะเลือกซื้อผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์นั้น ควรดูว่าเป็นผ้าหน้ากว้างหรือหน้าปกติ และดูทิศทางของลายผ้า เพื่อการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาด ซึ่งในแคตตาล็อกของเรามีกำกับ โดยดูจากรูปไว้เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ

Dual Purpose บุก็ได้ ม่านก็ดี

การเลือกผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการตกแต่งบ้านและ ทั้งประโยชน์ในการใช้สอยและยังช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศของบ้านให้น่าอยู่อบอุ่นมากยิ่งขึ้น สีสันของผ้าและลวดลาย สะท้อนรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ในที่นี้เราจะมาพูดถึงผ้าประเภท Dual Purpose ซึ่งสามารถตอบโจทย์ในการแต่งบ้านได้เป็นอย่างดีเนื่องจากผ้า Dual Purpose สามารถนำมาใช้เป็นทั้งผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ได้ในคราวเดียวกัน ซึ่งหากมองดูเผินๆก็จะมีลักษณะเหมือนผ้าม่านทั่วไป แต่หากพูดถึงคุณสมบัติของเนื้อผ้าในการใช้งานในรูปแบบของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์แล้วละก็สามารถนำไปบุเฟอร์นิเจอร์ได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติด้าน RubTest (ความแข็งแรงที่ทนต่อการเสียดสี) เทียบเท่ากับผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เช่นกัน ซึ่งลักษณะของผ้า Dual Purpose จะมีความพริ้วบางเหมือนผ้าม่านแต่มีความทนทานต่อการเสียดสีได้มาก ซึ่งเหมาะแก่การนำมาใช้เป็นทั้งผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์

สำหรับเราแล้ว คุณสามารถสังเกตสัญลักษณ์ง่ายๆ เมื่อคุณเลือกซื้อผ้าม่านหรือ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ กับเรา บริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด ตามตัวอย่างข้างล่างนี้

Reversable fabric ได้ทั้งหน้า และหลัง

ผ้าม่านชนิดที่เรียกว่า Reversible fabric ซึ่งในกระบวนการทอผ้า ทั้งใบแบบ Dobby  และ Jacquard ที่ทำเทคนิคให้เกิดลวดลายที่สวยงามกับผืนผ้า และในบางครั้งสามารถสร้างสรรค์ลวดลายทั้ง 2 ด้านสลับกัน ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้ง 2 ด้านว่าชอบน้ำหนักของด้านไหนมากกว่ากัน เช่นถ้าเราใช้เส้นด้ายสองชนิด ด้านหนึ่งเป็นพื้นผิวด้านตัวลายเป็นมันเงา กลับอีกด้านก็จะเป็น พื้นผิวมันเงาและตัวลายด้าน เป็นต้น ซึ่งมีความสวยงามทั้งสองด้านขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าชอบด้านใด มากกว่ากัน

ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยปรากฎสัญญาลักษณ์นี้ ในสื่อของเราทุกๆ อัน

สำหรับเราแล้ว คุณสามารถสังเกตสัญลักษณ์ง่ายๆ เมื่อคุณเลือกซื้อผ้าม่าน กับเรา
บริษัท นิทัส เทสซิเล จำกัด ตามตัวอย่างข้างล่างนี้

Abrasion Resistant บอกอายุเฟอร์นิเจอร์คุณ จริงเหรอ

ในการเลือกผ้าบุเฟอร์นิเจอร์นั้นการเลือกผ้าให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานนั้นสำคัญมากเนื่องจากในผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ต้องมีความ ทนทานต่อการใช้งานสูงมากกว่าผ้าปกติทั่วไป ซึ่งจะมีมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กันคือ Martindale method (ASTM D4966-98) โดย จะมีการวัดจำนวนรอบของการทดสอบการขัดถูก Martindale rub tes เป็นจำนวนตัวเลขที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งในแต่ละครั้งจะทดสอบ ครั้งละ 500 รอบ ขัดถูชิ้นผ้าที่ทดสอบ กับผ้ามาตรฐาน ไปเรื่อยๆ จนกว่า จะพบเส้นด้ายขาด 2 เส้น ในผ้าทอ หรือเป็นรู ในผ้าถัก ก็จะนับตัวเลขที่ได้ ในการทดสอบก่อนหน้า เช่น ขัดถูกผ่านมาแล้ว 10,000 รอบ รอบต่อไปอีก 500 ปรากฎว่า ในครั้งเปิดเครื่องดูปรากฎเส้นด้ายขาดสองเส้น ก็ให้นับผลว่าได้ 10,000 รอบ

โดยมีการจำแนกและจัดกลุ่มลักษณะการใช้งานดังต่อไปนี้
  • Private use ค่าความคงทนต่อการขัดสีจะอยู่ที่ < 15,000 รอบ จัดอยู่ในประเภทการใช้งานภายในบ้าน
  • Office use ค่าความคงทนต่อการขัดสีจะอยู่ที่ 15,000 – 29,999 รอบ จัดอยู่ในประเภทการใช้งานภายในออฟฟิต
  • For public transportation ค่าความคงทนต่อการขัดสีจะอยู่ที่ > 30,000 รอบ จัดอยู่ในประเภทการใช้งานในพื้นที่สาธารณะ และสถานีขนส่งสาธารณะ

สำหรับเราแล้ว คุณสามารถดูสัญลักษณ์ง่ายๆ เมื่อคุณเลือกซื้อผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ กับเรา นิทัส เทสซิเล จำกัด ตามตัวอย่างข้างล่างนี้

ผ้า Dim-Out VS Black Out ใครดีกว่ากัน

ก่อนจะมาเปรียบกัน ว่าใครดีกว่าใคร เรามาดูความแตกต่างกันก่อนว่า ผ้า Dim-out, Black out คือผ้าอะไรมีคุณสมบัติอะไร

  1. ผ้า Dim-out หรือที่นิยมเรียกว่า ผ้ากันแสง, ผ้าม่านยูวี  เป็นผ้าที่ทอด้วยเทคนิคพิเศษ ซึ่งมีเส้นด้ายสีดำทอแทรกระหว่างชั้นผ้า ทำให้ผ้าชนิดนี้มีการซ้อนทับกันถึง 3 ชั้นผ้า มีคุณสมบัติในการกันแสงสว่างเข้ามาภายในห้องถึง 85% เป็นอย่างน้อย และไม่สามารถมองเห็นเส้นด้ายสีดำได้จากภายนอก ได้อีกด้วย
  2. ผ้า Black Out ในหลายประเทศมีการเรียกผ้า Dim-out ว่า Black out แล้ว เรียกผ้า Black Out Coating ผ้า Black Out คือผ้าม่านชนิดพิเศษที่เป็นการทอผ้าที่มีการเคลือบด้านหลังถึง 3 ชั้นและ 4 ชั้น ในกรณีของการเคลือบด้วยโฟมสีขาว (Foam Coating) ชั้นบนสุดและโฟมสีดำแทรกในชั้นที่ 2 และ ชั้นที่ 3 ของผ้าจะเป็นการเคลือบด้วยโฟมสีขาวดังกล่าว หรือและในกรณีของการเคลือบด้วยซิลิโคน จะเป็นการเคลือบชั้นที่ 4 ด้วย Silicone เป็นชั้นสุดท้าย การเคลือบโฟมและซิลิโคน มีคุณสมบัติในการกันแสงสว่างเข้ามาภายในห้องถึง 100%

ผ้าม่านทั้ง 2 ประเภทนี้ ยังสามารถป้องกันความร้อนและดูดซับรังสี UV ที่จะส่องผ่านเข้ามาในห้องทั้งช่วยประหยัดพลังงาน จากการใช้เครื่องปรับอากาศและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ผ้าม่าน Dim-out และ Black out เหมาะกับทุกห้องภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน และห้องโฮมเธียเตอร์ หรือ ออฟฟิตสำนักงาน และ โรงแรมต่าง ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

 

ผ้า Velvet หรือผ้ากำมะหยี่

ผ้านุ่มๆ ขนๆ ละเอียดๆ ที่เราเห็นนั้น จริงๆ แล้วเป็นผ้าที่มีเทคโนโลยีในการทอขั้นสูง ผ้า Velvet หรือผ้ากำมะหยี่ นั้นเป็นผ้าที่ใช้เครื่องชนิดพิเศษที่ทอผ้า จากสองชั้นเหมือนแผ่นขนมปังในแซนวิส ควบคู่กันไป โดยมีเส้นการทอยึดโยงขึ้นลงด้วย เหมือนใส้ของแซนวิส และที่หน้าอัศจรรย์คือเมื่อทอเสร็จแล้ว จะมีใบมีดตัดกลางระหว่างชั้นของ พื้นผ้าบนล่าง แยกออกเป็นสองส่วน ซึ่งจะทำให้ได้ผ้า สองผืนพร้อมกัน ในการทอครั้งเดียวนั้นเอง